Photoontour   โฟโต้ออนทัวร์
 
 
Home   :    Photo Gallery   :   Malaysia - Singapore  Part04
 
 
Home  :   Events  : Royal Photos :  Photos Gallery  :  Outbound tour  :  Flowers  :  Portrait   :   Asia Girls  :   Wallpapers  :   News  :  Clip Video  :  Site Update
 
 Malaysia - Singapore : ภาพท่องเที่ยวประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์    ตอนที่ 4
   
 
Part 1
Part 2
Part 3
Part 4
Part 5
Part 6
Part 7
Part 8
 
 
 
มาเลเซีย - สิงคโปร์ ตอนที่ 4 : กรุงกัวลาลัมเปอร์ พระราชวังอีสตาน่าไนการ่า ปุตราจายา Kuala Lumpur, Istana Negara Palace, Putrajaya
       

 










    



มาเลเซีย-สิงคโปร์ ตอนที่ 4
กรุงกัวลาลัมเปอร์
พระราชวังอีสตาน่าไนการ่า ปุตราจายา
(เดินทาง 26-29 พค.2556)



ตอนที่แล้วพาลงเขาคาเมรอน จากนั้นก็แวะทานข้าวกลางวัน เสร็จแล้วก็ออกเดินทางเข้ากรุงกัวลาลัมเปอร์ เมืองหลวงของมาเลเซีย

ระยะทางจาก เมืองเบอร์นาม จายา(Bernam Jaya) สู่กรุงกัวลาลัมเปอร์ มีระยะทางประมาณ 75 กม. ซึ่งเป็นถนนไฮเวย์หรือมอเตอร์เวย์ในบ้านเรา  ทำให้การจราจรไม่ติดขัด รถราบนถนนก็ไม่มากนัก

ประเทศมาเลเซียกำหนดความเร็วของรถเก๋งไม่เกิน 110 กม. ส่วนรถบัสกำหนดที่ 90 กม. เรียกว่ากำลังสบายๆ นั่งรถชมสวนปาล์มไปเรื่อยๆ  เผลอแพลบเดียวก็เข้าเขตกรุงกัวลาลัมเปอร์แล้ว

เรื่องกำหนดความเร็วบนถนนหลวงของมาเลเซียและอีกหลายๆประเทศในเอเชีย  รถเก๋งขับได้ไม่เกิน 110 กม.โดยไม่มีข้อยกเว้นว่าจะเป็นช่วงแซงคันหน้าหรือไม่ ขับเกินก็ต้องเจอใบสั่งโดยส่งทางไปรษณีย์ถึงหน้าบ้าน ค่าปรับในมาเลเซียคิดเป็นเงินไทยประมาณ 3 พันกว่าบาท ซึ่งพอๆกับประเทศเวียดนาม (เมืองไทย 2-300 บาท)

คนไทยขับรถไปเที่ยวมาเลเซียก็เจอมาแล้ว หากขับเกินก็จะส่งค่าปรับไปตามที่อยู่ในหนังสือเดินทาง ก็ต้องชำระผ่านระบบออนไลน์อินเตอร์เน็ต ที่เค้าระบุมา หากไม่ชำระก็จะโดนแบล็คลิสต์ ครั้งต่อไปก็เข้าประเทศมาเลเซียไม่ได้ แถมเจอค่าปรับหลายเท่าเผลอๆอาจติดคุก  เรียกว่าไม่คุ้ม

บ้านเรากำหนดความเร็วบนถนนหลวงไม่เกิน 120 แต่เหยียบกัน 140 150 ตำรวจก็ไม่ว่า เพราะไม่มีเครื่องตรวจจับ อุบัติเหตุอันเนื่องมาจากขับเร็วจึงสูงเป็นอันดับ 1 ของโลก ตายกันทุกวัน จนเป็นเรื่องปกติธรรมดาในบ้านเรา เมื่อวานมีข่าวรถบรรทุก 18 ล้อแหกโค้งกวาดรถ 3 คันตกถนนดับ 5 ตายยกครัว พ่อ-แม่-ลูก นี่ก็ประมาทและขับเร็วเกินกำหนด


สวนปาล์มมาเลเซีย

ประเทศมาเลเซียปลูกปาล์มน้ำมันเป็นอันดับ 1 ของโลก นับจากเปลี่ยนจากปลูกยางพาราแล้วหันมาปลูกปาล์มเมื่อราว 20-30 ปีก่อน

เมื่อก่อนชาวสวนยางในประเทศไทยจะต้องนำเข้าต้นยางพันธ์ดีมาจากมาเลเซีย เนื่องจากมาเลเซียมีประสบการณ์ในการทำสวนยางมานาน  มีการพัฒนาขยายสายพันธ์ที่มีคุณภาพดี อีกอย่างภูมิประเทศก็เอื้ออำนวย

ยังจำได้ว่าไปใต้ทีไรเห็นสวนยางที่ไหนใบสีเขียวสด และมีใบแน่น คนใต้ก็มักจะบอกว่าเป็นยางจากมาเลเซีย แต่ปัจจุบันไทยเราพัฒนาสายพันธ์ได้ดีขึ้นจึงไม่ต้องนำเข้าจากมาเลเซีย

มาเลเซียหันมาปลูกปาล์มน้ำมันแทนการปลูกสวนยางที่เคยครองตลาดเป็นอันดับ 1 ของโลกมานาน แต่เมื่อเกิดวิกฤติเรื่องแรงงาน   ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานจากไทย จึงหันไปปลูกปาล์มน้ำมันแทน    

จนกระทั่งมาเลเซียกลายเป็นประเทศที่ปลูกปาล์มน้ำมันเป็นอันดับ 1 ของโลก ส่วนไทยก็ได้แชมป์ปลูกยางพาราแทนประเทศมาเลเซีย

ปัจจุบันราคาปาล์มน้ำมันมีราคาดีกว่ายางพารา ทำให้ชาวสวนปาล์มไม่ได้รับผลกระทบ ผิดกับราคายางที่มีความผันผวน และราคาตกลงจากเมื่อก่อนมาก 

คงจำกันได้ว่ามีการปิดถนนประท้วงของชาวสวนยางภาคใต้เมื่อปี 2556 กระทั่งกลายเป็นม๊อบการเมืองของกลุ่ม กปปส.หรือของพ่อกำนันสุเทพ ในเวลาต่อมา

ประเทศมาเลเซียตั้งอยู่ในเขตร้อนชื้น ไม่ต่างกับภาคใต้ตอนล่างของไทย  ใครไปเที่ยวประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์ก็จะได้สัมผัสกับตนเองเองว่าอากาศค่อนข้างร้อน และร้อนแบบเหนียวตัว  รู้สึกเลยว่าไม่ค่อยสบายเนื้อสบายตัวสักเท่าใด

บรรดาต้นไม้ใหญ่ๆในมาเลเซียจึงมีพืชที่ขึ้นในที่ชื้น เช่นเฟิร์นและหญ้ามอส เกาะตามต้นไม้ที่ปลูกไว้กลางเมือง  กรุงกัวลาลัมเปอร์จึงเต็มไปด้วยป่าไม้ที่ทางการปลุกไว้ให้เกิดความร่มรื่น เช่นเดียวกับประเทศสิงคโปร์

หลายสิ่งหลายอย่างที่มาเลเซียนำแบบอย่างมาจากประเทศสิงคโปร์ในเรื่องการจัดภูมิทัศน์ของเมืองให้ดูร่มรื่น  รวมไปถึงความสะอาดและความเป็นระเบียบของบ้านเมืองที่แตกต่างกับประเทศไทย

หากพูดถึงความเป็นระเบียบและความสะอาดของเมืองแล้ว แค่มาเห็นกรุงกัวลาลัมเปอร์ก็เหมือนกับโคลนนิ่งมาจากสิงคโปร์ อะไรดีๆที่เห็นในสิงคโปร์ มาเลเซียรับมาหมด


Istana Negara, Jalan Duta

โปรแกรมเที่ยวกรุงกัวลาลัมเปอร์ในเย็นวันนี้ก็คือ  พระราชวังอีสตาน่าไนการ่า ซึ่งเป็นพระราชวังแห่งชาติ

พระราชวังแห่งนี้เป็นพระราชวังหลังใหม่ Istana Negara, Jalan Duta  หรือ National palace  สร้างแทนพระราชวังเก่าที่มีชื่อว่า Istana Negara Sultan 's Palace



สำหรับพระราชวัง เนการา(พระราชวังเดิม หลังเก่า) Istana Negara Sultan 's Palace


(ภาพจากเว็บไซต์)

เดิมเป็นคฤหาสถ์ของชาวจีนอพยพที่เข้ามาตั้งรกรากและสร้างความร่ำรวยจากการทำเหมืองแร่และธุรกิจอื่น มีชื่อว่า ชานวิง (Chan Wing) ซึ่งได้สร้างบ้านหลังใหญ่ขึ้นมาเมื่อปี ค.ศ 1920 ให้เป็นที่อยู่อาศัยของครอบครัวขนาดใหญ่ที่พาภรรยาจากฮ่องกงจำนวนถึง 26 คน

ตามบันทึกของลูกสาวคนที่ 8 และบอกว่า ชานวิง เดิมมีฐานะยากจน ต่อมากลายเป็นมหาเศรษฐี (คศ. 1873 - 1947 ) และยังบอกด้วยว่าบ้านหลังนี้เคยใช้เป็นที่เลี้ยงสังสรรงานใหญ่ๆ รวมทั้งจัดปีใหม่ในเทศกาลตรุษจีน

ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ชานวิง และครอบครัวได้อพยพไปอยู่ประเทศอินเดียโดยทางเครื่องบิน และเมื่อสงครามสิ้นสุดก็ไม่ได้กลับมาอยู่ที่บ้านหลังนี้ แต่ได้ไปสร้างบ้านอยู่บนภูเขา กระทั่งบ้านหลังใหญ่นี้ได้ตกเป็นของรัฐบาลอังกฤษที่ปกครองมาเลเซียในสมัยนั้น

ค.ศ 1954 เป็นปีที่มาเลเซียได้รับเอกราชจากอังกฤษและได้รับสถาปนาขึ้นเป็นสหพันธรัฐมาเลเซีย ก็ได้มีการปรับปรุงครั้งใหญ่เพื่อให้เป็นที่ประทับของกษัตริย์

คงจะเป็นเพราะประวัติความเป็นมาของพระราชวังเดิมดูไม่ค่อยสมพระเกียรติของกษัตริย์สักเท่าใด ในปีค.ศ 2010 รัฐบาลมาเลเซียจึงพิจารณาสร้างพระราชวังหลังใหม่ให้ดูสมพระเกียรติ  บนเนื้อที่ 97.65 เฮกเตอร์ หรือประมาณ 600 ไร่ ใช้ค่าก่อสร้างจำนวน $ 800 ล้านริงกิตหรือประมาณ 8000 ล้านบาท

เรียกว่าเป็นการลงทุนอย่างมหาศาลของประเทศเศรษฐีน้ำมันอย่างมาเลเซีย

แต่งบประมาณค่าก่อสร้างทั้งหมดนี้ได้รวมถึงการสร้างถนนหน้าวังและการสร้างสะพานลอยบริเวณหน้าวังให้รถวิ่งได้สะดวก

รัฐบาลมาเลเซียชี้แจงว่า ค่าก่อสร้างที่มีราคาแพงนั้นส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของการตกแต่งภายในรวมทั้งเฟอร์นิเจอร์ที่ค่อนข้างหรูหรา (น่าจะประเภททองคำฝังเพชรอะไรประมาณนั้น)

ก่อนจบก็ขอนำภาพพระราชวังของกษัตริย์มาเลเซียมาให้ชม จะได้เห็นความยิ่งใหญ่อลังการ และด้วยงบลงทุนสูงถึง 8,000 ล้านบาท ซึ่งรัฐบาลมาเลเซียสร้างถวายฯและเพื่อเป็นศรีสง่าแก่ประเทศมาเลเซีย


Istana Negara, Jalan Duta
(ภาพจากเว็บไซต์)


พระราชวังอีสตาน่าไนการ่า (พระราชวังแห่งชาติมาเลเซีย)

    




ไหนๆก็พูดถึงกษัตริย์มาเลเซีย ก็ขอถือโอกาสแสดงรายพระนามพระมหากษัตริย์ที่ร่ำรวยที่สุดในโลก 10 อันดับ ที่สื่อต่างประเทศเคยสำรวจไว้เมื่อปี 2008  จะได้รู้ว่าชาติไทยก็ไม่น้อยหน้าใครในโลก

10 อันดับ กษัตริย์ที่ร่ำรวยที่สุดในโลก
 
อันดับที่ 10  สุลต่านกาบุส แห่งโอมาน มีพระราชทรัพย์สุทธิ 1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ
อันดับที่ 9   เจ้าชายอัลเบิร์ตที่ 2 แห่งโมนาโก มีพระราชทรัพย์ประมาณ 1.4 พันล้านเหรียญฯ
อันดับที่ 8   กษัตริย์โมฮัมหมัดที่ 6 แห่งประเทศโมร็อกโก กษัตริย์โมฮัมหมัดที่ 6 แห่งประเทศโมร็อกโก ขณะนี้มีทรัพย์สินรวม 1.5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ
อันดับที่ 7   ชีค ฮาหมัด บิน คาลิฟา อัล ธานี่ มีทรัพย์สินโดยประมาณรวม 3 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ
อันดับที่ 6   เจ้าชายฮันส์ อาดัมที่ 2 แห่งลิกเตนสไตน์ มีพระราชทรัพย์ทรัพย์ประมาณการ 5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ
อันดับที่ 5   ชีค โมฮัมหมัด บิน ราชิด อัล มาคทูม แห่งดูไบ มีพระราชทรัพย์สุทธิ 18 พันล้านเหรียญฯ
อันดับที่ 4   สุลต่านแห่งบรูไน มีทรัพย์สิน 20 พันล้านเหรียญฯ
อันดับที่ 3   กษัตริย์อับดุลลาห์ บิน อับดุล อาซิซ แห่งซาอุฯ ทรงมีทรัพย์สินประมาณการที่ 21.5 พันล้านเหรียญฯ
อันดับที่ 2   ชีค คาลิฟา บิน ซาเยด อัล นาห์ยาน แห่งอาบูดาบี (สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) มีพระราชทรัพย์ประมาณ 23 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ
อันดับที่ 1   พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชแห่งราชอาณาจักรไทย ทรงอยู่ในลำดับสูงสุดของทำเนียบราชวงศ์ที่รวยที่สุดในโลกในปีนี้ โดยมีพระราชทรัพย์ประมาณการได้ล่าสุดกว่า 35 พันล้าน เหรียญฯ (1.19 ล้านล้านบาท)

ส่วนควีน เอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักรนั้น ทรงมีทรัพย์สิน 600 ล้านดอลลาร์
(สำหรับการจัดอันดับนี้มีการเปลี่ยนแปลงลำดับทุกๆปีเช่นเดียวกับการจัดอันดับมหาเศรษฐีของโลก)




โฟโต้ออนทัวร์
11 เมษายน 2557






 
  copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ