Photoontour   โฟโต้ออนทัวร
 
Part1
Part2
Part3
Part4
Part5
Part6
Part7
Part8
Part9
Part10
Part11
Par12
Par13
Part14
 
 
 
 
    Home                Myanmar Part 2   เที่ยวพม่าตอนที่ 2 Home   Outbound Tour   Myanmar Part 2
 
Outbound ท่องต่างแดน
  Angkor Wat : นครวัด นครธม
  Kohker : เกาะแกร์ เบ็งมาเลีย
  Malaysia : ประเทศมาเลเซีย
  Myanmar : พม่า เมืองเมียวดี
  South Laos : ลาวใต้ แขวงจำปาสัก
  Luang Pra Bang :หลวงพระบาง
  M Vietnam : เว้ ดานัง ฮอยอัน
  Hanoi Halong Bay : ฮานอย อ่าวฮาลอง
  Sapa Vietnam :ซาปา เวียดนามเหนือ
  Ninh Binh : นิงบิ่งห์ เวียดนามเหนือ
  Sipsongpanna :สิบสองปันนา
  Guilin China : กุ้ยหลิน จีน
  Beijing : ปักกิ่ง วังหลวง กำแพงจีน
Asia Girls ภาพสาวเอเชีย
  Korean สาวเกาหลี
  Japanese สาวญี่ปุ่น
  Chinese สาวจีน
  Philipines สาวฟิลิปปินส์
  Indonesian สาวอินโดนีเซีย
  Myanmar สาวพม่า
  Laos สาวลาว
  Cambodian สาวกัมพูชา
  Malaysian สาวมาเลเซีย
  Vietnamese สาวเวียดนาม
Photography ภาพถ่าย
  Portraits
  King Photos
  Wallpapers
  Baby & Child
  City Tour
  Photo Gallery
  Flowers
  Japan Tsunami
  Thailand Tsunami
  Bangkok Floods
  Photo Around the World
 
 
   
 
แผนที่ประเทศพม่า : แผนที่เมืองย่างกุ้ง : ตำแหน่งที่ตั้งเมืองเนปิดอร์ เมืองหลวงใหม่ของพม่า


Myanmar part 2
เที่ยวพม่า ตอนที่ 2
เดินทางจากย่างกุ้งสู่เมืองหงสา
(เดินทาง มกราคม.2555)



เราออกจากเมืองย่างกุ้งแต่เช้าหลังรับประทานอาหารเรียบร้อยแล้ว  แต่เช้านี้ก็มีเรื่องน่าตื่นเต้นที่อยากจะเล่าให้ฟัง
เริ่มจากภายในห้องพักอันหรูหราระดับ 4 ดาว ภายในตกแต่งด้วยไม้สักล้วน แอร์เย็นฉ่ำ แต่พอตอนดึกรู้สึกตัวเหมือนจะมีไข้  ร้อนจนเหงื่อออก  จากนั้นก็ถีบผ้าห่มทิ้ง  แต่เพราะความง่วงจึงหลับต่อ  

พอถึงเช้า   " เออ..เราไม่มีไข้ ไม่เป็นอะไรนี่หว่า " ทุกอย่างดูปกติ ยังสงสัยว่าอยู่ห้องแอร์แล้วทำไมจึงมีเหงื่อ

เอาละผ่านไปไม่มีอะไรในกอไผ่...  ได้เวลาก็ลากกระเป๋าออกจากห้องแล้วลงไปทานข้าวเช้าที่ชั้นล่างของโรงแรม ในห้องอาหารก็มีทั้งคนไทยจากกรุ๊ปเราและกรุ๊ปอื่นกำลังนั่งทานอาหารกัน  มีชาวต่างชาติที่มาแบบครอบครัวรวมอยู่ด้วยราว 10 คน

คนไทยเลือกนั่งในห้องแอร์  ส่วนต่างชาติเลือกริมระเบียงข้างนอกรับอากาศแบบธรรมชาติ

ขณะกำลังทานข้าวปรากฏว่าไฟดับพรึบ  มืดไปทั้งห้องเพราะห้องอาหารไม่มีสปอตไลท์ไฟสำรอง  เห็นแต่แสงไฟตรงบริเวณแผนกต้อนรับ แต่ก็ห่างจากห้องอาหารพอสมควรจนไม่มีผลอะไรมากนัก

คนไทยที่นั่งทานข้าวก็ไม่ค่อยรู้สึกอะไร  คิดว่าอีกไม่นานเครื่องปั่นไฟของโรงแรมคงทำงาน  แต่ผิดคาด รอแล้วรอเล่าก็ไม่มีวี่แวว  จึงนั่งคุย นั่งกิน ท่ามกลางแสงสลัวๆ ราว 5 นาทีไฟจึงสว่าง  แต่ไม่เสถียรนัก  บางครั้งยังมาแบบริบหรี่ๆ ให้มีลุ้นกันอีกว่าจะรอดหรือไม่

เห็นไฟดับในห้องอาหารก็อดคิดไม่ได้ว่าเมื่อคืนนี้ ไฟคงดับยาว  เพราะร้อนจนเหงื่อซึม  

เป็นอันว่า ได้คำตอบเรียบร้อยแล้วว่าเมื่อคืนทำไมจึงมีเหงื่อ.... ไฟดับนั่นเอง

เรื่องไฟฟ้าดับในพม่าอาจเป็นเรื่องแปลกใหม่สำหรับคนไทยจนไกด์ต้องบอกว่า “ ใครมาเที่ยวพม่าแล้วไม่เจอไฟดับก็แสดงว่ายังมาไม่ถึงพม่า “ นึกในใจว่าเรามาถึงพม่าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แถมเจอเข้าไปถึงสองดอก

จากนั้นเราก็นังรถบัสยี่ห้อแดวูของเกาหลีคันใหม่เอี่ยม เพื่อเดินทางไปยังเมืองหงสา  หรือเมืองหงสาวดี  อดีตเมืองนี้เคยเป็นเมืองหลวงเก่าของพม่าสมัยพระเจ้าบุเรงนอง และเป็นเมืองที่พระองค์ดำหรือสมเด็จพระนเรศวรเคยถูกจับเป็นตัวประกันอยู่ที่เมืองนี้ด้วย(สมัยเสียกรุงครั้งที่1 พ.ศ.2112)


จากเมืองย่างกุ้งสู่หงสา

เมื่อวานนี้เรามาถึงเมืองย่างกุ้งก็เป็นเวลาค่ำมืด จึงมองไม่เห็นตัวเมืองได้อย่างถนัดนัก มองไปทางไหนก็มีแต่ความมืด  แต่การเดินทางในเช้านี้  มีโอกาสเห็นอย่างถนัดตา  ทั้งตื่นตาและตื่นเต้น  มีความรู้สึกว่าเหมือนกำลังเดินทางถอยหลังย้อนอดีตเมืองไทยไปราว 50-60 ปี  สภาพตึกรามบ้านช่องและวิถีชีวิตของผู้คน ดูแล้วก็ไม่น่าจะต่างอะไรกับเมืองไทยในยุคก่อนๆมากนัก  ภาพคนกินหมาก  ผู้ชายนุ่งโสร่ง  สามล้อถีบ  รวมทั้งยานพาหนะต่างๆที่วิ่งกันปุเรงๆ น่าจะพอๆกับสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2  รถบางคันเก่ามากจนแทบจะบอกว่าเกิดไม่ทัน  เช่นรถของทหารหรือรถบรรทุกที่วิ่งสวนทาง ดูมันเก่าเหมือนยุคหนังขาวดำหรือสมัยอังกฤษปกครองพม่า

ยังแปลกใจว่ารถเก่าๆแบบนี้จะหาอะไหล่ได้ที่ไหน ระหว่างเดินทางเราจะเห็นรถจอดเสียเป็นระยะๆ ไม่ต่างกับที่เคยเห็นในภาพยนต์สารคดีของประเทศคิวบา

ภาพที่เห็นเป็นของจริง ไม่ได้ฝันกลางวันแต่อย่างใด

แทบไม่น่าเชื่อว่าพม่าที่เป็นประเทศปิด ไม่รับรู้เรื่องราวจากโลกภายนอก และถูกตัดความช่วยเหลือจากประเทศต่างๆมาเป็นเวลานาน จะถูกแช่แข็งถึงขนาดนี้เชียวหรือ

นึกถึงสงครามพม่ากับไทยสมัยกรุงศรีอยุธยาที่รบกันอยู่บ่อยครั้ง สมัยนั้นทั้งอาณาจักรกรุงศรีอยุธยา และอาณาจักรหงสาวดี ดูแล้วน่าจะมีความรุ่งเรืองพอๆกัน แต่มาวันนี้หรือปี 2555 ซึ่งผ่านมาราว 440 ปี ปรากฏว่าไทยเราทิ้งห่างพม่าชนิดไม่เห็นฝุ่น 

ใครอยากเห็นพม่าประเทศของจริงที่ไม่้ถูกตัดต่อ ก็ต้องมาดูให้เห็นกับตา แล้วจะรู้ว่าพม่านั้นเป็นเช่นไร

แต่ไม่เป็นไรครับ โฟโต้ออนทัวร์พยายามจะเปิดเผยความจริงของพม่าให้มากที่สุด  เพราะมาพม่าคราวนี้ก็ต้องบอกว่าถ่ายภาพกันแหลกลาน  ชนิดที่ไม่เคยทำอะไรแบบนี้มาก่อน  ภาพมันมากจนต้องเสียเวลาคัดให้เหลือเท่าที่จำเป็น ก็เล่นเอามึนทีเดียว


มาว่าพม่ากันต่อดีกว่าครับ

เมืองหงสาที่เราจะไป ความจริงก็ไม่ได้ไกลจากเมืองย่างกุ้งมากนัก แต่เนื่องจากถนนในพม่าไม่ค่อยจะราบเรียบ บางแห่งก็ยังต้องซ่อมต้องปะด้วยเทคโนโลยี่แบบดั่งเดิมคือใช้แรงงานคน รถจึงต้องวิ่งด้วยความเร็วราว 80 -90  ส่วนรถคันอื่นๆที่แล่นสวนทางกันก็ใช้ความเร็วพอๆกัน เรียกว่านั่งไปกันแบบสบายๆ  ชมท้องทุ่งและวิวในชนบทกันเพลิน ไม่ต่างกับนั่งดูภาพยนต์เรื่องเจาะเวลาหาอดีต

การเดินทางของผู้คนย่านชานเมืองในชั่วโมงเร่งด่วน  ดูจะคึกคัก มีชีวิตชีวา บรรยากาศไม่น่าเบื่อ สังเกตเห็นว่าผู้หญิงที่ไปทำงานจะนุ่งโสร่งกันเกือบทุกคน น้อยคนนักที่จะนุ่งกางเกง  แต่ที่แน่ๆทุกคนจะหิ้วตะกร้าหรือหิ้วปิ่นโต  สำหรับอาหารมื้อกลางวันที่เตรียมมาจากบ้าน

ชานเมืองย่างกุ้งในเช้าวันนี้รถราไม่ค่อยมากนัก ที่น่าแปลกก็คือไม่เห็นมอเตอร์ไซด์แม้แต่คันเดียว จักรยานพอมีบ้่างแต่ไม่มากนัก ไกด์พม่าของเราแต่มีเชื้อสายไทยใหญ่ พูดไทยได้ชัดเจน บอกพวกเราว่า รัฐบาลพม่าไม่อนุญาตให้มอเตอร์ไซด์วิ่งในเมืองย่างกุ้ง เพราะครั้งหนึ่งมีมอเตอร์ไซด์ขับปาดหน้ารถของผู้นำทหาร วันรุ่งขึ้นท่านจึงสั่งห้ามมอเตอร์ไซด์วิ่งในเมืองย่างกุ้ง และมีผลใช้บังคับทันที ใครไม่รู้จักคำว่าเผด็จการทหารนั้นเป็นอย่างไร ก็นี่แหละครับของจริง

หากพอจะเปรียบเทียบกับเมืองไทย ก็คงเป็นสมัยจอมพล ป.โน่นละครับ ในยุคที่ผู้นำสั่งห้ามเล่นดนตรีไทยเพราะเห็นว่าเชย ไม่ทันสมัย ไม่เป็นอารยะประเทศ เหมือนกับภาพยนต์เรื่อง "โหมโรง" ยุคนั้นทางการรณรงค์ให้้คนไทยใส่หมวกเมื่อออกจากบ้าน ไม่สนับสนุนให้คนไทยกินหมาก หรือออกจากบ้านไปทำงานก็ให้หอมแก้มเมียสักฟอด จะได้ดูเป็นผู้ดีตะวันตก

ที่พูดมานี้เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในยุคเผด็จการทหาร จอมพล ป.พิบูลสงคราม ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 สรุปว่าคำสั่งของผู้นำทหารถือว่าเป็นกฏหมายที่ไม่ต้องผ่านรัฐสภา มีผลบังคับใช้ทันทีโดยไม่ต้องลงพระปรมาภิไธย วันไหนจะออกกฎอะไรก็แค่ประกาศทางสถานีวิทยุเป็นอันจบขบวนการ เหมือนคำสั่ง....โปรดฟังอีกครั้ง ของคณะปฏิวัตินั่นแหละ ปกครองแบบนี้ก็ง่ายดีนะครับ สมัยก่อนเมืองไทยก็เคยเป็นแบบนี้ แต่พม่าพึงจะเลิกไปไม่กี่เดือนมานี้เอง

มาเที่ยวพม่ามีโอกาสเห็นอะไรแปลกๆเยอะครับ...

อย่างเช่นคนพม่าที่ออกไปทำงานโดยเฉพาะผู้หญิงและเด็กนักเรียนจะหิ้วปิ่นโตกันทุกคน ไม่ต่างกับสมัยที่ผมยังเป็นเด็กนักเรียน  ที่ต้องตรียมอาหารจากบ้านไปทานที่โรงเรียน น้อยครั้งทีเดียวที่จะได้ตังค์ไปซื้ออาหารทานเอง  ตอนเป็นเด็กๆพ่อแม่มักจะปลูกฝังว่าอาหารข้างนอกไม่สะอาดพอสู้ทำเองดีกว่า  อีกอย่างก็เป็นการประหยัดโดยเฉพาะบ้านที่มีลูกหลายคน  หากพ่อแม่ให้เงินเป็นค่ากับข้าวกันทุกคนคงจนแน่ๆ  สมัยก่อนแต่ละครอบครัวมีลูกดกด้วยกันทั้งนั้น  มี 2-4 คนถือว่ากำลังดี ราว 6-8 คน ถือว่ามาก บ้านไหนมีมากกว่า 9 ถือว่าเป็นกรณีพิเศษ มีลูกหลานยั้วเยี้ยเต็มบ้าน  พ่อแม่จะซื้อขนมให้ลูกๆก็ต้องซื้อให้ครบคน ไม่เช่นนั้นคงทะเลาะกันตาย

ในประวัติศาสตร์อาณาจักรต่างๆเค้าจะวัดความยิ่งใหญ่กันที่จำนวนคนของประเทศนั้น สมัยก่อนจึงสู้รบกันบ่อยเพื่อกวาดต้อนผู้คนจากเมืองอื่นให้มาเป็นพวกของตน หรือพยายามล่าเมืองขึ้น เพื่อเป็นกำลังเสริมในการสู้รบ

สมัยจอมพล ป. ก็ยังเจริญรอยตาม ถึงกับให้รางวัลแม่ลูกดกประจำปี เป็นการส่งเสริมให้ประเทศไทยมีประชากรมากยิ่งขึ้น เพื่อให้เห็นว่าเราเป็นประเทศที่ยิ่งใหญ่ แต่ความคิดนี้ไม่ได้รับการยอมรับของผู้นำรุ่นต่อๆมา เพราะจะทำให้ชาติยากจน เมื่อมีประชากรมากก็ต้องแย่งกันกินแย่งกันใช้ เนื่องจากทรัพยากรมีจำกัด
หามาได้เท่าไหร่ก็ไม่พอกิน เพราะคนมันเยอะ

ครอบครัวในยุคต่อๆมาจึงมีลูกกันไม่มากนักหรือไม่เกิน 2 คน ตามสโลแกนของของรัฐบาลที่ว่า “ ลูกมากจะยากจน “

ประเทศพม่าในปัจจุบันยังอยู่ในช่วงกำลังเปลี่ยนแปลง คนพม่าที่หิ้วปิ่นโตไปที่ทำงานก็ไม่ต่างกับเมืองไทยในอดีต  และคงจะอีกนานกว่าคนพม่าจะซื้ออาหารทานเอง นั่นหมายถึงว่าต้องมีรายได้มากพอ เพียงแค่เรื่องนี้เรื่องเดียวก็เห็นความแตกต่างได้ชัดเมื่อเทียบกับบ้านเรา เมืองไทยมีตลาดนัดเต็มบ้านเต็มเมือง กลางค่ำกลางคืนก็ยังมีร้านอาหาร มีตลาดโต้รุ่งชนิดที่หากินได้ทั้งวันทั้งคืน แต่ภาพเช่นนี้ในพม่าจะเห็นได้เฉพาะมีเทศกาลงานต่างๆเท่านั้น

คนพม่าในปัจจุบันไม่นิยมซื้ออาหารนอกบ้านทาน เพราะต้องประหยัด และอาหารนอกบ้านก็มีราคาแพง(สำหรับคนพม่า) เมืองไทยในสมัยก่อนก็มีร้านอาหารไม่มากนัก ถึงมีก็ดูจะโหรงเหรง  คนมีบ้านมีช่องส่วนใหญ่จะทำกับทานเองด้วยกันทั้งนั้นเพราะมีแม่บ้านประจำ(เมียของพ่อ)  ตกค่ำก็ต้องช่วยกันหุงหาอาหาร หรือจะไปเที่ยวไหนไกลๆกันทั้งบ่าน ก็เตรียมอาหารใส่ปิ่นโตไปด้วย เวลาจะทานก็ปูเสื่อนั่งล้อมวง ดูแล้วสนุก แม่บ้านสมัยก่อนจึงต้องทำอาหารเป็นและต้องทำเก่ง เพื่อให้สามีกลับมาทานอาหารของฝีมือภรรยา

คำว่า “ เสน่ห์ปลายจวัก ” ที่คนสมัยก่อนยึดถือ ก็คือผู้หญิงต้องทำอาหารเก่ง เพื่อผูกมัดสามีให้อยู่กับบ้าน หรืออยู่เย้าเฝ้าเรือนนั่นเอง ภรรยาคนไหนที่สามีไปมีกิ๊ก หากจะนำไปใช้ก็ไม่เลว เพราะคนสมัยก่อนๆใช้ได้ผลกันมาแล้ว

คาดว่าอีกไม่เกิน 10 พม่าคงเปลี่ยนไป เพราะผู้หญิงพม่าที่เห็นในวันนี้ไม่ได้อยู่บ้านเฝ้าเรือนเหมือนเมื่อก่อน  ทุกคนต้องปากกัดตีนถีบ ภาพผู้คนบนถนนตอนเช้าๆ น่าจะสะท้อนให้เห็นว่าผู้หญิงพม่าก็มีบทบาทต่อครอบครัว  ต้องทำงานหาเงินไม่ต่างกับผู้ชาย

เรื่องราวของพม่าในตอนที่ 2 ขอจบแต่เพียงแค่นี้ก่อนนะครับ  ยังมีอีกหลายเรื่องหลายตอนที่จะต้องกล่าวถึง  ส่วนใครอยากไปเที่ยวพม่า  ค่าทัวร์อาจแพงกว่าเมื่อ 4-5 เดือนที่แล้ว  เนื่องจากขณะนี้พม่ากำลังเป็นที่สนใจของชาวโลก  ผู้นำหรือบุคคลสำคัญจากหลายๆประเทศเดินทางเข้าพม่าเป็นว่าเล่น นักท่องเที่ยวจากชาติยุโรปก็เข้ามามากขึ้น ทำให้พม่าเริ่มประสบปัญหาการบริการที่เป็นปัจจัยพื้นฐานสำหรับนักท่องเที่ยว เช่นโรงแรมที่พัก ร้านอาหารที่มีระดับสำหรับบริการนักท่องเที่ยว  ยานพาหนะที่ใช้ขนส่ง  รวมทั้งเรื่องอื่นๆอีกจิปาถะที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว  ส่งผลให้ค่าทัวร์จากไทยอาจแพงขึ้นเป็นเงาตามตัว  

พม่าในช่วงนี้ถือว่า นักท่องเที่ยวกำลังล้นทะลัก และจะเพิ่มเป็นทวีคูณในอีกไม่ช้า เพราะนางอองซานซูจี แค่คนเดียวก็เป็นจุดขายที่ทำให้ใครต่อใครหันมาให้ความสนใจประเทศพม่า โดยเฉพาะชาติตะวันตกที่ให้ความสนใจเป็นพิเศษ

บ้านเราก็ผ่านเหตุการณ์ชนิดนักท่องเที่ยวทะลักกันมานานแล้ว การฉวยโอกาสขึ้นราคาค่าบริการต่างๆ  คนไทยก็ทำกันมาจนเป็นเรื่องปกติ เพียงแต่ว่าการหลอกลวงนักท่องเที่ยวด้วยวิธีการต่างๆที่คนไทยเคยทำกับชาวต่างชาตินั้น ยังไม่พบเรื่องราวแบบนี้ในพม่า คนพม่าที่พบเห็นดูจะมีความเป็นมิตร ยังยิ้มแย้มแจ่มใส่ อาจเป็นเพราะโรคร้ายจากการเอาเปรียบนักท่องเที่ยวของคนไทย ยังไม่ได้เข้ามาแพร่ระบาดในพม่าก็เป็นได้

คนไทยเราอาจนึกภูมิใจว่า เราดีกว่าประเทศนั้นประเทศนี้ ก็ต้องหันกลับมาดูตัวเองด้วย จะได้รู้ว่าบ้านเราก็มีทั้งสิ่งดีสิ่งเลวพอๆกัน  การหลอกลวงทั้งท่องเที่ยว ปลดทรัพย์  ลวงไปฆ่า  หรือรถทัวร์สายใต้ไปเกาะสมุย เด็กท้ายรถก็เข้าไปมุดในห้องสัมภาระเพื่อกรีดกระเป๋าเดินทางของชาวต่างชาติ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ มันบ่งบอกอะไรได้มากมายว่าคนไทยเรายังต้องพัฒนาอีกมาก ทั้งผู้รักษากฎหมายก็ต้องเข้มงวดเอาจริงเอาจัง  คนที่ทำธุรกิจก็ต้องมีจิตสำนึก

การพัฒนาจิตใจมันจึงต้องใช้เวลา ต่อให้เอาเงินทุ่มไปมากแค่ไหน มันก็เปลี่ยนแปลงอะไรได้ไม่มากนัก

ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของนักท่องเที่ยวจึงเป็นสิ่งสำคัญ  ไม่แพ้กับการส่งเสริมการท่องเที่ยวในด้านอื่นๆ หากจะจัดอันดับประเทศในเอเชียที่นักท่องเที่ยวมีความปลอดภัยจากการถูกโกง ถูกปล้น ก็ต้องบอกว่าไทยเราเป็นรอง ประเทศมาเลเซีย สิงค์โปร ฮ่องกง เกาหลี และญี่ปุ่น ซึ่งกลุ่มประเทศเหล่านี้จิตใจเค้าพัฒนาไปมาก โดยเฉพาะเกาหลีกับญี่ปุ่น ถือว่าเป็นเมืองที่ปลอดภัย คำว่าโกง หรือหลอกลวงนั้นไม่มีเด็ดขาด ถึงขนาดที่ว่าอาหารการกินก็ยังปลอดสารพิษ

แต่ก็น่าดีใจที่ประเทศไทยแม้จะแย่แค่ไหนแต่ก็ยังดีกว่าประเทศจีน (ไชโย)

คงไม่ต้องบอกว่าประเทศจีนที่กำลังเจริญรุดหน้าเหนือกว่าประเทศอื่นๆนั้น  มันเป็นความเจริญทางด้านกายภาพหรือทางด้านวัตถุ  เช่นมีการเติบโตทางเศรษฐกิจแบบก้าวกระโดด มีรถไฟความเร็วสูงหลายสาย พัฒนาถนนหนทางให้ทันสมัยทั่วทั้งประเทศ  มีตึกรามบ้านช่องใหญ่โต  และคนจีนกลายเป็นมหาเศรษฐีติดอันดับโลกมากที่สุด ฯลฯ  นี่คือในด้านที่เป็นกายภาพ ที่มีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ส่วนความคิดความอ่านของคนจีน หรือด้านจิตใจนั้นไม่ได้พัฒนาตามความเจริญของประเทศนะครับ คนจีนอยากมี อยากรวย หรือข้่าราชการคอรัปชั่น ยังสูงกว่าประเทศไทยมาก

่ประเทศจีนทางด้านไม่ดีนั้นก็ต้องบอกว่า " สุดยอดกลโกงระดับโลก "

เช่นทำไข่ไก่ปลอม (ใช้สารเคมี)  ทำสาหร่ายปลอม(ใช้ถุงพลาสติกสีดำมาทำให้เปื่อยง่าย)  นำสารอันตรายมาผสมกับนมผงเด็กจนต่างประเทศสั่งระงับ  และที่หนักหนาก็คือ “ธนบัตรปลอม”  ซึ่งเรื่องหลังนี้กลายเป็นที่ยอมรับของคนจีน ไม่ค่อยรู้สึกเดือดร้อนอะไรมากนัก ถือว่าเป็นเรื่องปกติ ประเภทใครดีใครอยู่ แล้วมันก็หลอกกันไปหลอกกันมา ใครทำการค้ากับจีนจึงต้องระวัง เพราะเป็นสิบแปดมงกุฎตัวจริง

ไทยเราถึงแม้จะมีสิ่งเลวร้ายทางด้านการท่องเที่ยว แต่ถ้าเทียบกับจีนแล้ว เราก็ยังดีกว่า ครับ


โฟโต้ออนทัวร์
20 เมษายน 2555  
 




แผนที่ประเทศพม่า แผนที่เมืองย่างกุ้ง - สิเรียม และแผนที่เมืองเนปิดอร์


 
แผนที่ประเทศพม่า คลิกที่ภาพ
แผนที่เมืองย่างกุ้ง สิเรียม คลิกที่ภาพ
แผนที่พม่า Myanmar Maps
แผนที่เมืองย่างกุ้ง Yangon Maps
   
แผนที่เมืองหลวงเก่า (ย่างกุ้ง) และเมืองหลวงใหม่ (เนปิดอร์) คลิกที่ภาพ
แผนที่เมืองหงสาวดี คลิกที่ภาพ
เมืองเนปิดอร์ Nay pyi daw
         
  copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ