Photoontour   โฟโต้ออนทัวร
Part1
Part2
Part3
Part4
Part5
Part6
Part7
Part8
Part9
Part10
Part11
Part12
Part13
Part14
 
 
 
 
    Home                Myanmar Part 8   เที่ยวพม่าตอนที่ 8 Home   Outbound Tour   Myanmar Part 8
 
Outbound ท่องต่างแดน
  Angkor Wat : นครวัด นครธม
  Kohker : เกาะแกร์ เบ็งมาเลีย
  Malaysia : ประเทศมาเลเซีย
  Myanmar : พม่า เมืองเมียวดี
  South Laos : ลาวใต้ แขวงจำปาสัก
  Luang Pra Bang :หลวงพระบาง
  M Vietnam : เว้ ดานัง ฮอยอัน
  Hanoi Halong Bay : ฮานอย อ่าวฮาลอง
  Sapa Vietnam :ซาปา เวียดนามเหนือ
  Ninh Binh : นิงบิ่งห์ เวียดนามเหนือ
  Sipsongpanna :สิบสองปันนา
  Guilin China : กุ้ยหลิน จีน
  Beijing : ปักกิ่ง วังหลวง กำแพงจีน
Asia Girls ภาพสาวเอเชีย
  Korean สาวเกาหลี
  Japanese สาวญี่ปุ่น
  Chinese สาวจีน
  Philipines สาวฟิลิปปินส์
  Indonesian สาวอินโดนีเซีย
  Myanmar สาวพม่า
  Laos สาวลาว
  Cambodian สาวกัมพูชา
  Malaysian สาวมาเลเซีย
  Vietnamese สาวเวียดนาม
Photography ภาพถ่าย
  Portraits
  King Photos
  Wallpapers
  Baby & Child
  City Tour
  Photo Gallery
  Flowers
  Japan Tsunami
  Thailand Tsunami
  Bangkok Floods
  Photo Around the World
     
    
 
แผนที่ประเทศพม่า : แผนที่เมืองย่างกุ้ง : ตำแหน่งที่ตั้งเมืองเนปิดอร์ เมืองหลวงใหม่ของพม่า



Myanmar Part 8 : Kyaiktiyo Pagoda (Golden Rock)
เที่ยวพม่าตอนที่ 8 :
พระธาตุอินทร์แขวน 1 ใน 5 สิ่งศัดิ์สิทธ์ของพม่า
(เดินทาง มกราคม.2555)



เที่ยวพม่าในตอนที่ 8 ก็ยังเป็นภาพพระธาตุอินทร์แขวนต่อจากตอนที่แล้วซึ่งเป็นบรรยากาศตอนกลางคืน ส่วนภาพชุดนี้จะเป็นภาคเช้าที่ต้องตื่นกันแต่เช้าหน่อย ซึ่งเมื่อคืนมีการนัดแนะกันไว้ว่า จะมาเจอกันที่หน้าโรงแรมเพื่อไปนมัสการพระธาตุอินทร์แขวนกันตอนตี 4  แต่เอาเข้าจริงๆกลับไม่เห็นมีใครสักคน งานนี้จึงต้องฉายเดี่ยว

สำหรับเมื่อคืนนี้ซึ่งเป็นคืนที่ 2 ที่อยู่ในพม่าไม่แน่ใจว่าอาหารพม่าจะสำแดงฤทธิ์หรือไม่ เพราะจู่ๆราวตี 2 ได้ลุกมาเข้าห้องน้ำ แม้จะทานยาธาตุหรือยาขับลมไปตั้งแต่เมื่อคืนแล้วก็ทำท่าว่าจะเอาไม่อยู่ ท้องไส้มันมีอาการปั่นป่วนชวนให้น่าวิตกว่าจะเกิดพายุตามมา

เมื่อคืนหลังเข้าห้องน้ำในรอบแรกเสร็จสิ้น รู้สึกว่าตัวเบาและหมดกังวลไปได้เปราะหนึ่ง อย่างน้อยก็คิดว่าได้ผ่อนหนักให้เป็นเบาไปได้บ้าง

แต่พอราวตี 3 ก็ต้องลุกขึ้นมาอย่างงัวเงีย คราวนี้นั่งนานหน่อยกะว่าจะรีด(พิษ)ให้หมด แต่พอผ่านไปราว 15 นาทีปรากฏว่าไฟดับพรึบ มันมืดสนิทจนมองไม่เห็นอะไรเลย ตอนนั้นก็ไม่ได้พกไฟฉาย เพราะไม่คิดว่าจะมาดับในขณะเข้าห้องน้ำ  ไฟฉายนะเอามาแต่มันอยู่ในกระเป๋า   

ไฟดับค่อนข้างนานจนรอไม่ไหว จึงต้องทำทุกอย่างในท่ามกลางความมืดสนิท แต่ก็ไม่ปัญหาอะไร อาศัยสัมผัสที่ 6 เข้ามาช่วย ค่อยๆคลำทางจนกระทั่งล้างหน้าแปรงฟันเสร็จเรียบร้อย

เสร็จธุระแล้วก็แต่งเนื้อแต่งตัวพร้อมยกกระเป๋าออกมาที่ล็อบบี้โรงแรมตอนตีสามกว่าๆ

แต่เมื่อมองเข้าไปในห้องกระจกไม่เห็นใครสักคน จึงผลักประตูเข้าไป ที่ไหนได้เห็นพนักงานโรงแรม ซึ่งคิดว่าน่าจะเป็นยาม นุ่งโสร่งนอนคุดคู้อยู่ที่มุมหนึ่งของห้อง เห็นแล้วก็ไม่อยากรบกวนจึงค่อยๆย่องเอากระเป๋าไปวางไว้ด้านในเคาน์เตอร์เพื่อไม่ให้ดูล่อตาล่อใจ

รอนานทีเดียวก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะมีใครออกมาตามที่ได้นัดหมาย สงสัยจะตื่นยากสักหน่อยเพราะอากาศกำลังสบาย ราว 15 องศาเห็นจะได้  ขณะนั้นภายในโรงแรมดูเงียบเชียบ ท้องฟ้ายังมืดมิด แต่ถนนหน้าโรงแรมเห็นผู้คนเดินไปเดินมาแบบไม่ขาดสาย  

เวลานั้นเกือบจะตี 4 แล้ว จึงออกไปเดินเล่นที่ลานหน้าโรงแรม เหลือบไปเห็นซุ้มเล็กๆ มีไฟเปิดสว่าง ในซุ้มมีก้อนหินสำหรับฝนไม้ทานาคาสำหรับทาหน้า สงสัยซุ้มนี้น่าจะมีไว้ให้นักท่องเที่ยวได้ทดลอง

ไหนๆมาเที่ยวพม่าแล้วก็น่าจะลอง ดูแล้วไม่น่ายากเพราะเคยเห็นจากรายการสารคดีทางโทรทัศน์

วิธีทำก็แค่เอาน้ำมาหยอดลงบนแผ่นหินแล้วเอาไม้ทานาคาด้านที่เป็นเปลือกมาฝน จากนั้นแป้งที่อยู่ในเปลือกไม้ก็จะค่อยๆออกมาเป็นสีขาวปนเหลือง อยากให้แป้งออกมามากก็ฝนนานๆจนรู้สึกว่าเข้มข้นพอใช้การได้ จึงเอามามาทาหน้า จะป้ายจะทาแบบไหนก็แล้วแต่เรา

ตอนนั้นละเลงหน้าซะมันส์เลย กะแปลงร่างให้เป็นชาวพม่า จะได้ไม่มีปัญหาให้คนพม่าเข้าใจว่าเราเป็นคนต่างถิ่น เพราะหน้าตาก็ออกดำๆคล้ายคนพม่าอยู่แล้ว แต่ยังขาดอยู่อีกสองอย่าง คือไม่ได้นุ่งโสร่งและไม่ได้เคี้ยวหมาก 

ปรากฏว่าได้ผลแฮะ หลังจากเดินไปที่วัดก็ไม่เห็นมีใครมองเราแบบผิดสังเกต จะดูต่างกับคนพม่าก็ตรงที่เห็นกล้องถ่ายรูปนี่แหละ เพราะคนพม่าหรือนักท่องเที่ยวพม่าเท่าที่สังเกตมาตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว จะไม่เห็นใครถ่ายภาพ จะมีก็แต่นักท่องเที่ยว(คนไทย)เท่านั้น ส่วนมือถือที่หยิบมาถ่ายรูปก็เห็นเพียงแค่ประปราย

พม่าในเวลานี้ (21 มค. 55) จึงต้องรอเวลาที่จะพัฒนาอีกมาก กว่าจะได้มายืนเคียงบ่าเคียงไหล่เหมือนกับประเทศอื่นๆ แต่นักท่องเที่ยวหลายคนกลับชอบและอยากให้พม่ารักษาความเป็นชนบทดั่งเดิมแบบนี้ เพราะมันเป็นเสน่ห์ที่ดูแล้วก็สบายตา หากจะเปรียบเทียบกับบ้านเราก็เหมือนกับย้อนอดีตไปสักราว 60-70 ปี  หรือยุคสมัยจอมพล ป.พิบูลสงครามได้ละมั้ง

แต่เวลานี้ (12 สค.56) พม่าจะโตแบบเชื่องช้าอีกไม่ได้แล้ว ในเมื่อประกาศเปิดประเทศพร้อมกับเชิญชวนให้นักลงทุนและนักท่องเที่ยว เข้ามาทำธุรกิจในพม่า ถนนทุกสายจึงมุ่งสู่พม่าชนิดที่คนพม่าเองก็ปรับตัวรับกับสถานการณ์ไม่ทัน เช่นนักท่องเที่ยวเวลานี้แทบจะหาที่พักบนพระธาตุอินทร์แขวนไม่ได้เลย จึงเกิดรีสอร์ทหรือที่พักบริเวณเชิงเขาขึ้นเพื่อรองรับ ทำให้พลาดโอกาสอันงามที่จะเห็นแสงแรกของพระอาทิตย์ส่องกระทบก้อนหินสีทองหรือหินศักดิ์สิทธิ์ในยามเช้า

ส่วนที่พักตามเมืองใหญ่ๆเช่นเมืองย่างกุ้งปรากฏว่ามีการปรับราคากันชนิดใครได้ยินแล้วตกใจ ประมาณว่าขึ้นไปเกือบเท่าตัว  ถามคนทำธุรกิจท่องเที่ยวบอกว่าพวกฝรั่งมังค่าทั้งนั้นที่แห่มาพัก เงินบาทที่พม่าไม่เคยรังเกียจแต่ปัจจุบันไปเอาใจดอลล่าร์มากกว่า  นักท่องเที่ยวไทยจึงกลายเป็นลูกเมียน้อยสำหรับคนทำธุรกิจโรงแรมในพม่า

คนต่างชาติมาเที่ยวพม่ากันมากเป็นพิเศษ น่าจะเป็นผลมาจากการที่ นางอองซาน ซูจี ไปทำโรดโชว์หรือไปประชาสัมพันธ์ตามคำเชิญของชาติยุโรปเมื่อราว 1 ปีที่ผ่านมา มาวันนี้จึงมีนักท่องเที่ยวยุโรปเข้ามาเที่ยวพม่ากันมาก ส่วนนักท่องเที่ยวไทยคงไม่ได้ไปเที่ยวกันตามกระแส  เนื่องจากมีประเทศอื่นๆอีกมากมายที่น่าสนใจ

การท่องเที่ยวพระธาตุอินทร์แขวน

ก่อนจะพูดถึงเรื่องอื่นๆต่อไป ก็อยากจะเล่าเพื่อเป็นข้อมูลให้กับคนที่จะมาเที่ยวพม่า ว่าพระธาตุอินทร์แขวนเป็นวัดหรือเป็นศาสนสถานที่ตั้งอยู่บนเขาในชนบทของพม่า หากคิดเป็นระยะทางแบบบ้านเราแล้วอาจเห็นว่าไม่ไกลนัก แต่เพราะพม่ายังไม่ค่อยเจริญนัก รถอาจวิ่งช้าเนื่องจากสภาพถนนกำลังซ่อมแซมตลอดเส้นทาง จึงดูเหมือนว่าอยู่ห่างไกลและสภาพทั่วไปก็ดูเป็นชนบทเอามากๆ 

แค่นั้นยังไม่พอ เมื่อมาถึงเชิงเขาแล้วก็ต้องนั่งรถประจำทางแบบเปิดประทุน(รอบด้าน)จนมาถึงท่ารถปลายทางที่อยู่บนเขา จากนั้นก็ยังต้องนั่งเสลี่ยงขึ้นมาจนถึงบนยอดเขา คิดแล้วก็หลายต่อหลายทอด 

แต่สำหรับชาวพม่าที่เดินทางมานมัสการพระธาตุอินทร์แขวน จะมีการเดินทาง 2 แบบให้เลือก คือนั่งรถประจำทางหรือรถบรรทุก 6 ล้อ เพื่อขึ้นขึ้นสู่ยอดเขา ซึ่งปกติแล้วท่ารถบนยอดเขามีแต่ชาวพม่าเท่านั้น  ส่วนนักท่องเที่ยวต่างชาติ หลังลงจากรถบรรทุก 6 ล้อแล้วก็ต้องนั่งเสลี่ยงต่อ ทั้งนี้ก็เพื่อให้ชาวบ้านที่หามเสลี่ยงได้มีงานทำ เพราะหากนั่งรถรวดเดียวจนถึงยอดเขาแล้ว ชาวบ้านก็จะขาดรายได้จากนักท่องเที่ยว
  
สำหรับชาวพม่าเมื่อรถพามาถึงปลายทางจนเกือบจะถึงพระธาตุอินทร์แขวนแล้วก็ต้องเดินเท้าต่ออีกราว 1 กม.แต่ก็เป็นการเดินขึ้นเขาที่ต้องออกแรงพอสมควร แต่สำหรับคนพม่าแล้วคงไม่มีปัญหาเพราะเห็นเดินกันขึ้นมาแบบปกติ โดยไม่มีทีท่าอิดโรย ส่วนคนไทยคิดว่าคงไม่ง่าย แต่ถ้าใครได้เดินแล้วก็น่าจะเป็นเครื่องวัดสุขภาพและทดสอบวัยไปในตัว ว่าขณะนี้หนุ่มหรือแก่ หากเดินไม่ค่อยไหวก็แสดงว่าสังขารเริ่มมีปัญหาแล้ว 
 
ถ้าจะเปรียบเทียบสัดส่วนของชาวพม่าที่นั่งรถรวดเดียวจนเกือบถึงยอดเขากับการเดินเท้าขึ้นเขาว่าต่างกันแค่ไหน หากคะเนด้วยสายตาที่เห็นในวันนั้นก็น่าจะราว 80 : 20 คือนั่งรถจนถึงบนเขาประมาณร้อยละ 80 อีก 20 ใช้วิธีเดินขึ้นเท้าโดยใช้ไม้ค่ำยัน

ยังมีอีกวิธีหนึ่งที่ถือว่าโหด แต่ถือว่าได้บุญมากโขสำหรับบางคน ก็คือจะไม่พึ่งพารถประจำทาง แต่ใช้วิธีเดินเท้าจากตีนดอยยันยอดดอยทั้งขาไปและขากลับ เห็นพวกวัยรุ่นหรือพวกวัยหนุ่มที่อยากประลองกำลังบางคนเลือกวิธีนี้ ที่โหดไปกว่านั้นก็คือว่าระหว่างทางมีแต่ป่า ไม่มีบ้านคน ไม่มีร้านอาหาร และไม่มีน้ำขาย เรียกว่าต้องอึดกันจริงๆ

หากนึกไม่ออกว่าวิธีนี้จะเป็นอย่างไรก็ต้องบอกว่าพอๆกับการเดินเท้าจากตีนดอยอินทนนท์ไปจนถึงบนเขาที่สถานีเรดาร์นั่นแหละ 

สำหรับพระธาตุอินทร์แขวนนี้มีคนไทยไม่น้อยที่เคยมานมัสการมากกว่า 1 ครั้ง บางคนอาจถึง 6-7 ครั้ง  ดูแล้วคงไม่ต่างกับความศรัทธาของชาวพุทธในบ้านเราที่เคยไปนมัสการสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในประเทศอินเดีย

ความศรัทธาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในพม่าคงไม่ต่างกับคนไทยที่นิยมไปนมัสการสังเวชนียสถานในประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นสถานที่ประสูติ ตรัสรู้ ปฐมเทศนาและปรินิพาน ของพระพุทธเจ้า คนที่ศรัทธามากก็อาจเดินทางไปหลายครั้ง ไปแล้วก็อาจเกิดความรู้สึกที่สังเวช  ว่าขนาดพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นบุคคลที่ประเสริฐก็ยังใช้ชีวิตแบบติดติด ไม่ได้ใช้ชีวิตที่หรูหราอะไรเลย

สำหรับประเทศพม่านั้น มีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ 5 แห่ง ที่ถือว่าชาวพม่าควรไปกราบไหว้ ซึ่งก็เป็นความเชื่อที่มีมาแต่โบราณ

5 สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในพม่าได้แก่

1 พระมหาเจดีย์ชเวดากอง เมืองย้างกุ้ง
2 พระธาตุอินทร์แขวน เมืองไจท์โถ อ.สะเทิม เขตรัฐมอญ
3 เจดีย์ชเวสิกอง เมืองพุกาม
4 เจดีย์ชเวมอดอร์ หรือ พระธาตุมุเตา เมืองหงสาวดี
5 พระมหามัยมุนี เมืองมัณฑะเลย์

จะเห็นว่าทั้ง 5 แห่งนี้ อยู่กันคนละภาคหรือคนละโซนของพม่า แต่ในทริปนี้ได้มีโอกาสนมัสการสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของพม่าถึง 3 แห่ง ได้แก่ พระธาตุมุเตา หรือพระธาตุชเวมอดอร์ ที่เสนอไปแล้วในตอนที่ 4 ซึ่งเป็นสถาน ที่พระมหากษัตริย์ของพม่าในอดีตจะต้องมาทำพิธีบวงสรวงสักการะก่อนที่จะยกทัพเพื่อออกรบ และพระธาตุแห่งนี้ พระองค์ดำหรือสมเด็จพระนเรศวรเคยมาสักการะในช่วงเวลาที่ตกเป็นตัวประกันแก่พม่า

สำหรับพระธาตุอินทร์แขวนได้นำเสนอไปตอนที่ 7(ตอนที่แล้ว) และตอนที่ 8 นี้ก็ยังมีภาพต่อเนื่อง ซึ่งจะเห็นว่าพลังศรัทธาของชาวพม่านั้นมากมายเหลือล้นจริงๆ แต่ก็คงไม่ต่างกับเมืองไทยในอดีต  

เมืองไทยในปัจจุบันมีความเจริญขึ้นกว่าแต่ก่อน ความรู้สึกศรัทธาต่อพุทธศาสนาก็เปลี่ยนไป วัดต่างๆมักจะมีกิจกรรมที่เป็นรูปแบบของการค้าหรือที่เรียกว่าพุทธพาณิชย์ บางวัดก็พยายามสร้างจุดขายหรือมีผลิตภัณฑ์ใหม่ๆขึ้นมาเพื่อดึงดูดผู้คนให้เข้าวัด เมื่อเข้ามาในวัดแล้วก็ต้องเดินซ้อปปิ้งซื้อสินค้าเกี่ยวกับบุญที่มีให้เลือกซื้อมากมายหลายชนิด แล้วแต่กำลังทรัพย์และความศรัทธาของแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็นพระเครื่องขนาดต่างๆ รวมไปถึงเครื่องบูชาแปลกๆ ใหม่ๆอีกมากมาย

ทั้งหมดนี้ก็อ้างเพื่อการทำบุญบ้าง เพื่อความเป็นสิริมงคลบ้าง หรือเสริมความร่ำรวย

หรือหากวัดไหนคิดจะทำเป็นรูปแบบห้างสรรพสินค้าหรือซูเปอร์มาเก็ตก็ไม่เลว เช่นมีรถเข็นให้เดินเลือกสินค้าบุญตามชั้นต่างๆ เวลาชำระเงินก็ใช้วิธียิงบาร์โค๊ด  ถ้าไม่มีเงินสดก็ใช้บัตรเครดิต(หรือรูดบัตร) ซื้อมากก็อาจได้บัตรส่วนลดนำไปซื้อสินค้า(บุญ)จากด้านหน้าได้ในราคาพิเศษ หรืออาจให้กรอกชื่อที่อยู่เพื่อชิงโชครางวัลใหญ่ ได้พระประธานขนาดใหญ่ไปบูชา

วิธีนี้ใช้ได้ตามวัดทั่วๆไปโดยไม่ผิดวินัยสงฆ์ เพราะขนาดสมีคำหรือเณรคำ ทำเรื่องบ้าๆบอๆอยู่ตั้งนานก็ไม่เห็นวงการสงฆ์มาห้ามปราม  ที่ไม่ห้ามก็อาจเป็นเพราะพระผู้ใหญ่เหล่านั้นได้รับผลประโยชน์ ได้รถเก๋งบ้าง รถตูบ้าง ปิคอัพบ้าง จนสมองส่วนที่ฉลาดและมีสติสัมปชัญญะนั้นมันไม่ทำงาน หรืออาจตายด้าน
 
ไหนๆก็ไหนๆ จึงอยากเสนอความเห็นว่าต่อไปในอนาคตน่ามีกฎของสงฆ์ว่า สินค้าบุญทุกชนิดจะต้องผ่าน อย. และผ่าน มอก. จะได้ไม่มีโทษและไม่มีสารพิษที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพร่างกาย

อาจมีคนสงสัยว่ามันเกี่ยวอะไรกับ อย.ที่เป็นหน่วยงานควบคุมมาตรฐานสินค้า

ก็น้ำมนต์ไงละครับท่าน น้ำมนต์บรรจุขวดที่เห็นขายหรือแจกตามวัดต่างๆ เช่นที่วัดหลวงพ่อโสธรในจังหวัดฉะเชิงเทรา เห็นหอบหิ้วกันมาดึ่มกินกันคนละเป็นโหลๆ อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ถ้ามีก็ควรกำหนดวันหมดอายุด้วย

ไม่บ้า และไม่เพี้ยนครับ

เพราะวงการสงฆ์ในบ้านเราเวลานี้ก็ดูจะเพี้ยนๆ และอาการหนักกว่าที่กล่าวมาเยอะ

เช่นแต่ละวัดนึกจะทำอะไรก็ได้ตามใจฉัน(อาตมา) จะปลุกเสก หรือจะปลุกปล้ำ เอ้ย..จะปั้นพระ อะไรก็ได้ทั้งนั้น

ใครเข้าวัดตอนนี้ก็อย่าได้แปลกใจ ทั้งพระพุทธรูป ทั้งเจ้าพ่อกวนอู เจ้าแม่กวนอิม หรือเจ้าลูกกวนโอ้ย รวมไปถึงพระพรหม  พระวิศณุ  พระพิฆเนศ  เยอะแยะตาแป๊ะไปหมด เข้าไปแล้วเวียนหัวว่าจะไหว้องค์ไหนดี 

นี่ต่อไปหากบางวัดจะบูชาไม้กางเขนก็คงไม่น่าแปลก เพราะตอนนี้พุทธกับพราห์มได้มาอยู่รวมกันในวัดไทยจนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันแล้ว ต่อก็อาจบูชาไม้กางเขนอีกสักองค์ก็คงไม่เป็นไร มั้ง...

วงการศาสนาของไทยที่ผ่านๆมาเห็นทำกันมาเยอะกับเรื่องบ้าๆบ้องๆ เช่นเมื่อ 4-5 ปีก่อน สมัยนั้นจตุคามรามเทพกำลัง Intrend (มาแรง) เห็นออกข่าวโฆษณาว่ามีพระสงฆ์นั่งเครื่องบินเพื่อไปกดพิมพ์องค์จตุคามจนถึงบนฟ้าบนอากาศ ทั้งนี้ก็เพื่อความศักดิ์สิทธ์ ระดับเทพอะไรประมาณนั้น 

งานนี้ผู้บัญชาการทหารอากาศลงมาเล่นเสียเอง ไม่ขลังให้มันรู้ไปสิ ส่วนราคาจะแพงแค่ไหนก็มีคนซื้อจนหมด องค์ละเป็นพันเป็นหมื่นก็ขายเกลี้ยง

แต่ตอนนี้เหลือ 80 บาทคิดว่าคงไม่มีใครเอา
 
สรุปว่าเมืองไทยน่าอยู่  น่าขัน และเป็นเมืองพุทธที่ไร้กฎไร้เกณฑ์ พระสงฆ์ชั้นปกครองก็แก่หง๋ำเหงือก ไม่มีเรียวมีแรงที่จะไปห้ามปรามใคร แค่เดินนานๆก็อาจเป็นลมเป็นแล้ง

แต่ที่น่าแปลกก็ตรงที่ชาติต่างๆยกให้ไทยเป็น “ศูนย์กลางพุทธศาสนาโลก

ตรงนี้สิน่าแปลก


โฟโต้ออนทัวร์
12 สิงหาคม 2556






แผนที่ประเทศพม่า แผนที่เมืองย่างกุ้ง - สิเรียม และแผนที่เมืองเนปิดอร์


 
แผนที่ประเทศพม่า คลิกที่ภาพ
แผนที่เมืองย่างกุ้ง สิเรียม คลิกที่ภาพ
แผนที่พม่า Myanmar Maps
แผนที่เมืองย่างกุ้ง Yangon Maps
   
แผนที่เมืองหลวงเก่า (ย่างกุ้ง) และเมืองหลวงใหม่ (เนปิดอร์) คลิกที่ภาพ
แผนที่เมืองหงสาวดี คลิกที่ภาพ
เมืองเนปิดอร์ Nay pyi daw


     
  copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ