Photoontour.com  โฟโต้ออนทัวร์
 Home    Event    Royal Photo    Thailand Photo Gallery    Outbound tour    Flower    Asia Girls    Baby & Child    Free Wallpapers     News    Video   
1 ลาวบาว-
2 ลาวบาว-ดานัง
3 ดานัง -ฮอยอัน
4 พระราชวังเว้
5 ตลาดดองบา
6 ถ้ำฟองยา
7 วินห์ม็อค
7 ตลาดปลา
8 อุโมงค์วินห์ม๊อค
9 พระธาตุอิงฮัง
 
 
    Home   ติดตามข่าวสารโฟโต้ออนทัวร์,อัพเดตเว็บ ได้้บนเฟชบุ๊ค  
Home   :   Outbound Tour   :   M-Vietnam Part 1
  ชอบสาวเวียดนามคนไหน คลิกเล้ย

Middle Vietnam tours : Hue - Danang - Hoi An - Phong Nha
เวียดนามกลาง (ครั้งที่ 2) ทริป 3 มรดกโลก เว้ ดานัง ฮอยอัน ถ้ำฟองญา

ตอนที่ 1 เส้นทางเชื่อม 3 ประเทศ ไทย - ลาว - เวียดนาม สู่ด่านชายแดนลาวบาว
 
 


เวียดนามกลาง ตอนที่ 1 บนเส้นทางไทย - ลาว สู่ด่านลาวบาวประตูสู่เวียดนาม

(เดินทาง ตุลาคม 2551)



 
                                     เที่ยวเวียดนามกลาง เว้ – ดานัง – ฮอยอัน เป็นโปรแกรมที่คนไทยคุ้นเคยกันดี เนื่องจากเป็นการเดินทางโดยรถยนต์ และมีค่าใช้จ่ายไม่สูงนัก  ค่าทัวร์ก็ตกหัวละประมาณ 7- 8 พันบาทเท่านั้นเอง  โปรแกรมนี้ต้องนอนค้างที่เวียดนาม 3 คืน  ราคานี้หากเทียบกับการท่องเที่ยวในประเทศก็อาจพอๆกับเที่ยวเชียงใหม่หรือภูเก็ต

ไปเที่ยวประเทศเวียดนามอาจมีราคาไม่แพงนัก เนื่องจากค่าครองชีพถูกกว่าบ้านเรา ถูกหรือไม่ก็ขอให้สังเกตว่าใครไปเที่ยวแล้วเป็นต้องซื้อของกลับมาไม่น้อยเลยทีเดียว  หลายคนอาจเห็นว่าข้าวของราคาถูกจึงซื้อกันชนิดแทบจะเหมาร้าน แต่ถ้าไปเที่ยวประเทศที่มีค่าครองชีพสูงๆเช่นญี่ปุ่นแล้วอาจตัวเบากลับมา เพราะแพงจนซื้อไม่ลง

คนไทยมาเที่ยวเวียดนามแล้วจับจ่ายสะดวกเพราะค่าเงินดองของเวียดนามราคาถูกกว่าเงินบาทไทยค่อนข้างมาก ความรู้สึกของคนไทยอาจคิดว่าเงินดองไม่ค่อยมีราคา เห็นอะไรถูกใจก็ควักจ่ายชนิดที่ไม่ต้องคิดมาก และเพลิดเพลินไปกับการซ้อปปิ้ง

คนไทยกลายเป็นเศรษฐีเงินล้านตั้งแต่ยังไม่เข้าประเทศเวียดนาม พอรถทัวร์มาถึงด่านและกำลังรอขั้นตอนของพิธีการการผ่านแดน  ก็จะมีสาวๆเวียดนามขึ้นมาบนรถเพื่อให้บริการแลกเงินดอง(Dong) อัตราแลกเปลี่ยน 1 บาท แลกได้ราว 450 – 500 ดอง หรือ 2000 บาทก็แลกได้  ราว 900,000 - 1,000,000 ดอง กลายเป็นเศรษฐีเงินล้านทันที

หลายคนดีใจที่มีเงินล้านเป็นฟ่อนๆ  พอแลกเงินเสร็จแล้วก็ซ้อปทันทีที่ร้านค้าแถวนั้น  ทั้งๆที่ยังไม่ทันข้ามไปเวียดนามด้วยซ้ำไป  ภาพตอนท้ายๆในชุดนี้น่าจะพอชี้ให้เห็นว่า คนไทยนี่เป็นประเภทซื้อทุกอย่างที่ขวางหน้าจริงๆ

ทางหลวงหมายเลข 9 ของลาวที่เชื่อม 3 ประเทศได้แก่ไทย(มุกดาหาร) ลาว(สะหวันนะเขต) และเวียดนามที่ลาวบาว ทำให้คนไทยเดินทางไปเที่ยวเวียดนามได้สะดวก และถนนสายนี้ก็เป็นประตูของเวียดนามเพื่อเปิดต้อนรับคนไทยโดยเฉพาะ ช่วงวันหยุดจะมีคนไทยหลังไหลไปเที่ยวกันวันละหลายร้อยคน บางวันอาจถึงหลักพัน เฉพาะที่เดินทางในตอนนี้้ก็เห็นรถบัสของบริษัททัวร์ต่างๆราว 7-8 คันแล้ว ตามแหล่งท่องเที่ยวในเมืองเว้ เช่นตลาดดองบา หรือย่านเมืองเก่าฮอยอันของเวียดนาม จึงกลายเป็นสถานที่ชุมนุมคนไทยไปโดยปริยาย

การเดินทางไปเที่ยวเวียดนามกลางโดยรถยนต์ อาจเดินทางกันนานหน่อยแต่มีโอกาสเห็นชีวิตความเป็นอยู่ของชาวลาวและชาวเวียดนามที่อยู่ตามรายทาง เป็นภาพที่น่าดูและแปลกตาไม่น้อย สิ่งที่แตกต่างกับเมืองไทยอย่างเห็นได้ชัดก็คือคนเวียดนามใช้ที่ดินอย่างคุ้มค่า ไม่มีที่ดินว่างเปล่าให้เห็นเหมือนในเมืองไทย  และไม่มีการขายที่ดินให้นักเก็งกำไร

สำหรับด้านการเมืองการปกครองของเวียดนามแล้ว ดูจะปกครองง่ายกว่าไทย เพราะคนเวียดนามส่วนใหญ่จะเชื่อฟังรัฐบาล มองการบริหารงานของรัฐบาลในด้านดี และจะปฏิบัติตามนโยายของรัฐ การขอความร่วมมือที่ผ่านสื่อโทรทัศน์หรือตามป้ายประกาศบนผืนผ้าสีแดงที่เห็นอยู่ทั่วไปมักจะได้รับความร่วมมือด้วยดี สิ่งนี้ดูจะแตกต่างจากเมืองไทยที่หากไม่พอใจรัฐบาลก็จะกดดันโดยการปิดถนน จนกลายเป็นแฟชั่นที่ระบาดไปทั่วประเทศ แต่เวียดนามเหตุการณ์แบบนี้คงไม่มีแน่ เนื่องจากรัฐบาลยังมีอำนาจที่จะจัดการเรื่องราวต่างๆได้อย่างเด็ดขาด จะมาเรียกร้องกันพร่ำเพรื่อแบบบ้านเราคงทำไม่ได้ ขณะเดียวกันตำรวจและทหารยังเป็นยำเกรงของประชาชน

เหตุที่ประเทศเวียดนามบังคับใช้กฏหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็เนื่องจากเคยเป็นประเทศที่ปกครองโดยระบอบคอมมิวนิสต์มาก่อน ทุกคนรู้ดีว่าการปกครองในระบอบนี้เป็นอย่างไร ความกลัวจึงมีมากกว่าความกล้า

แม้คำว่า "คอมมิวนิสต์ " หรือคำว่า "เวียดกง" ได้จบสิ้นไปแล้วจากเวียดนามหลังปี พ.ศ.2519 หรือเมื่อราว 35-36 ปีที่ผ่านมา แต่ลึกๆแล้วคนเวียดนามรุ่นเก่าๆก็คงเข้าใจดีว่า อำนาจของรัฐบาลที่ปกครองโดยพรรคคอมมิวนิสต์อยู่ในขณะนี้ยังแฝงไว้ด้วยอำนาจที่เด็ดขาด ไม่ต่างกับประเทศจีนในปัจจุบัน

ประเทศจีนแม้จะร่ำรวย และเป็นประเทศที่มีฐานะทางเศรษฐกิจอันแข็งแกร่ง แต่จีนก็ยังปกครองด้วยพรรคคอมมิวนิสต์แต่เพียงพรรคเดียว จีนและเวียดนามไม่มีพรรคฝ่ายค้านเหมือนกับประเทศอื่นๆ แต่ทั้งสองประเทศกลับมีความมั่นคงทางการเมืองที่สูงมาก ต่างกับบ้านเราทีมีความง่อนแง่นเต็มทน ประชาชนคนไทยก็ยังพร้อมที่จะต่อสู้ประหัตประหารกันได้ทุกเมื่อ หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจุดประกายขึ้นมา

หลายคนอาจไม่ได้สังเกตว่าคนไทยระยะหลังๆนี้ขาดความสามัคคี ขาดความอดทน และขาดความยั้งคิด สามารถไล่ตีไล่ต่อยกันด้วยข้อขัดแย้งเพียงเล็กๆน้อยๆ

กรณีน้ำท่วมกรุงเทพและภาคกลางเมื่อปลายปี 2554 ที่เกิดความขัดแย้งระหว่างชุมชนจำนวนหลายแห่งทั้งกรุงเทพและต่างจังหวัด กระทั่งต้องลงไม้ลงมือหรือแทบจะเข่นฆ่ากัน น่าจะสะท้อนสังคมไทยในขณะนี้ได้ดีพอสมควร

แม้แต่เวลานี้ก็มีความพยายามของคนบางกลุ่มที่ต้องการแบ่งแยกคนไทยออกเป็นกลุ่มคนที่รักเจ้ารักสถาบัน กับพวกตรงกันข้ามหรือจาบจ้วงดูหมิ่น ดูแล้วก็เป็นปรากฏการณ์แปลกๆ ที่มักกล่าวว่าฝ่ายรัฐบาลที่มีภาพลักษณ์ของอดีตนายกฯทักษิณ ไม่ค่อยใส่ใจที่จะดูแลเรื่องนี้ และไม่พยายามจะบล๊อกเว็บไซต์ที่้ดูหมิ่น และยังกล่าวหาว่ารัฐบาลพยายามบั่นทอนสถาบันด้วยวิธีการต่างๆ เช่นไม่มีการถ่ายทอดสดพิธีเฉลิมพระเกียรติพระราชินีที่ท้องสนามหลวง เหมือนเช่นปีก่อนๆ

ความจริงการจาบจ้วงดูหมิ่นที่ปรากฏตามเว็บไซต์ต่างหรือเว็บยูทูปน่าจะเป็นปฏิกริยาตอบโต้ที่เกี่ยวกับคดีต่างๆอันเนื่องมาจากมาตรา 112 หรือกฏหมายปกป้องสถาบัน (ดูรายละเอียดของคดีได้จากข้อมูลของวิกิพีเดีย) รวมทั้งอาจไม่ยอมรับพฤติกรรมของบุคคลที่อยู่ในแวดวงของสถาบัน หรือยังข้องใจถึงบทบาทของ พลเอกเปรมฯ ประธานองคมนตรี ในกรณีปฏิวัติ 19 กย.49 ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่ เพราะการไปบุกบ้านพลเอกเปรมของกลุ่มเสื้อแดงหลายครั้งหลายคราก่อนเหตุการณ์เผาเมือง หลายคนสงสัยและแปลกใจว่าทำไมคนกลุ่มนี้จึงมุ่งจะไปปิดล้อมบ้านสีเสาเทเวศน์ ที่พลเอกเปรมพักอาศัย หรือเป็นการกระทบชิ่งถึงเบื้องบน ก็ยังเป็นสิ่งที่คนในสังคมยังหาคำตอบไม่ได้ว่าความจริงมันคืออะไรกันแน่


“มาตรา 112 – ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี ”

กฏหมายมาตรานี้ก็เคยเป็นประเด็นทางสังคมในกรณีของคดีอากง(นายอำพล) ที่ส่งข้อความผ่านมือถือไปรัฐบาลนายกอภิสิทธิ์ด้วยถ้อยคำหยาบคาย (แต่ไม่มีการเปิดเผย) รัฐบาลอภิสิทธิ์จึงส่งหลักฐานให้ตำรวจดำเนินการ จนสืบได้ว่าส่งมาจากมือถือของอากง และเป็นที่มาของคำพิพากษาติดคุกติดตารางถึง 20 ปี กระทั่งอากงเสียชีวิตในเรือนจำเนื่องจากป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย และศาลก็ไม่อนุญาตให้ส่งตัวมารักษายังโรงพยาบาลภายนอกที่มีความพร้อมมากกว่าโรงพยาบาลของราชทัณฑ์

เรียกว่าอากงเป็นอีกผู้หนึ่งที่ต้องสังเวยกฏหมายปกป้องสถาบัน จนเกิดการวิจารณ์กันบนโลกอินเตอร์เน็ต พร้อมกับมีการตั้งคำถามต่อความเที่ยงธรรมของศาล รวมทั้งเรื่องอื่นๆที่พอจะสรุปได้ดังนี้

1 ม.112 ได้แก้บทลงโทษให้มากกว่าเดิมในสมัยรัฐบาลธานินทร์ กรัยวิเชียร ปี 2519-20 จากความผิดสูงสุดไม่เกิน 7 ปี เป็นต่ำสุด 3 ปี สูงสุด 15 ปี
2 จำคุกสูงสุด 15 ปี โทษรุนแรงเกินไป
3 ใช้ ม.112 เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง
4 ตำรวจและอัยการไม่สามารถพิสูจน์หรือหาหลักฐานได้ว่าอากงเป็นผู้ส่งข้อความด้วยตัวเอง แต่อาศัยปัจจัยแวดล้อมอื่นประกอบ
5 ศาลพิพากษาว่าอากงมีความผิด จำคุก 20 ปี ทั้งๆที่หลักฐานยังไม่ชัดเจน และพิสูจน์ไม่ได้ว่าอากงเป็นผู้ส่งข้อความ
6 มีข้อเสนอแนะว่าควรมีหน่วยงานอื่นเป็นผู้พิจารณาสั่งฟ้องแทนการยื่นฟ้องของตำรวจในคดีหมิ่นฯ เนื่องจากเป็นเรื่องที่ความละเอียดอ่อนและมีผลกระทบต่อสถาบัน

สรุปว่าคดีองกงมีผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง และกระทบกับความศรัทธาที่มีต่อสถาบันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ มีความพยายามจากหลายฝ่ายเพื่อขอให้แก้ไข แต่ไม่ได้รับการสนองตอบจากองค์กรหรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง บางคนกลับสวนออกมาว่า "ใครรับไม่ได้ก็ให้ไปอยู่ต่างประเทศซะ" หรือบอกว่า " กฎหมายอาญา มีตั้งกี่ร้อย กี่พันมาตรา ทำไมจำเพาะเจาะจงถึงต้องแก้อันนี้ กฎหมายคือกฎหมาย ถ้าเราไม่ทำผิด เขาก็อยู่ในกระดาษเท่านั้นเอง ก็อย่าทำผิดก็เท่านั้น"

การตอบคำถามกับผู้สื่อข่าวของผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองแบบนี้ หากอยู่ในยุคเผด็จการ ถนอม-ประภาส ก็คงเป็นเรื่องปกติธรรมดา แต่พศ.2555 เป็นโลกที่ไร้พรมแดน คนในสังคมมีความรู้และมีความคิดอ่านที่เป็นสากล รู้ดีรู้ชั่วโดยไม่ต้องให้ใครมาล้างสมองหรือสั่งสอนเหมือนเมื่อก่อน หรืออยู่ในยุคมึดที่มีการปิดกั้นทางความคิด

การตั้งวงเสวนาเรื่องแก้ไขมาตรา 112 ที่เห็นกันอยู่หลายเวที ไม่ได้ให้มีการยกเลิก กฏหมายนั้นยังคงมีอยู่เหมือนเดิม เพียงแต่เห็นว่าควรกำหนดโทษให้เหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม มันไม่ไช่เป็นยุคคอมมิวนิสต์เหมือนเมื่อ 30-40 ปีก่อน ที่มีความกลัวกันว่าจะมีผู้ล้มล้าง หรือกลัวนโยบายป่าล้อมเมืองของพรรคอมมิวนิสต์ ซึ่งความจริงแล้วในหลวงและพระราชินีในช่วงเวลานั้น ไม่เคยมีข่าวการลอบทำร้ายจากฝ่ายตรงข้ามแม้แต่ครั้งเดียว ในหลวงท่านยังเสด็จไปในที่ห่างไกลหรือเสด็จเป็นกำลังใจแก่ทหารที่อยู่แนวหน้าตามปกติ จนมีคำกล่าวกันว่า "แม้แต่คอมมิวนิสต์ก็ยังรักในหลวง"

คดีดูหมิ่นบุคคลทั่วไปกำหนดโทษไม่เกิน 1 ปี แต่มาตรา 112 กำหนดโทษไม่เกิน 15 ปี แตกต่างกันราวฟ้ากับดิน หรือที่มีข้อแนะนำว่าควรมีหน่วยงานอื่นเพือทำหน้าที่ฟ้องร้องกล่าวโทษในคดีหมิ่นแทนตำรวจ ก็เป็นเหตุผลที่น่ารับฟัง

มาตรา 112 รวมทั้งคดีอากง คงไม่ไช่เป็นคลื่นกระทบฝั่ง แต่มันเป็นจุดเริ่มต้นให้คนไทยไม่น้อยเริ่มคิดเริ่มทบทวนกับกฏหมายที่เกี่ยวข้องกับสถาบันทีมีอยู่ รวมทั้งอาจเลยเถิดไปถึงสถานภาพของสถาบันกษัตริย์ต่อไปในอนาคต ว่าควรจะเปลี่ยนรูปแบบกันอย่างไรที่จะให้ดำรงอยู่อย่างสมพระเกียรติ และอยู่คู่กับสังคมไทยได้อย่างเหมาะสม เพราะหากยังฝืนกันอย่างที่เห็นในทุกวันนี้ คนไทยอาจเริ่มเสื่อมศรัทธาไปทีละเล็กละน้อย กระทั้งอาจถึงจุดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ได้

เรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นเรื่องที่ท้าทายต่ออนาคตของประเทศ และคงไม่ไช่เพียงแต่มาตราต่างๆที่เกี่ยวข้องเท่านั้น ยังมีอีกมากมายหลายเรื่องที่ควรนำมาพิจารณาถึงความเหมาะสมว่าจะปรับเปลี่ยนกันอย่างไร ทางที่ดีควรให้สถาบันที่มีชื่อเสียงมาทำวิจัยและทำกับแบบเงียบๆ หัวข้อต่างๆที่ต้องกำหนดในแบบตัวอย่างก็ต้องมีความรอบด้าน ทุกมิติ ครอบคลุมทุกประเด็น รายงานการวิจัยก็นำมาพิจารณากันเป็นเรื่องภายใน ไม่ควรให้ข่าวใดๆกับสื่อ

หากทำเช่นนี้เราก็จะทราบทัศนคติ และความศรัทธาของประชาชนที่มีต่อสถาบัน เรื่องใดที่คนไทยชอบ หรือไม่ชอบ หรือเรื่องใดต้องการให้ปรับเปลี่ยน หากทำได้ก็จะเป็นกระจกสะท้อนให้ทราบความจริง พร้อมกับหาทางแก้ไข เพื่อประโยชน์ของทุกฝ่าย ไม่ไช่ปล่อยให้สังคมต้องจับกลุ่มนินทากันอยู่ลับหลัง และแต่ละเรื่องที่นินทาก็เป็นเรื่องจริงที่เห็นตำตากันอยู่บ่อยๆ

ประเทศไทยมีประชากรร่วม 65 ล้านคน จะคิดเอง เออเองแบบเดิมๆคงไม่ได้แล้ว เพราะสังคมมีการเปลี่ยนแปลงไปมาก ความคิดความอ่านของคนรุ่นใหม่ก็ไม่ได้มีความรู้สึกความผูกพันธ์กับสถาบันเหมือนสมัยก่อน จะโปรโมทหรือทำพีอาร์โฆษณาออกอากาศทุกวี่ทุกวันซ้ำไปซ้ำมา กลายเป็นเรื่องที่น่าเบื่อหน่ายและไม่เกิดประโยชน์อันใด แถมสิ้นเปลืองงบประมาณของรัฐอีกต่างหาก

จึงต้องเอาหลักวิชาการเข้ามาเป็นเครื่องมือหาความจริงเพื่อหาทางปรับตัวแก้ไข และหากความจริงออกมาเช่นไรก็ต้องยอมรับ ไม่ไช่ตะแบงคิดเป็นอย่างอื่นหรือคิดเข้าข้างตนเองเหมือนที่ผ่านๆมา หากทำอะไรชักช้ายึดยาดฝ่ายตรงข้ามที่เข้าถึงมวลชนระดับรากหญ้าได้ดีกว่าก็จะได้เปรียบ ถึงเวลานั้นก็อาจเสียใจ เพราะจะกลายเป็นแดงทั้งแผ่นดิน และพร้อมที่จะพลิกประเทศไทยได้อย่างถูกต้องตามกฏหมาย ขณะเดียวกันก็ยังเป็นความชอบธรรมที่ต่างชาติให้การยอมรับ เพราะถือว่าเป็นเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน


เวียดนามเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยภูเขา

เวียดนามมีภูมิประเทศที่เป็นภูเขาถึงร้อยละ 75  ส่วนอีกร้อยละ 25 เป็นที่ดินเพื่อการเกษตรและที่อยู่อาศัย  ประกอบกับเวียดนามมีประชากรมากกว่าไทยราว 25 ล้านคน(ข้อมูลล่าสุด ปี 2555 ไทย 64 เวียดนาม 89 ล้านคน ) คนเวียดนามจึงอยู่กันอย่างแออัด  ทำให้ชาวเวียดนามส่วนหนึ่งเข้ามาทำกินในลาวและกัมพูชาตั้งแต่สมัยตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส และเข้ามามากขึ้นในสมัยที่เป็นประเทศคอมมิวนิสต์  หรือสมัยที่เวียดนามเข้ามามีอำนาจเหนือลาวและกัมพูชา ซึ่งรัฐบาลฮุนเซ็นในยุคแรกๆนั้นก็ได้รับการแต่งตั้งสนับสนุนโดยรัฐบาลเวียดนาม

ทุกวันนี้คนลาวและคนเขมรจำนวนไม่น้อยสามารถพูดภาษาเวียดนามได้  และไกด์ลาวทุกคนที่พาคนไทยมาเที่ยวเวียดนาม  ส่วนใหญ่ก็เป็นคนลาวเชื้อสายเวียดนาม สามารถพูดได้ถึง 3 ภาษา คือภาษาไทย ลาว และเวียดนาม


มาเข้าต่อเรื่องเที่ยวกันดีกว่า

ครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 2  ที่มีโอกาสเดินทางในเส้นทางเดิมและตามโปรแกรมเดิมๆ ซึ่งห่างกันราวปีเศษๆ (ครั้งแรกเดินทางเมื่อเดือน เมย. 50) ) แม้จะเป็นช่วงเวลาที่ห่างกันไม่มากนักก็เห็นความเปลี่ยนแปลงของสองข้างทางบนถนนหมายเลข 9 ได้ไม่น้อย

ปี 50 ที่ไปเที่ยวเวียดนามกลาง ถือว่าเป็นช่วงปฐมฤกษ์ของการเปิดใช้ถนนหมายเลข 9 หลังทำการก่อสร้างจนได้ระดับมาตรฐานสากล  ถนนสายนี้ประเทศฝรั่งเศสได้สร้างไว้ในยุคล่าอาณานิคมหรือเมื่อราว 100 กว่าปีก่อน (พ.ศ.2436 -2496)  ์เพื่อใช้เป็นเส้นทางขนส่งสินค้าจากไทยและลาวให้ทะลุออกไปทางฝั่งทะเลจีนใต้  รวมทั้งใช้เป็นถนนยุทธศาสตร์ทางการทหารด้วย

ระหว่างเดินทาง  ไกด์ยังชี้ให้ดูค่ายทหารเก่าที่สร้างในสมัยฝรั่งเศส บอกว่าเป็นค่ายทหารฝรั่งเศสและเป็นโรงเรียนฝึกทหารลาว  แต่ปัจจุบันเหลือให้เห็นเพียงตึกหอคอยเก่าๆที่เสื่อมสภาพ

หลวงหมายเลข 9  มีระยะทางราว 250 กม. เริ่มจากสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 2 เขตจังหวัดมุกดาหาร ผ่านเมืองสะหวันนะเขตของลาว แล้วมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกจนถึงด่านชายแดนเวียดนามหรือด่านลาวบาว ถนนสายใหม่นี้เป็นโครงการช่วยเหลือจากรัฐบาลญี่ปุ่น

ปัจจุบันทางหลวงหมายเลข 9  กลายเส้นทางเศรษฐกิจของประเทศอินโดจีน แต่หลังจากเปิดใช้ก็มีแต่ประเทศเวียดนามที่ได้รับประโยชน์เต็มๆ  เนื่องจากมีนักท่องเที่ยวไทยเดินทางไปเที่ยวเวียดนามวันละหลายร้อยคน หรือบางวันอาจถึงพันคน  ทำให้เมืองท่องเที่ยวต่างๆของเวียดนามต้องรีบเร่งพัฒนาเป็นการใหญ่  เพราะกองทัพนักท่องเที่ยวไทยบุกเข้าเวียดนามเหมือนเขื่อนทะลัก ทำให้คนเวียดนามคุ้นเคยคนไทยมากขึ้น แม่ค้าแม่ขายตามแหล่งท่องเที่ยวต้องหัดพูดภาษาไทย บางคนก็รู้มากชนิดที่อย่าด่าลับหลังให้ได้ยินก็แล้วกัน

ย้อนไปเมื่อเมษายนปี 50  น่าจะเรียกได้ว่าเป็นช่วงต้นๆของการท่องเที่ยวที่ใช้ชื่อว่า เที่ยว 3 ประเทศ  ไทย – ลาว- เวียดนาม  ตอนนั้นถนนสายนี้พึ่งสร้างเสร็จใหม่ๆ  สีดำของถนนหรือยางมะตอยยังดูใหม่  เส้นแบ่งถนนยังเห็นเป็นสีขาวชัดเจน และถนนสายนี้สร้างแล้วเสร็จหลังจากสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 2 เปิดได้ไม่นาน

สมเด็จพระเทพฯเสด็จมาเป็นประธานพิธีสะพานมิตรภาพไทย-ลาว เมื่อเดือนธันวาคมปี 49  พร้อมเสด็จข้ามสะพานไปนมัสการพระธาตุอิงฮังที่แขวงสะหวันนะเขต  ครั้งนั้นชาวลาวแห่กันมาต้อนรับสมเด็จพระเทพกันอย่างมืดฟ้ามัวดิน  เป็นปรากฏการณ์ที่ยังอยู่ในความทรงจำของชาวลาวมาตราบจนทุกวันนี้


สำหรับการท่องเที่ยวเวียดนามครั้งนี้(ตค.51) มีชื่อโปรแกรมว่า " เที่ยว 3 มรดกโลก พระราชวังเว้  เมืองเก่าฮอยอัน และถ้ำฟองญา "

เป็นที่น่าสังเกตว่า "มรดกโลก" หลายประเทศต่างก็ได้ประโยชน์จากการท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นเขมร เวียดนาม ลาว กัมพูชา หรือมาเลเซีย และนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปเที่ยวประเทศเหล่านั้นก็เพราะคำว่ามรดกโลกนี่แหละ

แต่บ้านเราคำว่ามรดกโลกแทบไม่มีความหมายในเชิงท่องเที่ยวสำหรับคนไทยนัก ชาวต่างชาติที่มาเมืองไทยก็คงไม่ได้มาเพราะเมืองไทยมีมรดกโลก หากถามคนไทยว่าเรามีมรดกโลกกี่แห่งที่ขึ้นทะเบียนกับยูเนสโก ก็เชื่อว่าส่วนใหญ่คงตอบไม่ถูก เผลอๆบางคนอาจตอบว่าวัดพระแก้ว หรือวัดพระศรีรัตนศาสดารามเป็นมรดกโลกด้วยซ้ำไป

กรณีข้อพิพาททางเขตแแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาเรื่องเขาพระวิหารเมื่อปี ค.ศ.2011 ในสมัยของรัฐบาลอภิสิทธิ์นั้น ปรากฏว่าไทยได้ ขอถอนตัวจากการเป็นภาคีมรดกโลก เนื่องจากไม่พอใจยูเนสโกที่เอนเอียงเข้าข้างกัมพูชา ในกรณีพิพาทเขาพระวิหารจนเป็นที่มาของการยิงปืนใหญ่ถล่มใส่กัน

แต่กฏของยูเนสโกยังถือว่าไม่มีผลในทันทีที่ทำเรื่องแจ้งถอนตัว แต่จะพิจารณาหลังครบ 1 ปีไปแล้ว หมายความว่าหากครบ 1 ปีแล้ว และไทยยังยืนยันที่จะถอนตัวก็ต้องแจ้งไปใหม่ คณะกรรมการก็จะเริ่มพิจารณา หากยังเฉยอยู่ก็ถือว่าไทยยังเป็นสมาชิกต่อไป

ปัญหาที่เกิดขึ้นน่าจะบอกได้ว่า เป็นความบ้องตื้นของรัฐบาลอภิสิทธิ์ ที่ตัดสินใจตามอารมณ์ และเชื่อนักวิชาการประเภทชาตินิยมมากเกินไป
รวมทั้งมีรัฐมนตรีที่รับผิดชอบแต่ไร้ประสิทธิภาพ

็โชคดีที่กฏของยูเนสโกได้ทอดระยะเวลาให้ไปคิดอีก 1 ปี แล้วให้ตัดสินใจใหม่ และเวลานั้นก็ล่วงเลยมาถึงรัฐบาลของคุณยิ่งลักษณ์ ซึ่งก็คงไม่มีใครไปแจ้งยืนยันเพื่อถอนตัว เท่ากับว่าไทยยังเป็นภาคีในอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลกกันต่อไป และแหล่งมรดกโลกที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้ทั้ง 5 แห่ง ก็ยังเป็นมรดกโลกอยู่เหมือนเดิม

สำหรับเที่ยวเวียดนามในตอนที่ 2 จะเป็นบรรยากาศของประเทศเวียดนามแล้วละครับ จะเป็นภาพชนบทขณะนั่งรถผ่าน



โฟโต้ออนทัวร์
7  ตุลาคม 2555












ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ
 
  copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ