Home
Home : Outbound : Middle Vietnam Part 7

ทริปเวียดนามกลาง เว้ ดานัง ฮอยอัน ถ้ำฟองญา ตค. 2555 (ในเส้นทางสายใหม่)
Middle Vietnam Tour (3rd) Hue - Danang - Hoi An - Phong Nha Cave

ตอนที่ 7 เมืองเว้ สุสานจักรพรรดิ์ไคดิ่งห์ ตลาดโดงบา

 


                                 


                                 


                                 

                                 

                                 




 

Middle Vietnam Part 7
ตอนที่ 7 เมืองเว้ สุสานจักรพรรดิ์ไคดิ่งห์ ตลาดดองบา

(เดินทางเดือนตุลาคม ปี55)



ทริปเวียดนามใต้ตอนที่ 7 การเดินทางจากเมืองดานังสู่เมืองเว้  เป็นการย้อนกลับทางเดิม เพื่อชมสถานที่สำคัญของเมืองประวัติศาสตร์ที่ได้ชื่อว่าเป็น “เป็นเมืองของกษัตริย์”  ภาพถ่ายทางประวัติศาสตร์ของจักรพรรดิ์เวียดนามในราชวงศ์เหงียนที่ปรากฏตามสื่อต่างๆ ก็เป็นภาพที่ถ่ายจากเมืองนี้ทั้งนั้น

เราออกจากดานังตอนก่อนเที่ยง  จากนั้นรถก็พาเราขึ้น "เขาไฮวาน" เพื่อลอดอุโมงค์ที่มีความยาวถึง 6.3 กม. ที่ยาวที่สุดในย่านเอเชียตะออกเฉียงใต้

เขาไฮวานในอดีตก็มีประวัติความเป็นมาที่สพรึงกลัว เป็นถนนที่อันตรายที่สุดของเวียดนาม เกิดอุบัติเหตุเป็นประจำ  ทั้งๆที่เขาลูกนี้ไม่สูงมากนัก  แต่เนื่องความความคดเคี้ยวและบ่อยครั้งที่มีหมอกปกคลุมทำให้ถนนลื่นจนเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย

สมัยสงครามเวียดนามที่สหรัฐตั้งฐานที่มั่นอยู่บริเวณชายฝั่งดานัง หรือบริเวณอ่าวดานัง ที่อยู่ห่างจากเขาไฮวานไปประมาณ 30 กม.  เขาลูกนี้ก็ยังเป็นพื้นที่สูรบระหว่างกองทัพสหรัฐกับทหารเวียดกงที่ชำนาญการรบแบบกองโจร  สหรัฐต้องส่งทั้งเครื่องบินและเฮลิคอบเตอร์  มาถล่มเขาลูกนี้เป็นจำนวนไม่ถ้วน  ไม่ต่างกับการสู้รบในจังหวัด กวางบินห์ และกวางตรี  บริเวณเส้นแบ่งดินแดนระหว่างเวียดนามเหนือกับเวียดนามนามใต้

สิ่งที่น่าแปลกจนเป็นที่กล่าวขานกันก็คือพื้นที่ของทั้งสองฝั่งภูเขาจะมีอุณหภูมิและสภาพอากาศที่แตกต่างกันสิ้นเชิง เช่นฝั่งทางเมืองเว้จะครึ้มฝน หรือมีฝนตก แต่พอลอดอุโมงค์ไปทางฝั่งเมืองเว้ อากาศกลับปลอดโปร่ง ลมแรง และมีแดดจัด

อุโมงค์ไฮวานมีชื่อเรียกว่า “ Hai Van Pass "  เป็นอุโมงค์ที่เปิดใช้งานเมื่อประมาณ 12 ปีมานี้ (2548) เพื่อทดแทนถนนสายเก่าที่อันตรายและไม่ปลอดภัย  อุโมงค์ไฮวาน เรียกว่ายังใหม่ซิงค์ๆเลยก็ว่าได้  โครงการนี้เป็นความร่วมมือของรัฐบาลเวียดนามกับรัฐบาลญี่ปุ่นที่เข้ามามีบาทบาทช่วยเหลือหลังจากสงครามเวียดนามสงบลง

Hai Van Pass ได้ชื่อว่าเป็นอุโมงค์ที่สร้างได้มาตรฐานเทียบเท่าอุโมงค์ชั้นนำในหลายๆประเทศ  ภายในมีช่องทางฉุกเฉินที่สามารถระบายผู้คนให้ออกมาภายนอกได้ในระหว่างช่วงกลางๆของอุโมงค์ และมีระบบระบายอากาศให้มีการถ่ายเทตลอดเวลา

ระหว่างเดินทางจากดานังสู่เมืองเว้ สิ่งที่พบเห็นบ่อยที่สุดก็คือเห็นแม่น้ำลำคลองที่มีน้ำอยู่เต็ม  เมืองไทยเมื่อก่อนก็มีฉายาว่าเป็น เมืองอู่ข้าวอู่น้ำ ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว  แต่ปัจจุบันในต่างจังหวัดเริ่มกลายเป็นเมืองอุตสาหกหรรม  ชาวไร่ชาวนาจึงหันมาเป็นลูกจ้างตามโรงงาน  ทิ้งไร่นาให้รกร้างว่างเปล่า ถึงฤดูทำนาก็ไม่ได้ทำกันเต็มพื้นที่  ที่นาจำนวนมากกลายเป็นป่าหญ้า  

ผิดกับตนเวียดนามในต่างจังหวัดยังเป็นเกษตรกรแบบเต็มตัว ทุกพื้นที่ในเวียดนามจึงไม่มีคำว่าที่ว่างเปล่า  ประกอบกับภูมิประเทศของเวียดนามอยู่ในเขตมรสุม มีฝนตกชุก แต่ก็และเกิดอุทกภัยจากพายุและน้ำท่วมอยู่เป็นประจำ บ้านเรือนจึงต้องสร้างให้แข็งแรง

ใครมาเที่ยวเวียดนามไม่ว่าจะมาในฤดูไหน จะเห็นภาพการทำนาอยู่ทั่วไป  บางครั้งก็เห็นนาข้าวสุดลูกหูลูกตา น้ำท่าอุดมสมบูรณ์  ดูแล้วก็เย็นตาเย็นใจ  ความเป็นชนบทและความเป็นธรรมชาติแบบดั่งเดิมยังมีให้เห็นอีกมากมาย เหมือนมาเที่ยวเมืองไทยในอดีต

เรามาถึงเมืองเว้ในตอนเย็นๆ  แต่ก่อนจะเข้าไปในเมืองก็แวะ “สุสานจัรพรรดิ์ไคดิ่นห์ “  ที่ตั้งอยู่เชิงเขา ห่างตัวเมืองราว 10 กม.


ประวัติความเป็นมาของสุสานนี้ค่อนข้างน่าสนใจ  จึงขอเอาบทความในอดีตที่เคยเชียนไว้นานแล้วมาลงซ้ำอีกครั้ง


โปรแกรมเที่ยวสุสานจักรพรรดิ์ไคดิ่งห์ หรือ ไคดินห์ ( Khai Dinh) หลายคนอาจสงสัยว่ามีอะไรดีหรือ ถึงพามาเที่ยวสุสาน

สุสานจักรพรรดิ์ไคดินห์ ตั้งอยู่บนเนินเขาที่ถูกต้องตามศาสตร์ฮวงจุ้ย อยู่ห่างจากเมืองเว้ออกไปราว 10 กิโลเมตร ซึ่งอดีตเมือง เว้ (Hue) เป็นเมืองเอกของราชวงศ์เหงียน ราชวงศ์สุดท้ายของเวียดนาม

กษัตริย์ราชวงศ์เหงียน (Nguyen) มีความสัมพันธ์กับราชวงศ์ของไทยมาตั้งแต่ยุคกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย  กษัตริย์องค์แรกของราชวงศ์เหงียน เคยลี้ภัยมาพำนักที่เมืองไทยในสมัยพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกเมื่อครั้งที่เวียดนามเกิดกบฏไตเซิน และเมื่อสงครามสงบ พระเจ้ายาลอง (ซา ล็อง) ก็ปราบดาภิเษกเป็นกษัตริย์พระองค์แรกในราชวงศ์เหงียน

ส่วนจักรพรรดิ์ไดดิ่นห์ (Khai Dinh) เป็นจักรพรรดิ์องค์ที่ 12 ของราชวงศ์(ค.ศ.1885-1925) ตรงกับในยุคที่เวียดนามตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส  แต่ฝรั่งเศสก็ยังรักษาระบอบกษัตริย์ยังอยู่  ส่วนอำนาจและการปกครองต้องขึ้นอยู่กับพระเจ้าหลุยส์ กษัตรย์ของประเทศฝรั่งเศส

จักรพรรดิ์ไคดิ่นห์ ชอบความสวยความงาม  ชอบแต่งหน้าทาปาก และเป็นกระเทย  ภาพถ่ายที่ปรากฏในที่ต่างๆก็ออกมาทำนอง หน้าใส ใบหน้าเกลี้ยงเกลา

จักรพรรดิ์ไคดิ่นห์ ประสงค์จะสร้างสุสานให้กับตนเองก่อนสิ้นพระชนม์ เพื่อใช้เป็นที่ประทับอาศัยในภพหน้าตามความเชื่อ  แต่ขณะนั้นประเทศไม่มีเงินคงคลัง ประเทศยังยากจน  จึงใช้วิธีขึ้นภาษี ทำให้ประชาชนไม่พอใจเป็นอย่างมาก

ความคับแค้นใจและความไม่พอใจนี้ อยู่ในใจของศิลปินผู้หนึ่งที่มีส่วนสรรสร้างผลงานของตนเองในสุสานไคดิ่นห์  จึงได้ระบายความรู้สึกผ่านงานศิลปะอันวิจิตรตระการตา โดยการใช้เท้าวาดภาพบนเพดานสุสานทุกห้อง เพื่อประชดประชัน
ภาพนั้นมีชื่อภาพว่า “ มังกรในม่านเมฆ ”

ความทราบถึงจักรพรรดิ์ไคดินห์ จึงเรียกศิลปินผู้นี้มาสอบถามความจริง แต่ก็ไม่ได้ลงโทษ เนื่องจากเป็นภาพที่พระองค์ชื่นชอบ และเป็นภาพที่มีความสวยงามวิจิตรบรรจงมาก

สุสานไคดินห์ใช้เวลาก่อสร้างนานถึง 11 ปี (ค.ศ 1920 -1931) ปูนซิเมนต์ที่นำมาก่อสร้างนำเข้ามาจากประเทศไทยโดยทางเรือ ในสมัยรัชกาลที่ 6 ซึ่งเป็นช่วงแรกๆของการตั้งโรงงานปูนซิเมนต์ย่านบางซื่อ(บริษัทปูนซิเมนต์ไทยในปัจจุบัน) ซึ่งเวลานั้นมีต่างชาติเป็นผู้ดำเนินการ

ปัจจุบันสุสานแห่งนี้มีอายุราว 86 ปี(1931-2017) แต่ปูนซีเมนต์ยังไม่มีการผุกร่อน โดยเฉพาะภาพแกะสลักที่ตั้งอยู่ภายนอก หากไม่บอกว่าสิ่งปลูกสร้างที่เห็นนี้เป็นการแกะสลักปูนซีเมนต์ ก็คงไม่มีใครเชื่อเพราะเข้าใจว่าเป็นการสลักจากหินแกรหนิต เช่นเดียวกับวัดหรือศาลเจ้าในเมืองจีน

ความสวยงามของสุสานแห่งนี้ก็ต้องบอกว่าสวยงามทีเดียว เป็นศิลปะแบบ หลุยส์ (โรโกโก ROCOCO) ผสมผสานกับศิลปะเวียดนามที่เข้ากันได้อย่างกลมกลืน ความวิตรตระการตาแบบนี้มีเพียงแห่งนี้แห่งแห่งเดียวในประเทศเวียดนาม

สุสานไคดิ่นห์ได้ถูกทิ้งร้างมาเป็นเวลานาน หลังจากจักรพรรดิ์เบ่าได๋ (จักรพรรดิ์องค์สุดท้าย หรือองค์ที่ 13 ของราชวงศ์เหงียน)สละอำนาจให้กับรัฐบาลคอมมิวนิสต์

รัฐบาลเวียดนามให้ความสำคัญอีกครั้งหลังจากพระราชวังเว้ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางประวัติศาสตร์ จึงหันมาบูรณะสถานที่สำคัญๆอื่นๆ  เพื่อให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวของเมืองเว้ที่ตั้งอยู่ตอนกลางของประเทศ

ครั้งแรกที่เปิดสุสานไคดิ่นห์ให้เป็นสถานท่องเที่ยว รัฐบาลก็ทำแบบขอไปที ไม่ได้ให้เกียรติเช่นเดียวกับสถานที่สำคัญอื่นๆ เช่นต้องมีเจ้าหน้าที่มาดูแล ขณะเดียวกันประชาชนในเมืองเว้ก็ไม่มีใครสนใจ  และไม่มีใครอยากจะเข้าชม ทุกคนถูกบอกต่อว่า ที่นี่คือสัญญลักษณ์ของความเกลียดชังของประชาชนมีต่อจักรพรรดิ์พระองค์นี้ และยังพลอยเกลียดชังไปถึงจักรพรรดิ์องค์อื่นๆด้วย

การเคารพสถาบันกษัตริย์ของคนไทย กับ คนเวียดนามจึงแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

ออกจากสุสานไคดิ่นห์ก็เดินทางต่อไปที่ ตลาดดองบา ( Dong Ba Market, Hue)  ตลาดสดของเมืองเว้  และยิ่งมาในช่วงเย็นๆก็ยิ่งเห็นความคึกคักของชาวเมืองเว้ที่ออกมาจ่ายตลาด และนั่งยองๆทานอาหารริมทางหน้าตลาด

ตอนต่อไปจะเป็นการเดินทางกลับสู่ประเทศไทย  แต่จะกลับอีกเส้นทางหนึ่งที่ไม่ซ้ำเส้นทางเก่าในตอนขามา


พบกันใหม่ในตอนต่อไป

โฟโต้ออนทัวร์
7  กุมภาพันธ์ 2560




ชมภาพการเดินทางสู่เวียดนามกลาง

ครั้งที่ 1 เมย.50 (ออกทางด่านจังหวัดมุกดาหาร)

ครั้งที่ 2 ตค.51 (ออกทางด่านจังหวัดมุกดาหาร)

ครั้งที่ 3 (ครั้งนี้) ตค.55 (ออกทางด่านจังหวัดนครพนม)


 

 

 
  Photoontour.com  โฟโต้ออนทัวร์

copyright © www.photoontour.com, All rights reserved
ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ (พ.ร.บ.ทรัพย์สินทางปัญญา)

ต้องการ save ภาพ

Contact Us : [email protected]

Home      City Tour     Events     Photo Gallery     Outbound tour     King Photos    Wallpaper     Flowers     Portraits    Asia Girls      Site Update    Contac Us