Photoontour.Com
โฟโต้ออนทัวร์    เว็บไซต์ภาพถ่าย เว็บไซต์ท่องเที่ยว   
Home > Outbound Tour > Angkor 6
ค้นหาคำในเว็บ ได้ทั้งภาษาไทย และ อังกฤษ  

 
 
Outbound Gallery : ภาพชุดเที่ยวต่างแดน Click > South Lao : Vietnam : Malaysia : Burma : Angkor
เที่ยวเขมร (ตอนที่ 6) ปราสาทนครธม ศิลปะแบบบายน สร้างสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 มีปราสาทจำนวน 54 ปรางค์    อ่านต่อ
 Home > Outbound > Angkor 6
ดูภาพชุดอื่นๆ Angkor >          
           
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
Main Menu


Photo Gallery

Tour & Travel
Ciity tour
Royal Photos
Flowers & Nature
Events
Outbound Tour

Articles
About Tour
Today talk

Free Photos
Wallpapers
View & Landscape
Flowers
King Photo
New Year Card & More

Services
Photo services
Wedding / Events /More

Others
Portrait Photos
Tip & Technic
Good Books


แกลลอรี่ภาพ
ภาพท่องเที่ยว
ภาพในเมือง
ภาพในหลวงและพระราชพิธี
ภาพดอกไม้และธรรมชาติ
ภาพเหตุการณ์
ภาพท่องเที่ยวในต่างแดน

บทความ
บทความท่องเที่ยว
บทความทั่วไป

ฟรีดาวน์โหลดภาพ
ฟรีภาพวอลเปเปอร์
ภาพวิว ทิวทัศน์
ภาพดอกไม้
ภาพในหลวง

บริการ
บริการถ่ายภาพโดยสมาชิก
ภาพแต่งงาน รับปริญญา

 
 
     
 

กัมพูชาตอนที่ 6
ปราสาทนครธม (Thom Angkor) ศิลปะแบบบายน

(บันทึกการเดินทางเดือน กรกฏาคม 2550 )


ทัวร์เขมรในภาคเช้าวันนี้ได้พาเที่ยวปราสาทมาแล้ว 2 แห่ง ได้แก่ปราสาทบันทายศรี หรือปราสาทหินทรายสีชมภู ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นปราสาทที่มีหินสลักสวยงามที่สุดของขอม จากนั้นก็มาที่ตาพรหม ปราสาทซึ่งถูกทิ้งร้างมานานถึง 500 ปี จนต้นไม้ใหญ่ขึ้นปกคลุมไม่ต่างกับปราสาทกลางดงไม้ขนาดใหญ่

สำหรับเมืองธมหรือนครธม เป็นโปรแกรมในภาคบ่าย หลังเติมน้ำเติมพลังกันที่ภัตตาคารแบบบุฟเฟท์ ในเมืองเสียมเรียบกันเรียบร้อยแล้ว จากนั้นหนังตาก็เริ่มหย่อนเพราะหนังท้องตึง(เอามากๆ) อาหารหลายชาติหลายภาษาอัดแน่นอยู่เต็มท้อง แต่ทริปนี้ใครจะง่วงจนอยากจะงีบเห็นทีจะไม่ได้ เพราะช่วงบ่ายนี้ถือว่าเป็นไฮไลท์สำคัญของรายการ " ทัวร์เขมร นครวัด นครธม "

มีข้อแนะนำในการมาเที่ยวเขมรว่าควรเตรียมพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ มีศึกหนักรอต้อนรับอยู่ก็คืออากาศค่อนข้างร้อน ความจริงอากาศก็ร้อนพอๆกับบ้านเรา แต่การมาเที่ยวปราสาทต่างๆต้องเดิน ต้องฝ่าแดด คงไม่สนุกนักสำหรับคนขี้ร้อน จึงควรฟิตร่างกายมาบ้างก่อนเดินทาง รวมทั้งเตรียมหมวก เตรียมร่มมาด้วย


ต้องถือว่าโชคดีอยู่บ้างที่ภายในเขตพระนครของอาณาจักรขอมแห่งนี้ร่มรื่นไปด้วยต้นไม้ขนาดใหญ่ทั้งสองข้างทาง พื้นที่ในอุทยานก็เป็นผืนป่าที่สมบูรณ์มาก ต้นไม้บางต้นก็ใหญ่โตจนต้องเรียกว่าต้นไม้ยักษ์ ในเมืองไทยคงหาต้นไม้แบบนี้ได้ยาก หากมีก็น่าจะจุดธูปจุดเทียนบูชาและหาผ้าเจ็ดสีเจ็ดศอกมาพันไว้เลย จะได้ไม่มีใครคิดทำลาย

ป่าไม้ในกัมพูชาบางส่วนอาจถูกทำลายโดยชาวบ้าน เหมือนไม่มีกฏหมายควบคุม ถึงมีก็คงหละหลวมมาก แต่ในเขตพระนครของอาณาจักรของขอมซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวยังอยู่ในสภาพดี ไกด์บอกว่าคนเขมรที่นี่มีจิตสำนึกที่จะรักษามรดกสำคัญแห่งนี้ ยังมีความเชื่อเหมือนคนสมัยก่อนที่ไม่ลบหลู่สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ แม้กระทั่งตามคูน้ำที่ล้อมรอบปราสาทต่างๆในบริเวณอุทยาน จะไม่มีใครกล้าลงไปจับปลา ทั้งที่มีปลาชุกชุมมาก คำตอบก็คือ “ กลัวบาป”

คนเขมรที่นี่ยังมี " หิริ โอตัปปะ " หรือเกรงกลัวต่อการทำบาปทำชั่ว ความคิดแบบนี้คงต่างกับบ้านเราอย่างลิบลับ โดยเฉพาะกับระดับนักการเมือง ที่ถือว่าสมองด้านเอามากๆ ไม่รู้จักคำว่า บาป (บาปแปลว่าไม่รู้ ภาษาบาลีเรียกว่า อวิชชา แปลตรงๆว่า โง่ )

ความรู้สึกผิดชอบชั่วดี แทบไม่มีให้เห็น รวยมากก็ยิ่งโกงมาก ปากก็ว่าไม่ได้โกง ทั้งที่โกงกันชัดๆ ทั้งโกงภาษีของแผ่นดิน โกงการซื้อขายที่ดินซึ่งเป็นของรัฐ และสารพัดกลโกงอีกนับไม่ถ้วน พอรู้ว่าคดีจะขึ้นสู่ศาล ก็หาวิธีตัดตอนขบวนการซะดื้อๆแบบไม่อายฟ้าดิน บาปกรรมทำไว้เยอะมากจนคนด่าและสาปแช่งกันทั้งแผ่นดิน ชีวิตคงไม่มีความสุข ทุกวันนี้คอยแต่จะหลบหน้าหลบตา จะเห็นหน้าอีกที่ก็ตอนขึ้นศาล ใครอยากเดินในเส้นทางอโคจรแบบนี้ก็เชิญเถอะ ผมละไม่เอาด้วยแน่ๆ ตกนรกกันเป็นๆเหมือนอย่างที่เห็นกันนี้แหละ ไม่ต้องรอถึงชาติหน้าให้เสียเวลา ทุกวันนี้ก็วิ่งวุ่น เที่ยวหาหมอดู หาหมอเขมร คอยแก้เคล็ด ผูกดวง และเสริมชะตากันอยู่ตลอด ชีวิตมีแต่ความทุกข์ น่าอนาถแท้ๆ

เส้นทางสู่ปราสาทบายนของนครธม เป็นการย้อนไปตามเส้นทางเดิมที่ผ่านมาในช่วงเช้า นั่งดูวิวเพลินๆรถก็พามาถึงประตูเมืองเข้าสู่นครธม บริเวณนี้เป็นภาพที่คุ้นตามาก ไม่ว่าใครได้มาเที่ยวนครธมก็ต้องถ่ายภาพซุ้มประตูไว้เป็นที่ระลึก ลักษณะของซุ้มประตูเป็นปรางค์ 3 ยอด สลักหินเป็นรูปใบหน้าคนขนาดใหญ่ที่เรียกว่า ศิลปะแบบบายน และเป็นศิลปะที่ไม่เหมือนที่ใดในโลก แม้แต่นักประวัติศาสตร์หรือโบราณคดีจากชาติต่างๆมาเห็นแล้วก็อดทึ่งไม่ได้

ไกด์บอกว่ารถจะจอดที่นี่แล้วให้พวกเราเดินผ่านประตูเข้าไป เพราะรถที่เรามาคันใหญ่เกินไป ไม่สามารถผ่านช่องประตูเข้าไปได้ เมื่อเดินผ่านประตูไปแล้วจะมีรถบริการของอุทยานรอรับอยู่

หน้าซุ้มประตูเมืองหรือเรียกว่า “ ซุ้มประตูโคปุระ 3 ยอด “ จะมีกำแพงหินดูคล้ายราวสะพาน สลักหินเป็นรูปทหารโบราณกำลังอุ้มพระยานาคสองตัวอยู่คนละด้านของถนน น่าจะมีความหมายว่า นครธมแห่งนี้มีพญานาคคอยปกปักษ์รักษา ความเชื่อนี้คล้ายกับบันใดพญานาค ที่มักเห็นพบเห็นตามวัดทางภาคเหนือในบ้านเรา เช่นบันใดทางขึ้นวัดพระธาตุดอยสุเทพ ที่เชียงใหม่

สำหรับเรื่องความเชื่อของคนโบราณนั้น คนในสมัยนี้อาจเห็นว่าเป็นแค่ความเชื่อที่ไม่ไช่ความจริง และมักใช้หลักวิทยาศาสตร์และหลักของเหตุผลมาตัดสินว่า คงไม่มีพญานาคขนาดใหญ่ที่ไหนมาคุ้มครองรักกษาตามความเชื่อของคนสมัยก่อน หากคิดแบบนี้คงไม่ถูกต้อง ต้องเข้าไจว่าไม่ว่ามนุษย์ยุคสมัยใดต่างก็มีเหตุผลด้วยกันทั้งนั้น บางครั้งเราอาจไม่เข้าใจความหมายนั้น จึงไม่ควรเอาความคิดปัจจุบันไปตัดสินเรื่องต่างๆในอดีต ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นคนที่มีความคิดคับแคบ หรือไม่พยายามจะเรียนรู้

ความเชื่อ ความศรัทธาของคนสมัยก่อนๆได้สรรสร้างสิ่งมหัศจรรย์ต่อชาวโลกมามากต่อมากแล้ว ไม่ว่าจะเป็นปิรามิด แห่งอียิปต์ กำแพงเมืองจีน ปราสาทในยุคอาณาจักรโรมัน หรือปราสาทขอมในกัมพูชา ล้วนแต่เป็นพลังศรัทธาที่มาจากความเชื่อทั้งนั้น หากคนสมัยก่อนไม่มีความเชื่อความศรัทธาอยู่ในจิตใจแล้ว เราคงไม่มีโอกาสเห็นความยิ่งใหญ่ของสถาปัตยกรรมที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์ รวมทั้งงานศิลปะ วัฒนธรรม และประเพณีต่างๆที่ตกทอดมาถึงคนรุ่นปัจจุบันได้

ความเชื่อ ความศรัทธาอย่างแรงกล้า ก่อให้เกิดพลังอันยิ่งใหญ่ที่มนุษย์สามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้มากมาย และผลจากการใช้พลังนี้ก็สร้างความพิศวงมามากต่อมาก จนแปลกใจว่าทำได้อย่างไรกัน เพราะเกินกว่ามนุษย์ปกติจะทำได้

เรื่องเหล่านี้สมัยก่อนถือว่าเป็นศาสตร์ที่เร้นลับเพราะไม่รู้จะหาเหตุผลอะไรมารองรับ แต่ปัจจุบันได้มีการคิดค้นและนำเอาพลังงานแฝงที่ว่านิ้มาใช้ให้เกิดประโยชน์ในหลายๆด้าน มันไม่ได้เป็นสิ่งเร้นลับ หรือเรื่องลึกลับแต่อย่างใดแล้ว มีหนังสือหลายเล่มที่กล่าวถึงเรื่องนี้ เป็นบทพิสูจน์ว่า โลกนี้ไม่มีสิ่งใดที่เร้นลับน่าพิศวง ทุกอย่างมีศาสตร์ มีทฤษฏีด้วยกันทั้งนั้น เรียนรู้ได้ ฝึกได้ และทำกันได้จริงๆ เพียงแต่ขอให้มีความตั้งมั่นต่อความเชื่อในสิ่งนั้นก่อน และต้องเชื่ออย่างสนิทใจ เมื่อฝึกได้อย่างถูกวิธีแล้ว พลังมันก็จะเกิดมาเอง

ความยิ่งใหญ่ของปราสาทขอมที่ปรากฏต่อสายตานักท่องเที่ยว ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เป็นเรื่องเหลือเชื่อว่าคนสมัยก่อนสร้างได้อย่างไรกัน หินหนักหลายๆตันขนกันมาจากภูเขาพนมกุเลนที่อยู่ห่างออกไปราว 50 กิโลเมตร นำมาเรียงต่อกันจนเป็นปราสาท และยังแกะสลักได้อย่างสวยงาม

หนึ่งสมอง สองมือ และสองเท้าของมนุษย์ยุคพันปี โดยไม่มีเครื่องทุ่นแรงหรือเทคโนโลยี่ใดๆมาเป็นตัวช่วย

คำคอบก็คือ “ ด้วยศรัทธาอันแรงกล้าที่มีต่อศาสนา ” ที่คนสมัยก่อนอาจถูกปลุกเร้าว่า ทำแล้วจะได้ไปสวรรค์ หรือตายไปแล้วก็ได้อยู่ใกล้ชิดกับพระอิศวร ซึ่งเป็นเทพฯของศาสนาพราห์ม งานที่ทำจึงทุ่มจนสุดชีวิต

ปราสาทบายนสร้างในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ปี พ.ศ. 1724-1763 หรือเมื่อ 827 ปี ก่อน สร้างหลังจากได้รับชัยชนะจากการขับไล่กองทัพของพวกจามหรือจำปา(ปัจจุบันอยู่ในเขตเวียดนาม) ออกไปจากอาณาจักรขอม ซึ่งกำแพงหินขนาดใหญ่ภายในปราสาทได้แกะสลักการสู้รบทางเรือในศึกครั้งนี้ด้วย

ปราสาทบายนยังถือว่าเป็นศาสนสถานที่ใหญ่ที่สุดในโลก โครงสร้างสำคัญของปราสาทประกอบด้วยปรางค์จำนวน 54 ปรางค์ แต่ปัจจุบันเหลือเพียง 37 ปรางค์ แต่ละปรางค์มีหินแกะสลักเป็นใบหน้าพระโพธิสัตว์อวโลติเกศวร ขนาดใหญ่ไว้ 4 ทิศ และเป็นศิลปะแบบบายน ความหมายที่มีใบหน้าพระโพธิสัตว์ทุกทิศทุกทาง เพื่อคอยสอดส่องดูแลทุกข์สุขของราษฏร

พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ได้ชื่อว่าเป็นกษัตริย์นักสร้าง สมัยของพระองค์ทรงสร้างปราสาท ศาสนสถาน ถนน วิทยาลัย และโรงพยาบาล ไว้เป็นจำนวนมาก โดยมีปราสาทบายนเป็นศูนย์กลางของนครธม ซึ่งมีพื้นที่ประมาณ 9 ตารางกิโลเมตร

ภายในปราสาทบายนมีร่องรอยพระพุทธรูปแกะสลักอยู่หลายแห่ง และตามประวัติแล้วพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เป็นกษัตริย์องค์เดียวของขอมที่นับถือศาสนาพุทธ นิกายมหายาน แต่การนับถือเป็นแบบผสมผสาน คือนับถือเทพฯบางองค์ของศาสนาพราห์มด้วย

เท่าที่สังเกตเห็น ภายในปราสาทก็จะมีแท่นโยนีและรูปศิวลึงค์ขนาดเล็กๆในบางจุด และมีรูปแกะสลักพระพุทธรูปริมระเบียงคด นอกจากนี้ชั้นบนของปราสาทมีพระพุทธรูปยืนองค์ใหญ่ให้นักท่องเที่ยวได้จุดธูปบูชา ลัญญลักษณ์ทางพุทธศาสานาที่เห็นนี้ เป็นเพียงส่วนที่หลงเหลือจากทหารทุบทำลายของกษัตริย์องค์ต่อๆมา ที่หวนกลับไปนับถือศาสนาพราห์มเหมือนกษัตริย์ขอมยุคต้นๆ

พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ถือว่าเป็นกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งขอมองค์สุดท้าย จากนั้นก็ไม่มีการสร้างปราสาทขึ้นมาอีกในยุคต่อๆมา คงมีเพียงการซ่อมแซมและบูรณะเท่านั้น

สิ้นสุดของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 อาณาจักรขอมมีแต่จะค่อยๆเสื่อมลงตามลำดับ และเป็นช่วงเวลาที่อาณาจักรกรุงศรีอยุธยากำลังรุ่งโรจน์ จนสามารถรุกคืบมาแผ่อิทธิพลจนถึงอาณาจักรขอม หากดูตามแผนที่แล้วจะเห็นว่าในยุคที่ขอมเรืองอำนาจ จะเห็นว่าดินแดนของไทย (ในปัจจุบัน)เกือบทั้งหมดเป็นดินแดนของขอมมาก่อน ยกเว้นแต่ภาคเหนือตอนบนที่ติดกับลาวและพม่า (ดูแผนที่ประกอบ)

หลักฐานที่แสดงว่าดินแดนของไทยเคยเป็นอาณาจักรขอมได้แก่ปราสาทหินพิมาย (นครราชสีมา) ปราสาทพนมรุ้ง(บุรีรัมย์) ปราสาทเมืองสิงห์(กาญจนบุรี) และปราสาทอื่นๆอีกหลายแห่ง ล้วนสร้างในยุคขอมสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 4 จนถึงสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 บางแห่งก็บอกว่าภายในปราสาทหินพิมายที่หินสลักรูปพระเจ้าชัยวรมันที่ 4 ด้วย

การรบกันในสมัยก่อน ใครชนะก็กวาดต้อนเอาคนของฝ่ายข้าศึกมาเป็นพวก ส่วนพวกแม่ทัพนายกองหรือพวกหัวกะทิก็ถอยร่นไปเรื่อยๆ เราจึงได้ยินคำว่า กวาดต้อนผู้คน ในตำราทางประวัติศาสตร์ จึงไม่แปลกใจที่บางจังหวัดทางภาคอีสานพูดภาษาเขมร หรือภาษาขะแมร์ได้ เช่น สุรินทร์ บุรีรัมย์ สกลนคร อรัญประเทศ ฯลฯ อาจเป็นไปได้ว่าหลังจากที่อาณาจักรกรุงศรีอยุธยา ทำสงครามกับขอมจนถอนร่นไปอยู่พนมเปญในปัจจุบัน คนขอมส่วนหนึ่งก็ไม่ได้อพยพตามไปด้วย

เรื่องเขาพระวิหารขณะนี้( 24 มิย.51) กำลังจุดปะทุขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง จนอาจลุกลามกลายเป็น " ศึกเขาพระวิหารภาค 2 " ใครจะเข้าข้างฝ่ายไหนก็ควรมีสติกันหน่อย อย่าให้ปัญหานี้ลุกลามกลายเป็นความบาดหมางของทั้งสองประเทศ เพราะจะไม่มีคำว่าผู้ชนะ มีแต่แพ้ทั้งคู่

เห็นข่าวกลุ่มพระและชาวศรีสะเกษเดินทางไปประท้วงและขับไล่ชาวเขมรให้ออกไปจากพื้นที่ทับซ้อน ที่รุกเข้ามาสร้างบ้านสร้างร้านค้า ดูแล้วน่าเสียวใส้ จะทำให้คนเขมรเกลียดชังคนไทย เพราะเป็นเรื่องทีอ่อนไหวง่าย น่าจะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้ที่เกี่ยวข้องระดับประเทศเข้ามาแก้ปัญหาจะดีกว่า ถ้าจะประท้วงก็ควรประท้วงคนของเราจึงจะถูกต้องที่ปล่อยให้เกิดปัญหา แต่ถ้าจะหาต้นตอของปัญหาก็ต้อง โน่นเลย..ฝรั่งเศส พวกล่าอาณานิคมนั่นแหละตัวดี และเป็นผู้อยู่เบื้องหลังมาโดยตลอด ครั้งที่ไทยเสียพระวิหาร ก็เพราะแผนที่เจ้าปัญหาของฝรั่งเศส มาคราวนี้ ก็ฝรั่งเศสอีกแล้วครับท่าน แต่มาในนามของผู้เชี่ยวชาญที่ทางเขมรจ้างให้มาเป็นที่ปรึกษาสำหรับงานนี้โดยเฉพาะ ถือว่าเขมรมีกุนซือที่รู้ช่องทางดี


จบเรื่องปราสาทนครธม หรือปราสาทบายน ตอนต่อไปก็จะพาไปตากแดดชมปราสาทนครวัด มหานครที่เป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลก
รับรองว่าได้ดูภาพอย่างจุใจ เพราะถ่ายภาพไว้มากและน่าสนใจทั้งนั้น จึงต้องแบ่งเป็นสองตอน... พลาดไม่ได้นะครับ


อาณาจักรขอม(Khmer อ่าน ขะแมร์ )




เว็บมาสเตอร์
โฟโต้ออนทัวร์
24 มิถุนายน 2551



................................................................................................................................................................................


ติดตามเรื่องราวนครวัด นครธม ก่อนหน้านี้ได้ที่นี่
นครวัดตอนที่ 1 (จุดเริ่มต้นการเดินทางจากตลาดโรงเกลือ/ปอยเป็ต)
นครวัดตอนที่ 2 (เส้นทางสายฝุ่น ปอยเป็ต - เสียมเรียบ)
นครวัดตอนที่ 3 (พักเอาแรง ก่อนออกลุยนครวัด นครธม)
นครวัดตอนที่ 4 (ปราสาทบันทายศรี สร้างด้วยหินทรายสีชมภู )
นครวัดตอนที่ 5 (ปราสาทตาพรหม สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 )