ปักกิ่ง 2009 : 2552 เที่ยวมหานครปักกิ่ง พระราชวังปักกิ่ง จตุรัสเทียนอันเหมิน หอบูชาเทียนถาน กำแพงเมืองจีน พระราชวังฤดูร้อน ชูสีไทเฮา กายกรรมปักกิ่ง วัดลามะ งานสลักน้ำแข็งหลิงชิงเสีย
Photoontour.Com โฟโต้ออนทัวร์
Home : Outbound : Beijing 02    
ตอนที่ 1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
ตอนที่ 1 มาถึงปักกิ่ง
ตอนที่ 2 พระราชวังปักกิ่ง(วังกู้กง)
ตอนที่ 3 พระราชวังปักกิ่ง (วังต้องห้าม)
ตอนที่ 4 หอบูชาเทียนถาน
ตอนที่ 5 พระราชวังฤดูร้อน ชูสีไทเฮา
ตอนที่ 6 ยามเช้าที่ปักกิ่ง
ตอนที่ 7 มหานครปักกิ่ง
ตอนที่ 8 สโนว์เวิลด์ snowworld
ตอนที่ 9 กำแพงเมืองจีน
ตอนที่ 10 หลงชิงเสีย เทศกาลน้ำแข็งแกะสลัก
ตอนที่ 11 หวังฟูจิง Shopping Street
ตอนที่ 12 วัดลามะ
ตอนที่ 13 ซ้อปปิ้ง+วันเดินทางกลัง
ถึงปักกิ่ง
วังกู้กง
วังปักกิ่ง
หอเทียนถาน
วังฤดูร้อน
ยามเช้า
มหานคร
สโนว์เวิลด์
กำแพงยักษ์
หลงชิงเสีย
หวังฟูจิง
วัดลามะ
สาวจีน
ปักกิ่งตอนที่ 2 : Beijing Palace (Forbidden City) พระราชวังปักกิ่ง (วังต้องห้าม,วังกู้กง)
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
     
 
 
 
Outbound Click >
ภาพเที่ยวต่างแดน
Hue- HoiAn
Angkor
Burma
Sipsongpanna
South Laos
Luangprabang
Koh Ker
Sapa VN
Malay
Guilin
Hanoi  
I  Home I Articles I City Tour I Events I Gallery I Outbound tour I Royal Photos   I Today Talk I  Photo Service  I Guest  I  Free Wallpaper  I About site I  Misc. I



ปักกิ่งตอนที่ 2
: พระราชวังต้องห้าม (วังกู้กง) Forbidden city or Imperial Palace

(เดินทาง กุมภาพันธ์ 52)

แผนที่พระราชวังหลวง(วังต้องห้าม) 1458*3186 (1.2 mb)


วันนี้ตื่นเช้าก็เจอกับอากาศที่ค่อนข้างหนาว แต่คนจีนคงคิดว่าเป็นเรื่องปกติ เมื่อคืนวานได้ยินว่าอุณหภูมิต่ำสุดราว 2-3 องศา แต่คืนนี้คาดว่าน่าจะราว 1-2 องศา ส่วนกลางวันเมื่อวานประมาณ 7-8 องศา

คนไทยมาเจอความหนาวระดับนี้ก็แทบสะดุ้งกันทุกคน แม้จะเตรียมเสื้อหนาว และเครื่องกันหนาวมาอย่างดีแล้ว แต่เมื่อเจอกับสถานการณ์จริง และเกิดมาก็ไม่เคยเจอกับความหนาวแบบนี้ จึงรู้ว่าหนาวจนหน้าชามือชานั้น มันเป็นอย่างไร

เช้านี้หลังทานอาหารเช้า หลายคนก็นั่งรอที่ล็อบบี้โรงแรม เพราะไม่อยากสู้กับความหนาวจากภายนอก แต่ผมมันคนซอกแซก อยู่นิ่งไม่ค่อยได้ จึงออกไปถ่ายภาพหน้าโรงแรมเพื่อสู้กับความหนาวดีกว่า ยิ่งหนาวมากก็ยิ่งท้าทาย คิดแต่ว่ามาเที่ยวแล้วก็ต้องเรียนรู้ให้คุ้ม

แต่พอเปิดประตูโรงแรมูก็ต้องผงะ เพราะมันหนาวกว่าที่คิด จึงต้องเปลี่ยนถุงมือจากแบบผ้าไหมพรมมาเป็นแบบหนัง เพราะมันป้องกันความหนาวได้ดีกว่า แต่ก็มีปํญหาเวลาถ่ายภาพ มือใหญ่ นิ้วใหญ่ หาปุ้มกดชัดเตอร์ไม่ค่อยถนัดนัก

ความหนาวระดับนี้คนจีนดูจะไม่ค่อยสะทกสะท้าน ยังดำเนินชีวิตตามปกติ แต่ความผิดปกติก็มีบ้างสำหรับการแต่งกายของสาวๆชาวจีนในกรุงปักกิ่ง กับชุดกันหนาวสีสดๆ ดูสวยงามสะดุดตา พร้อมสวมรองเท้าหนังสูงถึงเข่า ทำเอาชายไทยต้องแอบมองอยู่เป็นนาน แต่งตัวแบบนี้หาไม่ได้ในบ้านเรา เพราะยังหนาวไม่พอ

  เช้านี้ได้ถ่ายภาพสาวจีนไปหลายภาพ หลายคนทำท่าแปลกใจ สงสัยว่าอีตาคนนี้มันถ่ายเราไปทำไม ถ่ายเอ้า ถ่ายเอา..

พอได้เวลารถบัสก็มาถึง จากนั้นก็ได้เวลาออกเที่ยว โปรแกรมเช้านี้เราจะไปเที่ยวพระราชวังหลวง หรือวังกู้กง สถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นไฮไลท์อันดับ 1 ของเมืองหลวงปักกิ่ง และเป็นพระราชวังที่มีความสำคัญติดอันดับโลก

เรื่องติดอันดับต่างๆคงไม่ต้องพูด เพราะจีนเป็นประเทศที่มีแหล่งท่องเที่ยวสำคัญๆมากมาย ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ทางประวัติศาสตร์ ถิ่นกำเนิดชาติพันธ์ และวัฒนธรรมของมนุษย์เผ่าต่างๆ รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ

ถ้าจำไม่ผิด จีนมีแหล่งท่องเที่ยวที่ยูเนสโกขึ้นทะเบียนไว้แล้วเป็นร้อยๆแห่ง แทบจะเรียกว่ากระจายอยู่ทุกหัวเมือง และกำลังรอขึ้นทะเบียนอีกนับไม่ถ้วน

มีมากชนิดที่จับตรงไหนก็เจอ โดยเฉพาะสถานท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่มีมากมายเหลือคณานับ ส่วนแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์และทางวัฒนธรรมก็มีมากมายไม่แพ้กัน ใครมาเห็นแล้วก็ต้องยอมรับว่าประเทศจีนยังมีวัตถุดิบที่หากินได้นานอีกหลายปี

แต่นักท่องเที่ยวที่มาปักกิ่งส่วนใหญ่จะหมายตาไว้ 2-3 แห่ง ได้แก่ กำแพงเมืองจีน หอบูชาเทียนถาน และพระราชวังต้องห้าม หรือวังกู้กง ที่มีประวัติศาสตร์มายาวนานหลายร้อยปี

รถบัสได้พาพวกเรามาด้านหลังพระราชวัง ไกด์บอกว่าทางประตูด้านหน้า หรือ ประตูเทียนอันเหมินจะมีนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก จึงเปลี่ยนมาเข้าประตูหลังวังแล้วเดินย้อนออกประตูหน้า โดยรถจะไปรับยังด้านหน้า หรือบริเวณจตุรัสเทียนอันเหมิน

รถจอดไม่ห่างจากวังกู้กงเท่าใดนัก บริเวณนี้จะไม่มีตึกสูง เห็นแต่อาคารบ้านช่องแบบเก่าๆ สูงประมาณ 1-2 ชั้น หากเป็นบ้านเราก็คล้ายกับย่านท่าช้าง ท่าพระจันทร์ จากนั้นก็เดินไปยังประตูท้ายวัง ที่เห็นกำแพงของวังตั้งทมึนเป็นแนวยาว นึกในใจว่านี่ขนาดด้านหลังวังก็ดูอลังการใหญ่โต แล้วด้านหน้าละจะยื่งใหญ่ขนาดไหน

ต้องยอมรับว่าใหญ่โตมาก เคยเห็นจากภาพถ่ายก็ไม่สู้จะตื่นเต้น แต่เมื่อมาเห็นของจริงแล้วก็ต้องบอกว่าสมกับเป็นพระราชวังที่ยิ่งใหญ่จริงๆ

กำแพงขนาดใหญ่สูง 11 เมตร มีคูน้ำล้อมรอบทั้งสี่ด้าน ให้ความรู้สึกที่น่าเกรงขาม ส่วนภายในพระราชวังก็มีแต่เรื่องราวที่แสดงถึงความยิ่งใหญ่ เช่นมีพื้นที่ถึง 450 ไร่ (หรือประมาณ 2 เท่าของวังสวนจิตรลดา) มีตำหนักและอาคารต่างๆถึง 800 หลัง มีจำนวนห้องถึง 9,999 ห้อง และตำแหน่งที่ตั้งวัง อยู่ศูนย์กลางของเมืองปักกิ่ง หรือเมืองหลวงของจีน โดยนักดาราศาสตร์จีนในสมัยนั้นสร้างให้เป็นเครื่องหมายแห่งจักรวาล

วังกู้กงสร้างมานานราว 500-600 ปี เป็นพระราชวังมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์หมิงจนถึงราชวงศ์ชิง ซึ่งเป็นราชวงศ์สุดท้าย ก่อนมีการปฏิวัติประเทศจนกลายเป็นสงครามกลางเมือง เหตุการณ์ครั้งนั้นเครื่องใช้ไม้สอยรวมถึงของมีค่าต่างๆภายในพระราชวังถูกโขมยไปจนหมด แต่ไปโผล่ที่พิพิธภัณฑ์ในประเทศใต้หวันในปัจจุบัน หรือเป็นสมบัติของตระกูลมั่งคั่งในใต้หวัน (ใครอยากทราบรายละเอียดก็ต้องไปศึกษาประวัติความเป็นมาของประเทศใต้หวันเอาเอง)

ส่วนภายในพระราชวังหลวงที่เห็นในปัจจุบัน ไม่ต่างกับมีแต่โครงสร้าง แต่ไม่มีสิ่งของอยู่ภายใน ถึงมีรัฐบาลจีนก็นำไปเก็บไว้ในพิพิทธภัณฑ์อื่นๆ เพราะภายในวังยี้คงจะไม่ปลอดภัยพอ ในอดีตก็เคยเกิดเพลิงใหม้ครั้งใหญ่มาแล้ว

พระราชวังหลวง หรือวังปักกิ่ง มีชื่อเรียกหลายชื่อ ภาษาจีนเรียกว่า กู้กง แปลว่า พระราชวังเดิม แต่คนทั่วไปเรียกว่า พระราชวังหลวง หรือวังต้องห้าม ภาษาอังกฤษใช้ชื่อว่า Forbidden City แปลว่าเมืองต้องห้าม

คำว่าต้องห้าม หมายถึงคนภายนอกไม่สามารถเข้ามาในภายในพระราชวังได้ แม้แต่นายทหารและข้าราชการระดับสูงก็ไม่มีสิทธิ์ เว้นแต่ผู้ได้รับอนุญาต หรือมีพระบรมราชโองการให้เข้าเฝ้าเท่านั้น คนที่จะเข้าได้ก็เฉพาะแต่ขันที

ขันทีก็คือผู้ชายที่ถูกตอน

ส่วนคำว่าตอนแบบขันทีเป็นอย่างไร ก็ไม่ทราบเหมือนกัน หลายคนคงได้ยินว่าสุนัขถูกตอน หรือตอนหมา ตอนแมว ตัวไหนถูกตอนก็ดูไม่ยาก เพราะจะอ้วนกลมดิ๊ก เอาแต่กินและนอน ไม่ค่อยกระฉับกระเฉงว่องไว

ส่วนผู้ชายถูกตอนก็คงไม่น่าจะอ้วนเหมือนสุนัขและแมว เพราะผมก็ถูกตอน(ทำหมัน) มาแล้ว (ขอคุยอย่างเอียงอาย) ดูตัวเองก็ไม่เห็นว่าจะอ้วนแต่อย่างใด แถมรูปร่างยังดูดีกว่าก่อนถูกตอนด้วยซ้ำไป

มาว่าขันทีต่อ.. ขันทีในสมัยประวัติศาสตร์จีน คงไม่ไช่แค่ตอนอย่างเดียว ได้ยินว่าถูกตัดเอ็นที่บริเวณอวัยวะเพศด้วย พูดตรงๆก็คือไม่มีโอกาสแข็งตัว ดังนั้นจึงไม่มีโอกาสล่วงละเมิดกับสตรีเพศใดได้

ไกด์จีนบอกว่า ผู้ชายสมัยนั้นส่วนใหญ่ต้องการทำงานในราชสำนัก จะได้มีเงินมีทอง จึงจำต้องยอมเป็นขันที แต่ก็ต้องเสียสิทธิ์(ส่วนตัว)ไปตลอดชีวิต
ตอนแล้วตอนเลยนะครับ จะให้หมอจีนกลับมาแก้ไขให้ผงาดได้เหมือนเดิมนั้นไม่ได้เด็ดขาด เรื่องนี้ไกด์(สาวชาวจีน)ไม่ได้บอก แต่ผมคิดเอาเอง

นี่แหละคนที่มีสิทธิ์เข้ามารับใช้ในวังต้องเป็นขันทีเท่านั้น ส่วนทหารจีนกล้าแกร่งทั้งหลายไม่มีสิทธิ์เข้ามาในวังเด็ดขาด

ไหนๆก็ไหนแล้ว เอาความรู้เรื่องขันทีมาเสริมอีกหน่อย คนอ่านบทความนี้จะได้เข้าใจเรื่องขันทีได้มากขึ้น

ขันที มีอยู่สองประเภท

ประเภทที่ 1 ถูกตอนโดยตัดแค่ปลายองคชาตเท่านั้น(ต่างกับการขลิบปลาย หรือขลิบหนังหุ้มแบบอิสลาม) แต่ยังเหลือพวงอัณฑะอยู่ ขันทีประเภทนี้ ยังเหลือฮอร์โมนเพศชายอยู่มากมาย เสียงยังห้าวแบบชาย และจะได้อนุญาตให้ปฏิบัติภารกิจหน้าที่การงานได้เฉพาะเขตพระราชฐานชั้นนอกเท่านั้น

ประเภทที่ 2 ถูกตอนโดยตัดทิ้งทั้งพวง เสียงจะแหลมเล็ก ลูกกระเดือกหายไป ฮอร์โมนเพศชายหมดไป พวกนี้จะได้รับความไว้ใจสูงกว่า และสามารถปฏิบัติงานในเขตพระราชฐานชั้นใน (พวกนี้น่าจะแสดงกริยาท่าทางแบบกระเทยในปัจจบัน..ผมเสริมให้เองครับ)

เรื่องขันที จึงเขียนเท่าที่รู้ และไม่อยากรู้มากไปกว่านี้ กลัวว่าจะเข้าตัว หรือกลัวว่าอนาคตอาจจะมีอาการแบบขันที หรือประเภทนกเขาไม่ขันสักที (หรือไม่ยอมตื่น) เพราะโรคนี้ได้ยินว่ามันเป็นภัยมืดที่มองไม่เห็น และกำลังคุกคามผู้ชายไทยมากขึ้นทุกวันๆ (ผมละกั้ว..กัว)

ขันทีในวังกู้กงมีจำนวนหลายหมื่นคน ไกด์(สาว)ว่าอย่างนั้น เพราะพระราชวังนี้ใหญ่โตมาก เพียงแค่พวกเราเดินเที่ยวก็ลิ้นห้อยแล้ว เดินไป ดูไป กว่าจะไปถึงปลายทางก็ปาเข้าไปราวสองชั่วโมงกว่า ระหว่างที่เดินชมพระตำหนักต่างๆก็เห็นนักท่องเที่ยวจีนมาเที่ยวกันมากมาย จนแทบไม่ค่อยเห็นชาวต่างชาติสักเท่าใด ไปทางไหนก็เจอแต่คนจีน


เรื่องพระราชวังจีนยังไม่จบ..


ภาพในชุดนี้ถือว่าเป็นภาคแรก เป็นการลำดับภาพเพียงแค่ครึ่งทางเท่านั้นเอง ส่วนภาคต่อไปก็จะพาเที่ยวต่อ และจะพาเดินไปจนถึงจตุรัสเทียนอันเหมินที่ขึ้นชื่อลือชาของประเทศจีน และเทียนอันเหมินนี่แหละที่ทำเอารัฐบาลจีนกับ กูเกิล มีข้อพิพาทกัน ในเรื่องภาพประวัติศาสตร์ในเหตุการณ์ปราบนักศึกษาและประชาชนที่จตุรัสเทียนอันเหมิน จีนขอให้กูเกิลงดเผยแพร่ภาพ แต่กูเกิลไม่ยอม กระทั่งรัฐบาลอเมริกาต้องเข้ามาช่วยใกล่เกลี่ย แต่เรื่องนี้ยังไม่จบ งานนี้ไม่ไช่แค่ช้างชนช้าง แต่น่าจะเรียกว่า ยักษ์ชนกับยักษ์ มากกว่า

เรื่องนี้เอาไว้คุยต่อในตอนต่อไปดีกว่าครับ

ส่วนข้อมูลประราชวังปักกิ่ง ดูได้จากในส่วนล่างๆ ส่วนข้อมูลโดยย่อ ติดตามได้ที่นี่

ชื่อ : พระราชวังปักกิ่ง หรือวังต้องห้าม
ชื่อภาษาอังกฤษ : Forbidden City หรือ Imperial Palace
ชื่อภาษาจีน : กู้กง ( Gugong) แปลตามตัวอักษรได้ว่า "เมืองต้องห้ามสีม่วง"
สถานที่ตั้ง : ใจกลางของกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของประเทศจีน
ปีที่สร้าง : พ.ศ. 1949 จนถึง 1963 (ใช้เวลาก่อสร้าง 14 ปี)
ผู้สร้าง : จักรพรรดิหย่งเล่อ จากราชวงศ์หมิง (เดิมเป็นวังของกษัตริย์มองโกลในราชวงศ์หยวน)
พื้นที่พระราชวัง : 450 ไร่ (720,000 ตารางเมตร)
มีพระตำหนักและอาคารต่างๆ : จำนวน 800 หลัง
มีจำนวนห้องทั้งหมด : 9,999 ห้อง
วิเสท (ผู้ประกอบอาหาร)จำนวน : 6,000 คน
สนม กำนัล : 9,000 นาง
ขันที : 70,000 คน
ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากยูเนสโก : พ.ศ.2530 (ค.ศ.1987)





โฟโต้ออนทัวร์
21 มกราคม 2553



แผนที่ประเทศจีน (คลิกที่ภาพ)

ข้อมูล พระราชวังต้องห้าม ( Forbidden City)
(จากวิกิพีเดีย)

จากชื่อภาษาจีน แปลตามตัวอักษรได้ว่า "เมืองต้องห้ามสีม่วง" พระราชวังต้องห้ามตั้งอยู่ใจกลางของกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของประเทศจีน เป็นพระราชวังหลวงมาตั้งแต่สมัยกลางราชวงศ์หมิงจนถึงราชวงศ์ชิง พระราชวังต้องห้ามยังรู้จักกันในนาม พิพิธภัณฑ์พระราชวัง ครอบคลุมพื้นที่ 720,000 ตารางเมตร อาคาร 800 หลัง มีห้องทั้งหมด 9,999 ห้อง และมีพระที่นั่ง 75 องค์ หอพระสมุด ห้องหับต่างๆอีกมาก รวมทั้งยังมีสวน ลานกว้าง ทางเดินเชื่อมกันโดยตลอด มีคูและกำแพงที่สูงถึง 11 เมตรล้อมรอบ ใช้ระยะก่อสร้างประมาณ 14 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 1949 จนถึง พ.ศ. 1963

พระราชวังต้องห้ามตั้งอยู่ทางทิศเหนือของจตุรัสเทียนอันเหมิน นักท่องเที่ยวสามารถเข้าสู่พระราชวังต้องห้ามได้ทางจตุรัสนี้ ผ่านประตูเทียนอันเหมิน บริเวณรอบจตุรัสเทียนอันเหมิน เรียกว่า อาณาเขตหลวง โดยมีสิ่งก่อสร้างสำคัญอยู่โดยรอบ เช่น มหาศาลาประชาคม ในอดีต พระราชวังแห่งนี้ เป็นเขตหวงห้ามไม่ไห้ประชาชนเข้า แม้ข้าราชการชั้นสูง ยังต้องขออนุญาต เป็นกรณีพิเศษ จึงเรียกพระราชวังนี้ว่า "พระราชวังต้องห้าม" จักรพรรดิจะทรงประทับอยู่ในพระราชวังแห่งนี้ กั้นพระองค์จากโลกภายนอก โดยมีสนมกำนัล ขันที และข้าหลวงรับใช้ ซึ่งคนเหล่านี้ต้องอาศัยอยู่ในนครต้องห้ามตลอดชีวิต เพื่อความสำราญของจักรพรรดิ ในวังจะมีวิเสท 6,000 คน ประกอบพระกระยาหาร มีสนมกำนัล 9,000 นาง ซึ่งมีขันที 70,000 คน คอยดูแลให้ มีคำเล่าลือกันว่า พระนางซูสีไทเฮา เวลาเสวยก็จะมีพระกระยาหารถึง 148 ชุด และทรงส่งขันทีไปเสาะหาชายหนุ่มซึ่งเข้าวังแล้วจะไม่มีผู้ใดพบเห็นอีกเลย

แม้ว่าประเทศจีนจะไม่มีสถาบันพระมหากษัตริย์แล้ว พระราชวังต้องห้ามก็ยังคงเป็นสัญลักษณ์ของประเทศจีน และภาพประตูเทียนอันเหมินก็ยังปรากฏอยู่ในตราประจำสาธารณรัฐประชาชนจีนอีกด้วย นอกจากนี้ พระราชวังต้องห้ามยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ซึ่งไม่นานมานี้ ทางรัฐบาลจีนได้มีนโยบายจำกัดปริมาณนักท่องเที่ยวเพื่อจะอนุรักษ์สภาพของอาคารและสวนหย่อมไว้

ยูเนสโกได้ประกาศให้พระราชวังต้องห้ามร่วมกับพระราชวังเสิ่นหยางเป็นหนึ่งในมรดกโลกในนาม พระราชวังหลวงแห่งราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิงในปักกิ่งและเสิ่นหยาง เมื่อ พ.ศ. 2530 ( ค.ศ. 1987)

ชื่อ
พระราชวังต้องห้ามเป็นที่รู้จักในหลากหลายชื่อ ในภาษาจีนนั้น ชาวจีนจะเรียกพระราชวังต้องห้ามว่า กู้กง ( Gugong) ซึ่งแปลว่า พระราชวังเก่า นอกจากนี้ คำนี้ยังใช้เรียกพระราชวังเก่าตามเมืองต่างๆ ที่มีอยู่ทั่วไปในประเทศจีนด้วย

ส่วนคำที่เรารู้จักกันดีว่า "พระราชวังต้องห้าม" นั้น แปลมาจากภาษาจีน จื่อจิ้น เฉิง ซึ่งแปลตามตัวอักษรได้ว่า "เมืองต้องห้ามสีเลือดหมู" ด้วยเหตุที่ว่า ห้ามสามัญชนเข้าไปในบริเวณวังหลวงโดยเด็ดขาด และสีเลือดหมูนั้นเป็นสีอาคารและหลังคาโดยทั่วไป

ประวัติ
สถานที่ที่ตั้งของพระราชวังโบราณนี้แต่เดิมนั้นก็คือพระราชวังหลวงของราชวงศ์หยวนแห่งมองโกล ซึ่งต่อมาเมื่อราชวงศ์หยวนล่มสลายลงแล้วมีราชวงศ์หมิงขึ้นมาแทน จักรพรรดิพระองค์แรกของราชวงศ์หมิง จักรพรรดิหงอู่ได้ย้ายเมืองหลวงจากปักกิ่งไปนานกิงและดำริให้รื้อถอนพระราชวังออก ซึ่งต่อมาเมื่อพระราชโอรสของพระองค์ จักรพรรดิหย่งเล่อได้ขึ้นครองราชย์ พระองค์ก็ได้ย้ายเมืองหลวงกลับปักกิ่งดั่งเดิม และทรงสั่งให้ก่อสร้างพระราชวังใหม่ขึ้นในปี พ.ศ. 1949 ซึ่งต่อมาได้กลายมาเป็นพระราชวังต้องห้ามแห่งนี้

ต่อมาในปี พ.ศ. 2187 ได้เกิดจลาจลขึ้นทำให้พระราชวังสมัยราชวงศ์หมิงเสียหายไป และเมื่อราชวงศ์ชิงขึ้นครองอำนาจต่อจากราชวงศ์หมิง ทางราชวงศ์ชิงก็ได้ก่อสร้างสร้างขึ้นมาใหม่บนฐานสิ่งก่อสร้างเดิม ทำให้พระราชวังกลายมาเป็นจุดศูนย์กลางอำนาจของจีนอีกครั้งหนึ่งเรื่อยมาจนถึงการล่มสลายของราชวงศ์ชิง และการเปลี่ยนมาเป็นระบอบสาธารณรัฐ

โครงสร้างและสถาปัตยกรรม
พระราชวังต้องห้ามตั้งอยู่บนหัวใจปักกิ่ง (the heart of Beijing) นักดาราศาสตร์ชาวจีนโบราณสร้างให้ที่ตั้งนี้เป็นเครื่องหมายแห่งจักรวาล

การก่อสร้างพระราชวังต้องห้ามใช้ช่างฝีมือกว่าหนึ่งแสนคน คนงานมากกว่าหนึ่งล้านคน ไม้ที่ใช้เป็นไม้หนามมู่ เป็นไม้เนื้อแข็งชั้นดี เอามาจากมณฑลซื่อชวน กว่างตง และยูนาน ส่วนไม้ซุงขนมาจากซื่อชวน เจียงซี เจ๋อเจียง ส่านซี และฮูนาน การตัดและการขนย้ายเป็นเรื่องสุดโหด ไม้เมื่อตัดแล้ว จะต้องทิ้งไว้บนเขาอย่างนั้น รอให้น้ำป่าหลากทะลักพัดมันลงมาเอง จากนั้นจึงค่อยบรรทุกขึ้นเรือมาปักกิ่ง

หินที่ใช้ในการก่อสร้าง นำมาจากฟ่างซาน การขนย้ายต้องจ้างชาวไร่ ขาวนา ในการขนย้ายหินถึง 20,000 คน หินแต่ละก้อนยาว 10 เมตร กว้าง 3 เมตร หนา 1.6 เมตร หากเคลื่อนย้ายผ่านภูมิภาคที่เป็นน้ำแข็ง ต้องราดน้ำลงไปเพื่อให้น้ำแข็งละลาย เมื่อมาถึงปักกิ่ง ต้องใช้ม้าและล่อลากหินเป็นพันๆ ตัว

อิฐนำมาจากหลินจิ้ง ในมณฑลซานตง การสร้างต้องใช้อิฐมากกว่าสิบล้านก้อน เพื่อใช้ปูพื้นพระราชวัง และขั้นตอนในการปูพื้นมีกรรมวิธีกว่ายี่สิบขั้นตอน แต่ละพื้นที่ใช้เวลาปูพื้นร่วมปี




 
      copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ