Photoontour   โฟโต้ออนทัวร์
Part1
Part2
Part3
Part4
Part5
Part6
Part7
Part8
Part9
Part10
Part11
Part12
Part13
Part14
 
 
 
 
    Home                Myanmar Part 12   เที่ยวพม่าตอนที่ 12 เจดีย์กลางน้ำ เยเลพญา เมืองสิเรียม Home   Outbound Tour   Myanmar Part 12
 
Outbound ท่องต่างแดน
  Angkor Wat : นครวัด นครธม
  Kohker : เกาะแกร์ เบ็งมาเลีย
  Malaysia : ประเทศมาเลเซีย
  Myanmar : พม่า เมืองเมียวดี
  South Laos : ลาวใต้ แขวงจำปาสัก
  Luang Pra Bang :หลวงพระบาง
  M Vietnam : เว้ ดานัง ฮอยอัน
  Hanoi Halong Bay : ฮานอย อ่าวฮาลอง
  Sapa Vietnam :ซาปา เวียดนามเหนือ
  Ninh Binh : นิงบิ่งห์ เวียดนามเหนือ
  Sipsongpanna :สิบสองปันนา
  Guilin China : กุ้ยหลิน จีน
  Beijing : ปักกิ่ง วังหลวง กำแพงจีน
Asia Girls ภาพสาวเอเชีย
  Korean สาวเกาหลี
  Japanese สาวญี่ปุ่น
  Chinese สาวจีน
  Philipines สาวฟิลิปปินส์
  Indonesian สาวอินโดนีเซีย
  Myanmar สาวพม่า
  Laos สาวลาว
  Cambodian สาวกัมพูชา
  Malaysian สาวมาเลเซีย
  Vietnamese สาวเวียดนาม
Photography ภาพถ่าย
  Portraits
  King Photos
  Wallpapers
  Baby & Child
  City Tour
  Photo Gallery
  Flowers
  Japan Tsunami
  Thailand Tsunami
  Bangkok Floods
  Photo Around the World
     
    
 
แผนที่ประเทศพม่า : แผนที่เมืองย่างกุ้ง : ตำแหน่งที่ตั้งเมืองเนปิดอร์ เมืองหลวงใหม่ของพม่า



Myanmar Part 12 : Yele Paya,the Floating Pagoda, Siream(Thanlyin)
เที่ยวพม่าตอนที่ 12
:  เจดีย์กลางน้ำ เยเลพญา เมืองสิเรียม

(เดินทาง มกราคม.2555)

ภาพชุดท่องเที่ยวพม่าได้เดินทางมาจนใกล้จะปิดฉากแล้วละครับ คิดว่าอีกสองตอนหรือตอนที่ 13 กับ 14 น่าจะเป็นตอนสุดท้ายแล้ว แต่ตอนนี้ขอพาเที่ยวและไหว้พระเจดีย์กลางน้ำในเมืองสิเรียมกันก่อน สถานที่แห่งนี้มีชื่อว่า “เจดีย์ เยเลพญา Yele Paya”

ตามที่กล่าวไว้แค่แรกว่า คนพม่าเค้าศรัทธาในเรื่องของพระธาตุเจดีย์ เวลาจะสร้างวัดเค้าจะสร้างเจดีย์ก่อน จากนั้นจึงค่อยมาสร้างศาลา สร้างกุฏิพระ และจากวันแรกจนมาถึงวันนี้ ก็ไม่เคยเห็นโบสถ์หรือพระอุโบสถเลยแม้แต่แห่งเดียว ชื่อวัดจึงแทบไม่มี มีแต่ชื่อเจดีย์ เช่นเจดีย์ชเวดากอง เจดีย์ใจ้ปุ่น พระธาตุมุเตา พระธาตุอินทร์แขวน

และชื่อที่เราเรียกกันนี้เข้าใจว่าเป็นชื่อที่คนไทยเรียกต่อๆกันมาเพื่อให้ฟังง่าย ซึ่งการออกเสียงอาจจะไม่ตรงกับภาษาพม่าเท่าใดนัก เพราะหากจะเรียกตามภาษาพม่าก็คงฟังยาก

นึกถึงตอนมาถึงพม่าใหม่ๆที่ไกด์ได้สอนหลายคำ แต่ตอนนี้ลืมหมดแล้วครับ ที่จำได้และใช้ทักทายสาวพม่าก็คือคำว่า“มิงกาละบา” หรือสวัสดีในภาษาพม่า

ใครสนใจภาษาพม่า ก็ลองอ่านตัวอย่างข้างล่าง จะได้รู้ว่าภาษาพม่านั้นจำยาก และพูดยากจริงๆ

เตาบั่นบ่าแด่  : ขอโทษ
บ่าล่อวเหล่ :  เท่าไหร่
เซ ซิดโล่ะ ย่ะมลา :  ต่อได้ไหม
เซ เมีย แด่        :       แพง
เซ แนๆ เมีย ตัวแด่  : ราคาแพงไปหน่อยนะ


แต่น่าแปลกแรงงานพม่าที่เข้ามาทำงานในเมืองไทย อยู่ไม่ถึงปีพี่แกก็พูดได้คล่องจนน่าอิจฉา แถมออกสำเนียงไทยได้ค่อนข้างชัดเจน


สู่เมืองสิเรียม

เช้านี้เราออกจากโรงแรมในกรุงย่างกุ้งเพื่อไปยังเมืองสิเรียมซึ่งเป็นย่านอุตสาหกรรม และต้องข้ามแม่น้ำสองสายได้แก่แม่น้ำย่างกุ้งกับแม่น้ำอิระวดี 

ใครมาเที่ยวพม่าอาจตื่นตาที่เห็นแม่น้ำในพม่ามีขนาดใหญ่โตมาก แม่น้ำเจ้าพระยาในบ้านเราว่าใหญ่โตแล้วแต่พอไปเห็นแม่น้ำในพม่าแล้วก็ต้องบอกว่าไม่ต่างกับพ่อกับลูก โดยเฉพาะแม่น้ำอิระวดีที่ใหญ่โตมาก และแม่น้ำในพม่าส่วนใหญ่จะออกเป็นสีโคลนหรือโคลนแดง ซึ่งคล้ายกับแม่น้ำแดงในประเทศจีน

แม่น้ำในพม่านั้นมีมากมายหลายสาย โดยเฉพาะที่บริเวณปากแม่น้ำอิระวดี หรือเขตอิระวดี ที่มีพื้นที่ใหญ่โตถึง 35,410 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมจนสุดปลายแหลมที่อยู่ทางทิศตะวันตกหรืออ่าวเบงกอล เมื่อดูจาก Google Earth แล้วก็ไม่ต่างกับภาพแม่น้ำจากป่าอะเมซอนของประเทศบราซิล บริเวณเขตอิระวดีน่าเรียกว่าเป็น Amazzing ของพม่าและเป็นย่านการเกษตรกรรมที่สำคัญเลยทีเดียว 

(คลิกที่ภาพเพื่อชมภาพใหญ่)
  

หลายปีก่อนมีโอกาสไปเที่ยวเมืองปากเซ แขวงจำปาศักดิ์ ทางลาวใต้ ครั้งนั้นได้ไปนอนที่ดอนโขงซึ่งเป็นเกาะกลางแม่น้ำโขงที่เรียกว่า”สี่พันดอน” ตอนนั้นก็ลองเข้าเว็บ Google เพื่อดูภาพจากมุมสูงของสีพันดอน ก็ต้องบอกว่าเป็น Amazzing ของลาว ยิ่งมองจากเครื่องบินที่บินเหนือบริเวณนี้ก็ยิ่งเห็นความน่าประหลาดของธรรมชาติ ชนิดที่ใครเห็นก็ต้องถามว่ามันคืออะไร แต่พอบอกว่าในประเทศลาว ก็ทำเอาหลายคนถึงกับอึ้งว่าลาวมีแบบนี้ด้วยหรือ

ลาวและพม่าถือว่าเป็นป่าอเมซอนของเอเชียที่ยังมีป่าไม้เป็นจำนวนมาก แต่สำหรับพม่าแล้วก็ต้องบอกว่านอกจากมีป่าไม้หรือป่าสักแล้วก็ยังเป็นอู่ข้าวอู่น้ำที่สำคัญ คนพม่าที่มีอาชีพทำนาคิดว่าน่าจะประมาณร้อยละ 90 ของประชากร ระหว่างที่เดินทางไปในพม่าจึงเห็นแต่ท้องไร่ท้องนา บนถนนก็มีรถบรทุกข้าวเปลือกเพื่อไปส่งโรงสีผ่านไปอยู่หลายคัน

การเกษตรของพม่ายังปลูกข้าวเป็นพืชหลัก ต่างกับไทยที่มีความหลากหลาย มีทั้งข้าวและพืชไร่อื่นเช่น อ้อย มันสำปะหลัง ข้าวโพด ยางพารา ฯลฯ

เกษตรกรพม่ายังมีอนาคตได้อีกยาวไกล หากหันมาปลูกพืชชนิดอื่นที่มีราคาและทำเงินได้มากขึ้น ขณะนี้ยังขาดแต่การดูแลส่งเสริมจากรัฐบาล และยังขาดการลงทุนจากต่างชาติ โดยเฉพาะโรงงานที่จะมารองรับผลผลิตเพื่อเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม หากมองถึงอนาคตของพม่าแล้วก็น่าจะเป็นคู่แข่งสำหรับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะกับประเทศไทย ทุกวันนี้แค่ประเทศจีนส่งเสริมการปลูกยางพาราภายในประเทศ ก็ทำเอาชาวสวนยางในบ้านเราต้องหัวทิ่มหัวตำเนื่องจากราคายางตกต่ำ

มันประหลาดตรงที่อุตสาหกรรมที่ต้องใช้ยางพาราเป็นวัตถุดิบมีแต่จะเพิ่มการผลิต เช่นโรงงานผลิตยางรถยนต์ แต่เหตุใดราคายางจึงตกต่ำ

คำตอบนี้ก็ต้องหันไปมองจีนว่าน่าจะเป็นต้นเหตุ

เวลานี้ถ้าใครมีโอกาสไปเที่ยวจีนตอนใต้หรือเมืองสิบสองปันนา อาจตะลึงกับสวนยางพาราที่ปลูกบนภูเขาจนเต็มพื้นที่ ชนิดที่ไม่มีป่าไม้และไม่มีต้นไม้อื่นเข้ามาแทรก ดูแล้วเป็นภาพที่สวยงามขณะนั่งรถผ่าน และถ้าดูจากต้นยางเหล่านั้นก็คิดว่าน่าจะมีอายุไม่เกิน 10 ปี และช่วงเวลาเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ราคายางพุ่งสูงจนชาวสวนยางทุกประเทศร่ำรวยไปตามๆกัน ไกด์จีนเองก็บอกว่าชาวสวนยางที่สิบสองปันนาร่ำรวยด้วยกันทั้งนั้น



สำหรับประเทศไทยรัฐบาลได้หันมาสนับสนุนให้มีการปลูกยางพารากันทั่วประเทศ โดยเฉพาะภาคเหนือกับภาคอีสาน จนทำให้ป่าไม้วอดวายเนื่องจากชาวบ้านเข้าไปบุกรุกเผาป่าเพื่อปรับที่ดินให้เป็นสวนยาง และยังคงจำกันได้ที่มีการประมูลซื้อกล้ายางให้เกษตรกร ตามนโยบายของรัฐบาลในสมัยที่นายเนวิน ชิดชอบ เป็นรัฐมนตรีว่าการเกษตรฯ กระทั่งเกิดปัญหาการทุจริตเรื่องกล้ายาง

จากนั้นไม่นานราคายางเริ่มตกต่ำเนื่องจากปริมาณล้นตลาด

เหตุที่ราคายางตกต่ำก็เป็นไปตามกลไกของตลาด ตามหลักดีมาน-ซัพพลาย หรืออุปสงค์-อุปทาน ซึ่งเป็นเรื่องเดิมๆ หนังม้วนเดิมๆ ที่เคยเกิดขึ้นกับผลผลิตทางการเกษตร  ผลิตมากไปก็ราคาตก มีน้อยก็ราคาดี

ช่วงนี้หากชาวสวนยางจะมาปิดถนนประท้วงตามใบปลิวที่แจกจ่ายเมื่อไม่กี่วันมานี้ หัวหน้ากลุ่มผู้ประท้วงอาจถูกเชิญหรือถูกรวบตัวมาอบรมในค่ายทหารเพื่อปรับทัศนคติ

หากปิดถนนจริง ผู้อยู่เบื้องหลังคงไม่พ้นนักการเมืองจากพรรคประชาธิปัตย์ ที่ขณะนี้กำลังทุรนทุรายกับการปฏิรูปของคสช. และยังไม่ทราบว่าจะมีการเลือกตั้งอีกเมื่อไหร่ เรียกว่าตอนนี้กำลังอยู่ในภาวะอดอยากปากแห้งเต็มทน

ไม่กี่วันมานี้นายชวน หลีกภัย ที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตนายกฯรัฐมนตรีได้แนะนำให้ชาวสวนยางให้หันไปเลี้ยงวัวแทน ก็ดีนะครับท่านแนะนำให้ไป "เลี้ยงวัวเลี้ยงควาย" เพื่อแก้ปัญหาราคายางตกต่ำนับว่า“สมองท่านเริดจริงๆ”

เขียนเรื่องพม่า แต่ลามไปเรื่องสวนยาง แถมแย็บการเมืองนิดๆพอหอมปากหอมคอ


คราวนี้กลับมาที่พม่ากันต่อ

เมือง "สิเรียม" ประเทศพม่า คิดว่าหลายคนน่าจะเคยได้ยินชื่อนี้จากประวัติศาสตร์ระหว่างไทยกับพม่า แต่ก็ชักไม่แน่ใจเนื่องจากเลือนลางเต็มทน จึงต้องค้นหาจากอินเตอร์โดย Search คำว่า สิเรียม ปรากฏว่าผลออกมาเป็นแบบนี้ครับ แปลกเหมือนกันว่าทำไม google จึงรู้ใจผม



ความจริงก็สวยดีนะ“สิเรียม“อดีตดาราดังของบ้านเรา ขวัญใจของหลายๆคน(รวมทั้งผมด้วย)



แต่เมืองสิเรียมในพม่า มีชื่อภาษาอังกฤษที่ถูกต้องว่า Syriam ไม่ไช่  Siriam ตามที่หลายแห่งใช้กัน

สิเรียมเป็นเมืองเล็กๆที่อยู่นอกเมืองย่างกุ้งออกไปทางปากแม่น้ำอิรวะดีราว 25 กม.ใช้เวลาเดินทางราว 45 นาที ระหว่างทางจะต้องข้ามสะพาน 2 แห่ง โดยสะพานแรกข้ามแม่น้ำย่างกุ้งซึ่งเป็นแม่น้ำสายเล็ก อีกสะพานหนึ่งเป็นสะพานขนาดใหญ่ มีทางรถไฟวิ่งคู่ขนานไปด้วยกัน สะพานแห่งที่สองนี้เป็นสะพานที่ค่อนข้างยาว เนื่องจากต้องผ่านแม่น้ำอิระวดีที่มีความใหญ่โตมาก มองจากสายตาก็น่าจะกว้างประมาณ 2-3 เท่าของแม่น้ำเจ้าพระยา แต่ที่แตกต่างกับเจ้าพระยาเป็นอย่างมากก็คือ“มีน้ำสีขุ่น”

แม่น้ำอิระวดีถือว่าเป็นแม่น้ำสายสำคัญของทวีปเอเชีย ยาว 2,170 กม จุดเริ่มต้นอยู่ในมณฑลยูนนานของจีน แต่ที่ไหลผ่านพม่ามีระยะทางประมาณ 1,800 กม.

จากย่างกุ้งสู่สิเรียมได้เห็นวิถีชีวิตของชาวพม่าที่อาศัยอยู่ตามริมทางว่ายังห่างไกลความเจริญ แม้จะอยู่ห่างจากย่างกุ้งอดีตเมืองหลวงมาไม่มากนัก ถนนลาดยางมีเฉพาะสายหลักที่เรากำลังเดินทาง นอกนั้นก็เป็นถนนฝุ่นสีออกแดงๆ ไม่ต่างกับน้ำในแม่น้ำอิระวดี 

ยานพาหนะที่ชาวบ้านใช้กันก็คือรถเทียมม้าเช่นเดียวกับที่เห็นในชนบทประเทศจีน นอกจากนี้ก็มีมอเตอร์ไซด์รับจ้างที่จอดรับผู้โดยสารตามย่านชุมชน

สำหรับการเดินทางจากย่างกุ้งมายังเมืองสิเรียมก็มีรถประจำทาง แต่สภาพค่อนข้างเก่า(เอามากๆ) ชาวพม่าที่มานมัสการพระธาตุเจดีย์กลางน้ำส่วนใหญ่จะใช้บริการจากรถประจำทางที่วิ่งกันแบบปุเลงๆ


สิเรียม ในอดีตเคยเป็นเมืองท่าของชาวโปรตุเกสและชาติตะวันตก

ชาวโปรตุเกสที่เข้ามาค้าขายในพม่าน่าจะใกล้เคียงกับที่เข้ามากรุงศรีอยุธยา หรือเมื่อราว 500 ปีก่อน ปัจจุบันยังมีโบสถ์คริสต์และ "หมู่บ้านชาวโปรตุเกส” ให้นักท่องเที่ยวได้มาศึกษาเมื่อมาท่องเที่ยวอยุธยา

สำหรับเมืองสิเรียมในอดีตก็เคยเป็นเมืองท่าสำคัญในการเดินเรือของชาติตะวันตก เช่นโปรตุเกส ฮอลันดา อังกฤษ ฝรั่งเศส รวมทั้งจีนและญี่ปุ่น ไม่ต่างกับเมืองท่าฮอยอันในประเทศเวียดนาม หรือเมืองมะละกาของมาเลเซีย สมัยที่พม่าตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษก็ยังใช้เมืองสิเรียมเป็นเมืองท่า พร้อมกับได้เกณฑ์แรงงานจากอินเดียเข้ามาทำงานในโรงงานและขนถ่ายสินค้าตามท่าเรือ ปัจจุบันเมืองสิเรียมจึงมีชาวพม่าสัญชาติอินเดียอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก

สิเรียมนอกจากจะเป็นเมืองท่าเพื่อขนถ่ายสินค้าที่มาจากต่างประเทศแล้ว ก็ยังเป็นเมืองท่าสำคัญเพื่อการส่งออกของพม่า สินค้าสำคัญในสมัยนั้นได้แก่ข้าวไม้สัก รวมทั้งสินแร่ต่างๆ เช่นหยก ทองคำ ดีบุก (ปัจจุบันสินค้าหลักคือก๊าสธรรมชาติ)

หลักฐานที่ช่าวโปรตุเกสเข้ามาตั้งรกรากค้าขายไปพร้อมๆกับการเผยแพร่ศาสนาในปัจจุบันก็คือโบสถ์เก่าที่ถูกทิ้งร้าง

ปัจจุบันสิเรียมเป็นที่ตั้งของโรงงานอุตสาหกรรมหรือเป็นเขตอุตสาหกกรม โรงงานส่วนใหญ่ตั้งเรียงรายอยู่ตามริมแม่น้ำอิระวดี ทอดยาวออกไปจนถึงบริเวณปากแม่น้ำ เพื่อออกสู่ทะเลอันดามัน หากลองเข้าไปดูภาพจาก Google Earth ก็จะเห็นว่ามีโรงงานเป็นจำนวนมาก ทำให้สิเรียมเป็นย่านการใช้แรงงานของโรงงานอุตสาหกรรม ไม่ต่างกับแถวๆสมุทรปราการสมัยอดีตในบ้านเรา แต่คนงานที่นี่เห็นนุ่งโสร่งกันเป็นส่วนใหญ่ อัตราค่าแรงขั้นต่ำก็คงแล้วแต่นายจ้าง ยังไม่มีกฏหมายคุ้มครองแรงงาน


 

เมืองทวาย

เมื่อก่อนการขนส่งสินค้าของพม่าจะใช้ปากแม่น้ำอิระวดีเป็นเส้นทางออกสู่ทะเล แต่หลังจากพม่าเปิดประเทศจึงหันมาลงทุนสร้างท่าเรือน้ำลึกขึ้นที่เมืองทวาย และจุดนี้เองที่ไทยกำลังสร้างถนนหนทาง และสร้างทางรถไฟ ผ่านเขาตะนาวศรีเพื่อเข้าสู่เมืองทวาย

ใครอยากไปเที่ยวเมืองทวายว่ามีหน้าตาเป็นย่างไร สามารถเดินทางไปได้กับบริษัททัวร์ที่จังหวัดกาญจนบุรี ไป 3 วัน พัก 2 คืน ค่าทัวร์ 8,900 บาท(ราคา กย.57) แต่ต้องไปตั้งหลักกันที่เมืองกาญจฯ

ทวายนอกจากจะเป็นประตูเศรษฐกิจสำคัญของพม่าและอาเซี่ยนแล้วก็ยังเป็นจุดเชื่อมของการเดินเรือจากประเทศต่างๆที่มาจากฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิค

เมื่อก่อนการเดินเรือสินค้าจากยุโรป เพื่อไปจีนกับญี่ปุ่นจะต้องผ่านช่องแคบมะละกา แล้วอ้อมที่ปลายแหลมมลายูเพื่อไปสู่เวียดนาม จีน เกา หลี ญี่ปุ่น รวมทั้งฟิลิปปินส์ แต่ถ้ามีเส้นทางจากทวายตัดผ่านไทย แล้วไปออกทะเลจีนทางฝั่งประเทศเวียดนาม ก็จะประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย

หากใครยังไม่ทราบว่าเมืองทวายที่พม่ากำลังให้ต่างชาติเข้าไปลงทุนสร้างท่าเรือน้ำลึกรวมทั้งสร้างเขตอุตสาหกรรมว่าอยู่ตรงไหน ก็ดูได้จากแผนที่ด้านล่างนี้ และหากจะติดตามเรื่องราวแบบเจาะลึกให้เห็นแผนการลงทุนทั้งหมด ก็ต้องบอกว่าเป็นอภิมหาโปรเจคเลยทีเดียว สำหรับท่าเรือน้ำลึกและเขตอุตสาหกรรมที่เราทราบๆกัน ก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งของโครงการเท่านั้น ยังไม่นับพื้นที่การลงทุนด้านอื่นๆที่มีอีกมากมาย

(คลิกที่ภาพเพื่อชมภาพใหญ่)
เมื่อโปรเจคทวายเดินหน้าก็มาประชิดชายแดนไทยทางจังหวัดกาญจนบุรี ประเทศไทยก็ต้องวางแผนรองรับด้านการขนส่ง แต่ตอนนี้กำลังมีปัญหาจะลงทุนแบบใด จะใช้เงินลงทุนมากน้อยแค่ไหน แต่ไม่ว่าจะเป็นแบบใด ก็เชื่อผู้อยู่เบื้องหลังของแผนการลงทุนล้วนมีส่วนได้เสียด้วยกันทั้งนั้น

รัฐบาลโดย คสช.จึงต้องมีความระวัดระวังเป็นพิเศษกับคำว่า"คุ้มค่ากับการลงทุน" รวมทั้งปัญหาการคอรัปชั่นที่หลายฝ่ายกังวล

เรื่องนี้เป็นเรื่องท้าทายความคิดอ่านของรัฐบาลยุคคสช.ว่ามีกึ๋นแค่ไหน ทีมงานเศรษฐกิจจะลากรัฐบาลเข้าป่าเข้ารกหรือไม่ ก็เป็นเรื่องที่ต้องติดตาม 

หากพลาดก็อาจถูกโห่ฮาว่ามีความคิดอ่านแบบคร่ำครึ ไม่ต่างกับศาลรัฐธรรมนูญที่ไล่ให้ รมต.คมนาคม(ชัชชาติ)ไปสร้างถนนราดยางให้ครบทั้งประเทศก่อนที่จะสร้างรถไฟความเร็วสูง


สำหรับการเดินทางสู่เมืองสิเรียมในเช้านี้ได้สิ้นสุดที่ท่าน้ำ จากนั้นก็ต้องลงเรือไปยังเจดีย์เยเลพญาที่เห็นอยู่ข้างหน้า

ความคึกคักที่นี่มีให้เห็นตั้งแต่ยังไม่ลงจากรถ แม่ค้าขายดอกไม้มายืนดักนักท่องเที่ยวไทยตรงประตูทางลง เพราะรู้ว่าเป็นชาวพุทธด้วยกัน และวันนี้ก็เป็นวันหยุด บรรยากาศจึงดูวุ่นวายเป็นพิเศษ บริเวณท่าเรือจึงมีแต่นักท่องเที่ยวหลายชาติหลายภาษารวมทั้งนักท่องเที่ยวพม่าด้วย 


ชาวพม่าตั้งใจมาไหว้พระเจดีย์และมาด้วยความศรัทธาที่แท้จริง

และความหมายของการท่องเที่ยวของคนพม่าก็คือการได้ไปไหว้พระธาตุเจดีย์ เรียกว่าไปกี่ครั้งก็ไม่เบื่อ ยิ่งไปกราบไหว้กันหลายๆครั้งก็ยิ่งได้บุญมาก นี่คือนิสัยของคนพม่า

วันนี้ที่ท่าเรือต้องรอคิวขึ้นเรือกันหลายนาที ทำให้มีเวลาถ่ายภาพบริเวณนั้น และพึ่งมารู้ทีหลังว่าที่นี่แบ่งเรือออกเป็น 2 ประเภท คือเรือมีหลังคากับไม่มีหลังคา เรือมีหลังคาสำหรับนักท่องเที่ยว ส่วนไม่มีหลังคาสำหรับชาวพม่า เรียกว่าแบ่งแยกกันชัดเจน เช่นเดียวกับรถไฟพม่าที่นักท่องเที่ยวจะได้นั่งในโบกี้ที่ดีหน่อย ส่วนชาวบ้านจะนั่งโบกี้ที่ไม่ค่อยจะเรียบร้อยนัก และเป็นโบกี้ที่ใช้สำหรับขนข้าวขนของ

ตู้โบกี้ระดับชาวพม่าจึงมีที่นั่งน้อยแต่มีพื้นที่วางของค่อนข้างเยอะ หากนั่งผิดที่ก็จะโดนพนักไล่ให้ไปนั่งให้ถูกต้อง เช่นชาวต่างชาติจะไปนั่งในโบกี้ของคนพม่าก็ไม่ได้ หรือชาวพม่าจะมานั่งโบกี้ของชาวต่างชาติก็ไม่ได้เช่นกัน

หรือว่ามันเป็นธรรมเนียมปฏิบัติมาตั้งแต่สมัยที่พม่าตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ ที่อาจมีการแบ่งชนชั้นเช่นเดียวกับประเทศอินเดีย

เมื่อเรือมาถึงนักท่องเที่ยวก็ค่อยๆทยอยกันลงเรือ หากเต็มตามจำนวนที่นั่งก็ต้องรอลำใหม่ ที่นี่ถือว่าจัดระบบกันได้ดี ตามท่าเรือท่องเที่ยวในประเทศไทยน่าจะมาศึกษาดูงานว่าเค้าทำกันอย่างไร จึงไม่มีการแย่งผู้โดยสาร หรืออัดกันจนเต็มเรือ ตอนขากลับอาจเจอคลื่น หรือเรือแตก ตายกลางทะเลกันนักต่อนัก ทุกวันนี้ก็ยังมีข่าวให้เห็นเป็นประจำโดยเฉพาะท่าเรือในจังหวัดภูเก็ต พังงา กระบี่ และสมุย

แต่พม่านี้ไม่ได้นะครับ เรือมี 20 ที่นั่ง ก็รับผู้โดยสารแค่นั้น หากรับเกินก็อาจมีโทษหรือยกเลิกสัญญา ดูแล้วก็น่าปลึ้มใจแทนพม่าที่มีพัฒนาในเรื่องนี้ดีกว่าประเทศไทย

นอกจากเรือนักท่องเที่ยวจะเป็นเรือที่มีหลังคาแล้ว ก็ยังมีเสื้อชูชีพครบตามจำนวนคน(สุดยอดจริงๆ) ส่วนเรือชาวบ้านทั่วไปจะไม่มีชูชีพ(คนพม่าคงไหว้น้ำเก่ง) ไม่ทราบว่าในพม่าจะมีการแบ่งชั้นวรรณะแบบอินเดียหรือไม่ แต่ที่นี่เหมือนแบ่งกันแบบกลายๆ คิดในแง่ดีก็อาจเป็นเพราะคนพม่าห่วงใยนักท่องเที่ยว จึงต้องปลอดภัยไว้ก่อน

และเช่นเคย ตามธรรมเนียมของชาวพม่าก็คือเมื่อเข้าวัดจะต้องถอดรองเท้า ดังนั้นนักท่องเที่ยวหรือชาวพม่าจึงต้องถอดกันขณะที่อยู่ในเรือ โดยเด็กประจำเรือจะเป็นผู้ดูแลรองเท้าให้เอง ก็ไว้ใจได้ครับ ไม่มีหาย ลงจากเรือก็เดินเท้าเปล่าเข้าไปในวัดเลย แต่ชาวพม่าส่วนใหญ่จะหิ้วรองเท้าติดตัวไปด้วย

ระหว่างนั่งเรือ ไกด์บอกว่าเด็กผู้ช่วยเป็นไบ้พูดไม่ได้ คนไทยเห็นแล้วก็สงสาร ตอนขากลับปรากฏว่าได้ติ๊บไปหลายตังค์ แต่ไม่แน่ใจว่าพอลับตาคนไทยแล้วแกพูดได้หรือเปล่า แต่ถึงจะพูดได้ก็ไม่น่าแปลก เนื่องจากคนไทยเต็มใจให้อยู่แล้ว และยังดีกว่าไปยืนขอทานตามประตูรถ ซึ่งดูแล้วเป็นภาพที่ไม่ค่อยดีนัก ขอทานบางคนก็ออกแนวดราม่า ทำหน้าตาละห้อย ใส่เสื้อผ้าเก่าๆ มีแผลตามตัว หรือว่าคนเหล่านี้เคยมาฝึกงานการเป็นขอทานที่เมืองไทย

อย่าลืมว่าขอทานเมืองไทยเค้าพัฒนาจนเป็นอาชีพอย่างหนึ่งไปแล้ว เช่นเช้ามาก็จะมีรถตู้มาส่งพนักงาน(ขอทาน)ตามจุดต่างๆ ตอนสายๆกับบ่ายๆก็จะมีคนมาเก็บเงินจากขอทานเหล่านั้น ตอนเย็นหรือเลิกงานก็มีรถมารับกลับไปยังที่พักที่จัดไว้ ในระหว่างทำงานจะมีคนมาส่งอาหารให้ เรียกว่าสวัสดิการดีเยี่ยม ไม่พอระหว่างทำงาน ทางสำนักงานอาจส่งไลน์มาถามว่าได้เท่าไหร่ เข้าเป้าหรือไม่ หรือต้องเร่งมือกันอย่างไร เท่ากับว่ามีที่ปรึกษาพร้อม

ใครว่าเว่อร์ ก็ตอบว่าไม่ เพราะเห็นมากับตา เรื่องมือถือจิ๊บจ้อยมาก ขอทานในกรุงเทพฯเค้าใช้กันมาตั้งนานแล้ว


เจดีย์กลางน้ำ เยเลพญา

เจดีย์กลางน้ำ เยเลพญา ว่ากันว่ามีอายุเป็นพันๆปี คนไทยฟังแล้วก็อาจไม่เชื่อนัก เพราะเมื่อเปรียบเทียบกับบ้านเราแล้วจะเห็นว่าแทบจะไม่มีสิ่งปลูกสร้างใดๆที่มีอายุนับเป็นพันๆปี 

อาณาจักรกรุงสุโขทัยเมืองเก่าของเราแต่ก่อนก็มีอายุประมาณไม่เกิน 765 ปี กรุงศรีอยุธยาก็ประมาณ 250 - 650 ปี เมืองไทยจึงแทบจะหาโบราณสถานเช่นวัดวาอารามทีมีอายุมากกว่า1000 ปีแทบไม่ได้เลย

ขนาดเมืองเก่ากรุงศรีอยุธยาที่มีอายุ 4-500 ปี ก็มีแต่ซากอิฐ ซากกำแพง แต่ในพม่าแล้วกลับตรงกันข้าม เจดียแต่ละแห่งที่มีอายุนับเป็นพันๆปีนั้นหาได้ไม่ยาก ตัวอย่างเช่นเจดีย์ชเวดากองก็มีอายุถึง 2,600 ปี ดังนั้นเจดีย์กลางน้ำ เยเลพญาเมืองสิเรียมที่บอกว่าอายุเป็นพันๆปี ก็เชื่อว่าน่าจะเป็นจริง

(คลิกที่ภาพเพื่อชมภาพใหญ่)
เจดีย์กลางน้ำเยเลพญาที่เห็นนี้ เหมือนสร้างคร่อมโขดหินที่อยู่กลางแม่น้ำสายเล็กๆแห่งหนึ่งที่เชื่อมระหว่างแม่น้ำอิระวดีกับฝั่งทะเล แม่น้ำสายนี้ไม่มีชื่อในแผนที่ แต่จากที่เห็นของจริงแล้วนับว่าเป็นแม่น้ำสายใหญ่ที่เดียว      

ก่อนจบในตอนที่ 12 ก็ขอเพิ่มความรู้เกี่ยวกับประเทศพม่าไว้ตอนท้าย เนื่องจากประเทศพม่าหรือเมียนม่าร์ ประกอบไปด้วยรัฐต่างๆมากมาย เช่นรัฐมอญ คะฉิ่น คะยิ่น ไทยใหญ่ ฯลฯ  และจากวิชาประวัติศาสตร์ที่เคยเรียนมาแต่เด็กก็ได้ยินชื่อเมืองต่างๆของพม่าหลายแห่ง เช่นเมาะตะมะ(ในเรื่องขอมดำดิน) เมืองแปร เมืองอังวะ(สมัยไทยรบพม่า)

แต่เมื่อหาข้อมูลประเทศพม่าก็พบว่ามีเรื่องน่าแปลก เช่นมีการเปลี่ยนเมืองหลวง หรือย้ายเมืองหลวงกันหลายครั้งหลายครา นึกถึงเด็กพม่าที่เรียนวิชาประวัติศาสตรแล้วคงจะเวียนหัวกันน่าดู

ในสมัยอดีตทั้งไทยและพม่าก็มีหลายราชวงศ์ที่ดูเหมือนๆกัน แต่พอมาดูชื่อเมืองหลวงแล้ว ก็ต้องบอกว่าของพม่าเยอะจริงๆ ขณะที่ไทยเรามีแค่ 4 เมืองได้แก่ กรุงสุโขทัย กรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี และกรุงเทพมหานคร

ไหนๆก็ไหนๆ ก็ขอเอาชื่อเมืองต่างๆของพม่าที่คนไทยคุ้ยเคยทั้งจากอดีตมาจนถึงปัจจุบัน ปรากฏว่าหลายเมืองที่เคยได้ยินนั้นเคยเป็นเมืองหลวงเก่า บางเมืองก็เป็นเมืองหลวงกับหลายรอบหลายครั้ง

นี่คือรายชื่อเมืองหลวงเก่าที่คนไทยเคยคุ้นเคย โดยหยิบเอามาเพียงบางส่วนเท่านั้น ส่วนอายุของเมืองหลวงได้จับตัวเลขมารวมๆ เช่นบางเมืองครั้งแรกอาจเป็นเมืองหลวง 40 ปี ครั้งที่สอง 10 ปีบ้าง ครั้งที่สาม 3 ปี ตัวเลขที่เห็นนี้จึงเป็นอายุโดยรวมของแต่ละเมือง  

พุกามมีอายุ  447 ปี
มะเยาะอู  354 ปี
หงสาวดี (พะโค) 267 (6 ครั้ง)
อังวะ 190 ปี (5 ครั้ง)
ย่างกุ้ง 154 ปี
เมาะตะมะ 76 ปี
แปร 59 ปี
อมรปุระ 55 ปี (2ครั้ง)
สะกาย 48 ปี (3 ครั้ง)
เมาะลำเลิง 36 ปี
ตองอู 29 ปี (2ครั้ง)
มัณฑเลย์ 26 ปี
เนปีดอ 8 ปี



สำหรับตอนต่อไปหรือตอนที่ 13 จะเป็นตอนที่อยู่ภายในวัดกลางน้ำ จากนั้นเดินทางไปที่เจดีย์โบดาทาวน์ในเมืองย่างกุ้ง



โฟโต้ออนทัวร์
6  กันยายน 2557




 

แผนที่ประเทศพม่า แผนที่เมืองย่างกุ้ง - สิเรียม และแผนที่เมืองเนปิดอร์


 
แผนที่ประเทศพม่า คลิกที่ภาพ
แผนที่เมืองย่างกุ้ง สิเรียม คลิกที่ภาพ
แผนที่พม่า Myanmar Maps
แผนที่เมืองย่างกุ้ง Yangon Maps
   
แผนที่เมืองหลวงเก่า (ย่างกุ้ง) และเมืองหลวงใหม่ (เนปิดอร์) คลิกที่ภาพ
แผนที่เมืองหงสาวดี คลิกที่ภาพ
เมืองเนปิดอร์ Nay pyi daw


     
  copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ