Photoontour   โฟโต้ออนทัวร์
 
 
Home   :    Photo Gallery   :   Malaysia - Singapore  Part02
 
 
Home  :   Events  : Royal Photos :  Photos Gallery  :  Outbound tour  :  Flowers  :  Portrait   :   Asia Girls  :   Wallpapers  :   News  :  Clip Video  :  Site Update
 
 Malaysia - Singapore : ภาพท่องเที่ยวประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์    ตอนที่ 3
   
 
Part 1
Part 2
Part 3
Part 4
Part 5
Part 6
Part 7
Part 8
 
 
 
มาเลเซีย - สิงคโปร์ ตอนที่ 2 : ไร่ชาคาเมรอน Tea Farm on Cameron Highland
       

 












มาเลเซีย-สิงคโปร์ ตอนที่ 2
ไร่ชาคาเมรอน

(เดินทาง 26-29 พค.2556)


วันนี้หลังอาหารเช้าก็ออกเดินทางไปชมไร่ชาที่มีชื่อเสียงและใหญ่ที่สุดบนเขาคาเมรอน ได้แก่ไร่ชาของบริษัท BOH (BOH Plantations SDN BHD) ใครมาที่นี่ก็จะได้ชมโรงงานชาเก่าแก่ที่สร้างในสมัยอังกฤษยังปกครองประเทศมาเลเซียเมื่อราว 80 ปีก่อน และแม้ว่ามาเลเซียจะได้รับอิสรภาพจากอังกฤษเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2505 (ค.ศ.1957)หรือราว 52 ปีมาแล้ว แต่กิจการไร่ชาที่นี่ก็ยังดำเนินโดยกลุ่มนักธุรกิจชาวอังกฤษ ร่วมกับชาวมาเลเซีย

ชาที่ปลูกบนเขาคาเมรอนเป็น"ชาฝรั่ง"หรือ "British Tea" ซึ่งเป็นชาผงบรรจุกระป๋องหรือบรรจุซอง เมื่อจะชงก็นำมาผสมกับน้ำร้อน เติมนม เติมน้ำตาลทรายตามสะดวก

British Tea ต่างกับ Oolong Tea (ชาอูหลง) หรือชาจีนที่ชงจากใบชาโดยตรง แต่ British Tea จะเป็นผงเช่นเดียวกับชาเขียว(Green Tea) หรือชาญี่ปุ่น

พูดถึงเรื่องชา ต้องยกให้ประเทศจีนว่าเป็นจ้าวแห่งใบชา ส่วนชาฝรั่งและชาเขียวซึ่งเป็นลักษณะชาผงนั้นมาทีหลังชาจีนหลายพันปี ชาผงทั้งสองประเภทนี้เป็นการนำชาจีนมาประยุกต์ให้เกิดเป็นชาชนิดใหม่ ทำให้การชงชาหรือการกินชาแพร่หลายไปทั่วโลก

ชาฝรั่งหรือ British Tea มีจุดเริ่มต้นที่ประเทศอินเดีย

หลังอังกฤษเข้ายึดอินเดียให้เป็นเมืองขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2420 ก็ได้พัฒนาไร่ชาในท้องถิ่นเช่นในแค้วนอัสสัมให้เป็นการปลูกเพื่อการค้า  เหตุที่อังกฤษพัฒนาส่งเสริมการปลูกชาในประเทศอินเดียก็เนื่องจากชาที่นำมาจากประเทศจีนสมัยนั้นมีราคาแพง และยังต้องเสียภาษีนำเข้าในอัตราที่สูงอีกด้วย การกินชาในประเทศอังกฤษเมื่อร้อยกว่าปีก่อนจึงจำกัดอยู่ในกลุ่มคนชั้นสูงเท่านั้น

เมื่อมีการสงเสริมการปลูกชาที่ประเทศอินเดียจึงทำให้ชามีราคาถูกลง คนทั่วไปจึงมีโอกาสได้บริโภค ขณะเดียวกันกลุ่มนักธุรกิจชาวอังกฤษก็พัฒนาต่อยอดชาจีนที่นำใบชามาชงกับน้ำให้เป็นชาผงบรรจุกระป๋อง จนกระทั้งชาฝรั่งหรือชาผงเป็นที่นิยมในประเทศทางแถบยุโรป

เมื่อการปลูกชาในประเทศอินเดียประสบความสำเร็จ จึงได้ส่งเสริมการปลูกชาต่อไปที่ประเทศศรีลังกา กลายเป็นอุตสาหกรรมชาผงขนาดใหญ่ที่อยู่ในกำมือของพ่อค้าอังกฤษ ขณะเดียวกันชาผงที่ศรีลังกาก็มีชื่อเสียงไปทั่วโลกหรือที่รู้จักกันว่า “ชาซีลอน - Ceylon Tea”

ส่วนชาในประเทศมาเลเซียก็มีต้นกำเนิดมาจากชาวอังกฤษอีกเช่นกัน

หลังจากมาเลเซียตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ ก็มีนักสำรวจชาวอังกฤษเข้ามาเก็บข้อมูลบนเขาคาเมรอน เพื่อใช้เป็นพื้นที่ปลูกชาเช่นเดียวกับอินเดียและศรีลังกา  และผลการสำรวจและวิจัยก็พบว่าดินแดนบนเขาคาเมรอนมีความเหมาะสมในการปลูกชาเช่นเดียวกับที่อินเดียและศรีลังกา

จนกระทั่งการปลูกชาบนเขาคาเมรอนประสบความสำเร็จ สามารถส่งไปขายยังต่างประเทศได้ปีละเป็นจำนวนมาก

และ "ชาชัก(Teh Tarik)" ที่คนไทยรู้จักกันนั้นก็มีต้นกำเนิดมาจากประเทศมาเลเซีย หากจะนับวันเวลาว่ามีมาตั้งแต่เมื่อใดก็น่าจะตอบได้ว่า  มีขึ้นหลังจากการปลูกชาบนเขาคาเมรอนประสบความสำเร็จ หรือตั้งแต่ประเทศมาเลเซียผลิตชาผงออกไปขายต่างประเทศนั่นแหละครับ
  
พื้นที่การเกษตรบนเขาคาเมรอนที่มีชื่อเสียงทางมาจนทุกวันนี้ ก็มาจากการศึกษาวิจัยของชาวอังกฤษ ที่นำพันธ์ชาจากอินเดียมาปลูกจนกระทั่งประสบความสำเร็จ จากนั้นก็นำพืชผักเมืองหนาวชนิดอื่นๆมาทดลองปลูกจนได้รับผลเป็นที่น่าพอใจ ทำให้การเกษตรของมาเลเซียมีความก้าวหน้าไปมาก แม้แต่เห็ดชนิดต่างๆที่ขายกันมากมายในประเทศไทย  ก็ยังเทียบไม่ได้กับเห็ดชนิดต่างๆในมาเลเซียที่เกิดการค้นคว้าวิจัย ทำให้มีสายพันธ์ของเห็ดออกมามากมาย และยังมีสีสันที่สวยงามอีกด้วย

แม้แต่นักการเกษตรระดับดอกเตอร์ของไทยที่เดินทางมาในทริปนี้ถึงกับอึ้ง บอกไม่เคยเห็นเห็ดแปลกๆเช่นนี้มาก่อน

สำหรับเรื่องการเกษตรบนเขาคาเมรอนจากนี้ไป ก็ขอเอาบทความที่ตนเองได้รวมรวมและเขียนไว้เมื่อหลายปีก่อนมาลงซ้ำอีกครั้ง  จะได้ไม่ต้องเสียเวลาค้นคว้าหาข้อมูลกันใหม่

บทความนี้เขียนเมื่อครั้งที่เดินทางมาเที่ยวเขาคาเมรอนเมื่อ กค.49 หรือ 7 ปีก่อน และการมาเที่ยวครั้งนี้(พค.56) ก็เห็นว่าเขาคาเมรอนมีการเปลี่ยนแปลงไปมาก โดยเฉพาะจำนวนนักท่องเที่ยวและร้านผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรที่มีมากกว่าเมื่อก่อนชนิดที่เทียบกันไม่ได้


บทความเมื่อปี 2550

“คาเมรอนไฮแลนด์ “ เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำหรับผู้ที่ชื่นชอบธรรมชาติ หรือต้องการมาพักบนเขาที่มีบรรยากาศแบบตะวันตก โดยเฉพาะบ้านพักหลังใหญ่ๆสไตล์อังกฤษ ที่ยังหลงเหลือให้เห็นตามเนินเขา ชนิดที่ใครเห็นแล้วก็บอกว่าเหมือนมาเที่ยวสวิสเซอร์แลนด์

เขาคาเมรอนมีความสูงประมาณ 1,830 เมตร หรือ 6,000 ฟุต เทียบกับบ้านเราก็ไม่ถือว่าสูงมาก แต่ที่นี่เป็นเขตชุ่มชื้นเหมือนภาคใต้ของเรา คือมีเมฆมากและมีฝนชุก ความสูงระดับนี้ก็พอเพียงที่จะสัมผัสถึงกลุ่มเมฆที่ลอยในระดับต่ำๆ ทำให้บริเวณภูเขามีเมฆปกคลุมและมีอากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี

ที่พักมีหลายรูปแบบ เช่นโรงแรม รีสอร์ต เกสเฮ้าส์ หรือแค้มปิ้ง ลองเข้าไป search Google ก็จะเห็นบริการที่พักแบบต่างๆมากมาย ชาวมาเลเซียเองก็นิยมพาครอบครัวมาพักผ่อน หรือแม้แต่ชาวสิงคโปร์ก็นิยมขับรถมาพักในวันหยุดสุดสัปดาห์เช่นกัน ทำให้ทุกวันหยุดจะมีนักท่องเที่ยวเข้าพักชนิดเต็มเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะบ้านพักเป็นหลังๆสไตล์เก่าแก่คล้ายชนบทของประเทศทางยุโรป

บนเขาคาเมรอนมีกฏเกณฑ์เรื่องการควบคุมสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวด ที่อยู่อาศัย โรงแรมที่พัก และฟาร์มเกษตร ทั้งหมดนี้จะต้องไม่ทำความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม หรือก่อให้เกิดมลภาวะ และสำหรับฟาร์มเกษตรที่คาเมรอนนี้ก็ยังเป็นต้นแบบของการเกษตรสมัยใหม่ ไกด์ที่พาเที่ยวบอกว่าที่นี่จะไม่ใช้สารเคมีใดๆทั้งปุ๋ยและยาฆ่าแมลง ทานอาหารประเภทพืชผักจึงไร้กังวล

คาเมรอนเป็นแหล่งที่ผลิตพืชผักใหญ่เป็นอันดับ1 ของมาเลเซีย สามารถเลี้ยงคนมาเลเซียค่อนประเทศ และยังสามารถส่งออกไปเลี้ยงคนสิงคโปร์ได้ทั้งเกาะ จนหลายคนบอกว่าพืชผักผลไม้จากคาเมรอนที่เดียว สามารถเลี้ยงคนได้ถึง 2 ประเทศ

พืชผักจากคาเมรอนเป็นตัวอย่างการการเกษตรที่มีการนำเทคโนโลยีทางการเกษตรที่ทันสมัยมาใช้ มีการบริหารจัดการในรูปแบบของธุรกิจเอกชน ดังนั้นเจ้าของฟาร์ม เจ้าของพื้นที่การเกษตรจึงเป็นของห้างหุ้นส่วน หรือเป็นบริษัท

ผลผลิตทั้งหมดของที่นี่มีตลาดรองรับที่แน่นอน รัฐบาลไม่ต้องเข้ามารับประกันราคา เนื่องจากเจ้าของกิจการสามารถหาตลาดได้ด้วยตัวเอง ผลิตภัณฑ์จากเขาคาเมรอนสามารถส่งไปขายยังประเทศที่มีความเข้มงวดในเรื่องคุณภาพได้อย่างไม่มีปัญหา

พืชผักผลไม้จากเคเมรอนไฮแลนด์จึงเป็นสินค้าเกษตรที่ได้มาตรฐาน ปลอดภัยต่อสุขภาพ และทำกันมานานแล้ว

การเกษตรที่คาเมรอนประสบความสำเร็จมาได้ทุกวันนี้ ต้องยกเครดิตให้กับผู้บุกเบิกในอดีต ได้แก่นักสำรวจชาวอังกฤษที่ชื่อ William Cameron โดยรัฐบาล(อังกฤษ)ที่ปกครองมาเลเซีย มอบหมายให้สำรวจพื้นที่บนภูเขา เพื่อทำแผนที่เมื่อปี ค.ศ 1885 หรือ พ.ศ. 2428

ในการสำรวจก็ได้เก็บและบันทึกข้อมูลต่างๆด้วย เช่นอุณหภูมิ ความสูง ความชื้น ซึ่งเป็นข้อมูลทางวิชาการเพื่อใช้ประโยชน์ในด้านอื่นๆ กระทั่ง ค.ศ 1925 (พ.ศ.2468) Sir George Maxwell ได้มาพัฒนาและตั้งสถานีทดลองบนคาเมรอน( Hill Station Grew)ได้แก่ตั้งฟาร์มเลี้ยงผีเสื้อ เลี้ยงผึ้ง ปลูกชา ดอกไม้ พืชผักต่างๆ จากนั้นบนเขาคาเมรอนก็มีสำนักของอังกฤษอีกหลายหน่วยงาน เช่นศูนย์พฤกษศาสตร์เป็นต้น

พืชชนิดแรกที่เริ่มทดลองปลูกก็คือ “ชา” ซึ่งเป็นการนำชาพันธ์ดีจากอินเดียมาปลูกจนประสบผลสำเร็จ จากนั้นก็นำสตอเบอรีมาทดลองปลูก พร้อมกับตั้งฟาร์มเลี้ยงผึ้ง ต่อมาได้นำพืชผักเมืองหนาวชนิดอื่นๆมาปลูก ก็ได้รับความสำเร็จเช่นกัน จนคาเมรอนกลายเป็นพื้นที่การเกษตรที่ใหญ่ที่สุดของมาเลเซีย

คาเมรอนในช่วงที่ตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ กลายเป็นสถานที่พักผ่อนตากอากาศของบรรดาข้าราชการและเจ้าขุนมูลนายชาวอังกฤษ มีการสร้างบ้านพักในสไตล์อังกฤษและสถานที่ราชการไว้หลายแห่ง ปัจจุบันยังพอเหลือและได้รับการอนุรักษ์ไว้ ส่วนอาคารต่างๆเช่นโรงแรมที่สร้างขึ้นมาใหม่ ก็ยังยึดตามสไตล์แบบเดิมๆ

สำหรับการเดินทางในตอนต่อไปก็เป็นการเดินทางต่อไปยังกรุงกัวลาลัมเปอร์ เมืองหลวงของมาเลเซีย จากนั้นก็จะไปยังเมืองมะลากา ซึ่งอดีตเป็นเมืองท่าสำคัญของแหลมมลายู และได้รับการขึ้นทะเบียนมรดกโลกพร้อมๆกับปราสาทพระวิหารของกัมพูชาเมื่อปีพ.ศ. 2551 ซึ่งหลังจากเมืองมะละกาได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก รัฐบาลมาเลเซียก็มีการประชาสัมพันธ์เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว

ส่วนไทยกับเขมร ก็มีการฉลองมรดกโลก"ปราสาทพระวิหาร"โดยยิงปืนใหญ่เข้าถล่มกันจนมีผู้บาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก

และการที่ไทยกับกัมพูชามีปัญหาเรื่องแนวชายแดน จนเขมรนำข้อพิพาทนี้ไปฟ้องต่อศาลโลกอีกครั้งหนึ่ง ก็ถือว่าเป็นผลงานชิ้นโบว์ดำของพรรคประชาธิปัตย์ที่มีนายอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรี ที่ดันไปเชื่อนักวิชาการโง่ๆ รวมทั้งเชื่อแกนนำของพวกเสื้อเหลืองที่ยุให้ไทยทะเลาะกับเขมร

ผลงานของพรรคประชาธิปัติย์ที่มีนายอภิสิทธิ์เป็นหัวหน้าพรรคยังสร้างความตกต่ำให้กับพรรคนี้มาตลอด จนถึงวันนี้ถือพรรคประชาธิปัตย์ว่าได้ฆ่าตัวตายทางการเมืองไปเรียบร้อยแล้ว ที่ไม่ยอมส่งสส.เข้าเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 กพ.57 ทำให้การเปิดสภาครั้งต่อไปจะไม่มีสส.พรรคปชป. มานั่งในสภา และไม่ได้รับเงินสนับสนุนพรรคจากกกต.ถึงปีละ 47 ล้านบาท

จากนี้ไปสส.ปชป.จะตกงานกันทั้งพรรคไม่มีเงินเดือน ไม่มีค่าเบี้ยประชุม และสิทธิพิเศษของการเป็นสส.ก็หมดไปด้วย

ก่อนและหลังการประกาศยุบสภาของ นส.ยิ่งลักษณ์ พรรคปชป.ก็ให้การสนับสนุนและร่วมหัวจมท้ายกับ กปปส.ที่มีนายสุเทพ เทือกสุบรรณเป็นแกนนำ ที่ประกาศ Shutdown กรุงเทพฯมาเป็นเวลาหลายเดือน แต่ก็ทำอะไรกับรัฐบาลยิ่งลักษณ์ไม่ได้ จนมวลมหาประชาชนเสื่อมศรัทธาเนื่องจากกลยุทธต่างๆที่งัดมาต่อสู้กับรัฐบาลนั้น ประสบกับความต้องพ่ายแพ้ในทุกๆเรื่อง เวลานี้จึงต้องยุบเวทีทั้งหมดและย้ายไปอยู่ที่สวนลุมเพียงแห่งเดียว

ต้องบอกว่าพรรคประชาธิปัตย์ โง่แบบซ้ำซาก อนาคตทางการเมืองดับวูบจนคนในพรรคใจหายว่าทำไมจึงตกต่ำรวดเร็วถึงเพียงนี้ เห็นหน้าตา สส.ปชป.เวลานี้ไม่ต่างกับคนอมทุกข์ อมโรค และไม่มีความสุข


เป็นนักการเมืองหากปฏิเสธการเลือกตั้ง ก่อกวน และยกพวกปิดหน่วยเลือกตั้ง มันเท่ากับทำบาปให้กับขบวนการประชาธิปไตยชัดๆ จากนี้ไปก็ต้องรับกรรมตามที่ได้ก่อไว้



โฟโต้ออนทัวร์
3 มีนาคม.2557






 
  copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ