Photoontour.com  โฟโต้ออนทัวร์
 Home    Event    Royal Photo    Thailand Photo Gallery    Outbound tour    Flower    Asia Girls    Baby & Child    Free Wallpapers     News    Video   
1 ลาวบาว
2 ลาวบาว-ดานัง
3 ดานัง -ฮอยอัน
4 พระราชวังเว้
5 ตลาดดองบา
6 ถ้ำฟองยา
7 วินห์ม็อค
7 ตลาดปลา
8 อุโมงค์วินห์ม๊อค
9 พระธาตุอิงฮัง
 
 
    Home   ติดตามข่าวสารโฟโต้ออนทัวร์,อัพเดตเว็บ ได้้บนเฟชบุ๊ค  
Home   :   Outbound Tour   :   M-Vietnam Part 4
  ชอบสาวเวียดนามคนไหน คลิกเล้ย

Middle Vietnam tours : Hue - Danang - Hoi An - Phong Nha
เวียดนามกลาง (ครั้งที่ 2) ทริป 3 มรดกโลก เว้ ดานัง ฮอยอัน ถ้ำฟองญา

ตอนที่ 4 Dai Noi วังไดนอย พระราชวังในราชวงศ์เหงียน
 
 




เวียดนามกลาง
ตอนที่ 4 วังไดนอย พระราชวังแห่งราชวงศ์เหงียน
(เดินทาง ตุลาคม 2551)


  
                                    เมืองเว้เป็นเมืองเก่าของเวียดนามในสมัยที่ปกครองด้วยกษัตริย์ (เวียดนามและชาติตะวันตกจะใช้คำว่า Emperor หรือจักรพรรดิ) และกษัตริย์ในราชวงศ์เหงียนทุกพระองค์ ตั้งแต่องค์ที่ 1 ถึงองค์ที่ 13 จะประทับอยู่ที่พระราชวังแห่งนี้ รวมเป็นเวลานานถึง 150 ปี

เว้จึงได้ว่าเป็นเมืองของกษัตริย์ และเป็นที่มาของต้นแบบทางวัฒนธรรมของเวียดนาม เช่นอาหารเวียดนาม และชุด “อ่าวหญ๋าย“ หรือชุดประจำชาติของสตรีเวียดนาม

จากอดีตที่เคยเป็นเมืองหลวงเก่า และเป็นเมืองประวัติศาสตร์ของเวียดนาม เว้ยังได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่มีชื่อเสียงการศึกษามาแต่อดีต ในขณะนั่งรถผ่านไปที่ถนนสายหนึ่ง ไกด์ได้ชี้ให้ดูตึกเก่าสไตล์ฝรั่งเศส ทาสีออกแดงๆ บอกว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่ประธานาธิบดีโฮจิมินห์เคยศึกษา และก็เป็นนักศึกษาหัวรุนแรงเสียด้วย

สมัยที่ตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส โฮจิมินห์ก็เคยเป็นผู้นำนักศึกษาเพื่อประท้วงรัฐบาลเวียดนาม(ในนามของฝรั่งเศส)อยู่หลายครั้ง จนถูกหมายหัวและถูกกดดันจนต้องเดินทางไปอยู่ต่างประเทศ นับเป็นจุดเริ่มต้นที่พาชีวิตให้ออกสู่โลกกว้าง และมีโอกาสซึมซับแนวคิดแบบสังคมนิยม พร้อมกับมีโอกาสร่วมมืออย่างลับๆกับหลายประเทศ เพื่อปลดแอกประเทศเวียดนามให้เป็นอิสระจากฝรั่งเศส

วีรกรรมของโฮจิมินห์ ทำให้รัฐบาลเวียดนามและประชาชนยกย่องให้เป็นวีระบุรุษในดวงใจ ทุกคนให้ความเคารพนับถือยิ่งกว่ากษัตริย์พระองค์ใดๆ ความรู้สึกนี้สามารถเห็นได้จากภาพวาดรูปโฮจิมินห์ ตามร้านขายภาพวาดอยู่ทั่วประเทศ รวมทั้งภาพสกรีนเสื้อยึดที่วางขายให้นักท่องเที่ยว (และหากใครได้มีโอกาสชมสุสานโฮจิมินห์ที่กรุงฮานอยก็จะรู้ว่ารัฐบาลเวียดนามรวมทั้งชาวเวียดนามให้ความสำคัญกับอดีตผู้นำคนนี้เพียงใด )

กบฏไตเซินในเวียดนาม

ระบอบกษัตริย์ของเวียดนามมีมายาวนานเช่นเดียวประเทศอื่นๆทางแถบอินโดจีน ซึ่งรวมถึงไทยด้วย แต่ราชวงศ์ที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุดก็คงเป็น ”ราชวงศ์เหงียน “ (หรือราชวงศ์หงวน หรือ เหวียน ) และเป็นราชวงศ์ที่คนไทยจะคุ้นเคย เนื่องจากปฐมกษัติย์ของราชวงศ์ที่ชื่อ “จักรพรรดิยาลอง  ก็คือ องเชียงสือ รัชทายาทของราชวงศ์เหงียน” ที่เคยมาขอพึ่งบรมโพธิสมภารในปลายรัชสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี เมื่อปี พ.ศ. 2326 และพำนักเรื่อยมาจนถึงสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ อันเนื่องจากญวนหรือเวียดนามในขณะนั้นเกิดกบฏภายใน เรียกว่า ”กบฏไตเชิน” บุกเข้ายึดเมืองไซ่ง่อน แต่องเชียงสือ ซึ่งเป็นเชื้อสายราชวงศ์เหงียนและเป็นเจ้าเมืองไซ่ง่อนในขณะนั้นไม่สามารถต้านทานได้ จึงหนีมาพึ่งไทย

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ โปรดให้ยกทัพไปตีช่วยองเชียงสือตีเมืองญวนถึงสองครั้ง ในปี พ.ศ. 2326 และ พ.ศ. 2327 แต่ทำการไม่สำเร็จ ต่อมาองเชียงสือเห็นว่าไทยไม่สามารถให้ความช่วยเหลือได้ จึงได้หลบหนีออกจากพระนคร ในปีพ.ศ. 2330 พร้อมกับพวกญวนที่ตามมาในครั้งกระนั้นอีกหลายร้อยคน เพื่อไปกู้บ้านเมืองของตน

การณ์ครั้งนั้นได้รับการสนับสนุนจากไทย และทหารอาสาสมัครจากชาติตะวันตก ได้แก่ ฝรั่งเศส อังกฤษ ไอริช จนทำลายทัพเรือของพวกไตเซินลงในปี พ.ศ. 2335

เมื่อพระเจ้ายาลองจัดการกบฏที่เมืองไซ่ง่อนได้สำเร็จแล้วก็จัดระเบียบการปกครองญวนใต้ให้มั่นคง แล้วยกทัพไปตีเมืองเว้ เมื่อปี พ.ศ. 2343 หลังจากนั้นจึงได้รวบรวมเมืองสำคัญๆของเวียดนามให้เป็นเป็นปึกแผ่น แล้วจึงสถาปนาตนเองขึ้นเป็นกษัตริย์ที่เมืองเว้  เมื่อปีพ.ศ.2345 ซึ่งเป็นพระเจ้าจักรพรรดิแห่งอาณาจักรเวียดนามและเป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์เหงียน มีพระนามว่า “จักรพรรดิยาลอง ( Gai Long)

หลังจากกษัตริย์ยาลองสถาปนาเมืองเว้เป็นราชธานีแล้ว ได้ทรงสร้างพระราชวังขึ้นบนเนื้อที่ประมาณ 5 ไร่ ณ ใจกลางเมืองเว้ เมื่อปี พ.ศ. 2348 แต่มาแล้วเสร็จในสมัยจักรพรรดิ์ มินหม่าง (Minh Mang ) ใน พ.ศ. 2375 รวมระยะเวลาก่อสร้างถึง 27 ปี


ฝรั่งเศสบุกยึดเมืองเว้เมื่อปีพ.ศ.2428 (ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 5)

พระราชวังเมืองเว้ หรือพระราชวังไดโน้ย ได้รับความเสียหายอย่างหนักจากการบุกยึดของกองทัพฝรั่งเศส เมื่อปีพ.ศ.2428 ทั้งถูกกระสุนปืนใหญ่ และถูกเผา จนเหลือพระตำหนักที่สำคัญๆเพียงไม่กี่หลัง

หลังจากเวียดนามตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศสอย่างสมบูรณ์เมื่อปี 2428 ฝรั่งเศสได้เข้ามาจัดระเบียบการปกครองใหม่ ส่วนสถาบันกษัตริย์นั้นยังคงมีสถานะเช่นเดิม เพียงแต่การแต่งตั้งสถาปนาจะต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐบาลฝรั่งเศส ทำให้ระบอบกษัตริย์ในเวียดนามเริ่มขาดความมั่นคง กษัตริย์บางองค์ก็เป็นเพียงหุ่นเชิดของฝรั่งเศส ทำหน้าที่เพียงลงพระนามและประทับตรากฏหมายเพื่อใช้ในการปกครองประเทศ

ต่อมาสถาปนิกจากฝรั่งเศสจึงได้ออกแบบปรับปรุงพระราชวังไดโน้ย (Dai Noi) โดยสร้างตามความเชื่อแบบจีน โดยจำลองแบบมาจากพระราชวังกู้กงหรือพระราชวังต้องห้ามที่ของกรุงปักกิ่งประเทศจีน

คำว่าพระราชวังต้องห้าม ไกด์อธิบายว่า ภายในพระตำหนักชั้นในสุดจะเป็นเขตพระราชฐานสำหรับราชวงศ์เท่านั้น ห้ามบุคคลที่ไม่ใช่เครือญาติของกษัตริย์เข้าไปเด็ดขาด แต่จะเข้าได้เฉพาะพวกขันที(ถูกตัดอวัยวะเพศชาย)เท่านั้น  หรือหากใครเข้าไปก็จะไม่มีสิทธิ์ออกมาภายนอกได้ คนทั่วไปจึงเรียกพระราชวังแห่งนี้ว่าพระราชวังต้องห้าม เช่นเดียวกับวังหลวงของจีน

พระราชวังไดโน้ย มีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ล้อมรอบด้วยคูน้ำขนาดใหญ่ทั้งสี่ด้าน (คล้ายกับพระราชวังสวนจิตรลดา) มีกำแพงอิฐขนาดใหญ่ถึง 3 ชั้น กำแพงชั้นนอกมีความยาวตลอดแนว 11 กิโลเมตร หรือยาวด้านละ 2.5 กิโลเมตร สูง 6 เมตร หนา 2 เมตร มี 11 ประตู มี 24 ป้อมปราการ มีเนื้อที่ประมาณ 5 ตารางกิโลเมตร และพระราชวังแห่งนี้ใช้เป็นที่ประทับของกษัตริย์ในราชวงศ์เหงียนมาทุกพระองค์ นับตั้งแต่จักรพรรดิยาลอง องค์ที่ 1 จนถึงจักรกรพรรดิเบ่าได๋ องค์สุดท้าย องค์ที่ 13 ซึ่งทรงสละอำนาจให้กับรัฐบาลของประธานาธิบดีโงดินห์เดียม เมื่อปี พ.ศ. 2488 (ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 8 ของราชวงศ์จักรี)

พระราชวังเว้ในสมัยสงครามเวียดนาม (พ.ศ.2498 – 2518)

สมัยสงครามเวียดนามก็ถูกกองทัพสหรัฐเข้าไปกวาดล้างพวกเวียดกง หรือฝ่ายคอมมิวนิสต์ที่ซ่องสุมอยู่ในเขตพระราชวังเก่า จนพระราชวังกลายเป็นสมรภูมิ ต่างฝ่ายก็ใช้กำแพงวังหรือตำหนักต่างๆเป็นเกราะกำบัง และยิงต่อสู่กันจนทำให้พระราชวังได้รับความเสียหายยับเยิน

พระราชวังแห่งนี้ถูกทิ้งร้างมาเป็นระยะเวลาเนิ่นนานนับจากจักรพรรดิบ่าวได๋หรือจักรพรรดิองค์ที่ 13 องค์สุดท้ายของราชวงศ์เหงียนสละราชสมบัติ พร้อมกับเสด็จลี้ภัยไปอยู่ต่างประเทศ หลังจากถูกประธานาธิบดีโงดินห์เดียมโค่นล้มเมื่อปี พ.ศ. 2498 (ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 9)

ต่อมาอีกไม่นานประเทศเวียดนามก็เข้าสู่สงครามเวียดนามนานถึง 20 ปี (พ.ศ.2498 -2518) ทำให้ประเทศเวียดนามถูกแบ่งเป็นเวียดนามเหนือกับเวียดนามใต้



พระราชวังเว้เป็นมรดกโลกปีพ.ศ.2536(ค.ศ.1993)

หลังสงครามเย็นหรือสงครามเวียดนามผ่านพ้นไปแล้ว รัฐบาลจึงเริ่มให้ความสำคัญ และหันมาบูรณะเพื่อให้พระราชวังแห่งนี้มีสภาพสมบูรณ์อีกครั้ง โดยมีวัตถุประสงค์ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว ซึ่งได้รับการสนับสนุนให้ขึ้นทะเบียนมรดกโลกทางวัฒนธรรมจากองค์การยูเนสโกเมื่อปีพ.ศ. 2536  ซึ่งก่อนที่พระราชวังแห่งนี้จะได้รับให้เป็นมรดกโลก ภายในพระราชวังถูกปล่อยให้รกร้างจนชาวบ้านเข้ามาทำนา เลี้ยงสัตว์ หรือปลูกผักทำการเกษตร

ปัจจุบันพระราชวังเว้กลายเป็นสิ่งดึงดูดให้นักท่องเที่ยวจากต่างชาติเข้ามาเยี่ยมชมไม่ขาดสาย และเป็นสถานที่เชิดหน้าชูตาของชาวเมืองเว้

พระตำหนักไทฮวา

ภายในพระราชเว้มีตำหนักหลายหลัง  ทั้งที่ปรับปรุงบูรณะเสร็จแล้ว และกำลังอยู่ในระหว่างการบูรณะอีกหลายตำหนัก  แต่ตำหนักที่สำคัญที่สุดคือ “พระตำหนักไทฮวา” ซึ่งเป็นเป็นท้องพระโรงกลาง และเป็นตำหนักที่กษัตริย์หรือจักรพรรดิจะเสด็จประทับเมื่อมีการเข้าเฝ้าของราชวงศ์หรือเหล่าขุนนาง ซึ่งในสมัยก่อนเวลาจะเข้าเฝ้าจะทำการในตอนกลางคืนก่อนเช้าตรู่ หรือก่อนพระอาทิตย์

นอกจากนี้ตำหนักไทฮวายังใช้เป็นสถานที่ทำพิธีพระราชบรมราชาภิเษกของกษัตริย์ราชวงศ์เหงียนทั้ง 13 พระองค์อีกด้วย

และครั้งสุดท้ายที่เป็นครั้งประวัติศาสตร์ของระบอบกษัตริย์ในประเทศเวียดนาม คือเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2488 ตำหนักนี้ใช้เป็นที่ประกาศสละราชสมบัติหรือสละบัลลังก์ขององค์กษัตริย์บ่าวได๋ (Bao Dai) องค์กษัตริย์สมัยที่ 13 หรือกษัตริย์องค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์เหงียน ซึ่งเป็นลูกชายของกษัตริย์องค์ที่ 12 คือ กษัตริย์ไคดิง และวันนั้นก็ถือเป็นวันสิ้นสุดการปกครองระบอบกษัตริย์ของเวียดนาม







โฟโต้ออนทัวร์
29 มิถุนายน 2556



 
ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ
 
  copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ