Home
Home : Outbound : Middle Vietnam Part 2

ทริปเวียดนามกลาง เว้ ดานัง ฮอยอัน ถ้ำฟองญา ตค. 2555 (ในเส้นทางสายใหม่)
Middle Vietnam Tour (3rd) Hue - Danang - Hoi An - Phong Nha Cave

ตอนที่ 2 อช.ฟองญา-แกบ่าง มรดกโลก และ อุโมงค์วินห์ม็อค ที่หลบภัยในสมัยสงครามเวียดนาม
Part 2 : Phong Nha-Ke Bang World Heritage & Vinh Moc Tunnels

 

                                 


                                 


                                 

 

Middle Vietnam Part 2
ทริปเวียดนามกลาง ตอนที่2

(เดินทางเดือนตุลาคม ปี55)




ทัวร์เวียดนามกลางตอนที่สองนี้เป็นการเดินทางจากท่าแขก ด่านไทย-ลาว ที่จังหวัดนครพนม เพื่อเข้าสู่ประเทศเวียดนามซึ่งอยู่ในเขตเวียดนามกลาง ภาพในช่วงเวลาที่กำลังเดินทางนี้เป็นเวลาประมาณ 3 โมงเย็น เห็นเด็กๆขี่จักรยานกลับบ้านหลังเลิกเรียนกันเป็นกลุ่มๆ บรรยากาศคล้ายกับประเทศญี่ปุ่น หากเป็นบ้านเราก็อาจเห็นรถสองแถวบรรทุกนักเรียนเต็มคัน หรือมีนักเรียนขี่มอเตอร์ไซด์กลับบ้าน

บังเอิญเห็นคลิปการเดินทางของนักเรียนไทยใน ตจว. ประสบอุบัติเหตุ จึงนำมาเผยแพร่ต่อ




ขณะที่รถพาเข้าเขตเมือง “กวางบินห์ “  ก็อดไม่ได้ที่จะหวนไปคิดถึงในครั้งอดีต ที่พื้นที่ทางเขตภาคกลางนี้มีการการต่อสู้ระหว่างพวกญวณกับพวกจาม ในบริเวณแม่น้ำแห่งหนึ่ง พวกจามเสียชีวิตราว 6 หมื่นคน ถูกจับอีกราว 3 หมื่น ถือว่าเป็นการสิ้นชาติสิ้นแผ่นดินของอาณาจักรจามที่เคยรุ่งเรืองอยู่ระหว่าง พ.ศ. 735 – 2375  นับว่าเป็นอาณาจักรที่มีประวัติความเป็นมาอันยาวนานมากหรือราว 1640 ปี

อีกเรื่องหนึ่งที่อดคิดไม่ได้ก็คือ จังหวัดกวางบินห์ (Quang Binh) และจังหวัดกวางตรี (Quang Tri)ที่อยู่ติดกัน



สมัยสงครามเวียดนาม พื้นที่ทั้งสองจังหวัดนี้ถือว่าเขตการสู้รบที่รุนแรงและหนักหน่วงที่ที่สุด เป็นเส้นแบ่งดินแดนเหนือ-ใต้ โดยเฉพาะในเขตจังหวัดกวางตรี  เครื่องบิน B52 ของกองทัพอากาศสหรัฐอเมริกาได้ทิ้งระเบิดจนพรุนไปทั้งป่า ทำให้ชาวบ้านที่หมู่บ้านวินห์ม็อกในเขตกวางตรีต้องขุดอุโมงค์เพื่อใช้เป็นที่หลบภัย มีชื่อว่า "อุโมงค์วินห์ม็อก"

ทุกวันนี้ “อุโมงค์วินห์ม็อก“ ได้พัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัด ใครไปเที่ยวเวียดนามกลางก็จะมีโอกาสได้ชม

ในเส้นทางจากด่านจาลอจนมาถึงเมืองกวางบินห์จะเป็นว่าเป็นพื้นที่ป่าเขาที่สวยงาม ชนิดที่หาบรรยากาศแบบนี้ไม่ได้ในเมืองไทย มีความเขียวชอุ่ม ชุ่มน้ำ เขาบางลูกเป็นทุ่งหญ้า ตามหุบเขามีแม่น้ำไหลผ่าน ดูแล้วเย็นตาเย็นใจ

หากใครได้มาเที่ยวเวียดนามก็จะรับรู้ได้ถึงความสวยงามของธรรมชาติป่าเขาว่าน่ามองเพียงใด

เสน่ห์ของป่าเวียดนามก็คือมีความเขียวเช่นนี้ตลอดทั้งปีทั้งๆที่เดือนนี้อยู่ในเดือนตุลาคม เป็นช่วงต้นฤดูหนาวเช่นเดียวกับบ้านเรา 

ลักษณะภูเขาทางแถบนี้ก็คล้ายกับที่เมืองกุ้ยหลินในประเทศจีน แต่เขาเมืองกุ้ยหลินจะแหลมกว่า ส่วนที่คล้ายกันก็คือเป็นภูเขาที่งอกออกมาจากพื้นดิน ขณะรถวิ่งไปตามถนนจึงเหมือนวิ่งบนทางลาด เลี้ยวไปเลี้ยวมาตามช่องว่างระหว่างภูเขา ไม่ต้องไต่ระดับขึ้นเนินสูงๆต่ำๆเหมือนเช่นภูเขาในเขตทางภาคเหนือของเวียดนาม

ประเทศเวียดนามพื้นที่ส่วนใหญ่จะเป็นภูเขา มีเหลือให้ทำนาเพียงน้อยนิด ดังนั้นจึงต้องใช้ประโยชน์จากพื้นดินให้เต็มที่ เช่นทำนาปีละ 3 ครั้ง เรียกว่าหลังเกี่ยวข้าวเสร็จได้ไม่นานก็จะต้องเตรียมผืนนาปลูกข้าวกันในรอบต่อไป 

ต่างกับบ้านเราที่มีน้ำน้อยกว่าจึงทำนากันเพียงปีละครั้ง เว้นแต่บางจังหวัดที่ผันน้ำจากเขื่อนหรือผ่านคลองชลประทาน จึงสามารถทำนาได้ปีละ 2 ครั้ง

ประเทศเวียดนามดูจะต่างกับบ้านเราตรงที่ไม่ค่อบพบเห็นความแห้งแล้ง อิทธิพลของลมมรสมจากทะจีนใต้ที่พัดพาเอาฝนมาด้วย หรือบางปีก็มาพร้อมพายุ ทำให้เวียดนามเป็นประเทศที่มีฝนชุก ช่วงหน้าร้อนไม่ร้อนจัด ช่วงหน้าหนาวก็จะหนาวกว่าบ้านเรา

เท่าที่เดินทางมาเวียดนามอยู่หลายครั้ง มีความรู้สึกว่าอากาศที่เวียดนามน่าจะเย็นกว่าบ้านเราประมาณ 5 องศา เช่นบ้านเรา 37 องศา ในเวียดนามก็จะประมาณ 32 คนขี้ร้อนมาเที่ยวเวียดนามอาจมีความรู้สึกว่าสบายเนื้อสบายตัวขึ้นมาบ้าง หรือบางครั้งก็ไม่อยากกลับไปผจญร้อนที่บ้านเรา

การเดินทางเข้าเวียดนามกลางทางด่านท่าแขก จังหวัดนครพนมคราวนี้ถือว่าเป็นครั้งแรก ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ใช้เส้นทางจังหวัดมุกดาหาร  จากนั้นก็็ข้ามโขงไปยังฝั่งแขวงสะหวันนเขตของลาว แล้วจึงเข้าเวียดนามที่ด่านลาวบาว ตามที่คนไทยส่วนใหญ่เลือกเส้นทางนี้

แต่เนื่องจากเส้นทางลาวบาวในช่วงนั้นชำรุดเสียหายมาก แทบจะเรียกว่านั่งรถกันแบบทรมาน ทั้งฝุ่นและต้องขับซิกแซกเพื่อหลบหลุมบนถนน เส้นทางที่ออกไปทางด่านท่าแขกจึงเป็นทางเลือกใหม่ แต่ก็มีข้อเสียในเรื่องเวลาที่ดูจะไม่ลงตัว โดยเฉพาะอาหารมื้อกลางวัน กว่าจะได้ทานก็ปาเข้าไปถึง 4 โมงเย็น แต่ทางผู้จัดเตรียมของว่างไว้ทานบนรถจึงไม่ค่อยมีใครบ่นกันนัก

"เมืองกวางบินห์ หรือ จังหวัดกวางบินห์ " ในระยะหลังๆชื่อนี้เป็นที่รู้จักกันไปทั่วโลก เนื่องจากมีมรดกโลก อช.ฟองญา – แกบ่าง ตั้งอยู่ในจังหวัดนี้ ถนนจากเมืองเว้และเมืองกวางตรีที่มุ่งหน้ามายังกวางบิ่นห์ มีการพัฒนาปรับปรุงให้ดีขึ้น มีโรงแรมที่พักในเขตเมืองหรือในเขต อช.ฟองญา-แกบ่าง
ทำให้นักท่องเที่ยวไทยเดินทางมากันอย่างสะดวกขึ้น โดยเฉพาะชาวต่างชาติประเภทแบ๊กแพค

ระยะแรกที่มีการสำรวจ อช.ฟองญา-แกบ่าง ได้พบความมหัศจรรย์หลายอย่าง เช่นพบว่าเป็นถ้ำใต้ดินที่มีน้ำไหลผ่าน ความยาวของถ้ำยังอาจล้ำเข้าไปในเขตประเทศลาว นอกจากนี้ก็ยังพบว่าบางถ้ำเคยเป็นที่อาศัยของมนุษย์ยุคดึกดำบรรพ์ บางแห่งพบภาพเขียนตามผนังถ้ำ และเครื่องใช้ไม่สอยของมนุษย์ยุคโบราณ

ส่วนถ้ำฟองญาที่เปิดให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวนี้เป็นเพียงถ้ำเล็กๆแห่งหนึ่งที่สามารถเดินทางท่องเที่ยวได้โดยทางเรือ โดยใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง     

เมื่อราว 2 ปีที่แล้ว มีข่าวการค้นพบถ้ำแห่งหนึ่งในเขต อช.ฟองญา-แกบ่าง ที่มีชื่อว่าถ้ำ“เซินด่อง “ หรือ  Son Doong Cave ปรากฏว่าสร้างความอัศจรรย์ใจให้กับนักสำรวจเป็นอย่างมาก ชนิดที่ทำลายสถิติของถ้ำทุกแห่งจากทั่วโลก

ถ้ำเซินด่อง ปัจจุบันกลายเป็นสถิติใหม่ของคำว่า "เป็นถ้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก และ ยาวที่สุดในโลก" นอกจากนี้ก็ยังมีเพดานถ้ำสูงที่สุดในโลกอีกด้วย

หลังจากที่ข่าวน้ำได้แพร่สะพัด จึงทำให้นักสำรวจจากทั้งโลกให้ความสนใจและมุ่งหน้ามาที่นี่ แต่ทีมสำรวจที่ถือว่าเป็นทางการ  และมีการเผยแพร่ภาพและวีดีโอออกไปทั่วโลกก็คือทีมสำรวจของถ่ายนิตยสารของ " National Geographic (NG)" ที่คิดว่าหลายคนคงคุ้นเคย

และภาพถ่ายและคลิปวีดีโอที่เห็นตามเว็บไซต์ต่างๆก็มาจาก NG ทั้งสิ้น

แต่ช่วงนี้นักท่องเที่ยวยังเข้าไปที่ถ้ำเซินด่องไม่ได้ เนื่องจากยังไม่เปิดให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว แต่ก็มีบางเว็บไซต์ที่ให้บริการในแนวลุยป่าหรือแนว Adventure ซึ่งคุณสมบัติของนักท่องเที่ยวแนวนี้ก็ต้องทั้งอึด ทั้งทน ร่างกายแข็งแรง ว่ายน้ำเป็น ดำน้ำได้ ชำนาญในการปีนเขา รวมทั้งกินง่ายอยู่ง่าย

ก่อนนี้ก็มีข่าวว่า เวียดนามจะสร้างกระเช้าลอยฟ้าแบบพิเศษ ให้ลอยเลื่อนเข้าไปในถ้ำชนิดที่ไม่ต้องเดิน หากเป็นไปได้ก็น่าจะเป็นมิติใหม่ของการเที่ยวภายในถ้ำ เหมือนนั่งยานเที่ยวชมจะได้เห็นทุกซอกทุกมุมโดยไม่ต้องปีนป่ายเหมือนไปเที่ยวถ้ำทั่วๆไป

แต่ข่าวในตอนหลังๆมีข่าวว่าโครงการนี้ถูกระงับ คงจะด้วยสาเหตุบางประการ เช่นอาจเห็นว่าเป็นการทำลายสภาพแวดล้อม

อาจมีคำถามว่า "จำเป็นแค่ไหนที่ต้องมีกระเช้าหรือ Cable Car ในถ้ำ" 

ก็ต้องตอบว่า “เซินดอง” เป็นถ้ำที่มีความยาวถึง 5 กม. ซึ่งยาวที่สุดในโลก และเป็นทางที่ต้องขึ้นๆลงๆ เลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาไปตามธรรมชาติ  จึงจะเห็นความสวยงามกันได้ตลอด การมีกระเช้าก็น่าจะตอบโจทย์ในเรื่องนี้

หากมีการสร้างจริง ก็คิดว่าน่าจะเป็นแห่งแรกในโลก

ถ้ำ เซินดอง มีฉายาว่า “Mountain River cave หรือถ้ำภูผาแม่น้ำ “ อีกฉายาหนึ่งก็คือ  “Infinite Cave หรือ ถ้ำที่ไม่มีที่สิ้นสุด”

ข้อมูล Son Doong Cave ที่พอจะรวบรวมได้ในขณะนี้

1 เป็นถ้ำขนาดใหญ่ที่สุดในโลก
2 อยู่ในพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติฟองยา เกบ่าง (Phong Nha-Ke Bang National Park)
3 ค้นพบเมื่อปีค.ศ.1991(พ.ศ.2534) โดยชาวเวียดนามท้องถิ่น ชื่อ Ho-Khanh (ความจริงถ้ำแห่งนี้เป็นที่รู้จักนานแล้วแต่ไม่มีใครกล้าเข้าไปเนื่องมีเสียงประหลาดดังออกมาจากถ้ำ ซึ่งความจริงก็คือเสียงน้ำไหลชั้นใต้ดิน)
4 การสำรวจถ้ำครั้งแรกคือคณะสำรวจจากอังกฤษ ในนามของ British Cave Research Association หรือ BCRA  ได้เข้าไปสำรวจเมื่อปี ค.ศ.2009
5 การสำรวจครั้งนี้สร้างความตื่นตาให้กับคณะสำรวจ เนื่องจากพบว่าห้องโถงในถ้ำที่ใหญ่สุดมีความสูงถึง 150 เมตร ยาว 200  เมตร สูงพอๆกับตึก 41 ชั้น
6 ระยะทางยาวของถ้ำ Son Doong 5 กิโลเมตร
7 หินงอกก้อนใหญ่ที่สุดมีความสูง 70 เมตร
8 ทัวร์คณะแรกที่เดินทางไปเที่ยว ประกอบด้วยสมาชิกจำนวนหกคนจากออสเตรเลีย, นอร์เวย์, รัสเซีย, สหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักร
   ใช้เวลา 7 วัน 6 คืนสำหรับการท่องเที่ยว
9 ค่าทัวร์คนละ US$ 3,000 หรือประมาณ 100,000 บาท และเป็นทัวร์ประเภท Adventure เดินทาง 7 วัน 6 คืน(นอนถ้ำ)

(ภาพและวีดีโอของถ้ำเซินดอ่ง ดูได้จากด้านล่าง)




ประเทศเวียดนามมีถ้ำที่เป็นที่สุดของโลกไปเรียบร้อยแล้ว คาดว่าจะมีสิ่งมหัศจรรย์เช่นนี้ตามมาอีกมากมาย  เนื่องจากยังมีพื้นที่ป่าเขาที่ยังไม่ได้มีการสำรวจอีกเป็นจำนวนมาก เช่นเดียวกับประเทศลาวที่ดูเหมือนไม่มีอะไรน่าสนใจ แต่ป่าไม้ในลาวก็ยังมีสิ่งเร้นลับที่รอการพิสูจน์จากคณะสำรวจ

การค้นพบถ้ำ เซินดอง ถือว่าเป็นอีกหนึ่งแห่งที่ค้นพบ เนื่องจากคาดว่ายังมีถ้ำอีกเป็นร้อยๆถ้ำ ซึ่งจะต้องสำรวจกันต่อไป

ก็ไม่แน่ว่าอาณาคต อช.ฟองญา-แกบ่างอาจมีฉายาใหม่ว่า "อาณาจักรแห่งดินแดนถ้ำ" หรือ "Kingdom of Land Cave"

ส่วนการสำรวจป่าไม้ในเมืองไทยนี้คงไม่ต้องพูดถึงนัก คนไทยเก่งมีความสามารถโดยไม่ต้องรอให้ต่างชาติมาสำรวจ เนื่องจากเราสำรวจกันเอง  เช่นที่ไหนมีป่าก็จะมีนักสำรวจและนักพัฒนาทำงานไปพร้อมๆกัน

เห็นเขาลูกไหนสวย ทำเลการค้าดี  ก็จ้างชาวบ้านและชาวเขาจัดการ

อันดับแรกคือโค่นไม้ใหญ่ก่อน จากนั้นก็ถอนตอ หรือเผ่า พร้อมถางป่าให้เรียบ ต่อมาก็ปลูกพืชไร่หรือปลูกยางพารา
วิธีการแบบนี้บ้านเราเรียกว่า “การจับจองผืนป่า“ ส่วนทั่วไปใช้คำว่า “ปล้นผืนดินของประเทศ”

หลังทำประโยชน์จากป่าไปได้ระยะหนึ่ง ก็จะมีรีสอร์ต โรงแรม สนามกอล์ฟ สนามรถแข่ง โผล่ขึ้นมาแบบเนียนๆ ส่วนที่ดินเหลือก็ปลูกบ้านขายหลังละ 20 – 100 ล้าน เศรษฐีแห่จองกันเพียบ อากาศดี ตีกอล์ฟได้

เรียกว่าใช้ผืนป่ากันอย่างคุ้มค่า

ทุกวันนี้ที่เห็นข่าวเอาทหารจากค่ายไปตัดต้นยาง หรือรื้อสิ่งปลูกสร้างในที่บุกรุก ตามนโยบายคืนความสุขนั้น ชาวบ้านเราเรียกว่า “เล่นจำอวด” เพื่อสร้างภาพไปวันๆ

ส่วนของจริงนั้น  “จับเป็นพิธี แล้วปล่อย “ หรือจับแต่ชาวบ้าน

คดีที่โบนันซ่าบุกรุกป่าเขาใหญ่ มีรายงานมาว่ากำลังเล่นจำอวดกัน เพื่อสร้างเครดิตให้กับรัฐบาลว่าทำจริงทำจัง

ตอนนี้ฝุ่นที่ตลบได้เบาบางลง จากนั้นทุกอย่างก็เข้ารอยเดิม เช่นเดียวกับที่เคยเกิดมาแล้วในกรณีเขายายเที่ยงของ พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ ในข้อหา “ถือครองที่ดินและบุกรุกในป่าสงวนของชาติ จำนวน 21 ไร่”

แต่ในที่สุดเรื่องจบลงแบบแฮปปี้เอ็นดิ้ง โดยอัยการไม่สั่งฟ้องด้วยเหตุผลที่ว่า “ไม่มีเจตนา”

“ ก็แหม...จะให้คนระดับอดีตนายกฯ  คนระดับองคมนตรีจะติดคุกนะหรือ.. เมืองไทยมันไม่เคยเกิด “

และการที่อัยการมีความเห็นว่า “ไม่เจตนา จึงไม่ต้องสั่งฟ้อง” ทำเอาผู้บุกที่เป็นนายทุนใหญ่แอบดีใจไปตามๆกัน เนื่องจากคิดว่าหากเกิดกับกรณีของตน และเรื่องมาถึงมืออัยการเมื่อใดก็คงรอด เนื่องจากมีแนวทางพิจารณาคดีกันเรียบร้อยแล้ว(ว่าไม่เจตนาจะบุกรุก หรือถูกชาวบ้านหลอก)

คดีโบนันซ่าบุกรุกที่ดินบนเขาใหญ่ ที่ออกข่าวครึกโครม มีทหารเป็นร้อยเข้าไปในพื้นที่ ต่อมาทางเจ้าของได้โต้แย้งว่าเป็นที่ดินที่ถูกต้องตามกฏหมาย เนื่องจากประมูลซื้อมาจากกรมบังคับคดี  จึงไม่เข้าข่ายว่าเจตนาทำความผิด

สุดท้าย หวยก็ออกมาแล้ว “ รู้เท่าไม่ถึงการณ์ ” จึงไม่มีความผิด ทุกอย่างก็เหมือนเดิม ที่อยู่ก็อยู่กันไป เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

นี่ไงครับที่เขาเรียกว่า "เล่นจำอวด" หรือทำแบบเล่นๆ ผักชีโรยหน้า หรือลูบหน้าปะจมูก

สรุปว่าการบุกรุกที่ดินของชาติ เป็นเรื่องที่คณะปฏิวัติหรือรัฐบาลคสช. เอาผิดได้แต่พวกปลาซิวปลาสร้อย ส่วนระดับเจ้าสัวนายทุนนั้น ... รอดครับ

ทางที่ดีอยากฝากไปถึงรัฐบาลคณะปฏิวัติสักเรื่องหนึ่งว่า ช่วยดูกรรมสิทธิ์ที่ดินของเหล่านายทหารที่ประจำการในแต่ละภาคว่าได้ที่ดินกันมาอย่างไรบ้าง

เป็นทหารในกรุงเทพฯไม่เคยมีที่ดิน เนื่องจากอยู่บ้านหลวงและอยู่ในที่ดินของหลวง(แถมจนอีกต่างหาก) ปรากฏว่าพอโยกย้ายไปต่างจังหวัด ไม่รู้ว่ารวยอะไรมา กลายเป็นเจ้าของที่ดิน ชนิดที่ชอบภูเขาลูกไหนก็สามารถ ชี้ได้ สั่งได้ และได้มาเป็นของตน

บานเบอะเลยครับ โดยเฉพาะนายทหารที่เกษียณราชการไปแล้ว อย่าบอกว่าไม่มี หรือคิดว่าทหารทำงานเพื่อชาติ ทุจริตไม่เป็น หากใครคิดแบบนี้ก็ขอให้ดูกรณี "พล.ท.มนัส คงแป้น" ผู้ทรงคุณวุฒิจากกองทัพบก เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ "ชาวโรฮิงยา"

"งามหน้าไม๊ละครับ" แบบนี้

แต่คดีนี้โปรดติดตามและจับตาดูให้ดี "ตอนท้ายอาจพลิกล๊อค กลายเป็นมวยล้ม ต้มคนดู" เนื่องจากมีพยามยามให้ทำรูปคดีออกไปในแนวทางที่ไม่เข้าข่ายความผิด หรือหากทำผิดก็อาจมีผู้(ใหญ่)เสนอว่า ในอดีตเป็นผู้ที่ทำคุณประโยชน์ให้กับประเทศชาติอย่างมหาศาล อย่างเหลือคณานับ จนสุดจะพรรณา ความผิดครั้งนี้จึงถือเป็นความผิดเล็กน้อย ทำได้เพียงว่ากล่าวตักเตือน เป็นอันว่าจบ

สุภาษิตที่ว่า "ไม่ฆ่าน้อง ไม่ฟ้องนาย ไม่ขายเพื่อน" นั้นเป็นจริงเสมอมาทุกยุคทุกสมัย กลายเป็นวัฒนธรรมอันแสนเลวของสังคมบางจำพวก


สำหรับเที่ยวเวียดนามกลางตอนต่อไป จะพาเข้าเมืองเว้ จากนั้นก็สู่เมืองฮอยอัน ซึ่งทั้งเมืองเว้และฮอยอันก็ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในเวลาไล่เรี่ยกัน



โฟโต้ออนทัวร์
15 มิถุนายน 2558



 

World's biggest cave discovered in Vietnam!! Hang Son Doong Cave

 
 

เซินดอง ถ้ำมหัศจรรย์

 
     
 
 
  ถ้ำนี้มีชื่อว่าถ้ำซุนดุงSon Doong (เวียดนามเรียก เซินด่อง) มีฉายาว่า Mountain River cave หรือถ้ำภูผาแม่น้ำ 

ข้อมูล Son Doong Cave ที่พอจะรวบรวมได้ในขณะนี้

1 เป็นถ้ำขนาดใหญ่ที่สุดในโลก
2 อยู่ในพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติฟองยา เกบ่าง (Phong Nha-Ke Bang National Park)
3 ค้นพบเมื่อปีค.ศ.1991(พ.ศ.2534) โดยชาวเวียดนามท้องถิ่น ชื่อ Ho-Khanh (ความจริงถ้ำแห่งนี้เป็นที่รู้จักนานแล้วแต่ไม่มีใครกล้าเข้าไปเนื่องมีเสียงประหลาดดังออกมาจากถ้ำ ซึ่งความจริงก็คือเสียงน้ำไหลชั้นใต้ดิน)
4 การสำรวจถ้ำครั้งแรกคือคณะสำรวจจากอังกฤษ ในนามของ British Cave Research Association หรือ BCRA  ได้เข้าไปสำรวจเมื่อปี ค.ศ.2009
5 การสำรวจครั้งนี้สร้างความตื่นตาให้กับคณะสำรวจ เนื่องจากพบว่าห้องโถงในถ้ำที่ใหญ่สุดมีความสูงถึง 150 เมตร ยาว 200  เมตร สูงพอๆกับตึก 41 ชั้น 
6 ระยะทางยาวของถ้ำ Son Doong 5 กิโลเมตร 
7 หินงอกก้อนใหญ่ที่สุดมีความสูง 70 เมตร
8 ทัวร์คณะแรกที่เดินทางไปเที่ยว ประกอบด้วยสมาชิกจำนวนหกคนจากออสเตรเลีย, นอร์เวย์, รัสเซีย, สหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักร ใช้เวลา 7 วัน 6 คืนสำหรับการท่องเที่ยว
9 ค่าทัวร์คนละ US$ 3,000 หรือประมาณ 100,000 บาท และเป็นทัวร์ประเภท Adventure เดินทาง 7 วัน 6 คืน(นอนถ้ำ) 
สนใจติดต่อ http://www.oxalis.com.vn/son-doong-cave
 
 


ถ้ำเซินด่อง ประเทศเวียดนาม ใน อช.ฟองญา-แกบ่าง จ.กวางบินห์ Son Doong Cave



ถ้ำเซินด่อง ประเทศเวียดนาม ใน อช.ฟองญา-แกบ่าง จ.กวางบินห์ Son Doong Cave




ถ้ำเซินด่อง ประเทศเวียดนาม ใน อช.ฟองญา-แกบ่าง จ.กวางบินห์ Son Doong Cave




ถ้ำเซินด่อง ประเทศเวียดนาม ใน อช.ฟองญา-แกบ่าง จ.กวางบินห์ Son Doong Cave



ถ้ำเซินด่อง ประเทศเวียดนาม ใน อช.ฟองญา-แกบ่าง จ.กวางบินห์ Son Doong Cave




ถ้ำเซินด่อง ประเทศเวียดนาม ใน อช.ฟองญา-แกบ่าง จ.กวางบินห์ Son Doong Cave




ถ้ำเซินด่อง ประเทศเวียดนาม ใน อช.ฟองญา-แกบ่าง จ.กวางบินห์ Son Doong Cave




ถ้ำเซินด่อง ประเทศเวียดนาม ใน อช.ฟองญา-แกบ่าง จ.กวางบินห์ Son Doong Cave

(ภาพชุดนี้จากอินเตอร์เน็ต)
 





ชมภาพการเดินทางสู่เวียดนามกลาง

ครั้งที่ 1 เมย.50 (ออกทางด่านจังหวัดมุกดาหาร)

ครั้งที่ 2 ตค.51 (ออกทางด่านจังหวัดมุกดาหาร)

ครั้งที่ 3 (ครั้งนี้) ตค.55 (ออกทางด่านจังหวัดนครพนม)


 

 

 
  Photoontour.com  โฟโต้ออนทัวร์

copyright © www.photoontour.com, All rights reserved
ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ (พ.ร.บ.ทรัพย์สินทางปัญญา)

ต้องการ save ภาพ

Contact Us : [email protected]

Home      City Tour     Events     Photo Gallery     Outbound tour     King Photos    Wallpaper     Flowers     Portraits    Asia Girls      Site Update    Contac Us