Photoontour.Com
โฟโต้ออนทัวร์    เว็บไซต์ภาพถ่าย เว็บไซต์ท่องเที่ยว   
Home > Outbound Tour > Angkor 7
ค้นหาคำในเว็บ ได้ทั้งภาษาไทย และ อังกฤษ  

 
Outbound Gallery : ภาพชุดเที่ยวต่างแดน Click > South Lao : Vietnam : Malaysia : Burma : Angkor
เที่ยวเขมร (ตอนที่ 9) เที่ยวทะเลสาบเขมร มีชื่อว่า โตนเลสาบ (Tonle Sap) ทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย    อ่านต่อ
 Home > Outbound > Angkor 9
ดูภาพชุดอื่นๆ Angkor >      
Main Menu
 


Photo Gallery

Tour & Travel
Ciity tour
Royal Photos
Flowers & Nature
Events
Outbound Tour

Articles
About Tour
Today talk

Free Photos
Wallpapers
View & Landscape
Flowers
King Photo
New Year Card & More

Services
Photo services
Wedding / Events /More

Others
Portrait Photos
Tip & Technic
Good Books


แกลลอรี่ภาพ
ภาพท่องเที่ยว
ภาพในเมือง
ภาพในหลวงและพระราชพิธี
ภาพดอกไม้และธรรมชาติ
ภาพเหตุการณ์
ภาพท่องเที่ยวในต่างแดน

บทความ
บทความท่องเที่ยว
บทความทั่วไป

ฟรีดาวน์โหลดภาพ
ฟรีภาพวอลเปเปอร์
ภาพวิว ทิวทัศน์
ภาพดอกไม้
ภาพในหลวง

บริการ
บริการถ่ายภาพโดยสมาชิก
ภาพแต่งงาน รับปริญญา

 
 
 
 

กัมพูชาตอนที่ 9
โตนเลสาบ ( Great Lake , Tonle sap)
(บันทึกการเดินทางเดือน กรกฏาคม 2550 )



โตนเลสาบ หรือ ทะเลสาบเขมร ชื่อนี้คนไทยอาจไม่คุ้นเท่ากับคำว่า นครวัด-นครธม แต่สำหรับนักท่องเที่ยวที่เคยมาเที่ยวเมืองเสียมเรียบแล้วคงไม่มีใครพลาดโปรแกรมนี้แน่นอน

เราเคยเห็นทะเลสาบในเมืองไทยหลายแห่ง ที่รู้จักก็มีคว้านพะเยาทางภาคเหนือ บึงบรเพ็ดที่นครสวรรค์ ทะเลสาบสงขลา อยู่ที่สงขลาติดต่อกับพัทลุง แต่ทั้งหมดรวมกันแล้วก็ยังไม่เท่ากับโตนเลสาบที่เสียมเรียบ

โตนเลสาบตั้งอยู่ในเขตติดต่อถึง 5 จังหวัดของกัมพูชา ได้แก่ กำปงธม กำปงซะนัง โพธิสัตว์ พระตะบอง และเสียมเรียบ มีพื้นที่ประมาณ 2700 ตารางกิโลเมตร ในยามปกติ แต่ถ้าเป็นช่วงฤดูฝนที่มีน้ำหลากแล้วจะมีพื้นที่ถึง 16000 ตารางกิโลเมตร (ใหญ่กว่ากรุงเทพราว 10 เท่า ) เป็นสถิติที่ยูเนสโกเคยสำรวจไว้เมื่อปี ค.ศ. 1997 (2540) หรือราว 10 ปีก่อนโดยอาศัยภาพถ่ายจากดาวทียม แต่ปัจจุบัน (ปี 2550 ) ระดับน้ำคงไม่มากเหมือนเมื่อก่อน เพราะผลกระทบที่เกิดจากการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่นับสิบๆแห่ง ทั้งในประเทศจีนมาและประเทศเวียดนาม ที่อยู่ทางตอนเหนือของแม่น้ำโขง ทำให้กระแสน้ำสายหลักหรือแม่น้ำโขงที่ไหลลงทะเลสาบลดน้อยกว่าปกติ และไม่เป็นไปตามธรรมชาติ

แม้ว่าการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ในปัจจุบัน (2550) ยังไม่ครบสมบูรณ์ทุกแห่ง แต่ผลกระทบและความหายนะเริ่มคืบคลานมาสู่ประเทศที่อยู่ทางตอนล่างของแม่น้ำโขง ได้แก่ ลาว ไทย และ เขมร ในอนาคตคงคาดเดาไม่ยากว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติครั้งใหญ่กับแม่น้ำสายนี้ ซึ่งเป็นสายเลือดสายหลักของภูมิภาคอินโดจีน

ผลกระทบจากระดับน้ำในแม่น้ำโขง ขึ้น - ลง ไม่เป็นไปตามธรรมชาติ ทำให้ปริมาณสัตว์น้ำลดลง และตะกอนดินที่ไหลมาตามธรรมชาติพร้อมกับสายน้ำลดลงอย่างน่ากลัว ทำให้พื้นที่ตามแนวชายฝั่งถูกกัดเซาะเร็วกว่าปกติมาก

โตนเลสาบที่เคยครองความเป็นจ้าวของแหล่งอาหารน้ำจืดระดับโลก ก็คงมีผลกระทบไปพร้อมๆกับอีกหลายประเทศที่กำลังประสบอยู่ เนื่องจากต้องอาศัยแม่น้ำโขงในการดำรงชีวิต

แม้ว่าโตนเลสาบกำลังประสบภัยพิบัติในระบบนิเวศน์ แต่ด้านการท่องเที่ยวแล้วก็ยังเรียกความสนใจได้ไม่น้อย ยังมีโอกาสเห็นการดำรงชีวิตที่ผูกพันธ์กับสายน้ำ มีการพายเรือ และท่อเรือแบบดั่งเดิม ไม่ต่างกับที่เห็นในภาพยนต์ขาวดำย้อนยุคในบ้านเราเมื่อหลายสิบปีก่อน หรือเมื่อเกือบร้อยปี

ประชากรราว 8000 พันครอบครัวดำรงชีวิตอยู่กับอาชีพจับปลารอบๆทะเลสาบ และเกือบร้อยละ 50 ของประชากรเป็นชาวเวียดนามที่เข้ามาตั้งรกรากตั้งแต่สมัยสงครามเวียดนามหรือเมื่อ 30 ปีก่อน

กองทัพเวียดนามหรือกองทัพคอมมิวนิสต์นับแสนคนบุกยึดกรุงพนมเปญเมื่อราวปี 2522 แต่หลังเสร็จภาระกิจ ทหารเวียดนามหรือพวกเวียดกงจำนวนไม่น้อย ได้ตั้งหลักปักษ์ฐานอยู่ในกัมพูชา เนื่องจากในเวียดนามมีพื้นที่จำกัดและมีประชากรมากกว่าเขมรหลายเท่า ทหารเวียดนามที่ไม่ได้กลับประเทศ ได้อยู่กินและมีครอบครัวกับชาวเขมรจนกลายเป็นสังคมใหม่ คือคนเขมรที่มีเชื้อสายญวนหรือเวียดนาม ปัจจุบันคนกลุ่มนี้มีอยู่ประมาณร้อยละ 4 หรือประมาณ 5 แสนคน ของประชากรทั้งประเทศ ที่มีประมาณ 14 ล้านคน

ใครมาเที่ยวโตนเลสาบก็จะเห็นว่าคนที่นี่ส่วนใหญ่มีหน้าตาเป็นคนญวนหรือคนเวียดนาม

ชาวประมงที่โตนเลส่วนใหญ่มีฐานะยากจน สภาพชุมชนก็ไม่ต่างกับสลัมบ้านเราในอดีต(และปัจจุบัน) คนที่นี่จะปลูกสร้างบ้านกันอย่างง่ายๆ เพราะต้องเคลื่อนย้ายไปอยู่ที่สูงตามระดับน้ำที่ขึ้นลงตามฤดูกาล ไกด์บอกว่าปีหนึ่งอาจย้ายถึง 2 หรือ 3 ครั้ง จึงสร้างบ้านเป็นกระต๊อบพออยู่แบบชั่วคราว บางส่วนก็อาศัยอยู่บนแพที่สามารถเคลื่อนย้ายออกไปยังแหล่งหากินเช่นบริเวณปากแม่น้ำ

สำหรับชาวบ้านที่อาศัยบนแพหรือเรือลำเล็กๆที่เห็นตามแนวคลอง บางครอบครัวมีอาชีพเลี้ยงจรเข้ และสัตว์เลื้อยคลานอื่นๆเช่นงูเหลือม โดยทำเป็นกระชังเล็กๆติดกับแพที่อาศัย และแพแต่ละหลังหากสังเกตให้ดีจะเห็นคอกไม้ใผ่อยู่ใต้แพ(ใต้ถุนแพ) ส่วนนี้จะเป็นกระชังเลี้ยงปลา ซึ่งเป็นวิถีชีวิตของชาวเวียดนามที่นิยมเลี้ยงปลาไว้ใต้แพที่พัก และบนพื้นบ้านจะเจาะเป็นรูปสีเหลี่ยมเพื่อเป็นช่องให้อาหารที่ผสมขึ้นมาเอง เป็นการเลี้ยงปลาใว้ในที่ร่ม ต่างกับการเลี้ยงในกระชังกลางแจ้ง

การเลี้ยงจรเข้ของชาวบ้านที่นี่สามารถทำเงินให้ได้ดีกว่าอาชีพหาปลา เพราะมีราคาแพง ไกด์บอกว่ามีเท่าไหร่ก็ไม่พอขาย ขณะเดียวกันก็ไม่มีกฏหมายห้ามเลี้ยงหรือต้องขออนุญาตจากทางการ ทุกคนสามารถเลี้ยงได้ ไม่ต่างกับทำฟาร์มเลี้ยงกบเลี้ยงกุ้งในเมืองไทย

โตนเลแหล่งอาหารของโลก
ในทะเลสาบมีพันธ์ปลาที่สำรวจได้ราว 300 ชนิด เป็นปลาน้ำจืดสายพันธ์ที่หายาก และปลาน้ำจืดที่รู้จักกันทั่วไปเช่น ปลาช่อน ปลาเนื้ออ่อน ปลาสวาย ปลาชะโด ปลาบึก ปลาอินทรีย์ โดยเฉพาะปลาบึกจะอาศัยทะเลสาบโตนเลเป็นที่วางไข่ และพบปลาบึกมากที่สุดของลุ่มแม่น้ำโขง

โตนเลได้ชื่อว่าเป็นแหล่งอาหารน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่ละปีมีการจับปลาได้ปริมาณมาก บางอย่างก็แปรรูปส่งขายไปต่างประเทศรวมทั้งประเทศไทย เช่นปลาแดดเดียว ปลาย่าง(ปลาเนื้ออ่อน) ปลาร้า พูดถึงปลาร้าเขมรนี้มีหลายแบบหลายสูตรมากทีเดียว

โตนเลสาบเป็นพื้นที่สัมปทานที่รัฐบาลแบ่งให้เอกชนเช่าเป็นเขตๆ ชาวบ้านแถบนี้จึงไม่ต่างกับเป็นผู้รับจ้างหาปลาให้ธุรกิจที่รับสัมปทาน หากใครได้มาเที่ยวลองสังเกตริมทางรถยนต์ก่อนถึงโตนเลสาบราว 5-6 กิโล จะเห็นว่าพื้นที่สองข้างทางกำลังพัฒนาให้เป็นเขตอุตสาหกรรมการประมงของโตนเลสาบ

ระดับน้ำที่โตนเลไม่ลึกมากตามร่องน้ำหรือในคลองลึกประมาณ 1-2 เมตร จึงเห็นชาวบ้านใช้ไม้ท่อเรือเป็นส่วนใหญ่ ส่วนกลางทะเลสาบจะลึกประมาณ 5-6 เมตร แต่ถ้าหากเป็นฤดูน้ำหลากก็จะเพิ่มสูงอีกราว 5-6 เมตร

น้ำในทะลสาบแห่งนี้มาจากไหน
โตนเลสาบเป็นเหมือนแอ่งกะทะขนาดใหญ่ที่รองรับน้ำจากแม่น้ำหลายสิบสาย มีแม่น้ำโขงเป็นแม่น้ำสายหลัก อาจเรียกว่าเป็นแก้มลิงสำหรับกักเก็บน้ำแบบธรรมชาติ และยังเป็นแหล่งอาหารและพันธ์ปลาน้ำจืดที่หล่อเลี้ยงชีวิตให้กับผู้คนที่อาศัยยู่บริเวณที่ราบลุ่มโตนเล ซึ่งมีอาณาเขตกว้างขวางมาก สามารถสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับประชากรหลายล้านคน และยังทำเงินเข้าประเทศได้ไม่น้อย แต่อนาคตก็ไม่แน่ใจว่าจะเปลี่ยนไปเช่นไร ไม่นานนี้มีข่าวว่าบริษัทสำรวจน้ำมันจากต่างชาติพบบ่อน้ำมันอยู่ใต้ทะเลสาบ อาจเป็นข่าวดีของรัฐบาล ขณะเดียวกันก็เป็นข่าวร้ายของผู้ยึดอาชีพประมงตามที่ราบลุ่มริมฝั่งทะลสาบเขมร

โตนเลสาบทุกวันนี้มีนักท่องเที่ยวเข้ามาล่องเรือชมวิถีชีวิตของชุมชนตามริมน้ำอย่างไม่ขาดสาย โดยรัฐบาลเขมรได้เข้ามาจัดระบบเองทั้งหมด ทุกอย่างจึงดูเรียบร้อยตั้งแต่สภาพเรือที่แข็งแรงปลอดภัย การควบคุมจำนวนผู้โดยสารของเรือแต่ละลำ และีมีเสื้อชูชีพตามจำนวนที่นั่งเพื่อความอุ่นใจของนักท่องเที่ยว ทำให้นึกถึงบ้านเราที่มีประสบการณ์ด้านการท่องเที่ยวทางทะเลมาอย่างช้ำชอง แต่กลับดูไม่ค่อยน่าไว้ใจในความปลอดภัยนัก เนื่องจากใช้เรือหางยาวลำเล็กๆพานักท่องเที่ยวออกสู่ทะเล ไม่ได้่เป็นเรือเพื่อการท่องเที่ยวโดยเฉพาะ อีกอย่างก็ไม่มีการควบคุมความเร็วของเรือ ขึ้นอยู่กับคนขับแต่ละคน

ต่างกับที่โตนเลสาบ ที่ใช้เรือลำใหญ่ที่สร้างขึ้นมาเพื่อการท่องเที่ยวโดยเฉพาะและมีห้องน้ำในตัว ไม่น่าเชื่อว่าเขมรที่ดูล้าหลัง แต่เรื่องนี้กลับพัฒนาล้ำหน้ากว่าบ้านเรามาก

และขอพูดเลยไปถึงประเทศเวียดนาม ที่เคยนั่งเรือเที่ยวอ่าวฮาลอง หรือ ฮาลองเบย์ เชื่อว่าคนไทยทุกคนคงประทับใจในการให้บริการ ที่ทุกอย่างดูสดวกสบายไปหมด ตั้งแต่ระบบการจัดการในบริเวนท่าเรือ สภาพเรือที่ใช้เรือลำใหญ่และปลอดภัย เก้าอี้นั่งสะดวกสบาย ห้องน้ำ่สะอาดพร้อมสุขภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน รวมทั้งมีบริการอาหารทะเลสดๆ บนเรือ ทั้งปู ปลา กุ้ง จากทะเลเวียดนาม

ใครอยากเห็นภาพทริปฮาลองประเทศเวียดนาม ก็ต้องรอหน่อยนะครับ แล้วจะรู้ว่าบ้านเค้าต่างกับบ้านเราอย่างไร

โตนเลสาบกับประวัติศาสตร์ไทย

คงน้อยคนนักที่จะรู้ว่า โตนเลสาบเคยใช้เป็นเส้นทางเดินทัพทางเรือสมัยพระเจ้าตากฯ เมื่อปี พ.ศ.2312 หรือหลังจากที่พระองค์ทรงกอบกู้เอกราชจากพม่าได้สำเร็จเมื่อปี พ.ศ.2310

สมเด็จนารายณ์ราชา กษัตริย์เขมรในขณะนั้น มีความกระด้างกระเดื่อง ไม่ยอมส่งเครื่องราชบรรณาการเข้ามาถวาย ตามราชประเพณีดังแต่ก่อน ซึ่งได้แก่ต้นไม้เงิน ต้นไม้ทอง โดยให้เหตุผลว่า พระเจ้ากรุงธนบุรีมิใช่เชื้อพระวงศ์ของพระมหากษัตริย์กรุงศรีอยุธยา

ทำให้สมเด็จพระเจ้าตากสินรู้สึกคัดเคืองเป็นอันมาก จึงส่งแม่ทัพนายกองไปปราบ โดยแบ่งกำลังทหารรออกเป็น 2 กองทัพ ทัพแรกให้พระยาอภัยรณฤทธิ์ กับ พระยาอนุชิตราชา คุมกำลัง 2,000 คน ยกไปจากเมืองนครราชสีมาลงทางช่องเสม็ดไปตีเมืองเสียมราฐ โดยยกกำลังมาทางน้ำมาตามทะเลสาบเขมร ส่วนทัพที่สอง ให้พระยาโกษาธิบดีคุมพล 2,000 ยกไปทางเมืองปราจีณบุรี เข้าตีเมืองพระตะบองอีกทางหนึ่ง ทั้งสองเมืองนี้อยู่คนละฝั่งของทะเลสาบเขมร
(ข้อมูลและภาพประกอบโตนเลสาบกับประวัติศาสตร์ไทย จาก www.tv5.co.th)

เหตุการณ์ครั้งนั้นทัพกองทัพสยามสามารถยึดเสียมราฐและพระตะบองกลับคืนมาได้

ในที่สุดเที่ยวเขมร(ภาค1)ได้ดำเนินมาถึงตอนสุดท้ายแล้วละครับ จากตอนแรกที่พาทัวร์บนเส้นทางสายฝุ่น เรื่อยมาจนพาไปเที่ยวปราสาทสำคัญๆของอาณาจักรขอม และมาจบลงที่โตนเลสาบ รวมทั้งหมด 9 ตอน ไม่ขาดไม่เกิน ความจริงจะมีตอนที่ 10 เป็นตอนสุดท้ายบนเส้นทางขากลับ แต่เห็นว่าจะเยิ่นเย้อเกินไปจึงตัดออก ส่วนเขมรในภาค 2 คงต้องรออีกสักระยะ เพราะต้องเอาเรื่องเวียดนามตอนใต้มาลงให้จบๆเสียก่อน

สำหรับเที่ยวเขมรภาค 2 จะพาเที่ยวเกาะแกร์ มีชื่อว่า พระนครที่ถูก หรืออาณาจักรนอกคอก ดินแดนของขอมโบราณในยุคแรกๆ ที่สร้างบ้านสร้างเมืองอยู่ทางแถบเทือกเขาพนมกุเลน บริเวณนี้เต็มไปด้วยปราสาทเก่าแก่ อยู่กระจัดกระจายเป็นจำนวนมาก บางคนเรียกว่าพื้นที่แถบนี้ว่าเป็นนครแห่งปราสาท และพลาดไม่ได้กับปิรามิดแห่งขอม

อาณาจักรขอมมีพื้นที่ครอบคลุมถึง 1 พันตารางกิโลเมตร จึงมีปราสาทและเทวสถานต่างๆมากมาย ส่วนหนึ่งก็ได้เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมมานานหลายปีแล้ว แต่ยังมีอีกไม่น้อยที่อยู่ระหว่างการบูรณะจากองค์กรระหว่างประเทศ รวมทั้งยังมีอีกมากที่อยู่ในเขตป่าลึก และไม่มีใครรู้จัก ไกด์ที่พาเที่ยวเกาะแกร์บอกว่าในเขมรนี้มีปราสาทขอมทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ประมาณ 300 กว่าแห่ง

รู้แล้วก็น่าอิจฉาที่คนเขมรยังหากินกับปราสาทขอมไปได้อีกนาน และยังรอขึ้นทะเบียนมรดกโลกอีกเป็นจำนวนมาก






เว็บมาสเตอร์
โฟโต้ออนทัวร์
13 กรกฏาคม
2551



ดูแผนที่โตนเลสาบและภาพจากดาวเทียว



................................................................................................................................................................................


ติดตามเรื่องราวนครวัด นครธม ก่อนหน้านี้ได้ที่นี่
นครวัดตอนที่ 1 (จุดเริ่มต้นการเดินทางจากตลาดโรงเกลือ/ปอยเป็ต)
นครวัดตอนที่ 2 (เส้นทางสายฝุ่น ปอยเป็ต - เสียมเรียบ)
นครวัดตอนที่ 3 (พักเอาแรง ก่อนออกลุยนครวัด นครธม)
นครวัดตอนที่ 4 (ปราสาทบันทายศรี สร้างด้วยหินทรายสีชมภู )
นครวัดตอนที่ 5 (ปราสาทตาพรหม สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 )
นครวัดตอนที่ 6 (ปราสาทบายน สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 )
นครวัดตอนที่ 7 ( ปราสาทนครวัด# 1สมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 )
นครวัดตอนที่ 8 ( ปราสาทนครวัด#2 )


 
   
 
copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์