Photoontour   โฟโต้ออนทัวร์
 
 
Home   :    Photo Gallery   :   Malaysia - Singapore  Part08
 
 
Home  :   Events  : Royal Photos :  Photos Gallery  :  Outbound tour  :  Flowers  :  Portrait   :   Asia Girls  :   Wallpapers  :   News  :  Clip Video  :  Site Update
 
 Malaysia - Singapore : ภาพท่องเที่ยวประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์    ตอนที่ 8
   
 
Part 1
Part 2
Part 3
Part 4
Part 5
Part 6
Part 7
Part 8
 
 
 
มาเลเซีย - สิงคโปร์ ตอนที่ 8 : Singapore Chinatown : ย่านไชน่าทาวน์ในสิงคโปร์
       

 










    



มาเลเซีย-สิงคโปร์ ตอนที่ 8
Singapore China Town

(เดินทาง 26-29 พค.2556)


สิงคโปร์-มาเล ตอนที่ 8 เป็นวันที่ได้ไปเที่ยวในย่านไชน่าทาวน์ของสิงคโปร์ คิดว่าคนไทยที่เคยมาสิงคโปร์คงจะรู้จัก 

ความจริงสิงคโปร์มีย่านไชน่าทาวน์หลายแห่ง แต่ละแห่งได้ปรับปรุงตึกแถวที่เป็นสถาปัตยกรรมแบบชิโน-โปรตุกีส ให้ดูใหม่และสวยงาม เช่นเดียวกับย่านเมืองเก่าในจังหวัดภูเก็ต

แต่ย่านไชน่าทาวน์ที่เรากำลังจะไปนี้มี "ศาลเจ้าแม่กวนอิม" ที่ชาวสิงคโปร์และนักท่องเที่ยวชาวพุทธนิยมไปสักการะ ขณะเดียวกันใกล้ๆกับศาลเจ้าฯก็มีวัดฮินดูของชาวสิงคโปร์เชื้อสายอินเดีย ทั้งวัดฮินดูและศาลเจ้าอยู่ห่างกันไม่ถึง 100 เมตร แต่วัดฮินดูรู้สึกว่าไม่ค่อยคึกคักเท่าศาลเจ้าแม่กวนอิม

และที่เหมือนกันทั้งสองแห่งก็คือ "ห้ามถ่ายภาพข้างใน" จึงทำได้เพียงแค่ชะเง้ออยู่ตรงประตูทางเข้า

สำหรับเมืองไทยอาจไม่ค่อยเห็นวัดฮินดูมากนัก เนื่องจากบ้านเราเป็นเมืองพุทธ แต่ปัจจุบันชาวพุทธหันมานับถือเทพของพวกพรามหณ์หรือของชาวฮินดูกันมากขึ้น ทำให้วัดฮินดูคึกคักไปทั้งชาวพุทธและชาวอินเดีย

ถามว่าทำไมชาวพุทธจึงนับถือเทพของศาสนาฮินดู ก็คงต้องบอกว่ามันเป็นกระแสความนิยม และเป็นเรื่องของการตลาดที่เรียกว่า "พุทธพาณิชย์"

อะไรก็ตามที่คิดว่าเป็นความเชื่อความศรัทธาที่สามารถะขายได้ ก็จะมีนักธุรกิจเข้ามาหากินกับเรื่องเหล่านี้เช่นเดียวกับสินค้าทั่วไป มีการโฆษณาประชาสัมพันธ์ ไม่ต่างกับสมัยของ “องค์จตุคามรามเทพ” ที่เคยขายกันองค์ละหลายพันหรือหลายหมื่น มาถึงปัจจุบันกลายเป็นของไม่มีราคา ไม่ต่างกับเศษดินเศษหิน

ความนิยมของจตุคามเสื่อมลง สินค้าหมดความนิยม ขายไม่ออก ก็ต้องหันมาโปรโมทสินค้าตัวใหม่ซึ่งขณะนี้องค์เทพของศาสนาฮินดูกำลังมาแรง

หลายประเทศที่ประชาชนนับถือศาสนาพุทธ ไม่ว่าจะเป็นศรีลังกา พม่า จีน ญี่ปุ่น ฯลฯ ก็ไม่มีที่ไหนที่ธุรกิจด้านพุทธพาณิชย์จะใหญ่โตเท่ากับประเทศไทย เคยได้ยินตัวเลขของศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินในปี2551 ว่ามีมูลค่า 5 หมื่นล้านบาท ปัจจุบันปี 59 น่าจะปาเข้าไปที่ 1 แสนล้านบาทก็อาจเป็นได้

เรื่องนี้สะท้อนถึงความศรัทธาของชาวพุทธในประเทศว่ามีความเลื่อมใสในพุทธศาสนาอย่างแท้จริงแค่ไหน หรือศรัทธากับวัตถุนิยมที่นักการตลาดพยายามปั้นวัตถุให้กลายเป็นของศักดิ์สิทธิ์ ในทางกลับกันหากชาวพุทธมีความเลื่อมใสในพุทธศาสนาจริง วัตถุมงคลที่มีหลากหลายเหล่านี้คงขายไม่ออก

ชาวพุทธจะต้องนับถือแต่พระพุทธเจ้าเพียงพระองค์เดียว

แต่ชาวบ้านไม่เคยได้ยินคำนี้ แม้แต่พระสงฆฺก็ไม่เคยบอกกล่าว แถมบางวัดยังเอาใจญาติโยม จัดให้มีองค์เทพต่างๆให้ชาวบ้านสักการะบูชา ชาวพุทธจึงหนีไม่พ้นที่จะต้องนับถือเทพของศาสนาอื่นไปตามกระแส ก็ในเมื่อวัดต่างๆก็มีเทพให้กราบไหว้อยู่เต็มวัด แล้วจะให้ชาวบ้านไม่ศรัทธาได้อย่างไร

พระพุทธเจ้าตรัสว่าผู้ที่มีความเชื่อและศรัทธาแบบนี้เรียกว่า “เป็นผู้มีจิตใจเหมือนปุยนุ่น” ลมพัดไปทางไหนก็จะปลิวไปทางนั้น จิตใจไม่ได้หยั่งลงมั่นต่อตถาคตอย่างแท้จริง

หลายคนสงสัยว่าการนับถือเทพในศาสนาอื่นเป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่ ก็ต้องตอบว่าทุกศาสนาต่างก็ห้ามคิดห้ามทำด้วยกันทั้งนั้น

ศาสนาอิสลามนั้นห้ามเด็ดขาด รวมทั้งห้ามชาวมูสลิมเข้าไปในสถานที่ประกอบพิธีกรรมของศาสนาอื่น เช่นโบสถ์ วิหาร ในทางตรงกันข้ามมัสยิดหรือสุเหร่าของพวกอิสลามก็ห้ามคนของศาสนาอื่นเข้าไปภายในเช่นเดียวกัน

ส่วนศาสนาคริสต์ เคยอ่านในคัมภีร์ใบเบิลว่าให้ชาวคริสต์นับถือแต่พระผู้เป็นเจ้าเพียงองค์เดียว และห้ามเข้าไปในสถานที่ประกอบพิธีกรรมของศาสนาอื่นเช่นเดียวกับศาสนาอิสลาม แต่ไม่ห้ามคนศาสนาอื่นเข้าไปภายในโบสถ์คริสต์ คงเป็นเพราะว่าคนต่างศาสนาเมื่อเข้ามาภายในโบสถ์แล้วก็อาจเกิดศรัทธาและหันมานับถือศาสนาคริสต์

(ตอนหนึ่งของคัมภีร์ใบเบิลในเรื่อง จงนมัสการองค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าองค์เดียวของท่าน)

ในพระบัญญัติประการที่ 1 ห้ามบรรดาคริสตชนหันไปเคารพกราบไหว้หรือ นับถือผู้อื่นเสมอเหมือน หรือ ยิ่งใหญ่เท่าพระเจ้า…  ดังนั้น ใครก็ตามที่ฝ่าฝืนกระทำผิดจะต้องถูกลงโทษจากพระศาสนจักร... เพราะเป็นการขาดความเชื่อ ความไว้ใจ และความรักในพระเป็นเจ้านั่นเอง

ส่วนศาสนาพุทธ ที่หลายคนคิดว่าเป็นศาสนาประชาธิปไตย จะนับถือใคร จะกราบไหว้บูชาสักการะใครก็ได้ ซึ่งเป็นความเข้าใจผิด

ในพระไตรปิฏก พระองค์ตรัสไว้ชัดเจนว่า ให้นับถือแต่พระองค์เท่านั้น  

ตถาคเต เอกนฺตคโต อภิปฺปสนฺโน
(ตะ ถา คะ เต เอ กัน ตะ คะ โต อะ ภิป ปะ สัน โน)
เลื่อมใสอย่างยิ่ง ในส่วนเดียวต่อพระตถาคต


ขณะเดียวกันพระพุทธเจ้าก็ทรงห้ามฟังคำสอน(สุตตันตะ)ของสาวกต่างศาสนา ซึ่งรวมไปถึงห้ามฟังคำสอนภิกษุในพระพุทธศาสนารวมทั้งคำสอนของพระอรหันต์ที่แต่งขึ้นใหม่หรือบัญญัติใหม่ หน้าที่ของสงฆ์สาวกในพุทธศาสนาก็คือ"จำคำสอนของพระองค์ไปเผยแพร่เท่านั้น"


"ภิกษุทั้งหลาย !
สุตตันตะเหล่าใด ที่กวีแต่งขึ้นใหม่เป็นคำร้อยกรองประเภทกาพย์กลอน มีอักษรสละสลวย มีพยัญชนะอันวิจิตร เป็นเรื่องนอกแนว
เป็นคำกล่าวของสาวก เมื่อมีผู้นำสุตตันตะเหล่านั้นมากล่าวอยู่ เธอจักไม่ฟังด้วยดี ไม่เงี่ยหูฟัง ไม่ตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึง
และจักไม่สำคัญว่าเป็นสิ่งที่ตนควรศึกษาเล่าเรียน"

"ภิกษุทั้งหลาย !
ส่วนสุตตันตะเหล่าใดที่เป็นคำของตถาคต เป็นข้อความลึก มีความหมายซึ้ง เป็นชั้นโลกุตตระ ว่าเฉพาะด้วยเรื่องสุญญาตา
เมื่อมีผู้นำสุตตันตะเหล่านั้นมากล่าวอยู่ เธอย่อมฟังด้วยดี ย่อมเงี่ยหูฟัง ย่อมตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึง
และย่อมสำคัญว่าเป็นสิ่งที่ตนควรศึกษาเล่าเรียน

ทรงห้ามบัญญัติเพิ่มหรือตัดทอนสิ่งที่บัญญัติไว้
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุทั้งหลายจักไม่บัญญัติสิ่งที่ไม่เคยบัญญัติ จักไม่เพิกถอนสิ่งที่บัญญัติไว้แล้ว จักสมาทานศึกษาในสิกขาบทที่บัญญัติไว้แล้วอย่าง
เคร่งครัด อยู่เพียงใด ความเจริญก็เป็นสิ่งที่ภิกษุทั้งหลายหวังได้ ไม่มีความ เสื่อมเลย อยู่เพียงนั้น.


บทพยัญชนะข้างต้นหลายคนอาจไม่เคยเห็น ไม่เคยได้ยิน แต่มีอยู่ในพระไตรปิฏกของทุกสำนัก และจากทั่วโลก

ตามกฏของศาสนาอื่น นอกจากคำสอนของศาสดาแล้วก็จะต้องไม่มีตำราหรือคำสอนอื่นใดมาตีพิมพ์และวางขายในร้านหนังสือ แต่ร้านหนังสือบ้านเรา มีหนังสือธรรมะที่แต่งขึ้นเองมากมาย ในร้านหนังสือบางร้านยังแยกหมวดหมู่เป็นหนังสือของพระรูปนั้น เกจิองค์นี้ เช่นท่านพุทธทาส ธรรมกาย หลวงปู่มั่น หลวงพ่อชา ท่าน ว.วัชรเมธี แม่ชีทศพร

หลายคนบอกว่าดี จะได้มีแนวคิด มีคำอธิบายที่หลากหลาย ช่วยให้คนสนใจพุทธศาสนามากขึ้น แต่เรื่องนี้เป็นความเข้าใจผิด เป็นเรื่องต้องห้ามตามที่แสดงไว้ข้างต้น "คำกล่าวที่มีอักษรสละสลวยของสาวกนั้น อย่าเงี่ยหูฟัง และจักไม่สำคัญว่าเป็นสิ่งที่ตนควรศึกษาเล่าเรียน"

เมื่อเป็นเช่นนี้เท่ากับว่าพระสงฆ์ แม่ชี และผู้รู้ทั้งหลาย กำลังแต่งตำราแข่งกับพระพุทธเจ้า

มีคนไม่น้อยที่เห็นแย้งว่ายุคสมัยเปลี่ยนไป จึงต้องมีหนังสือที่ใช้สอนคนยุุคปัจจุบัน นี่ก็คิดเอง เออเอง เรื่องนี้พระพุทธเจ้าตรัสว่า สุตตันตะของพระองค์เป็นอกาลิโก ใช้ได้ทุกยุคทุกสมัย ไม่ต้องมีใครมาอธิบาย ไม่ต้องมีอรรถกถาเพิ่มเติม "คำสอนของตถาคตเป็นสิ่งที่ไม่เกินความสามารถของมนุษย์ที่จะเข้าใจได้"

่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือคำสอนที่ออกจากพระโอษฐ์ พระองค์มีการกำหนดสมาธิทุกครั้ง และคำสอนของพระองค์จะไม่มีการขัดแย้งกันแม้แต่คำเดียว ซึ่งคุณสมบัตินี้พระองค์ตรัสว่า มีผู้เดียวที่ทำได้ คือ "ตถาคตเท่านั้น"

หลายคนประเมินพระพุทธเจ้าต่ำ จึงผลิตหนังสือธรรมะออกมามากมาย ทั้งๆที่คำสอนในไตรปิฏกมีความสมบูรณ์ในตัวอยู่แล้ว

ตำราธรรมมะทั้งหลายเขียนเองเออเอง หลายอย่างไม่มีในคำสอนของตถาคต เช่นคำว่า "สวรรค์ในอก นรกในใจ" "จิตว่าง" " จิตประภัสสร"

หรือคำว่า "นิพพานคือความสุขอย่างยิ่ง" นี่ก็ผิดอย่างมหันต์ เนื่องจากนิพพานเป็นสภาวะที่มีไม่เกิดปรากฏ เป็นระบบของ "อสังขตธรรม"

ความสูข ความทุกข์ คือ การเกิด หรือ ภพ ในทางพุทธศาสนา เมื่อมีเกิด ก็ต้องมีตาย เป็นระบบของการยึดมั่นถือมั่น เป็นระบบสังสารวัฏที่มีการเวียนว่ายตายเกิด เรียกอีกอย่างหนึ่งว่าเป็นระบบ "สังขตธรรม"

ส่วนนิพพานนั้นคือสภาวะของ "อมตะธรรม ไม่มีเกิด และ ไม่มีตาย" ซึ่งภาษามนุษย์ไม่สามารถหาคำอธิบายได้ และเป็นสิ่งที่เกินกว่าสมองมนุษย์จะเข้าใจได้

หนังสือธรรมมะที่เกจิเมืองไทยแต่งขึ้นใหม่นั้นมีข้อโต้แย้งมากมาย และขัดกับคำสอนของพระองค์ทั้งนั้น พระสงฆ์ที่มีชื่อเสียงในอดีตหลายท่านไม่เชื่อว่านรก-สวรรค์มีจริง ซึ่งถือว่า "มีมิจฉาทิฏฐิอย่างมาก"(เห็นผิดเป็นชอบ เห็นชอบเป็นผิด) ทั้งๆที่พระพุทธเจ้าอธิบายเรื่องนรก-สวรรค์ไว้หลายพระสูตร มีการยกอุปมา-อุปไมยไว้หลายแห่ง

เช่นพระองค์กล่าวว่า


ภิกษุทั้งหลาย ! ครั้นประพฤติกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริตแล้ว ภายหลังแต่การตายเพราะการแตกทำลายแห่งกาย ย่อมถูกจองจำอยู่ในนรกบ้าง ในกำเนิดเดรัจฉานบ้าง.

ภิกษุทั้งหลาย ! เราไม่มองเห็นการจองจำอื่นแม้อย่างเดียว ที่ทารุณอย่างนี้ เจ็บปวดอย่างนี้ เป็น อันตรายอย่างนี้ต่อ การบรรลุโยคักเขมธรรมอันไม่มี่ธรรมอื่น ยิ่งกว่าเหมือนการถูกจองจำในนรกหรือในกำเนิดเดรัจฉานอย่างนี้


ความเข้าใจสับสน ไม่รู้ว่าพระพุทธเจ้าท่านสอนอะไร และคำสอนที่ถูกต้องเป็นอย่างไร มีมาตั้งแต่ก่อนยุคสุโขทัย หรือก่อนการตั้งอาณาจักรไทย คนไทยจึงเชื่อพระพุทธศาสนาแบบผิดๆถูกๆมาตั้งแต่สมัยโบราณ

เมื่อไม่มีสิ่งที่ถูกต้องมายึดถือ จึงทำผิด เข้าใจผิดกันเรื่อยมา ประเพณีนิยม ความเชื่อใหม่ๆก็แทรกเข้ามาเรื่อยๆ มีการแยกเป็นนิกาย แยกเป็นลัทธิ มีข้อปฏิบัติที่แตกต่างกัน พระไทยไปทาง พระพม่าไปทาง พระญี่ปุ่นไปทาง ทุกประเทศต่างมีความเชื่อเป็นของตนเอง ทั้งๆที่นับถือพุทธศาสนาเหมือนกัน

สิ่งเหล่าค่อยๆเปลี่ยนไปตามกาลเวลา ความมั่นคงเป็นปึกแผ่นของพุทธศาสนาทั่วโลกทุกวันนี้จึงสั่นคลอน

เรื่องนี้ตรงกับคำทำนายของพระพุทธเจ้าว่า เหตุแห่งความอัตรธานหายไป(ความเสื่อม)ของพุทธศาสนา มีสาเหตุมาจากพุทธบริษัท 4 ไม่สนใจคำสอนของตถาคต (พุทธบริษัท 4 ประกอบด้วย ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา)

พุทธศาสนาในเมืองไทยและในทุกประเทศต่างก็ตกอยู่ในภาวะที่เสื่อมถอย สาเหตุหลักก็คือไม่สนใจในคำสอนและไม่ศรัทธาต่อตถาคต

ปัจจุบันชาวพุทธเรานับถือเทพต่างศาสนากันมาก มีหนังสือธรรมะที่เขียนขึ้นเอง มีบทสวดที่แต่งขึ้นใหม่ ในทางตรงกันข้ามก็สนใจคำสอนของตถาคตน้อยลง หรือไม่สนใจเลย คิดว่าอ่านยาก ฟังยาก เข้าใจยาก

และที่หลายคนไม่ทราบก็คือพระไตรปิฏกที่พระสงฆ์ได้ศึกษากันอยู่ทุกวันนี้ มีคำสอนที่เป็นของพระพุทธเจ้าล้วนๆเพียงร้อยละ 40  ที่เหลืออีกร้อยละ 60 เป็นคำที่แต่งขึ้นใหม่แต่เอามาบัญญัติเพิ่มเติมในประไตรปิฏก ทำให้พระไตรปิฏกมีเนื้อหาที่มากเกินจำเป็น

คำแต่งใหม่นี้เรียกว่า“อรรถกถา” และส่วนใหญ่จะไปกองรวมกันอยู่ในหมวดของ "อภิธรรมปิฏก"

อรรถกถา ซึ่งเป็นคำบัญญัติใหม่ มีปนเขามาในพระไตรปิฏกตั้งแต่เมื่อใด...

ก็ขอตอบว่ามีมา 2 พันกว่าปีแล้ว หรือตั้งแต่มีการสังคายนาพระไตรปิฎกมาในยุคแรกๆ ส่วนใหญ่การบัญญัติเพิ่มก็มาจากพระอรหันต์ที่มีอิทธิพลมากกว่าอรหันต์รูปอื่น ไม่ต่างกับเวลาประชุมก็นั่งหัวโต๊ะเป็นประธาน

คำว่าอรหันต์ อาจสงสัยว่า เมื่อจิตหลุดพ้นจากอาสวะกิเลสแล้วก็น่าจะเป็นผู้ที่รู้แจ้ง และมีสิทธิ์ที่จะบัญญัติเพิ่ม แต่อย่าลืมว่า พระอรหันต์เป็นแค่ผู้รู้แจ้ง ไม่ไช่ "สัพพัญูญู" ที่รู้ทั้งโลกธาตุเหมือนพระพุทธเจ้า คำว่าพระอรหันต์จึงเทียบกับพระพุทธเจ้าที่เป็นองค์ศาสดาไม่ได้ และในครั้งพุทธกาล พระอรหันต์บางรูปก็ถูกพระพุทธเจ้าตำหนิมาแล้ว ไม่เว้นแม้แต่พระสารีบุตร

เมื่อพุทธศาสนาจากอินเดียเผยแพร่เข้าไปในประเทศศรีลังกา พระศรีลังกาในยุคนั้นถึงกับตัดเอาคำแต่งใหม่ของสาวกออกไป(รู้ว่าไม่ไช่คำสอนของศาสดา) และศึกษาเฉพาะคำของตถาคตเท่านั้น  แต่มาในยุคหลังๆพระศรีลังกาก็หันมาศึกษาทั้งคำแต่งใหม่และคำของพระพุทธเจ้าเหมือนเช่นประเทศอื่นๆ

พุทธศาสนาที่พระจากศรีลังกานำมาเผยแพร่ในดินแดนสุวรรณภูมิเมื่อพันกว่าปีก่อน จึงมีทั้งของจริงและของปะปนตั้งแต่สมัยทวารวดี ราวพุทธศตวรรษที่12-16 ก่อนสมัยสุโขทัยหลายร้อยปี

ครั้นสมัยสุโขทัย พ่อขุนศรีอินทราทิตย์เจ้าเมืองสุโขทัยก็มีความเลื่อมใสในพุทธศาสนานิกายเถรวาทแบบลังกาวงศ์ แต่ก็ยังผสมผสานกับความเชื่อแบบพราหมณ์ที่มีอิทธิพลในยุคขอม ความเชื่อแบบพิธีกรรมของพรามหณ์จึงเข้ามาผสมผสานพุทธศาสนา เช่นการดูฤกษ์ การหาทำเลสร้างเมือง รวมทั้งความเชื่อเรื่องดวงบ้านดวงเมือง

พุทธศาสนาในสมัยนั้นจึงต้องเผชิญกับความเชื่อแบบพรามหณ์ที่มีอิทธิพลจากยุคขอม และพุทธศาสนาจากศรีลังกาที่มีอรรถกถา หรือคำแต่งใหม่สอดแทรกเข้ามาในคัมภีร์ใบลาน


ตัวอย่างบทสวดที่เป็นคำแต่งใหมที่มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาและสมัยรัตนโกสินทร์

* บทสวดสัพพมงคลคาถา
* บทสวดพาหุง (พุทธชัยมังคลคาถา)
* คาถาชินบัญชร (สวดพิธีกรรมสมัยกรุงศรีอยุธยา)
* บทสวดอภยปริตร
* บทสวดอาฏานาฏิยปริตร (สวดภาณยักษ์
* บทสวดโพชฌังคปริตร(บทสวดขจัดโรคร้าย)
* บทสวดชัยปริตร (บทสวดพิธีทำน้ำพระพุทธมนต์)
* บทสวดอุทิศบุญกุศล(ปัตติทานะคาถา บทกรวดน้ำตอนเช้า)

 
ความเชื่อถือและความเชื่อมั่นของชาวพุทธในรุ่นต่อๆมาจึงมีความหวั่นไหว ไม่แน่ใจ พระสงฆ์ในยุคกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นที่ศึกษาพระไตรปิฏกอย่างละเอียดพบว่ามีบทพยัญชนะบางพระสูตรที่ขัดแย้งกัน ซึ่งไม่เป็นไปตามที่พระองค์ได้ตรัสไว้ว่า "คำของตถาคตจะไม่ขัดแย้งกัน"

ประกอบกับอิทธิพลของศาสนาพราหมณ์ที่กษัตริย์และชนชั้นปกครองรับเอาอารยะธรรมของขอมเข้ามาด้วย เช่นพิธีบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พิธีกรรมตามแบบพรามหณ์ การดูฤกษ์ก่อนออกรบ จึงเหมือนกับว่าพิธีกรรมแบบพรามหณ์ ก็คือพิธีการของพุทธศาสนาชนิดที่แยกกันไม่ออก จนสืบทอดมาถึงทุกวันนี้
 
พราหมณ์ปนพุทธมากขึ้น ก็หนีไม่พ้นที่ชาวพุทธยุคต่อๆมาได้หันมานับถือเทพของพราหมณ์ หรือฮินดู ทุกคนก็คิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร  ตามวัดต่างๆก็มีเทพต่างศาสนามากมาย ใครไปวัดก็สักการะหมดทุกอย่าง(ที่ขวางหน้า)

ยิ่งนานเข้าความเป็นพุทธแท้ก็ยิ่งถูกท้าทาย จึงไม่แปลกใจว่าทำไม "ธรรมกาย" จึงเติบโต จนขยายเครือข่าวไปทั่วประเทศและทั่วโลก

ปัจจุบันพระสงฆ์ไทยแบ่งเป็นสาย เช่นสายวัดป่า สายวัดบ้าน สายหลวงพ่อนั้น สายหลวงปู่นี้ แต่จะหาสายพระพุทธเจ้าแทบไม่เจอ ใครถามก็บอกว่าตนเองนับถือศาสนาพุทธ แต่ความเป็นจริงแล้วความเชื่อและสิ่งที่กระทำไปเป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงห้ามทั้งนั้น

“พระพุทธเจ้าสอนอะไร” เชื่อว่าชาวพุทธ หรือแม้แต่ภิกษุสงฆ์ คงน้อยคนที่จะตอบได้ชัดเจนและถูกต้อง หลายคนอาจรู้ว่าทำในสิ่งไม่ถูกต้องแต่ก็ยังกระทำ เช่นการปลุกเสกพระ การรดน้ำมนต์ พรมน้ำมนต์ การโยงสายสิญจน์ พิธีพุทธาภิเษกต่างๆ  การกราบไหว้พระเจดีย์ การห้อยบูชาพระเครื่อง การอธิษฐานขอพร การแก้กรรมตามแบบต่างๆ

สิ่งต่างๆเหล่านี้ พระองค์เรียกว่าเป็น “เดรัจฉานวิชา” หรือวิชาชั้นต่ำ และเป็น “มิจฉาทิฏฐิ” หรือเห็นผิดเป็นชอบ

สงฆ์ที่ทำเดรัจฉานวิชา พระพุทธเจ้าตรัสว่าคคิ(ทางไป)ของเขาไม่พ้นอบาย(นรก กำเนิดเดรัจฉาน เปรตวิสัย) และยังเป็นทางไปของผู้ที่มีความเลื่อมใสศรัทธากับเดรัจฉานวิชานั้นด้วย

ทำไมพระสงฆ์จึงไม่หลีกหนี แถมบางครั้งพระเถระชั้นผู้ใหญ่ กลับเป็นประธานในพิธีกรรมเหล่านั้น ทั้งที่พระพุทธเจ้าสอนไว้หมดแล้วว่าผลจะเป็นอย่างไร

คำตอบก็เพระชาวพุทธรวมทั้งภิกษุสงฆ์มองไม่เห็นโทษ

เมื่อมีความเข้าใจพุทธศาสนาอย่างผิดๆถูกๆ จึงคิดว่าไม่เป็นไร เชื่อว่าทำแล้วได้บุญ และทำไปเพื่อความสบายใจ แต่ในทางพุทธศาสนาแล้วกลับตรงกันข้าม ทำไปไม่เกิดประโยชน์อันใด บุญก็ไม่ได้ แถบมีบาปอีกต่างหาก  

ใครสงสัยในเรื่องนี้ ลอง Search หาคำว่า มิจฉาทิฏฐิคืออะไร  คติของผู้มีมิจฉาทิฏฐิ หรือคำว่า เดรัจฉานวิชา ก็จะได้คำตอบที่ไม่จำเป็นต้องไปเปิดตำราที่ไหน และไม่จำเป็นต้องถามพระสงฆ์องค์ใด เพราะคำตอบอยู่ในอินเตอร์เน็ตหมดแล้ว

ในทางตรงกันข้าม หากมองไปที่ศาสนาอื่นก็จะพบว่าทั้งอิสลามและคริสต์มีความเคร่งครัดต่อเรื่องเหล่านี้มาก

คริสต์และอิสลาม จะไม่มีสิ่งที่เป็นเดรัจฉานวิชา ไม่มีการปลุกเสก ไม่ทำวัตถุมงคล ทุกคนจะเข้าใจในเรื่องสัมมาทิฏฐิ ขณะเดียวกันก็มีความเชื่อมั่นต่อองค์ศาสดา จะไม่ให้ความสำคัญกับคนอื่น หรือนักบุญอื่น  


สิงคโปร์

มาเที่ยวสิงคโปร์ และมีโอกาสมาที่ศาลเจ้าแม่กวนอิม ได้เห็นการสวดอ้อนวอนของชาวจีนในสิงคโปร์ ทำให้นึกถึงคำสอนของพระพุทธเจ้าที่เคยตรัสว่า

มนุษย์ทั้งหลายเป็นอันมาก ถูกความกลัวคุกคามเอาแล้ว ย่อมถือเอาภูเขาบ้าง ป่าไม้ที่ศักดิ์สิทธิ์บ้าง สวนศักดิ์สิทธิ์บ้าง รุกขเจดีย์บ้าง ว่าเป็นที่พึ่งของตนๆ  นั่นไม่ใช่ที่พึ่งอันทำความเกษมให้ได้เลย นั่นไม่ใช่ที่พึ่งอันสูงสุด

ผู้ใดถือเอาสิ่งนั้นๆ เป็นที่พึ่งแล้วย่อมไม่หลุดพ้นไปจากทุกข์ทั้งปวงได้

จากนั้นก็มาที่วัดพระเขี้ยวแก้วที่เป็นอาคารหลังใหญ่มาก เมื่อก้าวเข้าไปข้างในก็เห็นความอลังการ ภายในประดับด้ยสีเหลือง สีทอง เป็นช่วงที่กำลังทำพิธี

วัดเขี้ยวแก้ว ดูแล้วก็น่าจะเป็นพุทธแบบมหายานในประเทศจีนที่ผู้เข้าร่วมพิธี จะต้องแต่งกายชุดสีน้ำตาลดำ ซึ่งพุทธนิกายมหายานทางฝั่งจีนจะต่างกับประเทศไทยที่นับถือนิกายเถรวาท เช่นเดียวกับอินเดีย บังคลาเทศ ศรีลังกา เวียดนาม พม่า ลาว เขมร

ซึ่งหากพิจารณาในรายละเอียดของแต่ละประเทศก็จะมีนิกายย่อยๆลงไปอีก เช่นนิกายของไทยก็ยังประกอบด้วยนิกายธรรมยุต กับนิกายมหานิกาย ซึ่งทั้งสองนิกายดูเหมือนจะไม่ต่างกันนัก แต่ไม่สามารถลงอุโบสถร่วมกันได้ เนื่องจากถือวัตรปฏิบัติ หรือรักษาศีลไม่เหมือนกัน


สำหรับการท่องเที่ยวมาเล-สิงคโปร์ในตอนที่ 9 จะเป็นตอนสุดท้าย ซึ่งจะพาไปซ้อปปิ้งในย่านถนนออชาร์ต ที่คำนี้อาจจะคุนหูของหลายๆคน



โฟโต้ออนทัวร์
17 กรกฎาคม 2559
















 
  copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ