Photoontour   โฟโต้ออนทัวร
 
Part1
Part2
Part3
Part4
Part5
Part6
Part7
Part8
Part9
Part10
Part11
Part12
Part13
Part14
 
 
 
 
    Home                Myanmar Part 4   เที่ยวพม่าตอนที่ 4 Home   Outbound Tour   Myanmar Part 4
 
Outbound ท่องต่างแดน
  Angkor Wat : นครวัด นครธม
  Kohker : เกาะแกร์ เบ็งมาเลีย
  Malaysia : ประเทศมาเลเซีย
  Myanmar : พม่า เมืองเมียวดี
  South Laos : ลาวใต้ แขวงจำปาสัก
  Luang Pra Bang :หลวงพระบาง
  M Vietnam : เว้ ดานัง ฮอยอัน
  Hanoi Halong Bay : ฮานอย อ่าวฮาลอง
  Sapa Vietnam :ซาปา เวียดนามเหนือ
  Ninh Binh : นิงบิ่งห์ เวียดนามเหนือ
  Sipsongpanna :สิบสองปันนา
  Guilin China : กุ้ยหลิน จีน
  Beijing : ปักกิ่ง วังหลวง กำแพงจีน
Asia Girls ภาพสาวเอเชีย
  Korean สาวเกาหลี
  Japanese สาวญี่ปุ่น
  Chinese สาวจีน
  Philipines สาวฟิลิปปินส์
  Indonesian สาวอินโดนีเซีย
  Myanmar สาวพม่า
  Laos สาวลาว
  Cambodian สาวกัมพูชา
  Malaysian สาวมาเลเซีย
  Vietnamese สาวเวียดนาม
Photography ภาพถ่าย
  Portraits
  King Photos
  Wallpapers
  Baby & Child
  City Tour
  Photo Gallery
  Flowers
  Japan Tsunami
  Thailand Tsunami
  Bangkok Floods
  Photo Around the World
รถพม่าสมัยสงคราม
วัดพม่าริมทาง
ชนบทพม่า
ร้านค้าในพม่า
เครื่องปั้นดินเมืองหงสา
ร้านค้าในเมืองหงสา
อาหารพม่า
ปั้มน้ำมันในพม่า
ภาพท่องเที่ยวพม่า
รงมภาพชนบทพม่า
วัดพระนอนเมืองหงสา
วัดพนะนอน ชเวตาเลีบว
ของฝากจากพม่า
สาวพม่า สวยซิงๆ
ของที่ระลึกจากพม่า
พระนอน ชเวตาเลียว
วัดในพม่า
พระนอนชะเวตาเลียว ยาว 55 เมตร
พระนอนในพม่า
พระพม่า
พระพุทธไสยาสน์ ชเวตาเลียว
สาวพม่า น่ารัก  คนขายของที่ระลึก
สาวพม่า
วันรุ่นพม่า สาวพม่า
สาวพม่า ทาแป้งทานาคา
 
 
   
 
แผนที่ประเทศพม่า : แผนที่เมืองย่างกุ้ง : ตำแหน่งที่ตั้งเมืองเนปิดอร์ เมืองหลวงใหม่ของพม่า


Myanmar part 4 kyakhat wine monastery , Shwemawdaw paya , Bago City (Hongsawadee)
เที่ยวพม่า ตอนที่ 4
เที่ยววัดไจ้คะวาย ชมเจดีย์ชเวมอดอร์ (พระธาตุมุเตา) ที่เมืองหงสาวดี
(เดินทาง มกราคม.2555)



เที่ยวพม่าตอนที่ 2 และ 3 ที่ผ่านไปแล้วนั้น เป็นการเดินทางจากเมืองย่างกุ้งสู่เมืองหงสาวดี  ซึ่งในอดีตเคยเป็นอาณาจักรของชาวมอญมาก่อน แต่ถ้าไปจะเที่ยวอาณาจักรโบราณที่เก่ากว่านั้นก็ต้องไปเมืองมัณฑะเลย์(อ่านว่ามัน-ดะ-เล) ที่อยู่ทางตอนเหนือของเมืองหงสาวดี และในอดีตเคยเป็นราชธานีของอาณาจักรพุกาม

"พุกาม" (ฺBagon) ชื่อนี้คนไทยคงเคยได้ยินกันมาบ้าง เนื่องจากเมืองนี้มีแหล่งท่องเที่ยวที่ค่อนข้างจะแปลกกว่าที่อื่น คือมีทะเลเจดีย์ถึง 2 พันกว่าองค์ จากที่เคยสร้างไว้ถึง 4 พันกว่าองค์ นับเป็นสิ่งมหัศจรรย์แห่งหนึ่งของเอเชียและของโลกเลยทีเดียว

อาณาจักรพุกามเป็นอาณาจักรแรกของพม่า หากจะเทียบเคียงกับไทยก็คล้ายกับอาณาจักรสุโขทัย ที่ถือว่าเป็นอาณาจักรแรกของไทย ส่วนอาณาจักรที่สองของพม่าก็คืออาณาจักรหงสาวดีหรือเมืองหงสาวดี ส่วนไทยก็มีกรุงศรีอยุธยาเป็นอาณาจักรที่สองที่อยู่ในยุคเดียวกัน

ประเทศพม่ามีการย้ายเมืองหลวงหรือศูนย์กลางของอาณาจักรมาแล้วหลายครั้ง เริ่มจากอาณาจักรพุกามที่ตั้งราชธานีเมื่อ พ.ศ.1587 และล่าสุดเมื่อปี พ.ศ.2548 ได้ย้ายเมืองหลวงจากเมืองย่างกุ้งไปอยู่ที่เมืองเนปิดอร์ พร้อมกับเปลี่ยนชื่อประเทศพม่า(Bumar)เป็นชื่อใหมว่าเมียนม่าร์(Myanmar)

หากดูจากแผนที่ระบายสีทางขวามือก็จะเห็นว่าพม่ามีการย้ายเมืองหลวงจากบนลงสู่ตอนล่างอยู่เรื่อยๆ และได้ย้ายกลับขึ้นไปสู่เมืองเนปิดอร์ในพื้นที่ของเมืองมัณฑะเลย์อีกครั้งหนึ่ง ในสมัยรัฐบาลของนายพลเต็งเส่งหรือสมัยรัฐบาลปัจจุบัน

แหล่งท่องเที่ยวในต่างจังหวัดของพม่า

หากไม่นับแหล่งท่องเที่ยวในเมืองย่างกุ้งแล้ว พม่าก็มีเมืองท่องเที่ยวที่ชาวโลกรู้จักได้แก่ "เมืองมัณฑะเลย์" กับ "เมืองหงสาวดี" ซึ่งทั้งคู่ก็เป็นเมืองประวัติศาสตร์ และมีพระราชวังที่สร้างขึ้นมาใหม่เพื่อให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว

ความจริงหากเมืองไทยมีหลักฐานการสร้างวังในสมัยกรุงศรีอยุธยาก็น่าจะสร้างหรือจำลองขึ้นมาบ้าง เพราะวังของพม่าสร้างกันชนิดอลังการใหญ่โต ทำให้นักท่องเที่ยวเห็นว่าในอดีตของพม่ามีความยิ่งใหญ่มาก

ใครมาเที่ยวเมืองหงสาฯก็จะต้องไปชม "พระราชวังของพระเจ้าบุเรงนอง" ที่สร้างขึ้นมาใหม่แต่อยู่ในพื้นที่เดิมของวังเก่า(จะพาชมในตอนต่อไป) และหากจะไปเที่ยวมัณฑะเลย์ก็จะได้ชมพระราชวังของ "พระเจ้าธีบอ โอรสของพระเจ้ามินดง " กษัตริย์พม่าองค์สุดท้าย ก่อนจะตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษเมื่อปี พ.ศ. 2367 เป็นการสิ้นสุดการปกครองแบบระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช(หรือระบอบกษัตริย์)ในพม่า

ส่วนแหล่งท่องเที่ยวในที่อื่นๆของพม่าคงต้องรอให้ประเทศมีการพัฒนาและเจริญกว่านี้ จะได้สร้างความสะดวกสบายให้กับนักท่องเที่ยว

แต่สำหรับนักท่องเที่ยวชาติตะวันตกหรือพวกฝรั่ง  คนเหล่านี้ไม่ค่อยคำนึงเรื่องความสะดวกสบายมากนัก เพราะเค้าถือว่าการท่องเที่ยวคือการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ จึงชอบท่องเที่ยวแบบผจญภัย ต่างกับการท่องเที่ยวของคนเอเชีย(รวมทั้งคนไทย) ที่ต้องรอให้ทุกอย่างพร้อมเสียก่อน เช่นถนนหนทางที่สะดวก โรงแรมที่พัก จะพาเที่ยวแบบผจญภัย พักเกสต์เฮ้าส์ที่ต้องอยู่รวมๆกันหลายคน หรือทานอาหารท้องถิ่น คนไทยคงไม่เอาแน่

พม่ามีแหล่งท่องเที่ยวทางพุทธศาสนาเช่นเดียวกับไทย คนไทยที่ไปเที่ยวพม่าส่วนใหญ่ก็ไปไหว้พระ หรือไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวพม่านับถือกันมานับเป็นพันๆปี หรือมากกว่านั้น

พม่าได้รับอิทธิพลของพระพุทธศาสนามาจากอินเดียที่มีพรมแดนติดต่อกันยาวหลายพันๆกิโลเมตร
วัฒนธรรมของอินเดียจึงหลั่งไหลเข้ามาสู่พม่าพร้อมๆกับ
การเผยแผ่ศาสนา เช่นคนพม่าชอบกินหมากเหมือนคนอินเดีย อาหารการกินก็มีกลิ่นเครื่องเทศไม่แพ้กัน งานศิลปะรวมทั้งลวดลายที่เป็นศิลปะแบบพม่า ก็รับเอารูปแบบมาจากอินเดีย หรือแม้แต่หน้าตาของคนพม่าก็ยังออกไปทางอินเดียค่อนข้างมาก

พม่ามีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานมาก จากพงศาวดารพม่ากล่าวว่า "มอญเป็นชนชาติแรกที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในพม่า มาเป็นเวลาหลายศตวรรษก่อนคริสตกาล" คาดว่าน่าจะอพยพมาจากตอนกลางของทวีปเอเชีย เข้ามาตั้งอาณาจักรของตนทางตอนใต้ บริเวณลุ่มแม่น้ำสาละวิน และแม่น้ำสะโตง ซึ่งบริเวณนี้ในเอกสารของจีน และอินเดียเรียกว่า "ดินแดนสุวรรณภูมิ"

พุกาม(Bagan) อาณาจักรแรกของพม่า

อาณาจักรแรกเริ่มของพม่าคืออาณาจักรพุกาม อาณาจักรนี้เจริญรุ่งเรืองอยู่ระหว่างพ.ศ.1587 -1830 (อาณาจักรสุโขทัย พ.ศ.1792 – 1981) แต่ก่อนที่มีการสร้างอาณาจักรพุกามในเมืองมัณฑเลย์(ปัจจุบัน) ดินแดนของพม่าส่วนใหญ่เป็นของชาวมอญ หรือรามัญมาก่อน เช่นเดียวกับการตั้งราชธานีกรุงสุโขทัย ที่เข้ามาครอบครองดินแดนที่เป็นของขอม แต่เป็นยุคปลายหรือยุคเสื่อมของอาณาจักรขอมไปแล้ว

อาณาจักรพุกามเป็นราชธานีได้ราว 240 ป๊ก็มาถึงคราวที่ต้องล่มสลายอย่างย่อยยับ เนื่องจากถูกชาติมองโกลที่นำโดย "กุบไลข่าน" บุกเข้าทำลายเมื่อปี พ.ศ. 1827

ชาติมองโกลตั้งแต่สมัยของเจ็งกิสข่าน ต่อด้วยกุบไลข่าน มีประวัติการฆ่าล้างเผ่าพันธ์อย่างโหดเหี้ยม อาณาจักรต่างๆในดินแดนจีน ล่มสลายลงก็เพราะมองโกล แม้แต่อาณาจักรต้าหลี่ หรืออาณาจักรน่านเจ้าก็แตกกระเจิง จนต้องถอยหนีลงมาตามแม่น้ำโขง ก่อให้เกิดอาณาจักรใหม่ๆทางตอนใต้ของจีนและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกหลายอาณาจักรในเวลาต่อมา

จักรวรรดิ์มองโกลถือว่าเป็นชนชาติที่มีความยิ่งใหญ่มาก สมัยที่มองโกลเรืองอำนาจระหว่างพ.ศ. 1749–1911 ได้แผ่อาณาจักรไปจนถึงยุโรปและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะการรุกรานในดินแดนจีน มีนักประวัติศาสตร์ชาติยุโรป R.J. Rummel ประมาณการว่าในการรุกรานเพื่อขยายอาณาเขตของชาวมองโกล มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 30 ล้านคน และประชากรของประเทศจีนลดลงไปครึ่งหนึ่งในช่วง 50 ปี

หลังจากอาณาจักรพุกามของพม่าล่มสลายลงจากการรุกรานของชาติมองโกล  พม่าก็แตกสลายกลายเป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อย เช่นมีเมืองอังวะ  มีพวกไทใหญ่ พวกมอญ และพวกพม่า รวมทั้งชนพื้นเมืองอื่นๆ

พม่าว่างเว้นมาได้ระยะหนึ่ง "พระเจ้าเมงจีโย" แห่งราชวงศ์ตองอู ได้รวบรวมหัวเมืองต่างๆเพื่อตั้ง "ราชธานีหงสาวดี" ซึ่งการรวบรวมหัวเมืองต่างๆนี่เอง ที่เป็นจุดเริ่มต้นไห้พม่ากับไทยต้องทำสงครามกันในเวลาต่อมา

สาเหตุที่ไทยต้องรบกับพม่า(เป็นครั้งแรก) เนื่องจากพระเจ้าหงสาวดี(ตะเบงชเวตี้)กษัตริย์ลำดับที่ 2 ของราชวงศ์ตองอู สู้รบกับมอญจนเพลิน  กระทั่งล่วงล้ำเข้ามารบกับพวกมอญที่เมืองเชียงกราน(แถบจังหวัดกาญจนบุรีในปัจจุบัน)โดยเข้าใจผิดว่าเป็นมอญในพม่า แต่พวกมอญเชียงกรานเป็นมอญที่ขึ้นกับไทย  ทำให้ทัพไทยจากกรุงศรีอยุธยาต้องยกกำลังออกไปขับไล่พม่าให้พ้นอาณาจักรเมื่อปีจอพ.ศ.2081

การรบที่เมืองเชียงกราน พ.ศ.2081 จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นมหากาพย์ของสงครามระหว่างไทยกับพม่า ที่ต้องทำศึกต่อเนื่องยาวนานถึง 315 ปี ระหว่างพ.ศ.2081 - 2396 ในช่วงเวลานี้มีการสู้รบกันถึง 44 ครั้ง และครั้งสุดท้ายเป็นสงครามที่เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 ของราชวงศ์จักรี ซึ่งเป็นการรบที่เมืองเชียงตุงของพม่า(ไทยส่งทัพไปรบ 2 ครั้งแต่ไม่สำเร็จ)

หลังจากนั้นพม่าได้ตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ เป็นอันว่าไทยกับพม่ายุติศึกสงครามกันตั้งแต่นั้นมา

การมาเที่ยวเมืองหงสาวดีคราวนี้ ไม่ต่างกับการย้อนรำลึกไปในอดีตสมัยกรุงศรีอยุธยา หรือยุคสมัยของสมเด็จพระนเรศวร และเป็นไฮไลท์ของศึกชิงบ้านชิงเมือง ที่มีการรบครั้งสำคัญๆกันหลายครั้ง

หลังไทยแพ้พม่าในสมัยพระเจ้าหงสาวดี-บุเรงนองหรือเสียกรุงครั้งที่ 1 พระองค์ดำ(หรือสมเด็จพระนเรศวร)โอรสของพระมหาธรรมราชา เจ้าพิษณุโลก ถูกพม่า
จับมาเป็นตัวประกันไว้ที่เมืองหงสาวดี ร่วมกับทหารและเหล่าขุนนางของไทยอีกหลายคน ตามบันทึกไว้ในพงศาวดารของพม่าระบุว่าพระองค์ดำได้เสด็จมานมัสการพระเจดีย์ชเวมอดอร์(หรือพระธาตุมุเตา) ซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของพม่าและมอญในเวลานั้น

และการมานมัสการพระเจดีย์มุเตา ก็เป็นส่วนหนึ่งเป็นโปรแกรมท่องเที่ยวของพวกเราในวันนี้

สำหรับภาพท่องเที่ยวพม่าในตอนที่ 4 ก็จะมีสถานที่สำคัญๆอยู่ 2 แห่ง ได้แก่ วัดไจ้คะวาย และเจดีย์ชเวมอดอร์ (พระธาตุมุเตา)

วัดไจ้คะวาย (kyakhat wine monastery)

เราไปถึงวัดไจ้คะวายราว 11 โมง ตามโปรแกรมแล้วจะต้องไปตักบาตรและถวายจตุปัจจัยไทยธรรมแด่เจ้าอาวาส รออยู่ไม่นานก็เห็นพระพม่าเป็นจำนวนมากเดินเรียงแถวออกมาจากด้านหลัง เพื่อรับบิณฑบาตรจากนักท่องเที่ยวด้วยข้าวสวยที่ทางวัดเตรียมไว้ในในหม้อใบใหญ่(มากๆ) จากนั้นก็จะเข้าไปในอาคารฉันท์ที่สามารถจุพระภิกษุได้เป็นจำนวนหลายร้อยรูป เมื่อพระเดินเข้ามาแล้วก็จะนั่งพื้นล้อมวงเป็นกลุ่มๆ แต่ละกลุ่มมีโต๊ะกลมที่จัดเตรียมอาหารไว้เรียบร้อยแล้ว

พอได้เวลาเจ้าอาวาสก็จะนำสวด จากนั้นก็ฉันฑ์พร้อมๆกัน ก็เป็นขั้นตอนที่ดูเรียบง่ายสำหรับวัดที่มีพระจำนวนหลายร้อยรูป และเหตุที่มีพระมากเช่นนี้ ก็เนื่องจากวัดไจ้คะวายเป็นสถานศึกษาพระปริยัติ คล้ายกับวิทยาลัยสงฆ์ในบ้านเรา แต่พระที่มาเรียนมาศึกษาจะต้องอยู่ประจำที่นี่ ไม่ต่างกับเป็นโรงเรียนกิน-นอนในสมัยก่อน

สิ่งของที่คนไทยนำมาถวายพระในวันนี้ส่วนใหญ่จะเป็นข้าวของเครื่องใช้เพื่อการศึกษาเช่นสมุด ปากกา ดินสอ อาหารแห้ง บางคนก็ถวายเงินตามศรัทธา บางคนถวายเงินเป็นค่าข้าวสารจำนวน 1 กระสอบ

หลังจากออกจากวัดนี้แล้วก็เป็นเวลาเที่ยงวันจึงแวะทานข้าวที่เมืองหงสาวดี จากนั้นเดินทางต่อไปยังเจดีย์ชเวมอดอร์ หรือพระธาตุมุเตาที่มีอายุกว่า 1,000 ปี ที่อยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองหงสาวดีมากนัก เมื่อมาถึงก็ต้องแปลกใจเพราะไกด์บอกว่าพระเจดีย์องค์นี้มีอายมากกว่า 1000 ปี แต่ดูพระเจดีย์แล้วกลับไม่ได้เป็นของเก่าเหมือนกับที่เห็นตามวัดต่างๆในจังหวัดอยุธยาทีส่วนใหญ่เห็นแต่ซากปรักหักพัง




" พระเจดีย์ชเวมอดอร์ หรือธาตุมุเตา "
Shwemawdaw Paya

ตามประวัติของพระเจดีย์ชเวมอดอร์นั้นสร้างในสมัยที่มอญเรืองอำนาจ โดยพ่อค้าชาวมอญ 2 คน ได้เดินทางไปแสวงบุญที่ประเทศอินเดีย พร้อมกับอัญเชิญพระเขี้ยวแก้วของพระพุทธเจ้ามาประดิษฐานไว้ในสถูปเจดีย์เมื่อพ.ศ 1525 หรือ ค.ศ.982( ผ่านมาแล้วถึง 1030 ปี) ซึ่งครั้งแรกนั้นพระเจดีย์มีความสูงเพียง 70 ฟุตหรือประมาณ 1 ใน 4 ของความสูงในปัจจุบัน จากนั้นมีการสร้างเพิ่มเติมให้สูงขึ้นเรื่อยๆโดยกษัตริย์มอญและกษัตริย์พม่า

เจดีย์ชเวมอดอร์ เป็นพระเจดีย์ที่สุงที่สุดในพม่า ปัจจุบันมีความสูง 98 เมตร (321.5 ฟุต) และสูงกว่าเจดีย์ชเวดากองที่เมืองย่างกุ้ง 14 เมตร ชเวมอดอร์ หรือมุเตา แปลว่าจมูกร้อน และพระเจดีย์แห่งนี้เคยใช้เป็นสถานที่ประกอบพระราชพิธี "เจาะพระกรรณ" ของพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ เมื่อครั้งพระองค์ขึ้นครองราชย์ใหม่ๆ

ในสมัยพระเจ้าบุเรงนองได้สร้างฉัตรถวายเพิ่มเติมอีกหลายชั้น จนพระมหาธาตุสูงขึ้นอีกหลายเท่า และทรงถอดมณีที่ประดับยอดมงกุฎของพระองค์ถวายเป็นพุทธบูชาสูงสุด อีกทั้งกล่าวกันว่าก่อนที่พระองค์จะออกทำศึกคราใด จะทรงมานมัสการพระมหาธาตุนี้ก่อนทุกครั้ง ซึ่งในปัจจุบันจุดที่เชื่อว่าพระองค์ทำการสักการะก็ยังปรากฏอยู่ และสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเมื่อครั้งยกทัพมาตีพะโคก็ได้เสด็จมานมัสการด้วย

เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม ปีพ.ศ.2473 เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในพม่า ทำให้เจดีย์หักลงมา แต่ชาวพม่าก็ได้บูรณะขึ้นมาใหม่ให้สวยงามดังเดิม  ส่วนยอดพระเจดีย์ที่ตกลงมาก็ยังเห็นเป็นอนุสรณ์อยู่ข้างๆเจดีย์ใหม่ เหมือนกับจะประกาศว่า   “พลังศรัทธาของชาวพม่านั้นอยู่เหนือธรรมชาติ”

สำหรับเที่ยวพม่าในตอนต่อไป จะพาไปเที่ยววังบุเรงนองและวัดไจ๋ป๋อรอ(วัดพระไฝเลื่อน)จากนั้นก็จะเดินทางไปยังเขา Paung Laung เมืองไจ้โท เพื่อขึ้นไปนมัสการพระธาตุอินทร์แขวนที่อยู่บนภูเขาอันเป็นไฮไลท์สำคัญของการท่องเที่ยวเมืองหงสาวดีหรือรัฐมอญเก่าของประเทศพม่า

คอยติดตามตอนต่อไปได้นะครับ มาเที่ยวพม่ามีสิ่งดีๆมากมาย เราจะพยายามถ่ายทอดให้เห็นกันทุกซอกทุกมุม ส่วนด้านล่างนี้เป็นข้อมูล พระเจดีย์ชเวดามอร์ที่เป็นภาษาอังกฤษ นำมาจากเว็บไซต์ต่างประเทศ อาจจะช่วยขยายความให้ชัดเจนยิ่งขึ้น



โฟโต้ออนทัวร์
14 กันยายน 2555


Shwemawdaw Pagoda, Bago.

The Shwemawdaw Pagoda (also written Shwemawdaw Paya) in Bago is the tallest pagoda in Myanmar. The Shwemawdaw is 14 m higher than the Shwedagon of Yangon. The name Shwemawdaw means Great Golden God. The Shwemawdaw can be seen from as far as 10 km outside the city, a fact which I could verify when I saw the Shwemawdaw from the window of the train for a long, long while, as we travelled passed Bago from Yangon to Mandalay.

According to legend, the Shwemawdaw was built by two merchant brothers, Mahasala and Kullasala, after they returned from India with two hairs personally given to them by Gautama Buddha. They built a small stupa to enshrine the hairs. Since then, the shrine had been enlarged many times, including once by Bago's founders, Thamala and Wimala. Sacred teeth relics were added to the collection in 982 and 1385.

King Dhammazedi installed a bell on the pagoda's main platform. Dhammazedi's inscriptions can still be seen today, though what was written by the king is indecipherable. In the 16th century, King Bayinnaung gave his own crown to be used to make the hti (sphire umbrella) for the pagoda. Then, in 1796, King Bodawpaya donated a new hti and raised the pagoda to 90 m (295 ft).

The Shwemawdaw has been rocked by earthquake many times in its long existence. In the 20th century alone, three big earthquakes hit the Shwemawdaw. The 1917 quake broke off its spire which now lay on the ground on the northeastern side of the pagoda. The Shwemawdaw was almost completely destroyed in the last major quake which happened in 1930. After World War II, unpaid volunteers began restoration work to rebuilt the pagoda. The restored pagoda stands 114 m (374 ft), taller than it ever was. By 1954, the Shwemawdaw was given a new diamond-studded hti.

Just like the Shwedagon, the Shwemawdaw is entered through four main stairways. There is a small museum that contains ancient wooden and bronze Buddha statues salvaged from the ruins of the 1930 earthquake. Like the Shwedagon, the terrace of the Shwemawdaw also features planetary prayer posts - eight all told - as well as statues honouring nat spirits. The stairways leading to the pagoda are guarded by huge white chinthe, mythical beasts which are half lion and half dog.

Source : http://www.asiaexplorers.com

แผนที่ประเทศพม่า แผนที่เมืองย่างกุ้ง - สิเรียม และแผนที่เมืองเนปิดอร์


 
แผนที่ประเทศพม่า คลิกที่ภาพ
แผนที่เมืองย่างกุ้ง สิเรียม คลิกที่ภาพ
แผนที่พม่า Myanmar Maps
แผนที่เมืองย่างกุ้ง Yangon Maps
   
แผนที่เมืองหลวงเก่า (ย่างกุ้ง) และเมืองหลวงใหม่ (เนปิดอร์) คลิกที่ภาพ
แผนที่เมืองหงสาวดี คลิกที่ภาพ
เมืองเนปิดอร์ Nay pyi daw


         
  copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ