ปักกิ่ง 2009 : 2552 เที่ยวมหานครปักกิ่ง พระราชวังปักกิ่ง จตุรัสเทียนอันเหมิน หอบูชาเทียนถาน กำแพงเมืองจีน พระราชวังฤดูร้อน ชูสีไทเฮา กายกรรมปักกิ่ง วัดลามะ งานสลักน้ำแข็งหลิงชิงเสีย
Photoontour.Com โฟโต้ออนทัวร์
Home : Outbound : Beijing 01    
ตอนที่ 1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
ตอนที่ 1 มาถึงปักกิ่ง
ตอนที่ 2 พระราชวังปักกิ่ง(วังกู้กง)
ตอนที่ 3 พระราชวังปักกิ่ง (วังต้องห้าม)
ตอนที่ 4 หอบูชาเทียนถาน
ตอนที่ 5 พระราชวังฤดูร้อน ชูสีไทเฮา
ตอนที่ 6 ยามเช้าที่ปักกิ่ง
ตอนที่ 7 มหานครปักกิ่ง
ตอนที่ 8 สโนว์เวิลด์ snowworld
ตอนที่ 9 กำแพงเมืองจีน
ตอนที่ 10 หลงชิงเสีย เทศกาลน้ำแข็งแกะสลัก
ตอนที่ 11 หวังฟูจิง Shopping Street
ตอนที่ 12 วัดลามะ
ตอนที่ 13 ซ้อปปิ้ง+วันเดินทางกลัง
ถึงปักกิ่ง
วังกู้กง
วังปักกิ่ง
หอเทียนถาน
วังฤดูร้อน
ยามเช้า
มหานคร
สโนว์เวิลด์
กำแพงยักษ์
หลงชิงเสีย
หวังฟูจิง
วัดลามะ
สาวจีน
 
ปักกิ่งตอนที่ 1 : สนามบินปักกิ่ง และบรรยากาศในร้านอาหารยูนนาน
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
     
 
 
 
Outbound Click >
ภาพเที่ยวต่างแดน
Hue- HoiAn
Angkor
Burma
Sipsongpanna
South Laos
Luangprabang
Koh Ker
Sapa VN
Malay
Guilin
Hanoi  
I  Home I Articles I City Tour I Events I Gallery I Outbound tour I Royal Photos   I Today Talk I  Photo Service  I Guest  I  Free Wallpaper  I About site I  Misc. I



ปักกิ่งตอนที่ 1
: สนามบินปักกิ่ง และบรรยากาศในร้านอาหารแบบยูนนาน

(เดินทาง กุมภาพันธ์ 52)


นับจากประเทศจีนเป็นเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิคเมื่อ พ.ศ.2551 หรือ Beijing 2008 ความยิ่งใหญ่ในพิธีเปิด และ ปิด กีฬาโอลิมปิค ที่น่าประทับใจ คงจะอยู่ในความทรงจำให้กับผู้คนทั้งโลก ขณะเดียวกันก็คงสร้างความหนักใจให้กับประเทศเจ้าภาพรายต่อไปก็คือประเทศอังกฤษ ว่าจะจัดได้ยิ่งใหญ่เที่ยบเท่ากับประเทศจีนหรือไม่

สิ่งที่ตามมาต่อจากโอลิมปิคก็คงหนีไม่พ้นก็คือ ชื่อเสียงของประเทศจีน การค้าการลงทุน และการท่องเที่ยว ที่ผ่านมาหากประเทศใดเป็นเจ้าภาพโอลิมปิค เศรษฐกิจของประเทศก็จะเฟื่องฟูขึ้นมาทันตา

โอลิมปิคในปัจจุบันกลายเป็นงานมหกรรมประชาสัมพันธ์ประเทศที่ยิ่งใหญ่ และมีอิทธิพลต่อชาวโลกเป็นอย่างมาก

หลายประเทศจึงพยายามที่จะเข้าไปต่อคิวการเป็นเจ้าภาพ แต่ก็คงไม่ง่ายนัก เพราะต้องลงทุนกันมหาศาล และยังต้องช่วงชิงกับอีกหลายๆประเทศที่มีศักยภาพในการเป็นเจ้าภาพไม่แพ้กัน การเป็นเจ้าภาพโอลิมปิคในระยะหลังๆถึงขนาดต้องสร้างเมืองใหม่ สร้างสนามใหม่ รวมไปถึงระบบการขนส่งที่ทันสมัยขึ้นมารองรับกันชนิดใหญ่โตมโหฬาร

คณะกรรมการโอลิมปิคไทยเคยเสนอความคิดที่จะให้ไทยเป็นเจ้าภาพโอลิมปิค เป็นการวางแผนและเตรียมการเพื่ออนาคตในอีกหลายปี แต่ทุกครั้งที่เป็นข่าวก็ถูกผู้คนวิจารณ์ และส่วนใหญ่จะไม่เห็นด้วย เพราะมีตัวอย่างมากมายที่ไทยเราทำไม่ค่อยสำเร็จกับงานใหญ่ๆ ตัวอย่างเช่นเมื่อปี 2541 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ก็มีีปัญหามากมาย ไิอ้โน่นก็ไม่เสร็จ ไอ้นี่ก็ไม่เรียบร้อย ทำเอาคนไทยที่ติดตามข่าวหายใจไม่ทั่วท้อง เกรงว่าชื่อเสียงประเทศจะเเสียหายไปกับเอเชี่ยนเกมส์

ครั้งนั้นเราใช้ ม.ธรรมศาสตร์ เป็นสนามแข่งขันหลัก เป็นศูนย์กลางในการรายงานข่าวของสื่อมวลชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ ในระหว่างนั้นก็มีการก่อสร้างสนามแข่งขันกันอย่างขนานใหญ่ พร้อมๆกับข่าวทีมีมาอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับความล่่าช้าในการก่อสร้าง แม้แต่ คณะกรรมการโอลิมปิกสากล (International Olympic Committee หรือ IOC) ก็ยังแสดงความกังวล

ทุกครั้งที่เดินทางมาตรวจสอบความคืบหน้าก็รู้สึกว่าไม่ค่อยจะพอใจ เพราะงานไม่ค่อยจะคืบหน้าไปตามแผน จนมีข่าวว่าอาจพิจารณาให้ประเทศสมาชิืิกอื่น เช่นญี่ปุ่น มารับเป็นเจ้าภาพแทนไทย ในฐานะที่ญั่ปุ่นพึ่งเป็นเจ้าภาพเอเชี่ยนเกมส์ หรือฮิโรชิืมาเกมส์ ก่อนหน้านี้ (พ.ศ.2537)

ความล่าช้าในการก่อสร้างสนามกีฬาในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หากจำไม่ผิดก็น่าจะมีอาจารย์แก้วสรร อติโพธิ (จากธรรมศาสตร์)) เป็นแม่งานใหญ่ที่รับผิดชอบ

อาจารย์อ้างอยู่บ่อยๆว่าปัญหามาจากระเบียบการจัดซื้อจัดจ้าง ที่เป็นอุปสรรคทำให้เกิดความล่าช้า ฟังอาจารย์พูดคนทั่วไปก็ยังสับสนว่า การเป็นเจ้าภาพงานระดับนี้ยังต้องอิงระเบียบราชการอีกหรือ ทั้งที่เป็นงานเฉพาะกิจ และต้องการความคล่องตัวสูง การเอาระบบระเบียบราชการมาใช้กับงานแบบนี้แล้วมันจะสำเร็จได้อย่างไร (ในที่สุดมันก็เสร็จไม่ทัน)

ใครติดตามข่าวในช่วงนั้นก็คงจะรู้สึกห่อเหี่ยว และกังวลว่าไทยเรากำลังจะทำเรื่องให้ขายขี้หน้าไปทั่วโลก ในความไม่พร้อมของการเป็นเจ้าภาพเอเชี่ยนเกมส์ ซึ่งถือว่าเป็นกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของทวีปเอเชีย เทียบได้กับน้องๆโอลิมปิคกันเลยทีเดียว

ขณะที่มีข่าวความล่าช้าที่มีมา่อย่างต่อเนื่อง จู่ๆหลังคาสระว่ายน้ำที่กำลังก่อสร้างในธรรมศาสตร์ก็พังคลื่นลงมา สอบไปสอบมาปรากฏว่า ผู้รับเเหมาเร่งงานมากไปหน่อย ทั้งๆที่ปูนซีเมนต์ยังไม่แข็งตัวพอ วิศกรก็อ้างเรื่อยเปื่อยว่า เพราะเป็นช่วงฤดูฝน ฝนตกหนัก ปูนจึงแห้งตัวช้า เรียกว่าโทษธรรมชาติ แต่ไม่ได้โทษตัวเองที่ทำงานประมาท ไม่มีการตรวจสอบให้ได้มาตรฐานตามหลักของวิชาชีพ โชคดีที่งานนี้ไม่มีใครตาย

อดีตรองนายกฯ นาย พิชัย รัตตกุล(บิดา ดร.พิจิตร รัตตกุล) ที่ดูแลรับผิดชอบในเรื่องนี้ ต้องออกมาแก้ตัวตามลีลานักการเมือง และเมื่อสระว่ายน้ำสร้างเสร็จ ท่านก็มาทดสอบด้วยตัวเอง โดยนุ่งผ้าขาวม้า เอ้ย..นุ่งบ็อกเซอร์ (กางเกงในแบบกางเกง) แล้วกระโดดลงไปว่ายน้ำในสระให้สื่อมวลชนถ่ายภาพ เพื่อยืนยันถึงความพร้อมของสระว่ายน้ำแห่งนี้

จนถึงวันพิธีเปิดการแข่งขัน ปรากฏว่าสร้างไม่เสร็จในหลายจุด ที่ประจานตัวเองมากที่สุดก็คือลานถนนด้านหน้ามหาวิทยาลัย ที่ปรับให้เป็นท่ารถเมล์ชั่วคราวของ ขสมก. เพื่อรับส่งประชาชนระหว่างมีการแข่งขันเอเชี่ยนเกมส์

ลานซีเมนต์้เสร็จไม่ทัน จึงต้องแก้ปัญหาโดยการเอากรวดมาบดอัดให้แน่น และฉีดน้ำป้องกันฝุ่น เป็นการแก้ผ้าเอาหน้ารอด ประจานการบริหารงานของผู้รับผิดชอบ

ที่เล่ามาเพราะจำเหตุการณ์ครั้งนั้นได้ดี และเชื่อว่าหลายคนก็คงเห็นมาแล้ว เพราะพึ่งผ่านไปไม่นานนี้เอง

นึกขี้นได้ว่า สนามบินสุวรรณภูมิเป็นตัวอย่างล่าสุดสำหรับงานระดับอินเตอร์ ใครไปเที่ยวก่อนวันเปิดใ้ช้งานคงจะเห็นว่า เดินชมไปก็เห็นช่างเชื่อมช่างอ๊อกกำลังทำงานกันฝุ่นตลบ และยังต้องระวังว่าจะเดินไปเตะสายไฟเข้า พิสูจน์กันด้วยภาพนี้   ภาพนี้ด้วย และวันนั้นได้เริ่มเปิดใช้กับสายการบินบางสายแล้ว ดูภาพนี้  ใครมาเห็นเข้าก็อาจบอกว่าเป็นเรื่องตลกระดับโลกก็ว่าไ้ด้

เขาถึงบอกว่า คนไทยนี่เก่งแต่ประเภท One Man Show หรือเก่งคนเดียว หากเป็นกีฬาก็จะได้เหรียญแบบเดี่ยวๆ เช่นมวยไทย ยกน้ำหนัก แต่ถ้าหากจะรวมเป็นทีมแล้วมีปัญหาแน่นอน เพราะคนไทยไม่ถนัดทำงานเป็นทีม ส่วนการริอ่านจะเป็นเจ้าภาพโอลิมปิคกับเขา ต้องบอกว่ายังห่างไกลอีกมาก

กลับมาเรื่องโอลิมปิคต่อ

ประเทศในเอเชียที่เคยเป็นเจ้าภาพจัดกีฬาโอลิมปิก (นอกจากจีน) เท่าที่่จำได้ก็เห็นมีแค่ 2 ประเทศ ได้แก่ญี่ปุ่น และเกาหลี

ญี่ปุ่นหลังเป็นเจ้าภาพจัดโอลิมปิคเมื่อหลายสิบปีก่อน ทำให้สินค้าญี่ปุ่นกลายเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ที่ประสบความสำเร็จในเวลาอันรวดเร็วก็น่าจะเป็นนาฬิกาไซโก้ ที่โฆษณาว่าเป็นผู้จับเวลาการแข่งขันกีฬาโอลิมปิคได้เที่ยงตรง แม่นยำ

หลังโอลิมปิคผ่านไป ไซโก้ขายกันระเบิดระเบ้อ ชนิดถล่มทลาย ทั้งเที่ยงตรงและราคาถูก ทำเอานาฬิกาสวิสส์ ที่เคยครองตลาดต้องปรับกลยุทธการตลาดมาหากินกับตลาดบนหรือตลาดผู้มีฐานะแทน ส่วนตลาดล่างเมื่อไซโก้นำร่อง ยี่ห้อซิติเซ่น และยี่ห้ออื่นๆก็ตามมาติดๆ แค่นาฬิกาอย่างเดียว ญี่ปุ่นก็รับทรัพย์กันเพลิน

จากนั้นสินค้าญี่ปุ่นชนิดอื่นๆก็เคลือนทัพบุกตลาดยุโรปและอเมริกา ไม่ว่าจะเป็นรถโตโยต้า หรือยี่ห้ออื่นๆ จนคว้าแชมป์รถยนต์ขายดีที่สุดในอเมริกา ในเวลาไม่นานนัก จากนั้นก็พัฒนามาตรฐานให้สูงขึ้น พร้อมกับคว้ารางวัล Car of the year มาครองกันเป็นว่าเล่น

เพราะเป็นเจ้าภาพโอลิมปิค ทำให้ญี่ปุ่นกลายเป็นประเทศที่มีความแข็งแกร่งทางเศษฐกิจของโลกในเวลาอันสั้น และมีอิทธิพลเหนือประเทศทางยุโรปและอเมริกา ใครต่อใครก็อยากจะค้าขายกับญี่ปุ่น บางประเทศก็ยึดเอาญี่ปุ่นเป็นต้นแบบ หรือ Japan Model หนังสือตำรับตำราที่เป็นกลยุทธทางการค้าขายกับญี่ปุ่นกลายเป็นหนังสือขายดี เพราะญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีวัฒนธรรมเป็นของตนเองเฉพาะ ใครจะเจรจาค้าขายกับญี่ปุ่น หากไม่ศึกษาถึงอุปนิสัยของคนญี่ปุ่นแล้วก็มีสิทธิที่จะตกม้าตาย หรือทะเร่อทะร่าเข้าไปโดยที่ถูกฝ่ายญี่ปุ่นล้วงตับล้วงพุง ไม่ต่างกับหงายไพ่ให้คู่เจรจารู้อย่างหมดเปลือก

เคยอ่านหนังสือเหล่านี้ จำได้ว่าญี่ปุ่นฉลาด ลูกเล่นในการเจรจาเพรวพราว พ่อค้าไทยไปเสนอราคาแกก็รับ ส่งเจ้าหน้าที่ 3-4 คนมานั่งเจรจา ต่อแล้วต่ออีก ทำทีเหมือนจะซื้อ พี่ไทยก็ไม่รู้เสนอราคาต่ำสุดเพราะคิดว่าเอาแน่ ประชุมเสร็จญี่ปุ่นก็บอกว่า จะรับไว้เสนอให้ผู้ใหญ่พิจารณา สรุปว่าคนที่ใส่สูทผูกไท้หน้าตาเป็นระดับผู้บริหารที่นั่งประชุมด้วยนั้น ไม่ไช่ผู้ตัดสินใจตัวจริง เมื่อนัดมาพบปะรอบใหม่ ก็เจอแบบเดียวกัน เพราะญี่ปุ่นแกก็อ้างโน่นอ้างนี้ และัมีข้อมูลมากกว่าพ่อค้าไทย เสร็จญี่ปุ่นอีก

กว่าจะลงนามสัญญาซื้อขายกันได้ก็เล่นจนเหนื่อย ที่แย่กว่านั้นก็คือขายกันแทบไม่มีกำไร

ส่วนเกาหลี หลังจากเป็นเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิค ก็มีสภาพไม่ต่างกับญี่ปุ่น สินค้าเกาหลีกลายเป็นที่รู้จัก และเป็นที่นิยมในทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมยานยนต์ แดวู เกียร์ ฯลฯ เครื่องใช้ไฟฟ้าและสินค้าไอที ก็มีซัมซุง LG ส่วนสินค้าดังๆของชาติอื่นๆก็มีฐานการผลิตอยู่ในเกาหลี หรือซื้อชิ้นส่วนอุปรณ์ที่มาจากเกาหลี

บ้านเราอาจมองสินค้าเกาหลีในเชิงลบ โดยเฉพาะรถเก๋ง เช่นแดวู และเกียร์ แต่ทั้งสองยี่ห้อนี้ ขายดีในหลายๆประเทศ เช่นมาเลเซีย และจีน รวมทั้งประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ อนาคตรถเกาหลีอาจก้าวขึ้นมาเคียงบ่าเคียงใหล่กับรถญี่ปุ่น โดยอาจร่วมทุนกับจีน ส่วนรถญี่ปุ่นนั้นคิดว่าจีนคงร่วมทุนลำบาก เพราะภาพลักษณ์ของคนญี่ปุ่นในสายตาคนจีนแล้วไม่ดีนัก พูดชัดๆก็คือคนจีนเกลียดญี่ปุ่น

สาเหตุก็เป็นเรื่องของประวัติศาสตร์ ที่ญี่ปุ่นเข้ามารุกรานจีนในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้ฆ่าฟันคนจีนนับแสนๆคน ทั้งฆ่า และข่มขืน ทำให้ความแค้นยังฝังใจคนจีนรุ่นก่อน และยังเล่้ากันปากต่อปากมาจนถึงคนในยุคนี้้

รถเกาหลีึคงไม่ต่้่างกับรถยนตฺ์ญี่ปุ่นในยุคแรกๆ ที่คนยุโรปและอเมริกานั่งหัวเราะเยาะว่า คันเล็กบ้่าง ไม่แข็งแรงบ้าง แต่ต่อมารถเล็กประเภท City Car ก็ขายดีไปทั่วโลก โดยเฉพาะคนหนุ่มสาวที่ให้ความนิยม เพราะราคาถูก ประหยัดน้ำมัน และประหยัดพื้นที่การจอด

ก็เพราะรถกระป๋อง คันเล็กๆ ซีซีน้อยนี่แหละที่ทำเอาบริษัท General Motor (GM) ต้องพังพาบมาแล้ว ยิ่งน้ำำ้ำำมันขึ้นราคารถญี่ปุ่นกลับขายดี ส่วนรถคันใหญ่ๆจากค่าย จี เอ็ม ที่กินน้ำมันยอดขายกลับหดหายจนต้องปิดโรงงานไปหลายแห่ง

จีนเป็นประเทศอันดับ 3 ของเอเชีย ที่เป็นเจ้าภาพโอลิมปิคประเทศล่าสุด และสร้างความฮือไปทั่วโลกกับความสำเร็จในครั้งนี้

ก่อนเป็นเจ้าภาพโอลิมปิค ฐานะทางเศรษฐกิจจีนของก็แข็งแกร่งเป็นอันดับ 1 ของโลกอยู่แล้ว พอได้เป็นเจ้าภาพโอลิมปิคก็คงไม่ต้องพูดว่าเศรษฐกิจจีนจะมีอิทธิพลขนาดไหน ผู้นำจีนอาจบอกว่า รู้แบบนี้ไม่เป็นคอมมิวนิสต์เสียแต่แรกก็น่าจะดี ไม่งั้นป่านนี้ก็เป็นจ้าโลกไปแล้ว

สนามกีฬาโอลิมปิคภายหลังเสร็จสิ้นการแข่งขัน กลายเป็นสถานท่องเที่ยว และเป็นจุดขายให้กับบริษัทท่องเที่ยวในหลายๆประเทศ (รวมทั้งไทยด้วย) ที่นำมาโปรโมทในทริปปักกิ่ง โดยเฉพาะสนามรังผึ้งที่ใช้ทำพิธีเปิด-ปิด และสนามกีฬาทางน้ำที่ทำเป็นรูปฟองอากาศ ทั้งสองสนามนี้ได้รับความสนใจเป็นพิเศษ


วันที่ผมเดินทางมาปักกิ่งตรงกับเดือนกุมพาพันธ์ ปี 52 และพึ่งผ่านพ้นโอลิมปิค (Beijing 2008) มาได้ราว 6 เดือน เรียกว่ากลิ่นอายของโอลิมปิคยังไม่จาง

เมื่อมาถึงปักกิ่ง ไกด์จีนก็ยังกล่าวถึงควันหลงโอลิมปิคอยู่บ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการจราจรที่กำหนดให้รถสลับกันโดยดูจากเลขทะเบียนเลขสุดท้าย เลขคู่ก็ให้วิ่งวันคู่ เลขคี่ก็ให้วิ่งวันคี่ ไกด์จีนบอกว่าทำให้รถในปักกิ่งหายไปครึ่งหนึ่งทันที การจราจรคล่องตัวมาก

หรือแม้แต่การสร้างอาคาร ถนน ทางด่วน ทุกอย่างดูเหมือนถูกเนรมิตรขึ้นมาในพริบตา ไกด์เล่าว่าแม้แต่คนจีนก็ยังงุนงง ว่าสร้างได้เร็วขนาดนี้ เผลอแผล่บเดียวทางด่วนเสร็จ สะพานข้ามทางแยกเสร็จ และทุกอย่างเสร็จทันโอลิมปิค ใครมาเห็นก็ต้องบอกว่าเมืองปักกิ่งเปลี่ยนเร็วชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ

ปักกิ่งในช่วงโอลิมปิตและหลังโอลิมปิคจึงดูตระการตา คนไทยที่เคยมาเที่ยวก่อนหน้านี้ยังบอกว่ามาครั้งนี้จำแทบไม่ได้ สิ่งที่เคยเห็นรกหูรกตาเมื่อครั้งก่อนมาคราวนี้หายเกลี้ยง ถนนหนทางกว้างขวางขึ้น บ้านเมืองสะอาดเรียบร้อยมาก เพราะมีการรณรงค์ในเรื่องการทิ้งขยะและการสูบบุหรี่

ปักกิ่งในเดือนกุมภาพันธ์ 51 เป็นช่วงฤดูหนาว ก่อนจะออกเดินทางก็ทราบว่าอุณภูมิอยู่ที่ประมาณ 5 – 6 องศา บางวันก็อาจลดลงถึง 0 - 2 องศา เรียกว่าหนาวมาก การเดินทางมาปักกิ่งในฤดูหนาวจึงต้องเตรียมพร้อมกับแบบต็มยศเต็มอัตราศึก เสื้อหนาวที่เคยใส่ในเมืองไทยต้องบอกว่ายังไม่พอ ต้องเป็นชนิดเสื้อโค๊ตตัวใหญ่ๆ หรือชนิดที่มีหมวกคลุมศรีษะด้วยก็ยิ่งดี อย่างอื่นเช่นถุงมือ หมวกหนาๆแบบเมืองหนาว หรือหมวกไอ้โม่งชนิดทอหนาๆ ถุงเท้า รองเท้า ทั้งหมดนี้ก็ต้องหาซื้อตามร้านขายสินค้าสำหรับการเตรียมตัวเดินทางไปเมืองหนาวโดยเฉพาะ ที่นิยมก็หนีไม่พ้นห้างแพลตตินัมประตูน้ำ

ส่วนชุดที่ลืมไม่ได้ก็คือ ชุดลองจอน (Long john) เป็นชุดเสื้อผ้าชั้นใน เสื้อแขนยาว กางเกงขายาว คล้ายกับชุดนอนแนบเนื้อ แต่ใช้วัสดุพิเศษที่สร้างความอบอุ่นแก่ร่างกาย หรือเก็บความร้อนได้ดี ผมซื้อไป 2 ชุด ได้ผลเกินคาด วันแรกใส่ไปแล้วรู้สึกจะเอาไม่อยู่ เพราะหนาวเกินกว่าที่คิด วันต่อๆมาจึงซ็อนกัน 2 ชั้น ทำให้พอจะรับกับความหนาวได้บ้าง ใครจะจดจำไปทำก็ไม่น่าเกลียด เพราะชุดมันบาง อยู่ข้างในกี่ชั้นก็ดูไม่ค่อยออก แต่ก็ระวังว่ารูดซิบกางเกงไม่ได้ เพราะเอวมันใหญ่ขึ้น

อากาศหนาวๆแบบนี้เหงื่อไม่ออก กลิ่นตัวไม่มี ใส่กัน 4 วัน 5 วัน ก็ไม่มีปัญหา จะลำบากวุ่นวายก็ตรงที่จะเข้าห้องน้ำปวดเบานี่แหละครับ ต้องแกะ ต้องถอดกันหลายชั้น กว่่าจะปลุกให้ลูกชายที่นอนสลึมสลือออกมาลืมตาดูโลก

ของปลีกย่อยก็มีที่ปิดหู ครีมทาผิว ผ้าพันคอ ที่จำเป็นมากก็เป็นครีมทาผิว หากใครลืม โรงแรมระดับ 4 ดาว ก็จะมีแจกฟรีให้เป็นตลับเล็กๆ ส่วนโรงแรมระดับ 3 ดาว อาจจะไม่มี ทางที่ดีเตรียมไปดีกว่า ไม่เช่นนั้นผิวใบหน้าแตกแน่ๆ

ใครไม่เคยไปเที่ยวในประเทศในช่วงอากาศหนาวๆ ฟังดูแล้วค่อนข้างมากเรื่องมากราว และต้องเสียเงินเพิ่มนอกเหนือจากค่าทัวร์ที่แพงอยู่แล้ว พอกลับมาเมืองไทยก็อาจไม่มีโอกาสได้ใช้ เพราะหนาวไม่ถึงขั้น การซื้อของพวกนี้จึงต้องชั่งใจให้ดีว่า จะเอาราคาระดับไหน ซื้อครั้งเดียวแล้วเลิกใช้ ก็ควรซื้อแบบราคาถูกๆหรือปานกลาง หากคิดว่าอนาคตชอบเที่ยวเมืองหิมะบ่อยๆ ก็อาจซื้อของดีไปเลย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเงินในกระเป๋าของแต่ละคน

สำหรับประเทศหนาว(มากๆ) ต้องบอกว่าสิ่งเหล่านี้จำเป็นทั้งนั้น เจออากาศหนาวๆในระดับ 0 – 2 องศา หรือต่ำกว่านั้น จะรู้เลยว่ามันทรมาน ประมาทไม่ได้นะครับ ยิ่งเจอทั้งหนาวและีมีลมกระโชกด้วย เลิกพูดกันเลย เพราะมันหนาวจนชาไปหมด โดยเฉพาะตามปลายนิ้วมือนิ้วเท้า จะรู้สึกได้เลย จึงต้องคอยนวดคอยกระดิกนิ้ว กระตุ้นให้เลือดมีการไหลเวียน

เรื่องถุงมือแนะนำว่าซื้อแบบหนังแท้สีดำๆ(หนังมัน) แพงหน่อยแค่คุ้มกว่า เพราะความร้อนจากมือเราจะไม่ออกมาภายนอก ส่วนถุงมือผ้าไม่แนะนำ เพราะรูอากาศเต็มไปหมด ส่วนที่ขายกันมากก็เป็นแบบหนังด้าน เ็ป็นรุ่นยอดนิยม และมีขายกันมาก แต่หนาวจัดๆก็เอาไม่อยู่ ต้องคอยเอามือซุกกระเป๋าตลอดเวลา ไม่เช่นนั้นนิ้วอาจชา

คนขี้ร้อนหลายคนมักประมาทในการเตรียมความพร้อม คิดว่าตนเองทนได้ เจอของจริงเข้าก็ร้องจ็าก เป็นภาระที่ต้องหาซื้อเพิ่มเติมในต่างประเทศ

ใครอยากรู้ว่า เที่ยวเมืองหนาวต้องเตรียมตัวซื้ออะไรบ้าง ค่าใช้จ่าย(คร่าวๆ)เท่าใด ดูได้จากรายการข้างล่างนี้

 - เสื้อหนาว 1,000-1500 บาท ควรซื้อแบบมีหมวกครอบ จะได้ปิดคอรูดเชือกได้
 - หมวกหนัง 4-500 /หมวกผ้าถักแบบวัยรุ่น 100-200 เลือกชนิกที่สามารถดึงลงมาปิดหูได้
 - ถุงมือหนังแบบด้านหลากสี 2-300 /แบบหนังมันสีดำ 500
 - ลองจอน 250/ชุด (เสื้อและกางแกง) ควรซื้อไป 2 ชุดสลับกัน
 - ที่ปิดหู 30-100 บาท (แล้วแต่แบบ)
 - ผ้าพันคอ 100
 - ถุงเท้าอย่างหนา (หรือแบบกันลม) 35/คู่
 - รองเท้าควรใ้ช้รองเท้าแบบหนัง หรือรองเท้ากีฬาแบบหุ้มข้อ
 - รองเท้าผู้หญิงควรเป็นแบบหนังมีซิบรูด (ของถูกๆมีขายเยอะ) ราคา 7-800 บาท
 - ครีมป้องกันผิวแตก
 - ร่ม/เวลามีหิมะตก

เสื้อผ้าที่เตรียมไป ควรเป็นเสื้อแขนยาว ผ้าหนาๆ
กางเกงแบบทั่วไป เช่นกางเกงยีนส์ หรือแบบกันลมคล้ายผ้าร่ม

ที่แนะนำนี้เป็นราคาแบบถูกๆ-ปานกลางเท่าที่พอจะหาซื้อได้ทั่วๆไป ส่วนใครต้องการที่คุณภาพดีกว่า แพงกว่า ก็แล้วแต่ความพอใจ


ช่วงหน้าหนาว คนจีนติดตามรายงานอากาศชนิดเกาะติด ถ้าจำไม่ผิดน่าจะรายงานกันทุก 6 ชั่วโมง เพราะอากาศบางช่วงเปลี่ยนแปลงเร็วมาก การรับฟังการพยากรณ์ทางอากาศก็เพื่อเตรียมตัวรับสถานการณ์ข้างหน้า โดยเฉพาะเรื่องหิมะที่คนจีนในปักกิ่งจะเฝ้าติดตาม หากเป็นบ้านเราก็คล้ายรายงานเรื่องฝนตก

ทริปนี้มาถึงปักกิ่งในวันที่ 13 กพ.51 ช่วงเย็น(ก่อนวันวาเลนไทน์) อุณภูมิภายนอกสนามบินราว 7 องศา แต่พอตกกลางคืนราว 3-4 ทุ่ม ลดเหลือ 5-6 องศา ช่วงดึกๆก็อาจเหลือเพียง 2 องศา อุณภูมิระดับนี้ไปไหนมาไหนลำบาก เพราะมันหนาว สู้อยู่ในห้องที่มีแอร์อุ่นๆ สบายกว่า

สนามบินปักกิ่งเป็นสนามบินแห่งใหม่ สร้างเพื่อต้อนรับโอลิมปิคโดยเฉพาะ เมื่อเครื่องบินร่อนลงสนามบินรู้สึกเลยว่าใหญ่โตมาก เครื่องร่อนลงแล้ว ก็ยังแท็กซี่ช้าๆต่อไปอีกราวครึ่งชั่วโมง กว่าจะถึงงวงช้างเพื่อเข้าสู่อาคารสนามบิน

ผ่านงวงช้างมาแล้วก็ผ่าน ตม. หรือตรวจเอกสาร จากนั้นต้องขึ้นรถไฟฟ้าของสนามบินต่อไปอีกราว 3 กม. เพื่อไปยังจุดรับกระเป๋า ซึ่งรถไฟฟ้าภายในอาคารสนามบินปักกิ่ง ก็ไม่ต่างกับ รถไฟฟ้า BTS ในบ้านเรา

สนามบินจีนมีขนาดใหญ่โต จนคิดว่าจะเสีียเวลาและยุ่งยาก แต่ความจริงแล้วตรงกันข้าม เพราะเค้าวางระบบไว้ดี ยิ่งตอนขาออกเพื่อไปยังจุดจอดรถด้านหน้าอาคารกลับสะดวกมาก

การออกแบบอาคารได้แยกประตูทางออกเพื่อไปขึ้นรถแต่ละชนิดโดยไม่ปะปนกัน เช่นแท็กซี่ก็จะไปทางหนึ่ง จะไปลานจอดรถส่วนตัวก็ทางหนึ่ง มาเป็นกรุ๊ปทัวร์เพื่อขึ้นรถบัสก็ต้องไปอีกประตูหนึ่ง เป็นการแยกกันแบบเด็ดขาด และมีทางเชื่อมเพื่อออกไปยังทางด่วนโดยเฉพาะช่องทางใครช่องทางมัน

ทีแรกก็ไม่ทราบ และยังสงสัยว่าตอนออกจากประตูอาคารสนามบิน ทำไมจึงไม่ค่อยมีผู้คน ดูเงียบๆ รถเก๋งส่วนตัว หรือแท็กซี่ก็ไม่มี เห็นแต่รถบัสสีขาวของนักท่องเที่ยวเคลื่อนมาหน้าตึกทีละคันสองคัน จึงรู้ว่าเค้าแยกประตูไม่ให้ปะปนกัน สนามบินที่มีขนาดใหญ่โตมากจึงไม่วุ่นวายเหมือนสนามบินสุวรรณภูมิ ที่พอออกมาภายนอกอาคารก็จะมีคนควักมือให้ขึ้นรถแท็กซี่ของตนเอง

หรืออาจมีหน้าม้าเดินมาถามว่าจะไปไหน หากเราใช้บริการ หน้าม้าก็จะพาไปขึ้นรถแท็กซี่ที่จอดรอ คนขับแท๊กซี่ก็จะจ่ายเงินให้หน้ามาไป 20 บาท เป็นค่าหาลูกค้าให้ อาชีพหน้ามายังหากินได้ที่สุวรรณภูมิ ใครตกงานมาหางานทำแถวนี้ได้นะครับรายได้ไม่เลวเลย ส่วนจะจ่ายค่าหัวให้เจ้าหน้าที่การท่า หรือบริษัทที่รับเหมาบริการรักษาความปลอดภัยเป็นเงินเท่าไหร่ ลองสอบถามได้ที่ผู้อำนวยการการท่าอากาศยาน หรือ ทอท. เข้าใจว่าท่านน่าจะทราบดี เพราะอาชีพนี้มีมานานแล้ว

สนามบินปักกิ่งมีขนาดใหญ่โตมาก ระบบและการจัดการต่างๆจึงได้มาตรฐานสากล และหากทียบความยาวกับสนามบินประเทศอื่นๆก็น่าจะเป็นสนามบินที่มีอาคารผู้โดยสารยาวที่สุดในโลก ถ้าจำไม่ผิดน่าจะยาวประมาณ 3.5 กม. การเดินทางเชื่อมต่อกันภายในจึงต้องใช้รถไฟฟ้าแบบ BTS ในบ้านเรา เป็นบริการฟรีเฉพาะผู้โดยสารเท่านั้น


ทริปปักกิ่ง ยังมีอีกหลายตอน ติดตามตอนต่อไปนะครับ



โฟโต้ออนทัวร์
12 ธันวาคม 2552



แผนที่ประเทศจีน (คลิกที่ภาพ)


ข้อมูลปักกิ่ง

ภาษาไทย เป่ย์จิง (ปักกิ่ง)
อักษรโรมัน Beijing, Peking

พื้นที่ 16,808 ตร.กม.(อันดับที่ 29)

ประชากร (ข้อมูลปี พ.ศ. 2550)
  - เขตเมือง 10,300,000
  - ความหนาแน่น 888 คน/กม (อันดับที่ 4)
  - ปริมณฑล 17,200,000 (อันดับที่ 26)

ชาติพันธุ์หลัก
  - ฮั่น - 96%
  - แมนจู - 2%
  - ฮุย - 2%
  - มองโกล - 0.3%

จำนวนเมือง/อำเภอ 18

จำนวนตำบล 273

ปักกิ่ง หรือ เป่ย์จิง (Beijing)

เป็นเมืองหลวงของสาธารณรัฐประชาชนจีน มีชื่อย่อว่า จิง ตั้งอยู่ที่ภาคตะวันตกเฉียงเหนือของ ที่ราบหวาเป่ย ชื่อเดิมคือ จี่ สมัยชุนชิวจ้านกั๋วเป็นเมืองหลวงของแคว้นยัน สมัยราชวงศ์เหลียว เป็นเมืองหลวงรอง ชิ้อยันจิง เป็นเมืองหลวงของจีนตั้งแต่สมัยราชวงศ์จิน หยวน หมิง ชิงจนถึง สาธารณรัฐจีน เคยใช้ชื่อจงตู ต้าตู เป่ยผิงและเป่ยจิง เริ่มตั้งเป็นเมืองตั้งแต่ปี 1928 ปัจจุบัน แบ่งเป็น 16 เขตและ 2 อำเภอ เป็นนครที่ขึ้นตรงต่อส่วนกลาง พื้นที่ทั่วนครเป่ยจิงมีถึง 16,800 ตารางกิโลเมตร ถึงสิ้นปี 2002 ทั่วนครเป่ยจิงมีประชากร 1,136,300 คน นครเป่ยจิงเป็นศูนย์การเมือง วัฒนธรรม วิทยาศาสตร์ การศึกษาและเขตชุมทางการคมนาคมทั่วประเทศจีนและก็เป็นเมืองท่อง เที่ยวที่มีชื่อดังทั้งในประเทศจีนและในโลก แหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญมีกำแพงเมืองจีน พระราชวังโบราณ หอสักการะฟ้าเทียนถัน สุสานจักรพรรดิสมัยราชวงศ์หมิง วังพักร้อนอี๋เหอหยวนและภูเขาเซียงซาน เป็นต้น

ปัจจุบันปักกิ่งเป็นเขตการปกครองพิเศษแบบมหานคร 1 ใน 4 แห่งของจีน ซึ่งมีฐานะเทียบเท่ากับมณฑลหลังจากปักกิ่งได้รับการจัดตั้งเป็นเมืองหลวงของ สาธารณรัฐประชาชนจีนในปี 1949 โดยเฉพาะหลังจากสมัย 80 ศตวรรษที่ 20 เมืองปักกิ่งได้พัฒนาอย่างรวดเร็วอย่างเหลือเชื่อ มีการเปลี่ยนแปลงจากหน้ามือเป็นหลังมือ ปัจจุบันนี้ปักกิ่งมีถนนที่สลับกัน ตึกสูงๆ โดยไม่เพียงแต่รักษาสภาพเมืองโบราณ และยังแสดงถึงสภาพเมืองที่ทันสมัย กลายเป็นเมืองใหญ่ของโลก
บรรยากาศทั่วไปในเมืองปักกิ่ง

ปักกิ่งเป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่อันดับสองของประเทศจีนรองจากเซี่ยงไฮ้ ปักกิ่งเป็นศูนย์กลางทางการปกครอง การศึกษา การขนส่ง และวัฒนธรรมจีน ในขณะที่ศูนย์กลางทางเศรษฐกิจนั้นจะอยู่ที่เซี่ยงไฮ้และฮ่องกง

ปักกิ่งเป็น 1 ใน 4 เมืองหลวงเก่าของจีน และได้รับเลือกให้จัดการแข่งขันโอลิมปิกฤดูร้อนปี 2551 อีกด้วย มหานครปักกิ่งเป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน นับแต่ สมัยราชวงศ์หยวน สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน เป็นศูนย์กลางทางการเมือง เศรษฐกิจ การศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมของจีน ปักกิ่งมีสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์มากมาย เช่น จัตุรัสเทียนอันเหมิน กำแพงเมืองจีน พระราชวังฤดูร้อน พระราชวังต้องห้าม เป็นต้น มีประวัติความเป็นมา เริ่ม ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ซึ่งมี การขุดค้นพบกะโหลก มนุษย์ปักกิ่งตามหลักฐานที่พิสูจน์ได้ปักกิ่งมีความเจริญ รุ่งเรืองมานับแต่ คริสศตวรรษที่ 13 ในปี พ.ศ. 1964 (ค.ศ. 1421) จักรพรรดิหย่งเล่อ ได้ทำการก่อสร้างและออกแบบผัง เมืองใหม่และย้ายฐานราชการชั่วคราวในขณะนั้นจาก เมืองหนานจิงมายัง เป่ยจิง หรือปักกิ่งในปัจจุบัน

ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมาปักกิ่งถูกยกสถานะเป็นเมืองสำคัญระดับโลกเป็นศูนย์กลางทางการ ปกครองการค้า การลงทุนที่สำคัญที่สุดของประเทศจีนในแต่ละปีมีชาวต่างชาติเดินทางเข้ามา ติดต่อการค้าท่องเที่ยว ศึกษาเป็นจำนวนมากประชาชนชาวปักกิ่งมีสภาพความเป็นอยู่และมีคุณภาพชีวิตที่ ดีขึ้น รวมทั้งได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมจากตะวันตกมากขึ้นด้วย

ที่ตั้งและอาณาเขต

มณฑลเจียงซีมีพื้นที่ติดต่อดังนี้
* ทิศเหนือ ทิศใต้ และ ทิศตะวันออก ถูกล้อมรอบด้วย มณฑลเหอเป่ย์
* ทิศตะวันตก ติดต่อกับ นครเทียนสิน




 
      copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ