Photoontour   โฟโต้ออนทัวร์
Part1
Part2
Part3
Part4
Part5
Part6
Part7
Part8
Part9
Part10
Part11
Part12
Part13
Part14
 
 
 
 
    Home                Myanmar Part 11   เที่ยวพม่าตอนที่ 11 (จำนวน 76 ภาพ) Home   Outbound Tour   Myanmar Part 11
 
Outbound ท่องต่างแดน
  Angkor Wat : นครวัด นครธม
  Kohker : เกาะแกร์ เบ็งมาเลีย
  Malaysia : ประเทศมาเลเซีย
  Myanmar : พม่า เมืองเมียวดี
  South Laos : ลาวใต้ แขวงจำปาสัก
  Luang Pra Bang :หลวงพระบาง
  M Vietnam : เว้ ดานัง ฮอยอัน
  Hanoi Halong Bay : ฮานอย อ่าวฮาลอง
  Sapa Vietnam :ซาปา เวียดนามเหนือ
  Ninh Binh : นิงบิ่งห์ เวียดนามเหนือ
  Sipsongpanna :สิบสองปันนา
  Guilin China : กุ้ยหลิน จีน
  Beijing : ปักกิ่ง วังหลวง กำแพงจีน
Asia Girls ภาพสาวเอเชีย
  Korean สาวเกาหลี
  Japanese สาวญี่ปุ่น
  Chinese สาวจีน
  Philipines สาวฟิลิปปินส์
  Indonesian สาวอินโดนีเซีย
  Myanmar สาวพม่า
  Laos สาวลาว
  Cambodian สาวกัมพูชา
  Malaysian สาวมาเลเซีย
  Vietnamese สาวเวียดนาม
Photography ภาพถ่าย
  Portraits
  King Photos
  Wallpapers
  Baby & Child
  City Tour
  Photo Gallery
  Flowers
  Japan Tsunami
  Thailand Tsunami
  Bangkok Floods
  Photo Around the World
     
    

แผนที่ประเทศพม่า : แผนที่เมืองย่างกุ้ง : ตำแหน่งที่ตั้งเมืองเนปิดอร์ เมืองหลวงใหม่ของพม่า



Myanmar Part 11 : Shwedagon Pagoda, Golden Pagoda
เที่ยวพม่าตอนที่ 11
:  มหาเจดีย์ ชเวดากอง

(เดินทาง มกราคม.2555)




คนไทยส่วนใหญ่ที่ไม่ค่อยรู้จักประเทศพม่านักก็อาจเข้าใจว่าพม่าล้าหลังกว่าไทย โดยเฉพาะการปกครองโดยคณะนายทหารที่เรียกว่า “เผด็จการทหาร“ ที่ควบคุมประเทศมานาน หรือนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2

เผด็จการทหารทำให้พม่ากลายเป็นประเทศปิด แต่ขณะนี้พม่ากำลังทะยานก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ เป็นยุคที่กำลังจะสร้างความรุ่งเรืองให้กับประเทศ โดยเฉพาะคำว่า "ประชาธิปไตย" ที่ต่อไปในอนาคต พม่าก็จะมีการปกครองแบบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ และทำท่าว่าจะล้ำหน้าประเทศไทย ในขณะทีไทยตอนนี้ดูเหมือนกำลังถอยลงคูคลอง

โดยเฉพาะในวันที่ 22 มีนาคม 2557 ที่จะต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ชาติไทยว่า

"ประชาธิปไตยในประเทศไทยถูกย่ำยี่" อันเนื่องมาจากคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญที่ตัดสินให้การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 กพ.57 เป็นโมฆะ

คำตัดสินของศาลรธน.ที่ดูจะขัดแย้งกับความรู้สึกของประชาชน ทำให้คนไทยไม่น้อยต่างสิ้นหวังกับคำว่าประชาธิปไตย ทั้งๆที่เรามีความแข็งแกร่งทางด้านเศรษฐกิจที่นักลงทุนต่างชาติให้ความเชื่อมัน แต่ก็มีจุดอ่อนในเรื่องระบอบการปกครองประเทศ

มันเหมือนกับประเทศไทยโดนฉุดโดนรั้งด้วยอำนาจพิเศษบางอย่าง อะไรทำนองนั้น หรือเหมือนคนที่กำลังเจริญเติบโตแต่ก็มีคนมาฉุดไว้ ไม่ยอมให้โต หรือว่ามีคนอิจฉาที่เห็นประเทศไทยโตวันโตคืน ส่วนตนเองก็อาจไม่ได้รับประโยชน์ เผลอๆในอนาคตอาจดูเป็นคนไร้ค่าคนอื่นอาจเดินข้ามหัว และโดนเหยียบจนแบน

อิทธิพลมืด อำนาจมืด เราคงได้ยินกันอยู่บ่อยๆ โดนเก็บ โดนอุ้ม หรือโดนฆ่า ชนิดที่ไร้ร่องรอยก็เห็นกันมาเยอะแล้ว เมืองไทยดูมันเหี้ยมอำมหิตเกินกว่าที่ใครๆจะทราบ ฉากหน้าอาจดูไม่มีอะไร มีคนนับหน้าถือตา แต่ฉากหลังมันก็ไม่ต่างกับฆาตกรเลือดเย็น

ประเทศอื่นๆมีแบบนี้หรือไม่..ก็ไม่ทราบเหมือนกัน แต่เมืองไทยนั้นมีแน่ ใครโดนกับตนเองก็คงทราบ ใครไม่โดนก็เหมือนทุกอย่างดูปกติ

คนไทยน้อยคนนักที่ไม่รู้ว่าชะตาของประเทศไทยในขณะนี้ได้ตกอยู่ในเงื้อมมือของกลุ่มชนชั้นสูงหรือพวกอำมาตย์มานานแล้ว หรือตามที่สื่อต่างชาติเคยวิจารณ์ว่า "เมืองไทยตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของอำนาจมึด" ไม่ต่างกับเป็นประเทศมาเฟีย

อาจมีคำถามว่ากลุ่มอำมาตย์นี้เป็นพวกไหนกัน

คิดว่าหลายคนคงไม่กล้าฟันธงแบบจะเนื่องจากภาพอาจไม่ชัดเจนนัก หรืออาจไม่มีใครกล้าพูดความจริง แต่ก็พอจะมองออกว่า หนึ่งในของคำว่า อำมาตย์ ตามที่วิพากษ์วิจารณ์กันคงหนีไม่พ้น พลเอกเปรมฯ ประธานองคมนตรี ซึ่งกลุ่มเสื้อแดงเคยขับไล่และตามไปบุกยังบ้านพักหรือบ้านสี่เสาเมื่อปี 2550 โดยเชื่อว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการปฏิวัติเมื่อเดือนกันยายน 2549 ซึ่งบางคนได้ตั้งฉายาว่าเป็นอำมาตย์ตัวพ่อ

เมื่อก่อนคิดว่าหลายคนคงไม่เชื่อ แต่เหตุการณ์วิกฤติที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ ดูเหมือนจะพุ่งเป้าไปที่พลเอกเปรมฯ ว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการเคลื่อนไหวของกลุ่ม กปปส.ตามที่มีผู้แสดงความคิดเห็นในโซเชียลมีเดียอยู่หลายครั้งหลายครา

พลเอกเปรมฯจะเป็นผู้อยู่เบื้องหลังจริงหรือไม่มี ก็คงไม่มีใครยืนยัน

แต่ไม่กี่วันมานี้ท่านได้ไปเปิดอนุสาวรีย์ พล.อ.กฤษณ์ สีวะรา ที่จังหวัดสกลนคร พร้อมกับกล่าวกับนายทหารว่า "อยากให้ ผู้บัญชาการทหารบก(พลเอกประยุทธ จันทร์โอชา)ให้มาอ่านข้อความที่จารึกบริเวณอนุสาวรีย์ ซึ่งเป็นคำพูดของ พล.อ.กฤษณ์ ว่า “ทหารเรายืนอยู่บนเกียรติอันสูงส่ง ที่ประชาชนคนไทยหวังเป็นที่พึ่งขั้นสุดท้ายของเขา”

จากคำพูดของป๋าเปรมฯ หลายคนเอาไปตีความกันว่าเป็นการส่งสัญญาณให้ ผบทบ.ทำการปฏิวัติ หากปฏิวัติจริงก็เท่ากับเข้าทาง กปปส.ที่เรียกร้องให้ ผบทบ.อยู่ข้างประชาชน

พลเอกเปรมฯ แม้จะห่างจากการเมืองไปนานแล้ว แต่ในฐานะที่เป็นประธานองคมนตรี และทำงานใกล้ชิดกับในหลวง เหล่านายทหารก็ยังให้ความเคารพอย่างเสมอต้นเสมอปลาย ก็เท่ากับว่าท่านยังทรงอิทธิพลกับประเทศไทยไม่ใช่น้อย

หลายปีที่ผ่านมาท่านยังตอบคำถามของผู้สื่อข่าวถึงคำพูดที่ว่า"ทรยศต่อประเทศ " หลังทราบว่าพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ดำรงตำแหน่งประธานที่ปรึกษาพรรคไทยรักไทยของอดีตนายกทักษิณ

หากจะมองภาพรวมของอำนาจอันยิ่งใหญ่ของพลเอกเปรมฯที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากับอดีตนายกฯทักษิณ อยู่ในขณะนี้ก็ต้องบอกว่า นอกจากพลเอกเปรมฯแล้วก็ยังมีองคมนตรีท่านอื่นๆที่ไม่พอใจ พตท.ทักษิณ ชินวัตร และไม่พอใจกับระบอบทักษิณ ตามที่ปรากฏเป็นข่าวและตามคลิปต่างๆ ซึ่งแน่นอนว่าองคมนตรีหลายคนก็ไม่ชอบ(ขี้หน้า)พรรคเพื่อไทย และไม่ชอบรัฐบาลชุดนี้เช่นกัน

เช่นพลเอกพิจิตร กุลวณิชย์(องคมนตรี)เคยโต้ตอบกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ว่ามีเงินเป็นจำนวนมากที่ฝากไว้ที่เกาะเคย์แมน ซึ่งมีชื่อเรื่องการฟอกเงิน หรือ

คำกล่าวของท่านพลากร สุวรรณรัฐ (องคมนตรี)นักเรียนเก่าวชิราวุธวิทยาลัยรุ่น39 ในงานคืนสู่เหย้าชาวโอวี วันที่ 16 ธันวาคม 2555 ณ โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย ที่ถือว่าเป็นคำพูดที่ค่อนข้างรุนแรง ถึงขนาดบอกให้ลูกวชิราวุธเลือกข้าง และยังบอกว่านี่เป็นเรื่องของชาติบ้านเมือง








หรือคำว่า "กลุ่มอำมาตย์" ที่มีอิทธิพลต่อวิกฤติของประเทศในขณะนี้จะเป็นกลุ่มบุคคลตามที่กล่าวมาแล้ว ซึ่งก็น่าสงสัยอยู่เหมือนกัน เพราะเกมส์ที่ กปปส.กำลังดำเนินการอยู่นี้ ดูเหมือนมีคนชักใยอยู่เบื้องหลัง และวางแผนที่จะล้มประเทศไทยให้กลับไปเริ่มต้นนับ1กันใหม่ หรือให้เป็นประชาธิปไตยแบบที่เขียนขึ้นมาใหม่ ตามที่กลุ่มอำมาตย์ต้องการ

หากเป็นเช่นนั้นจริงก็เท่ากับว่าประชาธิปไตยไทยคงจะล้าหลังกว่าประเทศพม่าเป็นแน่

การเมืองไทยในขณะนี้ยังวนเวียนอยู่กับอำนาจมืด และไม่ทราบเหมือนกันอีกนานแค่ไหนสิ่งเลวร้ายเหล่านี้จึงจะหมดไปจากเมืองไทย



การเมืองพม่าไม่มีอำนาจมืดเหมือนเช่นประเทศไทย และเป็นที่ทราบกันทั่วไป ว่ารัฐบาลทหารของพม่า(ชุดปัจจุบัน)คงวางมือและให้ประเทศพม่าเดินหน้าตามระบอบประชาธิปไตยเหมือนนานาอารยะประเทศ

แต่การแก้ปัญหาวิกฤติของไทยในขณะนี้ ดูเหมือนจะเป็นประเภท ลิงแก้แห คือยิ่งแก้ก็ยิ่งยุ่ง

จึงอยากเสนอทางออกให้กับประเทศว่า ขอเสนอให้รัฐบาลเชิญองค์การสหประชาชาติหรือยูเอ็น( UN) ช่วยมาออกแบบหรือวางรากฐานการปกครองของไทยให้เป็นมาตรฐาน รวมทั้งช่วยออกแบบกฎหมายรัฐธรรมนูญของไทยทั้งฉบับไปพร้อมๆกัน พร้อมกับปฏิรูปองค์กรอิสระทั้งหมดโดยเฉพาะศาลรัฐธรรมนูญ

ให้ยูเอ็นช่วยคัดเลือกคนที่ฉลาดๆเข้ามาทำหน้าที่ในองค์กรอิสระ ไม่เอาคนที่มีความคิดล้าหลัง โง่ ดักดาน และก้าวไม่ทันเศรษฐกิจของบ้านเมืองให้มาทำหน้าที่นี้ เพราะจะทำให้ไทยกลายเป็นประเทศด้อยพัฒนา

เช่นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญท่านหนึ่งแนะนำให้รัฐบาลสร้างถนนลูกรังให้ครบทั่วประเทศเสียก่อน แล้วจึงค่อยลงทุนสร้างรถไฟฟ้าความเร็วสูง

เป็นความคิดความเห็นที่ตลกมาก สะท้อนถึงสิ่งที่อยู่ในสมองว่ายังขาดวิสัยทัศน์ชนิดสุดกู่

คนไทยไม่ได้โง่จนไม่รู้เรื่องรู้ราวนะครับ ตัดสินผิดพลาด คนเค้าก็รู้กันทั้งบ้านทั้งเมือง เรื่องกฏหมาย เรื่องความยุติธรรม มันเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับมนุษยชาติ ไม่ไช่เป็นเรื่องทางเทคนิคที่ซับซ้อนอะไรมากนัก

หรือผู้พิพากษาศาลรัฐธรรมนูญคิดว่าคนไทยส่วนใหญ่โง่ คิดว่าตัวเองฉลาดล้ำลึกอยู่เพียงกลุ่มเดียว


มาถึงตอนนี้ คนไทยจะหวังพึ่งศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระไม่ได้อีกแล้ว เพราะดูเหมือนจะเป็นองค์กรที่รุมกระทืบประชาชนคนไทยทั้งประเทศ และการที่บอกว่า "ศาลเป็นที่พึ่งแหล่งสุดท้าย" มาถึงวันนี้ พ.ศ.นี้ ก็คงไม่ไช่

การกระทำหรือการตัดสินของศาลยิ่งเพิ่มความขัดแย้งให้กับสังคม เนื่องจากประชาชนมีความสับสนกับคำว่า"ความยุติธรรม" หากให้ยูเอ็นเข้ามาออกแบบประเทศไทย ก็น่าจะถือว่าเป็นการวางแผนระยะยาวที่ดี ขณะเดียวกันก็ให้ยูเอ็นช่วยประเมินและวิเคราะห์ประเทศไทยเป็นช่วงๆ ไทยเราจะได้ก้าวเข้าสู่ประชาธิปไตยแบบสากล เพราะไม่เช่นนั้นเราก็จะเจอปัญหาแบบเดิมๆ ไม่ต่างกับลิงแก้แห

ใครจะบอกว่า เสียเกียรติ เสียศักดิ์ศรี ก็ช่าง(หัวมัน)เพราะเป็นเรื่องจำเป็น

ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจของประเทศเมื่อปี 2540 เรายังต้องพึ่งไอเอ็มเอฟ(IMF) หรือกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หากตอนนั้นเราไม่พึ่ง ประเทศไทยก็จะดิ่งลงเหว หรือตกนรกด้านความเชื่อถือทางการเงิน

ปี 2557 หรือผ่านไปแล้ว 17 ปี เศรษฐกิจไทยกลับมามีความเข้มแข็งมากกว่าเดิม รวมทั้งใช้หนี้ให้กับ ไอเอ็มเอฟ จนหมดสิ้น

มาปีนี้ ไทยต้องประสบกับวิกฤติทางการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย ก็น่าจะเดินตามแนวทางกับที่เคยใช้บริการไอเอ็มเอฟ โดยหันมาใช้บริการจากยูเอ็น หรือองค์การสหประชาติ

ซึ่ง นายพัน กีมุน เลขายูเอ็นชาวเกาหลี ยังเสนอตัวที่จะเป็นคนกลางไกล่เกลี่ยปัญหาให้กับประเทศไทย แต่คิดว่าหากยูเอ็นเป็นแค่คนกลาง ก็คงไม่สามารถแก้ปัญหาที่เรื้อรังได้ อนาคตก็คงกลับมาต่อสู้กันเหมือนเดิม

ดังนั้นประเทศไทยจึงควรยกปัญหานี้ให้ยูเอ็นเข้ามาจัดการแบบเบ็ดเสร็จ จะได้ช่วยจัดการ เจ้าพ่อ เจ้าแม่ หรืออิทธิพลมืดของประเทศได้

เรื่องนี้ไม่ถือว่าเป็นการแทรกแซง แต่เป็นการขอร้องให้มาช่วยแก้ปัญหา เช่นเดียวกับอีกหลายประเทศที่สหประชาติเคยเข้าไปช่วยแก้ปัญหาจนสำเร็จมาแล้ว

ส่วนใครจะบอกว่า "ยูเอ็นไม่ใช่พ่อ" แต่วันนี้เราต้องพึ่งพ่อแล้วละครับ เราต้องเอาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองเป็นหลัก เรื่องศักดิ์ศรีเดี๋ยวก็ลืม เช่นเดียวกับที่เราเริ่มลืมๆวิกฤติปี40 หรือวิกฤติต้มยำกุ้ง

พึ่งพ่อเถอะครับ...อย่าให้เมืองไทยต้องเจออะไรที่เลวร้ายมากไปกว่านี้

ญี่ปุ่นเคยแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 จนสหรัฐอเมริกาต้องมาออกแบบประเทศ และวางรากฐานการปกครอง แยกประมุขหรือองค์จักรพรรดิออกจากการปกครอง พระองค์ไม่ได้เป็นประมุขแห่งรัฐ แต่เป็นแค่สัญญลักษณ์ของประเทศ จากเมื่อก่อนหรือในสมับสงครามโลกครั้งที่ 2 องค์จักรพรรดิคือประมุขสูงสุด ทหารจะไปรบก็ต้องทำพิธีสาบานตน และในความรู้สึกของทหารญี่ปุ่นในเวลานั้นก็คิดว่า "ตนเองเป็นทหารของจักรพรรดิ ยอมสละชีพเพื่อจักรพรรดิ และองค์จักรพรรดิแห่งญี่ปุ่นในเวลานั้นก็ไม่ต่างกับสมมุติเทพผู้ยิ่งใหญ่ "

(ประเทศญี่ปุ่นมีรูปแบบรัฐเป็นราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ และมีรูปแบบการปกครองเป็นประชาธิปไตยแบบมีรัฐสภา องค์จักรพรรดิไม่ทรงปกครองประเทศ พระองค์มีพระราชอำนาจเท่าที่รัฐธรรมนูญแห่งญี่ปุ่นให้ไว้ องค์จักรพรรดิมิได้ทรงเป็นประมุขแห่งรัฐ แต่ในฐานะที่ทรงเป็นผู้นำในทางพิธีการ รัฐธรรมนูญจึงบัญญัติว่า ทรงเป็น "สัญลักษณ์แห่งประเทศและแห่งความสามัคคีของชนในรัฐ...ที่มาวิกิพีเดีย)

กระทั้งญี่ปุ่นกลายเป็นประเทศที่เจริญก้าวหน้ามาจนถึงทุกวันนี้

ประเทศฝรั่งเศสยังเคยแพ้เยอรมันในสงครามโลกครั้งที่ 2 ไม่เห็นจะเสียศักดิ์ศรีตรงไหน หรือประเทศจีนที่ไม่ประสบความสำเร็จจากการปฏิวัติทางวัฒนธรรม หรือการปกครองตามระบอบคอมมิวนิสต์จนล้มเหลวไม่เป็นท่า แต่หลังจากเปลี่ยนผู้นำเป็น เติ้ง เสี่ยวผิง และหันมาใช้นโยบายเปิดประเทศ จากนั้นจีนก็ค่อยๆกลายเป็นยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจของโลก

หากไปถามคนจีนทุกวันนี้ก็คงไม่มีใคร่คิดว่าประเทศจีนจะรู้สึกว่าเสียหน้า ที่ล้มเหลวกับการปกครองแบบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ และทุกวันนี้จีนก็ปกครองประเทศตามระบอบประชาธิปไตย หรือแบบตะวันตก

การที่ประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย และมีปัญหามากมายเช่นมีพรรคการเมืองที่โกงกิน มีนโยบายประชานิยม ฯลฯ คนไทยก็ต้องใจเย็นๆ หากไม่ชอบก็ต้องหันมาสนับสนุนพรรคการเมืองที่ตนชอบ เป็นการต่อสู้ทางการเมืองตามระบอบประชาธิปไตย

แต่ไม่ไช่มาหักพร้าด้วยเข่าด้วยการ Shutdown ประเทศ ยึดสถานที่ราชราชการ ไม่ยอมให้ข้าราชการเข้าไปทำงาน ตัดน้ำตัดไฟในหน่วยราชการ พาคนเข้าไปบุกสถานที่รับสมัครรับเลือกตั้ง ปิดประตู ต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ เพื่อไม่ให้มีการรับสมัครเกิดขึ้น รวมทั้งยังไปขัดขวางการเลือกตั้ง โห่ ขับไล่ผู้ที่ต้องการมาใช้สิทธิ์ ถึงขนาดยิงปืนต่อสู้ จนมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต

ซึ่งวิธีการที่เกิดขึ้นมันไม่ได้เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย และไม่สามารถแก้ปัญหาได้

ทางออกคือ "ต้องรอ"

จะรอนานเป็น 100 ปีก็ต้องทน ซึ่งหลายประเทศเขาก็ยึดหลักที่ว่านี้ คือต้องต่อสู้กันตามวิถีทางประชาธิปไตย ไม่ไช่ใช้วิธีการแบบหมาบ้า ที่พาลและเที่ยวกัดไปทั่ว การกระทำแบบนี้ก็ไม่มีประเทศไหนเค้าเห็นด้วย มีแต่จะสมเพชเวทนา ว่าคนพวกนี้ไม่รู้เรื่องประชาธิปไตยเสียจริงๆ

อย่าลืมว่า การปกครองตามระบอบประชาธิปไตย คือการปกครองโดยถือเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน ไม่ไช่ให้กลุ่มมาเฟียหรือกลุ่มอำนาจมึดให้มาเป็นใหญ่ และอยู่เหนือประชาชน

และการที่ไม่ยอมรับกฎกติกาของชาวโลกว่าทุกคนมี 1 สิทธิ์ 1 เสียงนั้น มันสะท้อนถึงจิตใจที่ล้าหลังของคนต้นคิดหรือกลุ่มนักวิชาการทั้งหลายว่า"เป็นพวกมนุษย์ถ้ำที่สมองยังไม่มีการพัฒนา"


หมดเรื่องประชาธิปไตยในประเทศไทยแล้ว ก็เที่ยวพม่ากันต่อ

สมัยประวัติศาสตร์ ไทยกับพม่าเคยรบเคียงบ่าเคียงไหล่กันมาหลายครั้ง แต่สำหรับการรบครั้งสำคัญๆนั้นเราแพ้พม่ามาตลอด และแพ้จนต้องเสียบ้านเสียเมืองถึง 2 ครั้ง หลายคนเข้าใจผิดคิดว่าไทยเราไม่เคยเป็นเมืองขึ้นของใคร ก็พม่านี่แหละครับที่เราต้องตกเป็นเมืองขึ้น การเสียกรุงครั้งที่ 1 เจ้านายเชื้อพระวงศ์หลายพระองค์ถูกจับเป็นตัวประกัน กระทั่งต้องจบชีวิตในดินแดนพม่า

แต่ถ้าหากจะย้อนประวัติศาสตร์ของพม่าแล้วก็ต้องบอกว่า พม่าเป็นชาติที่ยิ่งใหญ่ในอดีต และอาณาจักรพม่ามีมาก่อนอาณาจักรสุโขทัย

ก่อนที่อาณาจักรพม่าจะก่อกำเนิดนั้น ดินแดนที่เป็นศูนย์กลางของพม่าในปัจจุบันได้เช่นเมืองย้างกุ้ง-หงสาฯ ปกครองด้วยชนชาติมอญมาก่อน

ชาวมอญเป็นกลุ่มชาติพันธ์ที่อพยพจากอินเดียมาขึ้นฝั่งที่พม่าเมื่อหลายพันปีก่อน และชนชาติมอญยังถือว่ากลุ่มชาติพันธ์ที่เก่าแก่ที่สุดในดินแดนอุษาคเนย์ ดังนั้นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์อของพม่าที่มีอายุนับเป็นพันๆปี ส่วนใหญ่จึงเกิดขึ้นในยุคสมัยของชนชาติมอญทั้งนั้น 

และมหาเจดีย์ชเวดากองในชุดที่ 11 ก็กำเนิดขึ้นในยุคที่มอญรุ่งเรืองเมื่อราวสองพันกว่าปีก่อน 

ตามตำนานกล่าวว่ามีพี่น้องพ่อค้าชาวมอญ 2 คนได้ไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าในดินแดนชมพูทวีป และพระองค์ได้ประทานพระเกศามาให้ 8 เส้น จึงได้นำมาประดิษฐานไว้ในเจดีย์ที่เมืองย่างกุ้งในปัจจุบัน ก็คือเจดีย์ชเวดากอง จนมาถึงคริสต์ศตวรรษที่ 14 พระเจ้าพินยาอู ได้ทรงสร้างพระเจดีย์ใหม่สูง 18 เมตร

จากนั้นพระเจดีย์ได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์เรื่อยมา จนมีความสูงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

และเมื่อปี พ.ศ. 2311(ในสมัยกรุงธนบุรี)ได้เกิดแผ่นดินไหวอย่างหนัก ทำให้ยอดของพระเจดีย์หักถล่มลงมา

ปัจจุบันพระมหาเจดีย์ชเวดากองมีอายุมากกว่า2,600 ปี มีความสูง 98 เมตร (พระธาตุมุเตาสูง 114 เมตร) ปิดด้วยแผ่นทองคำที่มีน้ำหนักทั้งหมดราว1,100 กิโลกรัม(1.1ตัน)บนยอดสุดของพระเจดีย์มีเพชรอยู่ 5,448 เม็ด โดยเฉพาะชื้นข้างบนสุดมีเพชรเม็ดใหญ่อยู่ 76 กะรัต และทับทิม 2,317 เม็ด

มีเรื่องเล่าในสมัยที่พม่าตกเป็นประเทศในอาณานิคมของอังกฤษ ซึ่งธรรมเนียมของชาวพม่าจะต้องถอดรองเท้าเข้าวัด หรือต้องถอดก่อนเข้าไปในบริเวณลานพระธาตุเจดีย์  ซึ่งได้ยึดถือมาจนถึงปัจจุบัน 

แต่ในสมัยที่ปกครองโดยอังกฤษ มีเจ้านายจากอังกฤษพยายามจะเข้าไปในบริเวณเจดีย์ชเวดากองโดยไม่ถอดรองเท้า แต่เจ้าหน้าที่และชาวพม่าไม่ยอมให้เข้า 

เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องใหญ่โต ไม่ต่างกับเป็นการทำร้ายจิตใจชาวพม่าที่นับถือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้

แต่เนื่องจากอังกฤษสมัยนั้นมีอำนาจมาก สามารถทำอะไรกับประเทศพม่าก็ได้ ชาวพม่าจึงมีข้อต่อรองว่าอนุญาตให้ชาวอังกฤษใส่รองเท้าเข้าไปได้แต่จะไม่ให้รองเท้าแตะพื้น โดยชาวพม่าจะพร้อมกันจะล้มตัวลงนอนคว่ำเพื่อเป็นทางเดินให้เจ้าหน้าที่อังกฤษได้เดินเข้าไป

เมื่อเจอไม้นี้เข้าเจ้าหน้าที่อังกฤษผู้นั้นกลัวจะเป็นเรื่องบานปลาย จึงยอมถอดรองเท้าแต่โดยดีและปฏิบัติเช่นเดียวกับชาวพม่า 


การเดินทางไปเที่ยวพม่า

มีคำแนะนำสำหรับผู้ที่จะเดินทางมาเที่ยวพม่าว่าไม่ควรสวมรองเท้าหุ้มส้นเพราะจะไม่สะดวกในการเที่ยวชมสถานที่สำคัญ โดยเฉพาะในศาสนสถานต่างๆตามโปรแกรมท่องเที่ยว

รองเท้าที่เหมาะสมควรเลือกชนิดที่ถอดง่ายใส่สะดวก ขณะเดียวกันหากใครมาเที่ยวพม่าก็แทบจะไม่เห็นว่ามีชาวพม่าคนไหนที่ใส่รองเท้าหนังหรือรองเท้าผ้าใบ ทุกคนจะสวมรองเท้าแตะกันหมดทั้งหญิงและชาย หรือหากใครคิดว่าจำเป็นต้องใส่รองเท้าหุ้มส้นในการเดินทาง ก็อาจเตรียมรองเท้าไว้ 2 คู่ มีทั้งรองเท้าเดินเที่ยวและรองเท้าแตะ โดยรองเท้าแตะให้นำติดตัวหรือนำขึ้นไปบนรถด้วย จะได้สะดวกในการเปลี่ยน

คนไทยอาจไม่คุ้นเคยกับการถอดรองเท้าเดิน แต่เมื่อได้เดินเท้าเปล่าแล้วก็จะคุ้นเคยไปเอง อีกอย่างหนึ่งในวัดหรือลานรอบพระธาตุเจดีย์ ส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดจะเป็นพื้นกระเบื้องมัน จึงรู้สึกว่าค่อนข้างสะอาดและยังสะอาดกว่าบ้านเราอีกด้วย

เจดีย์ชเวดากอง ไฮไลท์สำคัญที่สุดในการท่องเที่ยวพม่า

เนื่องจากลานรอบพระธาตุเจดีย์ใหญ่โตมาเราใช้เวลาอยู่ภายในพระมหาเจดีย์ชเวดากองค่อนข้างนานทีเดียว หรือราว 2 ชั่วโมง(5 โมง -1 ทุ่ม) จากเวลาเย็นที่ยังเห็นแดดจัดจ้านจนกระทั่งถึงกลางคืน ซึ่งเวลาค่ำคืนจะเป็นเวลาที่สวยงามน่าชมมากที่สุด ทำให้ได้คำตอบว่าทำไมนักท่องเที่ยวจะต้องมาไหว้พระธาตุฯกันในเวลานี้

คำตอบก็คือ แสง สี สวยงามในยามเย็นขณะดวงอาทิตย์กำลังพ้นขอบฟ้า ซึ่งเวลานี้มีการฉายไฟไปที่องค์พระธาตุ ทำให้เห็นเป็นสีทองสวยงามมาก

พม่าพึ่งจะเปิดประเทศได้ไม่นานมานี้ สถานที่ศักดิ์สิทธิ์หรือศาสนสถานสำคัญๆเก่าแก่ ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก เชื่ออีกไม่นานองค์การยูเนสโกก็คงจะประกาศขึ้นทะเบียนมรดกโลกกันเป็นว่าเล่น เนื่องจากมีสถานที่สำคัญๆควรค่าแก่การเป็นมรดกโลกมากมายหลายแห่ง

พระมหาเจดีย์ชเวดากองถือว่าเป็นสถานที่สำคัญที่สุดของพม่า ไม่ต่างกับพระบรมมหาราชวังหรือวัดพระแก้วในบ้านเรา 

การมาเห็นเจดีย์ชเวดากอง ก็เหมือนกับได้มาเห็นสิ่งมหัศจรรย์แห่งศรัทธาทางพุทธศาสนาอันเก่าแก่ที่มีอายุกว่า 2,600 ปี และยังเป็นมหาเจดีย์ทองคำที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่บันทึกในกินเนสบุ๊ค ขณะเดียวกันก็ได้เห็นศรัทธาอันแรงกล้าของชาวพม่าที่มีต่อสถานทีศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ ทุกคนต่างนั่งสวดมนต์และทำสมาธิอยู่รายรอบเจดีย์กันเป็นเวลานานๆ บางคนก็พกหนังสือสวดมนต์มาด้วย

หันกลับมามองพุทธศาสนาในบ้านเรา ถือว่าไทยเราเดินทางมาถึงจุดที่เสื่อมโทรมอย่างเห็นได้ชัด ขณะนี้เรามีองค์เทพฯเต็มบ้านเต็มเมือง จนไม่ทราบว่าจะไปกราบไหว้เทพฯองค์ไหน ที่มีทั้งพุทธ ทั้งพราหมณ์ ฮินดูล่อกันมั่วไปหมด

ต่างกับศาสนาคริสต์และอิสลาม ที่นับถือศาสดาแต่เพียงพระองค์เดียว และไม่มีสิ่งรุ่มร่าม รุงรัง มากมายเหมือนพุทธศาสนาในบ้านเรา ประเทศพม่าก็นับถือศาสนาพุทธแต่คนละนิกายกับของไทย แต่กลับมีความมั่งคงกว่าเมืองไทยค่อนข้างมาก ใครมาเห็นวัดในพม่าก็จะเห็นว่า พระพม่าไม่ทำตัวมาเกลือกกลิ้งกับกิเลสหรือสิ่งเย้ายวนที่เหล่าพุทธบริษัททั้งหลายนำมาประเคนให้ โดยทั้งรู้ และรู้เท่าไม่ถึงกาล



โฟโต้ออนทัวร์
23 มีนาคม 2557 





แผนที่ประเทศพม่า แผนที่เมืองย่างกุ้ง - สิเรียม และแผนที่เมืองเนปิดอร์


แผนที่ประเทศพม่า คลิกที่ภาพ
แผนที่เมืองย่างกุ้ง สิเรียม คลิกที่ภาพ
แผนที่พม่า Myanmar Maps
แผนที่เมืองย่างกุ้ง Yangon Maps
   
แผนที่เมืองหลวงเก่า (ย่างกุ้ง) และเมืองหลวงใหม่ (เนปิดอร์) คลิกที่ภาพ
แผนที่เมืองหงสาวดี คลิกที่ภาพ
เมืองเนปิดอร์ Nay pyi daw


     
  copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ