Photoontour.com  โฟโต้ออนทัวร์
 Home    Event    Royal Photo    Thailand Photo Gallery    Outbound tour    Flower    Asia Girls    Baby & Child    Free Wallpapers     News    Video   
1 ลาวบาว
2 ลาวบาว-ดานัง
3 ดานัง -ฮอยอัน
4 พระราชวังเว้
5 ตลาดดองบา
6 ถ้ำฟองยา
7 วินห์ม็อค
7 ตลาดปลา
8 อุโมงค์วินห์ม๊อค
9 พระธาตุอิงฮัง
 
 
    Home   ติดตามข่าวสารโฟโต้ออนทัวร์,อัพเดตเว็บ ได้้บนเฟชบุ๊ค  
Home   :   Outbound Tour   :   M-Vietnam Part 5
  ชอบสาวเวียดนามคนไหน คลิกเล้ย

Middle Vietnam tours : Hue - Danang - Hoi An - Phong Nha
เวียดนามกลาง (ครั้งที่ 2) ทริป 3 มรดกโลก เว้ ดานัง ฮอยอัน ถ้ำฟองญา

ตอนที่ 5 ลุยฝนเที่ยวเมืองเว้ สุสานไคดิงห์ ตลาดดองบา
 
 




เวียดนามกลาง
ตอนที่ 5 ลุยฝนเที่ยวเมืองเว้ สุสานสานไคดิ่งห์ ตลาดดองบา
(เดินทาง ตุลาคม 2551)


                                      เที่ยวเมืองเว้ในตอนที่ 5 นี้น่าจะเรียกว่าเป็นทริปลุยฝนโดยเฉพาะ เพราะเห็นท่าไม่ดีมาตั้งแต่เมื่อเย็นวาน หรือตอนไปเที่ยวตลาดดองบา ซึ่งเป็นตลาดสดหรือตลาดนัดที่คนไทยรู้จักกันดี  เรียกว่าหากใครมาเที่ยวเมืองเว้แล้วต้องไม่พลาดที่จะแวะตลาดแห่งนี้

ตลาดดองบาในเย็นวันนั้นเปียกแฉะไปหมด  มีร่องรอยว่าก่อนหน้านี้ฝนคงเทลงมาอย่างหนัก

แต่เวียดนามนี่แปลก ฝนตกฟ้าร้องคนเวียดนามก็ยังดำเนินชีวิตกันตามปกติ เหมือนไม่รู้ร้อนรู้หนาว ผิดกับบ้านเราพอฝนตั้งเค้าก็ต้องรีบหาที่กำบัง
 
ตลาดดองบา คนไทยมักเรียกกันว่า “ ตลาดละลายทรัพย์คนไทย “  ใครมาเที่ยวเวียดนามกลางและต้องมาพักที่เมืองเว้ รับรองว่าต้องมาจับจ่ายซื้อของที่ตลาดแห่งนี้กันทุกคน  เพราะที่นี่เป็นแหล่งซ๊อปปิ้งแห่งสุดท้ายของเวียดนาม พรุ่งนี้ทัวร์ไทยทุกคณะก็จะต้องเดินทางไปยังเมืองกวางบิงห์ หรือเดินทางกลับประเทศไทย

พวกเงินดองห์ของเวียดนามที่แลกมาก็ต้องมาเทจนหมดกระเป๋ากันที่นี้ หากเอากลับเมืองไทยเงินเวียดนามก็จะแทบไม่มีค่า ธนาคารบ้านเราไม่รับซื้อ-ขาย เนื่องจากไม่ใช่เงินสกุลหลักเหมือนสกุลอื่นเช่นเงินมาเล เงินเหรียญสิงคโปร์  เงินหยวนของจีน เงินเยนของญี่ปุ่น หรือดอลล่าสหรัฐ

ของที่น่าสนใจในตลาดดองบามีมากมาย และที่นี่ก็เป็นตลาดขนาดใหญ่ของเมืองเว้  มีของฝากทั้งของเวียดนามเองหรือมาจากประเทศจีน ของแห้งเช่นกุ้งแห้ง ปลาหมึก ส่วนพวกพืชผักผลไม้ก็มาก โดยเฉพาะผลไม้ของท้องถิ่นเวียดนาม และที่นำเข้าจากจีน แถมมีราคาถูกกว่าบ้านเรา

ส่วนบริเวณทางเท้าที่เป็นลานกว้างหน้าตลาดก็มีร้านอาหารเวียดนามแบบนั่งยองๆอีกหลายสิบร้าน เรียกว่าคึกคักกันทั้งหน้าตลาดและในตลาด

ทุกครั้งที่รถทัวร์ไทยเดินทางมาถึง แม่ค้าขายผลไม้ชาวเวียดนามก็ร้องเรียกเป็นภาษาไทยได้ชัดถ้อยชัดคำ เชิญชวนให้ซื้อ เช่นโลละสามสิบบาท ห้าสิบบาท ก็มีทั้งผลไม้เวียดนามและผลไม้จากประเทศจีน

ของที่ตลาดนี้ราคาค่อนข้างถูกนะครับ....แต่ช้าก่อน

เห็นราคาถูกก็อย่าพึ่งรีบร้อน  ลองดูสักพักหนึ่งราคาก็จะลดลงมาแบบอัตโนมัติ แม่ค้าแถวหน้าตลาดก็รู้นิสัยคนไทย พอเห็นราคาถูกก็ดีใจรุมซื้อกันใหญ่ แต่พอสักพักหรือไม่ค่อยมีคนสนใจ พวกเค้าก็จะลดราคาให้เอง  ถึงตอนนี้ก็อย่าพึ่งดีใจเพราะทีนี่ไม่ต่างกับราคาหุ้นที่มีความผันผวน  สามารถขึ้นลงตามอุปสงค์และอุปทานกันอย่างไม่มีเหตุผล

อีกอย่างหนึ่ง ที่นี่โกงตาชั่งครับผ้ม

แนะนำว่าหากมาที่นี่ก็อย่าได้จริงจังให้มากนัก คิดว่ามาสนุกก็แล้วกัน  พอใจอะไรก็ซื้อเลยดีกว่า จะถูกโกงตาชั่งไปบ้างก็ช่างหัวมัน  บ้านเราเมื่อก่อน(รวมทั้งสมัยนี้)ก็หลอกชาวต่างชาติและหลอกคนไทยกันมาเยอะแล้ว  มาที่นี่จึงต้องถูกเอาคืนกันบ้าง

อีกอย่างเวียดนามพึ่งจะเปิดประเทศได้ไม่นาน หากเจออะไรที่ไม่ดีไม่งามก็ให้อภัยพวกเค้าด้วยก็แล้วกัน  อย่าเอานิสัยคิดเล็กคิดน้อยมาใช้กับการท่องเที่ยว

มันจะทำให้ไม่สนุก

โดนโกงไปบ้าง ก็ถือโชคดี คิดเสียว่าเป็นประสบการณ์ที่หลายคนอาจไม่มีโชคเหมือนกับเรา

วันนี้ที่ตลาดดองบาค่อนข้างจะเฉอะแฉะ เดินเหินไม่ค่อยสะดวก  อีกอย่างมาถึงก็จวนจะมืดอยู่แล้ว  กลัวว่าข้างในตลาดแม่ค้าคงกำลังเก็บข้าวเก็บของกลับบ้านกัน จึงไม่อยากเข้าไปแบบรีบๆเร่งๆ  ส่วนคนไทยที่ตั้งใจจะซื้อโน่นซื้อนี่ก็เห็นเดินปรี่เข้าไปในตลาดทันที หลังจากไกด์แนะนำว่าอะไรอยู่ตรงไหน

ส่วนผมไม่ขอเข้าไป เพราะเคยมาที่นี่เมื่อปีที่แล้วครั้งนี้จึงไม่ค่อยตื่นเต้นสักเท่าใด  จึงขอสังเกตการณ์อยู่ที่บริเวณลานจอดรถ  คอยถ่ายภาพสาวๆเวียดนามที่ขี่จักรยานผ่านไปมาน่าจะดีกว่า

ค่ำคืนที่เมืองเว้้

เมื่อคืนรู้สึกว่าอากาศน่านอนเนื่องจากมีฝนตก บรรยากาศเมื่อคืนวานก็ไม่น่าออกไปเดินเล่นนัก ทำให้นึกถึงเมื่อปีก่อน ที่นัดกันออกไปผจญภัยกับกองทัพจักรยาน โดยเช่าจักรยานไปขี่กัน ผลปรากฏว่าตื่นเต้นไปตามๆกัน จักรเช่าก็เก่ามีสภาพแบบคนป่วย ง็อกๆ แง็กๆ พอปั้นไปบนถนนบางครั้งมันก็ส่ายไปมา มาตื่นเต้นเอาตอนที่ต้องหักเลี้ยวตรงสี่แยก เหมือนกับว่าจักรยานเป็นร้อยๆคันกำลังพุ่งเข้าหาเรา แต่ก็รอดมาได้แบบมันส์ๆ

เมื่อคืนเรามาพักที่โรงแรมกลางเมืองเว้ที่มีบรรยากาศแตกต่างไปจากโรงแรมอื่นๆ  คือที่นี่นำหวายมาตกแต่งตามส่วนต่างๆของโรงแรมได้อย่างน่าทึ่ง ทั้งบริเวณล็อบบี้ ทางเดินในแต่ละชั้น รวมทั้งภายในห้องพัก

บ้านเราใครทำแบบนี้เมื่อบวกลบคูณหารแล้วคงคิดเป็นเงินไม่ใช่น้อย  แต่เวียดนามพวกต้นหวายน่าจะมีมากตามธรรมชาติ ช่างเฟอร์เจอร์เวียดนามก็มีหัวคิดประดิษฐ์ประดอยให้ผลงานออกมาได้อย่างน่าทึ่ง

เห็นว่าโรงแรมนี้แปลกดีจึงถ่ายภาพหวายมาให้ดูหลายๆมุม

ใครกำลังคิดว่าจะหาสินค้าจากเวียดนามมาขายในบ้านเรา ก็แนะนำพวกเครื่องหวายนี่แหละครับ ส่วนทำเลที่ตั้งร้านก็แนะนำในย่านสุขุมวิท ย่านนี้มีชื่อเรื่องเครื่องหวายมานานแล้ว พวกต่างชาติที่เช่าบ้านพักในย่านนี้นิยมเครื่องหวายกันมาก

เช้านี้ตื่นขึ้นมาก็รู้สึกว่าอากาศมืดครึ้มเหมือนฝนกำลังจะตก

เกือบๆเจ็ดโมงเช้าฝนก็เทลงมาอย่างหนัก  นั่งทานอาหารเช้าไปตั้งนานฝนก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยุด  จนรู้สึกว่ามันหนักจริงๆ  พลอยกังวลว่าโปรแกรมท่องเที่ยวเมืองเว้ตอนเช้านี้จะเป็นอย่างไรกัน

ไม่นานก็เห็นไกด์เวียดนามตัวเปียกมะร่อกมะแร่กเดินเข้ามาในห้องอาหาร  ดูท่าทางแล้วคงกังวลว่าจะเอายังไงกันดี

พวกเราบางคนหลังทานกันเสร็จแล้วก็ออกมาดูฝนที่ประตูโรงแรม ขณะนั้นก็ยังตกหนักโดยไม่มีทีท่าจะว่าเพลาลงแต่อย่างใด

ราวแปดโมงเศษ ไกด์ชาวเวียดนาม(พูดไทยได้) ก็เรียกขึ้นรถ

อ้าว...เอาจริงหรือ  ไม่รอให้ฝนซาลงก่อนรึไง

นึกในใจว่าฝนตกหนักขนาดนี้แล้วจะไปเที่ยวกันอย่างไร


ไปก็ไป  ไปไหนไปด้วย ว่าแล้วก็ต้องรีบโดดขึ้นรถไปพร้อมๆกับคนอื่น พอรถเคลื่อนตัวออกจากโรงแรมมีความรู้สึกว่านี่มันไม่ใช่ธรรมดาเสียแล้ว เพราะมันทั้งฝนและพายุ แต่ผู้คนชาวเวียดนามก็เห็นเดินทางตามท้องถนนกันอย่างเป็นปกติ

โปรแกรมเช้านี้คือ “สุสานไคดิ่งห์ “  ที่อยู่ห่างจากโรงแรมไม่เกิน 10 กม. ระหว่างทางมีโอกาสเห็นเมืองเว้ในบรรยากาศที่มีฝนตกหนักเป็นครั้งแรก มันน่าตื่นเต้นที่เห็นผู้คนยังเดินทางกันเต็มถนนท่ามกลางสายฝนที่สาดมาเป็นระลอกๆ

ที่น่าตื่นตาไปกว่านั้นก็คือระดับน้ำบนท้องถนนกำลังสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่นานก็ถึงระดับหัวเข่า  หรือครึ่งล้อจักรยาน ขณะผ่านหน้าโรงเรียนระดับประถมแห่งหนึ่ง เห็นเด็กๆทั้งหญิงและชายต่างสนุกสนานกันใหญ่ หลายคนออกมาช่วยกันเข็นรถมอเตอร์ไซค์ที่เครื่องดับเพื่อให้เคลื่อนไปได้ จะได้ไม่เกะกะการจราจรบริเวณหน้าโรงเรียน

มันเป็นภาพที่ชวนให้แปลกใจเป็นอันมากว่าคนเวียดนามไม่กลัวฝน โดยเฉพาะพวกเด็กๆ  ที่มาในชุดนักเรียนโดย่ไม่มีร่มและเสื้อกันฝน 

ถามไกด์ว่าฝนตกน้ำท่วมขนาดนี้โรงเรียนไม่ประกาศหยุดเรียนหรือ

แกบอกว่า เวียดนามไม่มีการสั่งปิดโรงเรียนเนื่องจากน้ำท่วม แต่ให้นักเรียนหรือผู้ปกครองพิจาณากันเองว่าจะมาได้หรือไม่ หากมาได้ก็มา มาไม่ได้ก็หยุด  ส่วนโรงเรียนก็จะไม่ปิดเรียนแต่อย่างใด

ก็น่าแปลกดี 

ผิดกับบ้านเราที่ผู้ปกครองต้องคอยเงี่ยหูฝังข่าวจากโทรทัศน์ว่ามีโรงเรียนหรือสถาบันการศึกษาใดที่สั่งปิดเรียนบ้าง และรู้สึกว่าดูเป็นทุกข์เป็นร้อนกันไปหมด 

เรื่องนี้ไทยกับเวียดนาม แตกต่างกันอย่างมากโดยเฉพาะเรื่องหวัดเรื่องฝน

พ่อแม่ผู้ปกครองยุคนี้ไม่ทราบว่าเป็นอย่างไร กลัวกันไปหมด เหมือนกับว่าฝนนี้เป็นพวกมารร้ายที่ต้องคอยหลบคอยหนี

เทคนิคง่ายๆ หากโดนฝนจนตัวเปียก หลังเข้าบ้านแล้วก็ให้อาบน้ำสระผมทันที  ย้ำอีกที่ว่าต้องสระผมทันที จากนั้นก็ค่อยใส่เสื้อผ้าให้อบอุ่น แค่นี้ก็ป้องกันหวัดได้แล้ว

นี่เป็นวิธีการที่คนสมัยก่อนเขาใช้กัน

หากใครทำแล้วและเป็นไข้หวัดตามมาก็แสดงว่าร่างกายแย่มาก ขาดภูมิคุ้มกัน ต้องแก้ปัญหาด้วยการดูแลสุขภาพหรือหมั่นออกกำลังกายให้แข็งแรง จะได้ไม่มีปัญหา

สุสานจักรพรรดิ ไคดิ่งห์

รถมาถึงสุสานของจักรพรรดิไคดิงห์ แบบทุลักทุเล ถนนบางช่วงน้ำทะลักขึ้นมาจนถึงบันใดรถ  มีผลทำให้กระเป๋าเดินทางของลูกทัวร์ที่อยู่ใต้ท้องรถต้องแช่น้ำไปด้วย เกือบทุกรายเจอน้ำซึมเข้ากระเป๋าเดินทาง เสื่อผ้าในกระเป๋าเปียกหมด ส่วนของผมรอดตัวไปเพราะเป็นกระเป๋าแบบกันน้ำในระดับหนึ่ง  หรืออีกทีก็เป็นไปได้ว่ามันวางซ้อนบนกระเป๋าของคนอื่น จึงรอดตัว

ภาพสุสานไคดิ่งห์ ที่ฝนกำลังตกอย่างหนัก  โดยเฉพาะที่น้ำกำลังไหลลงมาทางบันใดน่าจะบอกว่าฝนตกหนักทีเดียว เรียกให้ใครดูภาพก็แทบไม่น่าเชื่อ  และยังถามต่อด้วยว่า ขนาดนี้ก็ยังลงรถเที่ยวกันอีกหรือ

ถึงฝนจะตกแบบนั้นแต่ลูกทัวร์ทุกคนก็ต้องเดินขึ้นบันใดราว 80 ชั้นเพื่อขึ้นไปบนสุสานของกษัตริย์  ไหนๆมาแล้วก็ต้องลงจากรถ บางคนกล้าๆกลัว  แต่พอเห็นคนอื่นลงก็ต้องลงตาม

สุสานจักรพรรดิไคดิงห์ สร้างขึ้นในสมัยที่เวียดนามตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส  เทียบกับบ้านเราก็ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 6 



ไคดิงห์(หรือ คาย ดิญ) เป็นกษัตริย์ในราชวงศ์เหงียน ลำดับที่ 12 (ค.ศ.1916-1925) ถัดมาจากไคดิงห์ก็คือจักรพรรดิบ่าวได๋ ซึ่งเป็นจักรพรรดิองค์สุดท้ายของราชวงศ์เหงียน ที่ประกาศสละราชสมบัติดมื่อปี คศ.1948 หรือ พ.ศ.2491

ส่วนต้นราชวงศ์นี้ก็คือพระเจ้ายาลองที่เคยเสด็จหนีกบฎไตเซินเพื่อมาขอลี้ภัยอยู่ในกรุงสยาม ในปลายสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี

ส่วนที่ประทับของจักรพรรดิไคดิงห์ ก็คือพระราชวังที่เมืองเว้ (พาเที่ยวในตอนที่แล้ว) แต่ในระหว่างที่เป็นกษัตริย์ทรงดำริที่จะสร้างสุสานให้ตนเองเพื่อจะได้เป็นอนุสรณ์  โดยหาทำเลก่อสร้างตามศาสตร์ของฮวงจุ้ย ก็คือสถานที่แห่งนี้

แต่เนื่องจากเวียดนามในสมัยนั้นตกอยู่ในภาวะฝึดเคือง หรือสมัยข้าวยากหมากแพง เงินท้องพระคลังก็ไม่ค่อยจะมี พระองค์จึงคิดวิธีหาเงินโดยการขึ้นภาษีจากประชาชน  ทำให้ประชาชนต้องเดือดร้อน

ประชาชนเวียดนามในสมัยนั้นเกลียดชังพระมหากษัตริย์และราชวงศ์เป็นอันมาก  กษัตริย์บางพระองค์ถูกขับไล่ให้ไปอยู่นอกประเทศ ซึ่งก็คือประเทศฝรั่งเศสนั่นแหละ

ส่วนสุสานจักรพรรดิไคดิงห์ ในระหว่างการก่อสร้างนั้นช่างวาดรูปบนเพดาน ได้แสดงออกของการประชดโดยการใช้เท้าวาดภาพที่มีชื่อว่า “มังกรในม่านเมฆ”

เรื่องนี้ไกด์เวียดนามตะขิดตะขวงใจที่จะพูดความจริง เพียงเปรยๆว่า บางกระแสหรือบางตำราบอกว่าใช้เท้าวาด (ก็คือใช้ตีนวาดนั่นแหละ)

เหตุผลที่ต้องวาดด้วยเท้าก็เพื่อจะให้หลุมศพของจักรพรรดิ อยู่ใต้รอยฝีเท้า หรืออยู่ใต้รอยฝีตีนของตนเอง

ใครมาเที่ยวสุสานไคดิงห์ก็จงถ่ายภาพเพดานไว้เป็นที่ระลึกด้วย จะได้รู้ว่าขนาดฝีเท้ายังสวยเท่านี้  แล้วหากเป็นฝีมือจะสวยขนาดไหน

จักรพรรดิไคดิงห์ก็รู้ว่าช่างวาดได้ประชดและไม่พอใจตนเอง แต่เนื่องจากช่างคนนี้เป็นผู้มีฝีมือ  และพระองค์ก็ชื่นชอบภาพวาดนั้นเสียด้วยจึงไม่มีการลงโทษแต่อย่างได

สุสานไคดิงห์แห่งนี้ถูกปิดมาเป็นเวลานาน คนเวียดนามตั้งแต่ยุคนั้นจนมาถึงปัจจุบันก็ไม่มีใครชื่นชอบหรือชื่นชม  แถมยังเกลียดจักรพรรดิองค์นี้ รวมทั้งเกลียดชังสุสานแห่งนี้อย่างเข้าไส้

แต่เมื่อเมืองเว้เป็นเมืองท่องเที่ยว พระราชวังเว้และเมืองเก่าฮอยอันได้ขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลก  นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกก็แห่มาเที่ยวเมืองนี้กันมาก จนกลายเป็นจังหวัดที่มีรายได้จากการท่องเที่ยวมากเป็นอันดับ 1 ของเวียดนามเมื่อราว 5-6 ปีก่อน 

รัฐบาลเห็นความสำคัญของสถานที่ทางประวัติศาสตร์ที่จะส่งผลต่อการท่องเที่ยว จึงคิดที่จะบูรณะสุสานแห่งนี้

แต่รัฐบาลเวียดนามก็เปิดสุสานไคดิงห์ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวแบบขอไปที

เชื่อหรือไม่ว่าช่วงปีแรกๆ รัฐบาลไม่ได้จัดส่งเจ้าหน้าที่ให้มาดูแลแม้แต่คนเดียว และภายในไม่มีป้ายห้ามใดๆเลย  ใครอยากจะทำอะไรก็ช่าง เชิญตามสะดวก 

ที่พูดในเรื่องนี้ได้ก็เพราะเคยมาเที่ยวในช่วงที่เปิดใหม่ๆ(ปี50) ตอนนั้นยังถามไกด์เลยว่า ทำไมจึงเป็นเช่นนี้  แกก็บอกว่าคนเวียดนามเกลียดสถานที่แห่งนี้มาก เพราะอดีตเคยทำให้ผู้คนต้องเดือดร้อน และอีกอย่างหนึ่งคนเวียดนามไม่ชอบกษัตริย์ของตนเองเท่าใดนัก โดยเฉพาะในช่วงที่ตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส เป็นยุคที่กษัตริย์มีความอ่อนแอมาก  มักจะเอาใจฝรั่งเศสมากกว่าที่จะดูแลประชาชน  

หากจะถามคนเวียดนามว่านับถือใครบ้าง ก็คงจะพูดว่านับถือแต่ลุงโฮ หรืออดีตประธานาธิบดีโฮจิมินห์เท่านั้น

โฮจิมินห์ เป็นผู้กอบกู้เอกราชให้ประเทศเวียดนามพ้นจากการเป็นประเทศในอาณานิคมของฝรั่งเศส และต่อมาก็มีผลทำให้ประเทศลาวและกัมพูชาหลุดพ้นจากอาณานิคมฝรั่งเศสไปพร้อมๆกัน 

เราออกจากสุสานไคดิงห์กันชนิดที่เรียกว่าเปียกกันอย่างถ้วนหน้า 

จากนี้ไปก็ต้องเข้าเมืองเว้ เพื่อเดินทางต่อไปยังเมืองกวางบินห์ที่มีถ้ำฟองญา เป็นมรดกโลกแห่งใหม่ล่าสุดของเวียดนาม

ขณะที่รถกำลังเข้าสู่เมืองเว้ ได้เห็นน้ำท่วมตามท้องถนนที่มีระดับสูงพอสมควร มันเป็นภาพที่ไม่คิดว่าจะได้เห็น  รู้แต่ว่าคนเวียดนามชินชากับเรื่องน้ำท่วมและพายุที่รุนแรงเป็นประจำทุกปี

เวียดนามเป็นประเทศที่มีฝนตกชุก ทำให้ประเทศนี้ไม่เคยแห้งแล้ง ท้องไร่ท้องนาปลูกข้าวเขียวชอุ่มกันตลอดทั้งปี  และการที่เวียดนามจะปลูกข้าวได้เป็นอันดับ 1 ของโลกจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลก เนื่องจากน้ำบริบูรณ์  บางพื้นที่ทำนาได้ถึงปีละ 3 – 4 ครั้ง อีกอย่างหนึ่งคนเวียดนามก็เป็นคนที่ขยัน เช่นเดียวกับคนจีนในอดีต

แต่ที่น่าแปลกใจก็คือเวียดนามมีประชากรมากกว่าไทยประมาณ 10 ล้านคน ไทยมี 65 ล้าน แต่เวียดนามมี 75 ล้านคน  ในทางตรงกันข้ามภูมิประเทศของเวียดนามเป็นภูเขาถึงร้อยละ75  มีเพียงร้อยละ25 เท่านั้นที่เป็นพื้นที่เกษตรและที่อยู่อาศัย พูดง่ายๆก็คือไทยเรามีพื้นที่การเกษตรมากกว่าเวียดนามหลายเท่า  แต่มีผลผลิตข้าวน้อยกว่าเวียดนาม

คนเวียดนามจึงได้ชื่อว่าเป็นผู้ใช้ประโยชน์จากที่ผืนดินได้อย่างคุ้มค่าที่สุด

เรียกว่าแทบไม่มีที่ดินว่างเปล่าในประเทศเวียดนาม แม้แต่ภูเขาที่เป็นหินปูน  คนเวียดนามก็ยังหาวิธีการที่จะขึ้นไปปลูกผลไม้ และเป็นผลไม้ที่มีรสชาติจนขึ้นชื่อของท้องถิ่น  ผลไม้ที่ว่านี้ก็คือน้อยหน้า  ปลูกมากตามภูเขาบนเส้นทางระหว่างฮานอยไปยังชายแดนของจีน เขตติดต่อกับเมืองหนานหนิงในมณฑลกวางสี

เวียดนามมีที่ดินเพื่ออยู่อาศัยเพียงน้อยนิด หรือคิดเป็นร้อยละ 25 ของที่ดินทั้งประเทศ

คนเวียดนามอยู่กันอย่างแออัด บ้าน 1 หลัง หรือตึกแถว 1 ห้อง จะมีพี่น้องอยู่รวมๆกันหลายครอบครัว ทำให้ตึกแถวของเวียดนามต้องสร้างให้สูงๆแบบหอคอย ครอบครัวชาวเวียดนามจึงอยู่ร่วมกันเหมือนเช่นครอบครัวไทยในอดีตที่มีทั้งพี่ป้าน้าอา ปู่ย่าตายาย
 
คนเวียดนามจึงรักครอบครัว รักเครือญาติ ลูกๆหลานๆยังดูแลเอาใจใส่บรรพบุรุษกันด้วยความเต็มใจ โดยไม่รู้สึกว่าเป็นภาระ นี่คือจุดเด่นของครอบครัวของชาวเวียดนาม

เวียดนามใต้ในตอนต่อไปจะพาไปเที่ยวถ้ำฟองญา มรดกโลกล่าสุดของเวียดนาม  ปัจจุบันถ้ำฟองญายังมีการสำรวจได้ไม่หมด หากสำรวจได้ทั้งหมดแล้วก็อาจมีอะไรให้โลกตะลึงได้อีกมาก 

พบกันใหม่ในตอนที่ 6 นะครับ



โฟโต้ออนทัวร์
31 สิงหาคม 2556




 
ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ
 
  copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ