Photoontour   โฟโต้ออนทัวร
 
Part1
Part2
Part3
Part4
Part5
Part6
Part7
Part8
Part9
Part10
Part11
 
 
 
 
    Home                Myanmar Part 3   เที่ยวพม่าตอนที่ 3 Home   Outbound Tour   Myanmar Part 3
 
Outbound ท่องต่างแดน
  Angkor Wat : นครวัด นครธม
  Kohker : เกาะแกร์ เบ็งมาเลีย
  Malaysia : ประเทศมาเลเซีย
  Myanmar : พม่า เมืองเมียวดี
  South Laos : ลาวใต้ แขวงจำปาสัก
  Luang Pra Bang :หลวงพระบาง
  M Vietnam : เว้ ดานัง ฮอยอัน
  Hanoi Halong Bay : ฮานอย อ่าวฮาลอง
  Sapa Vietnam :ซาปา เวียดนามเหนือ
  Ninh Binh : นิงบิ่งห์ เวียดนามเหนือ
  Sipsongpanna :สิบสองปันนา
  Guilin China : กุ้ยหลิน จีน
  Beijing : ปักกิ่ง วังหลวง กำแพงจีน
Asia Girls ภาพสาวเอเชีย
  Korean สาวเกาหลี
  Japanese สาวญี่ปุ่น
  Chinese สาวจีน
  Philipines สาวฟิลิปปินส์
  Indonesian สาวอินโดนีเซีย
  Myanmar สาวพม่า
  Laos สาวลาว
  Cambodian สาวกัมพูชา
  Malaysian สาวมาเลเซีย
  Vietnamese สาวเวียดนาม
Photography ภาพถ่าย
  Portraits
  King Photos
  Wallpapers
  Baby & Child
  City Tour
  Photo Gallery
  Flowers
  Japan Tsunami
  Thailand Tsunami
  Bangkok Floods
  Photo Around the World
รถพม่าสมัยสงคราม
วัดพม่าริมทาง
ชนบทพม่า
ร้านค้าในพม่า
เครื่องปั้นดินเมืองหงสา
ร้านค้าในเมืองหงสา
อาหารพม่า
ปั้มน้ำมันในพม่า
ภาพท่องเที่ยวพม่า
รงมภาพชนบทพม่า
วัดพระนอนเมืองหงสา
วัดพนะนอน ชเวตาเลีบว
ของฝากจากพม่า
สาวพม่า สวยซิงๆ
ของที่ระลึกจากพม่า
พระนอน ชเวตาเลียว
วัดในพม่า
พระนอนชะเวตาเลียว ยาว 55 เมตร
พระนอนในพม่า
พระพม่า
พระพุทธไสยาสน์ ชเวตาเลียว
สาวพม่า น่ารัก  คนขายของที่ระลึก
สาวพม่า
วันรุ่นพม่า สาวพม่า
สาวพม่า ทาแป้งทานาคา
 
 
   
 
แผนที่ประเทศพม่า : แผนที่เมืองย่างกุ้ง : ตำแหน่งที่ตั้งเมืองเนปิดอร์ เมืองหลวงใหม่ของพม่า


Myanmar part 3
เที่ยวพม่า ตอนที่ 3
วัดพระนอนชเวตาเลียว Shwethalyaung Buddha
(เดินทาง มกราคม.2555)



ตอนนี้เรากำลังเดินทางสู่เมืองหงสาวดี หรือเมืองพะโค(Bago) ในอดีตเมืองนี้เคยเป็นดินแดนของพวกมอญมาก่อน  แต่โดนพม่าเข้ารุกรานในสมัย พระเจ้าตะเบ็งชเวตี้ หรือตะเบ็งชะเวทีในภาษาพม่า (Tabinshwehti)  ซึ่งในรัชสมัยของพระองค์ได้รวบรวมหัวเมืองต่างๆไว้มากมาย  รวมทั้งหัวเมืองมอญที่มีศูนย์กลางอยู่ที่กรุงหงสาหรือกรุงหงสาวดีนี้ด้วย

คนไทยรู้จักพระเจ้าตะเบ็งชเวตี้ก็ตอนที่พระองค์ยกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยาเป็นครั้งแรกเมื่อปีพ.ศ.2092  ตรงกับรัชสมัยของพระเจ้าจักรพรรดิ หรือพระศรีสรรเพชญ  กษัตริย์องค์ที่ 15 แห่งกรุงศรีอยุธยา

เมื่อพม่ายกทัพมาประชิดสมเด็จพระมหาจักรพรรดิจึงเสด็จออกไปดูลาดเลากำลังศึก ณ ทุ่งภูเขาทอง พร้อมกับสมเด็จพระสุริโยทัยพระมเหสี และพระราเมศวรกับพระมหินทร์ ราชโอรส

สมเด็จพระมหาจักรพรรดิได้กระทำยุทธหัตถีกับพระเจ้าแปร แต่ช้างพระที่นั่งเสียที สมเด็จพระสุริโยทัย (ซึ่งขณะนั้นได้แต่งองค์เป็นชาย) จึงทรงไสช้างเข้าขวางช้างข้าศึก เพื่อป้องกันสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ พระเจ้าแปรได้ทีจึงฟันสมเด็จพระสุริโยทัยด้วยของ้าว สิ้นพระชนม์บนคอช้าง พระราเมศวรและพระมหินทร์ ได้ขับช้างเข้ากันพระศพกลับเข้าพระนคร


สงครามยุทธหัตถีในครั้งนี้คนไทยส่วนใหญ่เคยเรียนในวิชาประวัติศาตร์กันสมัยเด็ก หลายคนคงยังได้ แต่ปัจจุบันไม่แน่ใจว่าเด็กนักเรียนยังได้เรียนกันหรือไม่ เพราะคำว่า" ประวัติศาสตร์ " ดูเหมือนเป็นคำที่กระทรวงศึกษาธิการไม่ค่อยจะชอบใจนัก เด็กไทยในปัจจุบันจึงไม่ค่อยรู้เรื่องอะไร ทั้งๆเป็นรากฐานของความเป็นคนไทย

ี้อาจมีคนตั้งคำถามว่า "ทุ่งภูเขาทองที่เป็นสนามยุทธหัตถีในครั้งนั้นอยู่ที่ใด " ก็ต้องบอกว่าอยู่ที่ทุ่งมะขามหย่องในจังหวัดพระนครศรีอยุธยานั้นเอง

และเมื่อวันที่ 25 พ.ค. 2555 ที่ผ่านไปไม่นานนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระราชินีนาถได้เสด็จไปเปิด “ พระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระสุริโยทัย ” ณ ทุ่งมะขามหย่อง สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ ที่แสดงถึงวีรกรรมและความกล้าหาญของวีระสตรีไทย



ใครไปเที่ยวทุ่งมะขามหย่อง  หากมีโอกาสไปนมัสการพระราชานุสาวรีย์  ก็ควรอธิษฐานจิตรำลึกถึงความกล้าหาญของสมเด็จพระสุริโยทัย  ที่ปกป้องพระสวามีให้ปลอดภัย และยังช่วยปกป้องผืนแผ่นดินไทยเอาไว้ได้  จนยากที่จะมีพระมเหสีของกษัตริย์พระองค์ใด  หรือมีหญิงไทยคนใดเสมอเหมือน

ี่พระเจ้าตะเบ็งชเวตี้ยกทัพมาตีไทยเมื่อปี พ.ศ. 2092 ในครั้งนั้น ไม่สามารถได้ตีไทยให้แตกได้  เนื่องจากพระมหาธรรมราชาเจ้าเมืองเมืองพิษณุโลก ทรงยกกองทัพจากหัวเมืองเหนือลงมาช่วยไว้ได้ทัน  ทหารพม่าเห็นกองทัพของพระมหาธรรมราชามากันมากมายจึงตกใจกลัว อีกทั้งเสบียงกรังก็ร่อยหรอ แถมกำลังเข้าสู่ฤดูน้ำหลาก จึงต้องล่าถอยกลับไป

พระเจ้าตะเบ็งชเวตี้กษัตริย์พระองค์ที่ 2 ในราชวงศ์ตองอูของพม่านับว่าเป็นพระมหากษัตริย์ที่มีความเก่งกาจเข้มแข็ง สามารถรวมรวมหัวเมืองต่างๆไว้หลายเมือง รวมทั้งเข้าตีเมืองหงสาของชาติมอญได้ จากนั้นทรงย้ายเมืองหลวงจากเมืองตองอูมาอยู่ที่เมืองหงสาหรือเมืองพะโค พร้อมกับทรงกระทำพิธีเจาะพระกรรณ(เจาะหู) อันเป็นราชประเพณีของพม่าเช่นเดียวกับพระราชพิธีโสกันต์ของไทย

พระองค์เลือกทำพิธีที่เจาะพระกรรณที่ พระเจดีย์ชเวมอดอ (พระธาตุมุเตา) ซึ่งเป็นพระเจดีย์ที่พระองค์ดำหรือสมเด็จพระนเรศวรเคยมากราบไหว้ เมื่อครั้งที่ตกเป็นเชลยศึกแก่พม่าหลังเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 1 สมัยเมื่อยังทรงพระเยาว์

สถานที่สำคัญที่ถือว่าเป็นสัญลักษณของเมืองหงสา นอกจากพระธาตุมุเตาแล้วก็ยังมี พระพุทธไสยาสน์ชเวตาเลียว  ที่คนไทยเรียกกันว่า “พระนอนชเวตาเลียว “ ซึ่งเป็นโบราณสถานสำคัญที่สร้างในสมัยอาณาจักรมอญเช่นกัน ปัจจุบันได้รับการบูรณะหลังจากอังกฤษเข้ามาปกครองพม่า จนกลายเป็นสถานท่องเที่ยวสำคัญของเมืองหงสาวดี

พระพุทธไสยาสน์ชเวตาเลียว(Shwethalyaung Buddha) สร้างโดยพระเจ้าเมงกะติปะ กษัตริย์มอญ เมื่อ พ.ศ.1537 (ค.ศ.994) หรือในสมัยอาณาจักรสุธรรมวดี  ราวพุทธศตวรรษที่ 11 – 16 (พ.ศ. 1100 – 1600)
ปัจจุบันพระนอนองค์นี้มีอายุ 1018 ปี ยาว 55 เมตร ซึ่งเป็นพระนอนไสยาสน์ที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากพระนอนในเมืองย่างกุ้งที่มีชื่อว่าพระนอนตาหวาน ที่มีความยาว 70 เมตร

เดิมพระนอนชเวตาเลียวถูกทิ้งร้างมาเป็นเวลานาน และได้มีการค้นพบเมื่อครั้งที่อังกฤษเดินทางมาสำรวจเส้นทางรถไฟในพม่าเมื่อราว 100 ปีก่อน จากนั้นจึงได้บูรณะจนใหญ่โตสวยงาม

มาเที่ยวพม่าก็อย่าพึ่งงุนงงว่าวัดเก่าๆหรือโบราณสถานที่สำคัญๆส่วนใหญ่จะมีอายุนับเป็นพันๆปี  ไม่ต่างกับประเทศจีน และส่วนใหญ่โบราณสถานเหล่านั้นก็ยังคงมีสภาพที่ดี  จนแทบไม่น่าเชื่อว่าจะมีอายุยืนนานขนาดนั้น 

ช่วงแรกๆที่มาเที่ยวพม่า ไกด์บอกอายุของวัดและเจดีย์ต่างๆก็ยังไม่ค่อยจะเชื่อนักว่าจะเป็นได้หรือ  พาลสงสัยว่าประวัติศาสตร์พม่าเขียนเรื่อง พ.ศ.ให้ดูเก่าแก่แบบเข้าข้างตนเองหรือเปล่า บ้างก็ว่าพันกว่าปี บ้างก็ 2 พันกว่าปี

ใครไม่เชื่อก็ต้องคนหาความจริงของประวัติศาสตร์พม่าเอาเองก็แล้วกัน ในเว็บไซต์ที่เกี่ยวกับเรื่องราวของพม่าและมอญก็มีข้อมูลมากมาย  พออ่านไปเรื่อยๆก็จะเข้าใจยิ่งขึ้นว่าอาณาจักรของพม่านั้นมีความยิ่งใหญ่ และมีประวัติศาสตร์อันยาวนานที่คนไทยน้อยคนจะเข้าใจ(แม้แต่ประวัติศาสตร์ชาติไทยของตนเองก็ยังไม่ค่อยจะรู้กันนัก)

พม่าเป็นประเทศที่ปิดตัวเองหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ผ่านพ้นไปได้ไม่นาน ชาวโลกจึงไม่ค่อยมีโอกาสรับรู้เรื่องราวของพม่ามากนัก คนไทยส่วนใหญ่คิดว่าพม่าล้าหลังกว่าไทยไปหลายสิบปี เรื่องราวทางประวัติศาสตร์คงเทียบกับไทยไม่ได้ เพราะในอดีตอาณาจักรไทย หรืออาณาจักรกรุงศรีอยุธยาก็มีความยิ่งใหญ่ไม่ไช่น้อย

แต่ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ถือว่าชาติไทยเกิดทีหลังชาติพม่าเป็นเวลาหลายร้อยปี เช่นอาณาจักรพุกาม(Bagan) ซึ่งเป็นอาณาจักรเริ่มแรกของพม่าก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ.1587*(พ.ศ.1587 -1830) ส่วนอาณาจักรสุโขทัยก่อตั้งมื่อราวปี พ.ศ.1792
*พงศาวดารพม่ามีบันทึกไว้ พ.ศ.1587 แต่หลักฐานการสร้างอาณาจักรมีมาตั้งแต่ พ.ศ.1392

หลักฐานทางโบราณคดีที่แสดงถึงความเก่าแก่ของประเทศพม่าก็มีมากมาย เช่นทะเลเจดีย์ที่เมืองพุกาม และยังมีอีกหลายแห่งที่ยังไม่ได้เปิดให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว เนื่องจากการคมนาคมยังไม่สะดวก หากเปิดเมื่อไหร่ก็รับรองว่า มีโอกาสขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกชนิดที่เดินพาเหรดต่อแถวกันเลยทีเดียว

เดือนกุมภาพันธ์ 55 เราคงได้ยินข่าวการเฉลิมฉลองมหาเจดีย์ชเวดากองที่มีอายุครบ 2600 ปี นับว่าเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อว่ามีอายุนานขนาดนั้น แต่ก็เป็นเรื่องจริง อีกประการหนึ่งชาวพม่ามีพลังศรัทธาอันแรงกล้าต่อพระธาตุเจดีย์เป็นอย่างมาก ช่วยกันทำนุบำรุงมาตลอดระยะเวลานับเป็นพันๆปี จนดูคล้ายกับว่าเจดีย์ทองคำนี้สร้างขึ้นไม่กี่ร้อยปีมานี่เอง

คนพม่าทั้งจากอดีตจนถึงปัจจุบันนิยมบูชาทองคำแผ่น(ไม่ไช่ทองคำเปลว)ปิดองค์พระธาตุ ทำให้พระธาตุแต่ละแห่งที่พบเห็นดูเหลืองอร่ามไปหมด บางแห่งมีทองคำแท้อยู่บริเวณยอดเจดีย์ ส่วนช่วงล่างลงมาก็ทาด้วยสีทอง ดังนั้นแผ่นทองคำที่ปิดองค์พระธาตุเจดีย์น่าจะเป็นเครื่องชี้วัดถึงความศรัทธาของชาวพม่าในเมืองนั้นๆได้เป็นอย่างดี

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมคนพม่าจึงนิยมทองคำกันนัก และเอาทองคำมาจากที่ไหนกัน

คำตอบก็คือในพม่ามีแร่ทองคำเป็นจำนวนมาก ปัจจุบันมีเหมืองทองคำอยู่ถึง 22 แห่ง และเมื่อต้นปี 2555 มีข่าวว่าดาวเทียมจากองค์การนาซาของสหรัฐ พบขุมทองคำขนาดใหญ่ในพม่า สามารถขุดขึ้นได้เป็นจำนวนหลายพันตัน และกินเวลาต่อเนื่องไปอีกหลายสิบปี

อนาคตของประเทศพม่าคงบอกได้ว่าจะมีแต่ความรุ่งเรือง ทั้งทรัพย์ในดิน สินในน้ำ ตามสำนวนสุภาษิตไทยทุกประการ


มหาเจดีย์ชเวดากองสัญลักษณ์ของประเทศพม่าเป็นที่บรรจุพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้าจำนวน 8 เส้น สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าโอกาละปะ เมื่อ 588 ปี ก่อนคริสตกาล โดยตลอด 2,600 ปีที่ผ่านมามีการบูรณปฏิสังขรณ์ในหลายยุค ทำให้ความสูงขององค์เจดีย์เพิ่มขึ้นจาก 20 เมตร เป็น 99 เมตรในปัจจุบัน

ตามที่กล่าวมาแล้วว่าพม่าเป็นชนชาติที่มีประวัติมายาวนาน และนานกว่าชาติไทยค่อนข้างมาก และก่อนที่พม่าจะตั้งอาณาจักรพุกามซึ่งเป็นอาณาจักรแรกเมื่อปี พ.ศ.1392 นั้นปรากฏว่า ชนชาติมอญได้เข้ามาอยู่ในดินแดนของพม่าแล้วนับเป็นเวลา 2400 ปีก่อนพุทธกาล นับจนถึงปัจจุบันก็เป็นเวลาราว 5000 ปี

ภาษามอญถือว่าเป็นภาษาที่เก่าแก่ที่สุดในดินแดนอุษาคเนย์  และหากจะสืบสาวราวเรื่องทางชาติพันธ์ ก็อาจพบว่าเลือดเนื้อเชื้อไขของคนไทยก็น่าจะมีเชื้อสายมาจากชาวมอญไม่น้อย เนื่องจากดินแดนสุวรรณภูมิหรือแผ่นดินทองที่มักกล่าวกันในทางประวัติศาสตร์ ก็คือดินแดนของไทยและพม่า(อาจรวมไปถึงเขมร) ที่มีพื้นที่อันอุดมสมบูรณ์เพื่อทำนาปลูกข้าวเลี้ยงประชากร และชนชาติแรกที่เข้ามาสู่ดินแดนสุวรรณภูมินี้ก็คือชนชาติมอญ

ตามหลักฐานทางโบราณคดีที่พบในจังหวัดนครปฐม เชื่อกันว่า ศูนย์กลางของดินแดนสุวรรณภูมิในสมับโบราณนั้นน่าจะอยู่แถวๆบริเวณจังหวัดนครปฐม และกลุ่มชาติพันธ์เก่าแก่ในยุคโบราณนั้นก็คือ "ชนชาติมอญ" ขณะเดียวกันดินแดนทางแถบนี้ก็ยังเป็นศูนย์กลางของพุทธศาสนาอีกด้วย ซึ่งสอดคล้องกับประวัติขององค์พระปฐมเจดีย์ ที่มีลักษณะรูปทรงแตกต่างจากเจดีย์เก่าแก่อื่น
ๆในประเทศไทย

วันเวลาผ่านไปนับร้อยนับพันปี ชนชาติมอญได้ไปรวมกันที่ดินแดนพม่า และเชื่อกันว่าชนชาติมอญส่วนหนึ่งที่สูญหายไปจากดินแดนไทย ก็เนื่องจากการแผ่ขยายอิทธิพลของอาณาจักรขอม ทำให้มอญต้องอพยพข้ามภูเขาจากแดนไทยไปอาศัยทางฝั่งพม่า



ศาสนาพุทธในพม่า
พม่าได้รับอิทธิพลทางพุทธศาสนามาจากประเทศอินเดีย สิ่งก่อสร้างทางพุทธสถานต่างๆจึงมีศิลปะที่ค่อนไปทางอินเดีย ตัวอย่างเช่นทะเลเจดีย์ที่เมืองพุกาม ที่มีจำนวนถึง 2 พันกว่าองค์ (จากเดิมที่มีถึงสี่พันกว่าองค์) แต่งานพุทธศิลป์บางอย่างก็ดูเป็นเอกลักษณ์ของพม่าล้วนๆ เช่นพระพุทธรูปจะเป็นสีขาว มีหน้าตาคล้ายผู้หญิงที่ทาปากสีแดง

จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่เข้าใจว่า ทำไมพระพม่าจึงมีสีขาว และทำไมต้องทาปากสีแดงจนดูคล้ายพระผู้หญิง

แม้แต่พระนอนชเวตาเลียวก็เป็นพระนอนองศ์สีขาวไม่ต่างกับพระพุทธรูปปางต่างๆที่มีสีขาวเช่นกัน ความจริงคนพม่าก็ไม่ได้มีผิวขาว ส่วนใหญ่ที่เห็นจะมีผิวสีน้ำตาลคล้ายคนอินเดียมากกว่า

ไปเที่ยวพม่าเราจึงเห็นคนพม่าที่หน้าตาเป็นแขกอินเดีย  ตัวดำ ตาโต ผมหยิก นี่คือพม่าที่มีเชื้อสายอินเดีย  ส่วนคนพม่าที่ผิวออกขาวๆหน้าตาคล้ายคนจีนหรือคนไทย พวกนี้น่าจะมีเชื้อสายมาจากกลุ่มชาติพันธ์ทางตอนเหนือที่มีพรมแดนติดกับจีน

มาเที่ยววัดพระนอนชเวตาเลียวได้เจอสาวพม่าหน้าไทยจนต้องจ้องมองอยู่นานเพราะดูยังไงก็ไม่เป็นพม่า
หรือว่าสาวๆเหล่านั้นอาจมีเชื้อสายคนไทยหรือคนกรุงเก่า-อยุธยา

แล้วคนไทยหรือคนกรุงเก่ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร

หากมองย้อนไปในประวัติศาสตร์สมัยที่เสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 1 ก็จะพบว่าพระเจ้าบุเรงนองกษัตริย์พม่า ได้กวาดต้อนผู้คนและช้าง ม้า วัว ควาย กลับพม่าหรือกลับกรุงหงสาไปเป็นจำนวนมาก  นอกจากนี้ไทยยังต้องส่งส่วยด้วยช้างอีกปีละหลายสิบเชือก

ประเทศแพ้สงครามก็เป็นแบบนี้แหละครับ  ต้องยอมทุกอย่าง และเป็นธรรมเนียมของผู้ชนะ ที่ต้องกวาดต้อนศัตรูเอาไปเป็นเชลยด้วย  คนกรุงเก่าในสมัยนั้นก็คงถูกต้อนไปพม่านับหมื่นนับแสนคน  เป็นการตัดกำลังพลเรือนหรือตัดกำลังทหารให้ลดน้อยลง จะได้ไม่คิดแข็งข้อในภายหลัง

นับจากปัจจุบันคนกรุงเก่าที่ถูกต้อนไปเป็นเชลยได้ล่วงเลยมาเป็นเวลาถึง 443 ปีแล้ว  หากนับเป็นชั่วอายุคนก็น่าจะราว  5-6 รุ่น (เฉลี่ยรุ่นละ 80 ) คนไทยในพม่าจึงผสมผสานทางชาติพันธ์กับคนพม่า-มอญ ในเมืองหงสามาแล้วหลายรุ่น มาถึงปัจจุบันอาจมีบางคนที่มีหน้าตาออกเป็นไทยๆเหมือนกับที่พบเห็นในวัดพระนอนชเวตาเลียวก็เป็นได้ หรือ หากพบเห็นว่าใครที่หน้าตาคล้ายคนไทยก็พึงสงสัยไว้ก่อนว่าน่าจะมีเลือดเนื้อเชื้อไข หรือมี ดีเอ็นเอ(DNA) ที่เป็นสายพันธ์ของคนไทย

ที่วัดพระนอนในวันนั้นมีสาวพม่าบางคนคล้ายคนไทยมาก แต่พูดไทยได้นิดหน่อย  บางคนก็สวยและดูใสซื่อจนอยากชวนให้มาอยู่เมืองไทย 

จะได้ช่วยกันทำมาหากิน ... ไงละครับท่าน ....




โฟโต้ออนทัวร์
10 กรกฎาคม 2555





แผนที่ประเทศพม่า แผนที่เมืองย่างกุ้ง - สิเรียม และแผนที่เมืองเนปิดอร์


 
แผนที่ประเทศพม่า คลิกที่ภาพ
แผนที่เมืองย่างกุ้ง สิเรียม คลิกที่ภาพ
แผนที่พม่า Myanmar Maps
แผนที่เมืองย่างกุ้ง Yangon Maps
แผนที่เมืองหลวงเก่า (ย่างกุ้ง) และเมืองหลวงใหม่ (เนปิดอร์) คลิกที่ภาพ
แผนที่เมืองหงสาวดี คลิกที่ภาพ
เมืองเนปิดอร์ Nay pyi daw


         
  copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ