ปักกิ่ง 2009 : 2552 เที่ยวมหานครปักกิ่ง พระราชวังปักกิ่ง จตุรัสเทียนอันเหมิน หอบูชาเทียนถาน กำแพงเมืองจีน พระราชวังฤดูร้อน ชูสีไทเฮา กายกรรมปักกิ่ง วัดลามะ งานสลักน้ำแข็งหลิงชิงเสีย
Photoontour.Com โฟโต้ออนทัวร์
Home : Outbound : Beijing 03    
ตอนที่ 1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
ตอนที่ 1 มาถึงปักกิ่ง
ตอนที่ 2 พระราชวังปักกิ่ง(วังกู้กง)
ตอนที่ 3 พระราชวังปักกิ่ง (วังต้องห้าม)
ตอนที่ 4 หอบูชาเทียนถาน
ตอนที่ 5 พระราชวังฤดูร้อน ชูสีไทเฮา
ตอนที่ 6 ยามเช้าที่ปักกิ่ง
ตอนที่ 7 มหานครปักกิ่ง
ตอนที่ 8 สโนว์เวิลด์ snowworld
ตอนที่ 9 กำแพงเมืองจีน
ตอนที่ 10 หลงชิงเสีย เทศกาลน้ำแข็งแกะสลัก
ตอนที่ 11 หวังฟูจิง Shopping Street
ตอนที่ 12 วัดลามะ
ตอนที่ 13 ซ้อปปิ้ง+วันเดินทางกลัง
ถึงปักกิ่ง
วังกู้กง
วังปักกิ่ง
หอเทียนถาน
วังฤดูร้อน
ยามเช้า
มหานคร
สโนว์เวิลด์
กำแพงยักษ์
หลงชิงเสีย
หวังฟูจิง
วัดลามะ
สาวจีน
 
ปักกิ่งตอนที่ 3 Beijing palace (Forbidden City)
พระราชวังปักกิ่ง (วังต้องห้าม,วังกู้กง)
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
     
 
 
 
Outbound Click >
ภาพเที่ยวต่างแดน
Hue- HoiAn
Angkor
Burma
Sipsongpanna
South Laos
Luangprabang
Koh Ker
Sapa VN
Malay
Guilin
Hanoi  
I  Home I Articles I City Tour I Events I Gallery I Outbound tour I Royal Photos   I Today Talk I  Photo Service  I Guest  I  Free Wallpaper  I About site I  Misc. I



ปักกิ่งตอนที่ 3
: พระราชวังต้องห้าม (วังกู้กง) Forbidden city or Imperial Palace

(เดินทาง กุมภาพันธ์ 52)



เที่ยวปักกิ่งตอนที่ 3 เป็นตอนที่เดินชมพระราชวังของกรุงปักกิ่ง หรือพระราชวังต้องห้าม ต่อจากตอนที่แล้ว

ขณะเขียนบทความอยู่นี้ โทรทัศน์ก็กำลังถ่ายทอดสดการพบปะระหว่าง 3 เกลอ แกนนำ นปช. หรือตัวแทนกลุ่มคนเสื้อแดง กับฝ่ายรัฐบาล โดยมีนายกฯอภิสิทธิ์ ร่วมเจรจาด้วย

ตอนที่มีข่าวว่าช่วงเย็นของอาทิตย์ที่ 28 มีนาคม 53 จะมีการเจรจา ผมก็ไม่ได้ให้ความสนใจมากนัก และไม่ได้เปิดโทรทัศน์ กระทั่งคนในบ้านกลับมาจากข้างนอกแล้วบอกว่า ทีวีกำลังถ่ายทอดสดระหว่าง นายกฯอภิสิทธิ์ กับ สามเกลอหัวถอก จึงคว้ารีโมทมาเปิดดู

แปลกใจว่าทำไมต้องเป็นทีวีพูล ทุกช่องถ่ายทอดโดยพร้อมเพรียงกัน คนที่ติดตามรายการโทรทัศน์ตอนช่วงเย็นๆวันอาทิตย์ คงหงุดหงิดน่าดูที่ต้องมาเห็นหน้าพวกเสื้อแดงหัวขวด หัวถอก หรือพวกหน้าคางคก ตามที่เห็นใครๆเค้าเรียกกัน ความจริงหน้าตาแต่ละคนก็ดูไม่ต่างกับคางคก อัฟริกา มากนัก คงตากแดดจนหน้ากร้านหน้าดำ เหมือนคนหมดราศี หรือพวกราศีจับกัง ต่างกับนายกฯอภิสิทธ์ หน้าใสหน้าปิ้ง แถมอมยิ้มด้วยท่าทีที่เป็นต่อ เหมือนหมากคนละชั้น มวยคนละเชิง


สุภาษิตโบราณเขาถึงบอกว่า จะแข่งอะไรก็แข่งได้ แต่จะแข่งวาสนานั้นมันแข่งกันไม่ได้ มันเป็นเรื่องของบุญกรรม

นึกอยู่แล้วว่า งานนี้เข้าทางฝ่ายรัฐบาล อีกอย่างพวกเสื้อแดงก็กำลังหาสนามบินเพื่อร่อนลงอยู่แล้ว ประท้วงกันมานานเป็นสิบๆวันก็ทำอะไรรัฐบาลไม่ได้ จนคนกรุงเทพเค้าเบื่อหน่ายที่ทำให้การจราจรติดขัด รวมทั้งกระทบกับการทำมาค้าขาย โดยเฉพาะตามห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร หรือโรงเรียนต่างๆที่กำลังเปิดรับนักเรียนใหม่ ต้องประกาศย้ายสถานที่สอบไปที่อื่นๆ เพื่อหนีม็อบเสื้อแดง

ผลกระทบจากม็อบเสื้อแดงยังส่งผลต่อธุรกิจการท่องเที่ยว โรงแรม บริษัททัวร์ประเภท inbound หรือรับนักท่องเที่ยวจากต่างชาติ โดยเฉพาะจากชาติญี่ปุ่น จีน เกาหลี และกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง ยกเลิกโปรแกรมทัวร์ในช่วงนี้กันจนหมด บางธุรกิจก็แทบจะปิดบริษัท หรือบางบริษัทก็ให้พนักงานหยุดพักยาวโดยจ่ายเงินเดือนเพียงครึ่งหนึ่ง

การเจรจาในครั้งนี้ ต้องถือว่าเป็นความน่าเห็นอกเห็นใจพวกคนเสื้อแดงเป็นอย่างยิ่ง เรียกว่าน่าสงสารจะดีกว่า โดยเฉพาะกับแกนนำที่หมดมุข หรือหาอะไรมาเล่นไม่ได้แล้ว เดินสายไปทั่วกรุง หรือแดงทั่วกรุงก็เท่านั้น เดินจนเหน็ดเหนื่อยก็ไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอัน แถมถูกชาวบ้านไล่ตะเพิดเพราะทำให้รถติด และเมื่อวันที่ 16 มีค. อุตส่าห์ยกโขยงกันมาที่กรมทหารราบที่ 11 เพื่อกดดันนายกฯ ก็คว้าน้ำเหลว

เมื่อไม่เจอนายกฯ ก็ถอยทัพกลับกันดื้อๆ ดูมันง่ายยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปาก แฟนพันธ์แท้เสื้อแดงต่างบ่นพึมพัมกันใหญ่ บอกคาดไม่ถึงจริงๆ ตอนแห่กันมาก็ดูดี แดงทั้งถนน แดงทั้งเมือง จนหมาฝูงใหญ่แถวบ้านเห่าหอนต้อนรับกันยกใหญ่

ไหนว่าเป็นทัพพระเจ้าตากไงละ เห็นทำพิธีบวงสรวงที่อนุสาวรีย์พระเจ้าตากสิน เพื่อเป็นปฐมฤกษ์ก่อนระดมเสื้อแดงกันทั้งประเทศเดินทางเข้ากรุง

อุตส่าห์เดินทัพนับหมื่นจนเหงื่อไหลไคลย้อย เริ่มต้นจากสะพานผ่านฟ้าเพื่อไปยังกองพันทหารราบที่ 11 บางเขน ระยะทางราวสิบกว่ากิโล ปรากฏว่าไปเก้อครับ นายกฯอภิสิทธิ์ นั่ง ฮ. หายจ้อยออกไปหลังประชุม ครม.เสร็จสิ้น

เสื้อแดงทำอย่างไรดีละ...

กลับซิครับ กลับไปตั้งหลักที่สะพานผ่านฟ้ากันไหม่

งานนี้เหมือนเล่นป่าหี่ หางแถวยังมาไม่ถึงแต่ปรากฏว่าหัวแถวบอก กลับ..กลับ..กลับโว้ย พวกเรากลับหลังหัน ด่วน


ผลงานของหัวหน้าเสื้อแดง หรือ นปช. ที่กองพันทหารราบ 11 ในวันนั้น ทำเอาพวกเสื้อแดงด้วยกันหมดศรัทธาไปเยอะ กลับบ้านไปก็แยะ บอกว่า หลอกให้พวกเราเดินตากแดดกันตั้งครึ่งวันค่อนวัน ในที่สุดก็ทำอะไรไม่สำเร็จ ช่วงหลังๆเสื้อแดงเลยเซ็งเป็ดจนงานกร่อย และอยู่กันแบบโหรงเหรง จากจำนวนหลายหมื่นคนในวันแรกๆ แต่พอวันหลังๆเหลือไม่ถึงหมื่น แถมยังนินทาพวกเดียวกันหรือพวกแกนนำหัวขวดว่า ไร้ยุทธศาสตร์ หรือเป็นยุทธศาสตร์แบบเด็กเล่นขายของ โดยเฉพาะการกรีดเลือด แดงด้วยกันยังบอกว่าคิดได้ยังไง ไหนว่าสู้แบบอสิงหา ตามที่ประกาศบนเวที แต่เหตุไฉนจึงต้องกระทำแบบตรงกันข้าม ตกลงจะสู้กับแบบถึงเลือดถึงเนื้อกันเชียวหรือ

เท่านั้นไม่พอ จากบ้านมาก็หลายวัน นั่งๆนอนอยู่ที่นี่ก็ไม่ต่างกับหมาข้างถนน อยู่ในท่ามกลางเศษขยะที่เกลื่อนรอบตัว จะอาบน้ำอาบท่าก็ไม่สะดวก ส้วมก็เหม็น ร้อนก็ร้อน การกินก็อดๆอยากๆ เพราะให้กินแต่ต้มจับฉ่าย ที่มีแต่วิญญาณไก่กับเศษผัก จากผู้ที่นำมาบริจาคให้(ขนมาเททิ้ง) วันละหลายคันรถ อย่ากระนั้นเลยกลับบ้านเฮาดีกว่า

ส่วนการออกทีวีของนายกฯอภิสิทธิ์เพื่อหาทางลงให้กลุ่มเสื้อแดงเมื่อวันที่ 28 มีค.53 ครั้งนี้ ดูๆก็ไม่อะไรคืบ นั่งฟังไปสักพักจึงเห็นชัดเลยว่า

" ไม่ต่างกับผู้ดีสอนไพร่ "

ฝ่ายนายกฯอภิสิทธิ์ พูดดีมีเหตุผลและเปิดกว้าง ไม่ยึดติดในเรื่องยุบสภา

ส่วนพวกไพร่ 3 หน่อพูดจาแบบไม่มีแบบแผน เลอะเทอะนอกประเด็น แทนที่จะคุยกันก็เรื่องยุบสภา แต่หมอหมา เอ้ยหมอเหวงดันพูดเรื่องประชาธิปไตย เรียกว่าเข้าป่าเข้ารก อ้างการเมืองต่างประเทศหรือของอังกฤษไปโน่น เจอนายกฯสวนกลับจนหงายเก๋ง บอกว่าก็ดีแล้วที่อ้างอังกฤษ เพราะที่นั่นเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง ไม่มีการปิดถนน ไม่มีการข่มขู่ ไม่มีการยิง M79

ก็น่าเห็นใจหมอเหวงอยู่หรอก เพราะขึ้นเวทีเสื้อแดงอากาศมันร้อน พอเข้ามาอยู่ห้องแอร์เย็นๆ ประสาทอาจเลอะเลือน ถูกนายกฯสวนกลับจนหน้าม้าน อ้างแต่ต่างประเทศ แต่พอพวกตัวเองกลับประท้วงกันแบบป่าเถือน ไม่เป็นประชาธิปไตย โดยเฉพาะการกรีดเลือด และปิดถนนจนชาวบ้านเดือดร้อน

สองชั่วโมงกว่าที่ถ่ายทอดสดถือว่าชาวบ้านได้รับรู้ว่าที่มานั่งกันอยู่นี้ เป็นแค่คนรับใช้ของทักษิณ ก็เขาจ้างมาให้ก่อม็อบ เขาจ้างมาให้เจรจายุบสภา แต่พอเจอวาทะแบบผู้ดีมีสกุลของนายกฯอภิสิทธิ์ สามเกลอกลับพูดไม่ค่อยออก บอกไม่ถูก ไม่ต่างกับงูเหลือมที่เจอใบตอง อ่อนระหวยรวยแรงจนหมอบราบคาบ

พอรู้ตัวว่าแพ้แน่ๆ จึงหาทางออก โดยบอกว่าปวดฉี่ ขอพักสักครู่ ... ปรากฏว่าขำกลิ้งกันทั้งประเทศ

เรียกว่าแพ้จนเยี่ยวเล็ด หรือแพ้จนฉี่แตก ก็น่าจะพอเรียกได้

พอกลับมา คุยกันไม่กี่คำ ก็จบกันดื้อๆ บอกค่อยเจรจากันใหม่

คำว่าค่อยเจรจากันใหม่ ก็คงหมายถึงว่า ต้องรอรับบัญชาจากทักษิณก่อน

สรุปว่าการเจรจารอบแรก ฝ่ายเสื้อแดง หรือฝ่ายสมุนทักษิณ หากเป็นวงการมวยเขาเรียกว่า แพ้ทางมวยนายกฯ อภิสิทธิ์ จะออกแมกไม้มวยไทยก็ดูเก้งก้างไม่ต่างกับมวยวัด ที่อยู่บนเวทีเสื้อแดงแล้วด่าได้ด่าดี แต่พอจับเข่าคุยกันปรากฏว่าเจียมเจี้ยม จนคนเสื้อแดงด้วยกันยังบอกเลยว่า หมดฟอร์ม ไม่ได้เรื่องได้ราว เรียกว่าเสียเวลาถ่ายทอดของทีวีแต่ละช่อง

รอบต่อไปฝ่ายเสื้อแดงต้องเตรียมตัวกันหนักกว่าในยกนี้

ทางที่ดีน่าจะให้หัวหน้าตัวจริงจากดูใบโฟนอินเข้ามาในรายการ การประชุมก็อาจจบง่ายกว่าให้พวกสมุน หรือพวกสถุนมานั่งเจรจา

ยังไงก็ขอฝากไว้หน่อยว่า ก่อนนั่งเจรจาครั้งต่อไปก็ขอให้สามเกลอขี้เยี่ยวกันให้เรียบร้อย ไม่ไช่มาขอเบรคกันกลางคันแบบวันแรก ทำให้เซียนมวยที่นั่งลุ้นต่างกุมขมับกันใหญ่ว่ายกแรกนี้แพ้กันแบบเห็นๆ แต่บางกระแสก็บอกว่าเป็นการแก้เคล็ดหรือเล่นของ ของฝ่ายเสื้อแดง ที่มีหมอเขมรแนะนำมา เป็นการใช้ไสยศาสตร์หรือใช้ปัสสาวะตนเองเข้าข่มขวัญคู่ต่อสู้ ไม่ต่างกับกรีดเลือดชั่ว แล้วเทราดที่หน้ารัฐสภาจนเป็นข่าวทั้งในและต่างประเทศ เรียกว่าขายขี้หน้าไปทั่วโลก

อย่าลืมว่าบริเวณนั้นเป็นเขตพระราชฐานนะครับ ทำแบบนี้เรียกว่ากระทำการอันมิบังควร หรือเป็นการลบหลู่ ยังไงก็ให้ดูทักษิณเป็นตัวอย่าง แอบไปทำพิธีในวัดพระแก้ว ซึ่งเป็นสถานที่สำหรับพระมหากษัตริย์ หรือผู้แทนพระองค์เพื่อใช้ในการประกอบพระราชพิธีเท่านั้น พวกไพร่ พวกสถุน อย่าง ทักษิณ ชินวัตร ได้ออกอุบายว่าเข้าไปทำบุญประเทศ ถือว่าเป็นการกระทำที่บังอาจ ชีวิตนี้จึงต้องมีอันเป็นไปตามที่ทราบๆกัน

ยังไงก็ให้กำลังใจท่านนายกฯอภิสิทธิ์ว่าในการเจรจากับสมุนทักษิณว่า ธรรมะย่อมชนะอธรรม


หมดเรื่องในประเทศแล้วก็เดินทางไปเที่ยวพระราชวังหลวงกันต่อ

เที่ยววังกู้กง หรือวังหลวงของราชวงศ์จีนในทริปนี้ต้องบอกว่า เป็นการเที่ยวในช่วงที่หนาวจัด (สำหรับคนไทย) เมื่อคืนได้ยินว่าอุณหภูมิต่ำสุดราว 1-2 องศา และเช้านี้ก็อยู่ที่ราว 3-4 องศา จากภาพถ่ายเห็นแดดจัดๆเหมือนว่าอากาศปลอดโปร่ง สบาย สบาย แต่ให้สังเกตเครื่องแต่งกายว่าทุกคนใส่เสื้อหนาวกันเต็มยศ

คนจีนเค้าถือว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะเจอทุกปี บางปีก็เจอทั้งหิมะ หรือพายุฝุ่นที่พัดมาจากทะเลทราย จนต้องปิดพระราชวัง วันนี้คนจีนถือว่าอากาศดี ฟ้าไส ไม่มีหิมะ แต่วันต่อๆมาก็ไม่แน่ เพราะปักกิ่งช่วงนี้อุณหภูมิลดต่ำลงทุกวัน คนจีนส่วนใหญ่จึงให้ความสำคัญกับการรายงานอากาศค่อนข้างมาก ขนาดไกด์สาวของเรายังต้องแจ้งสภาวะอากาศกันทุกเช้า และเมื่อเช้านี้ก็ยังบอกว่าคืนนี้จะหนาวกว่าวันนี้แน่นอน ตามแม่น้ำลำคลองที่เห็นเป็นฝ้าหรือวุ้นใสๆ ก็บอกว่าพรุ่งนี้อาจกลายเป็นน้ำแข็ง และจะแข็งขึ้นเรื่อยๆจนสามารถเดินลงไปในแม่น้ำได้

คนไทยฟังแล้วก็หนาวเข้าใส้ แค่ 2-3 องศา แบบวันนี้มันก็เหลือทนแล้ว หากหนาวกว่านี้แล้วจะไหวหรือ

วังกู้กง จากสถิติล่าสุดบอกว่ามีผู้เข้าชมเฉลี่ยวันละประมาณ 5 หมื่นคน หรือปีละราว 18-19 ล้านคน แต่เช้านี้เห็นผู้คนที่เข้ามาเที่ยวแล้วก็ต้องบอกว่า เป็นสถิติที่เชื่อถือได้ เพราะนักท่องเที่ยวมากมายจริงๆ ไปทางไหนก็เจอแต่คนจีน ยั้วเยี้ยเต็มไปหมด

ประชากรจีนที่มีจำนวนถึง 1300 ล้านคน วันนี้ได้พิสูจน์แล้วว่า เป็นเช่นนั้นจริงๆ กว่าร้อยละ 80-90 ที่เห็นในพระราชวัง ส่วนใหญ่เป็นคนจีนทั้งนั้น จะมีหน้าฝรั่งแบบยุโรป หรือหน้าตาแบบคนไทยนั้นน้อยเต็มที เดินผ่านกรุ๊ปทัวร์ของจีนก็ได้ยินแต่ภาษาจีนกันให้แซ่ด

ค่าชมพระราชวังสำหรับต่างชาติตกคนละ 60 หยวน (เด็ก 40 หยวน) คิดเป็นเงินไทยราว 300 บาท ส่วนคนจีนเสียบัตรเข้าชมเท่าใด ก็ยังหาข้อมูลไม่ได้ครับ สำหรับ Golden Palace หรือพระราชวัง (วัดพระแก้ว)ในบ้านเรา ต่างชาติเสียค่าชมคนละ 350 บาท ส่วนคนไทยฟรี

ค่าชม 300 สำหรับวังต้องห้ามในจีนถือว่าไม่แพง เพราะเดินชมกันครึ่งวันพอดี เดินกันจนเมื่อยนั่นแหละครับ นี่ดีนะว่าเดินตามแนวเส้นตรงจากประตูหลังออกประตูหน้า หรือจากประตูหน้าแล้วออกประตูหลัง และเป็นการชมตำหนักต่างที่อยู่ตรงส่วนกลางระหว่างทางเดินเท่านั้น หากจะเดินชมตำหนักต่างๆทั้งปีกซ้ายปีกขวาด้วย หรือเที่ยวทั้งวัง คงต้องใช้เวลาราว 2-3 วัน จึงจะเที่ยวได้ทั่ว ส่วนตำหนักอื่นๆ เข้าใจว่าทางการจีนไม่ได้เปิดให้ชม

ไฮไลท์สำคัญของพระราชวังหลวงที่ทุกคนต้องถ่ายภาพเป็นที่ระลึกก็ได้แก่ ตำหนักหลวง (Hall of Supreme Harmony) ภาษาไทยเรียกว่า ท้องพระโรงใหญ่ เป็นสถานที่ออกราชการงานหลวงของจักรพรรดิ์ สมัยนั้นได้ยินการออกราชการของจักรพรรดิ์แต่ละครั้งจะมีทหารนับหมื่นๆอยู่รายล้อมบริเวณพระตำหนัก และต้องเข้าวังกันแต่เช้ามืด

พระตำหนักกลางหรือท้องพระโรงใหญ่จะอยู่ตรงกึ่งกลางของพื้นที่พระราชวังพอดี พระตำหนักหลังนี้จะใหญ่โตเป็นพิเศษ ตั้งอยู่บนฐานแท่นสีเหลี่ยมไล่ระดับ 3 ชั้น แท่นแต่ละชั้นประกอบไปด้วยรั้วหินอ่อนแกะสลักเป็นรูปมังกร ตรงบันใดทางขึ้นลง จะแยกระหว่างทางเดินของจักรพรรดิ์ และทางเดินของเหล่าเสนาอำมาตย์ โดยไม่ปะปนกัน ส่วนบันใดทางเดินของจักรพรรดิ์มีหินอ่อนสีขาวแกะสลักเป็นรูปมังกรในม่านเมฆ เปรียบเป็นพรมที่ปูลาดระหว่างกลางบันใด ซึ่งพบเห็นทั่วไปของพระตำหนักต่างๆภายในพระราชวังหลวง

แต่ละตำหนักจะมีกำแพงประตูขนาดใหญ่แบ่งกั้นกันชัดเจน ตัวกำแพงที่รายล้อมมีความสูงราว 11 เมตร เรียกว่าสูงมากจนคิดว่าไม่มีใครจะปีนข้ามไปได้ ขณะเดียวกันประตูผ่านเข้าออกแต่ละตำหนัก ก็ใหญ่โตมโหฬาร ไม่ต่างกับเดินผ่านถ้ำประตูที่มีความยาวราว 15 เมตร เทียบไม่ได้กับมนุษย์ตัวเล็กๆที่เดินผ่านเข้า-ออก

เดินมาเรื่อยๆจนกระทั่งถึงประตูสุดท้าย หรือประตูทางเข้าวังด้านหน้าที่อยู่ทางทิศตะวันออก ประตูนี้มีชื่อว่าประตูเทียนอันเหมิน ซึ่งถัดจากหน้าพระราชวังนี้ไปก็จะเป็นลานกว้าง และกว้างที่สุดในโลก ที่เรียกว่า จตุรัสเทียนอันเหมิน

ความกว้างขวางขอจตุรัสเทียนอันเหมือนเปรียบไม่ได้กับจตุรัสในที่อื่นๆ เพราะที่นี่ใหญ่โตกว่ามาก มีเนื้อที่ราว 275 ไร่ ขนาดกว้าง - กว้าง 500*800 เมตร สามารถจุผู้คนได้ถึง 1 ล้านคน มีถนนราว 7 เลนขนาบข้าง ส่วนด้านหน้าที่อยู่ติดกับพระราชวังมีถนนเกือบ 20 เลน หรือฝั่งละสิบช่องทาง เรียกว่าเหลือคณานับ

หากนับพื้นที่รวมระหว่างพระราชวังหลวง รวมทั้งอุทยาน จตุรัสเทียนอันเหมิน และรวมพื้นที่ของถนนในบริเวณนี้ แล้วก็คาดว่ามีเนื้อที่ไม่ต่ำกว่า 1,000 ไร่ ใหญ่โตจนไม่รู้จะเปรียบเทียบกับอะไรดี แค่มาเห็นมาสัมผัสก็ถือว่าเป็นบุญตาแล้ว เพราะสถานที่แห่งนี้เปรียบเป็นศูนย์กลางหรือเป็นหัวใจของประเทศจีน ทำเลที่ตั้งของพระราชวังก็สร้างตามศาสตร์ฮวงจุ้ยในสมัยก่อน เพื่อให้สถานที่แห่งนี้เป็นจุดเชื่อมระหว่างสวรรค์และโลกมนุษย์ พระราชวังแห่งนี้จึงมีความหมายสำหรับชาวจีนมาหลายร้อยปี

คนจีนถือว่าครั้งหนึ่งในชีวิตต้องมาสัมผัสอาณาจักรแห่งจักรพรรดิ์ จะได้เห็นความยิ่งใหญ่ของพระราชวัง ที่เป็นศูนย์กลางในการปกครองประเทศ และเป็นที่ประทับของกษัตริย์ของจีนเกือบทุกราชวงศ์ นับจากจีนหลุดพ้นการปกครองจากกษัตริย์ของพวกมองโกล

พระราชวังหลวง หรือกู้กง ช่วงแรกๆใช้เป็นวังที่ประทับของจักรพรรดิ์มองโกลในราชวงศ์หยวน หรือสร้างขึ้นในราชวงศ์ของมองโกลที่มีอำนาจเหนือจีน ต่อมาเมื่อราชวงศ์หมิงของจีน มีอำนาจแทนพวกมองโกล จึงได้บูรณะก่อสร้างพระราชวังนี้ขึ้น โดยใช้เวลาก่อสร้างราว 14 ปี รวมทั้งราชวงศ์จีนในยุคต่อๆมาก็ได้ขยายพระราชวังให้ใหญ่โตมาจนถึงราชวงศ์สุดท้ายหรือราชวงศ์ชิง

จะเห็นได้ว่าพระราชวังหลวงใช้เป็นที่ประทับของกษัตริย์จีนในทุกพระองค์ในช่วงเวลาประมาณห้าร้อยกว่าปี ก่อนเกิดการปฏิวัติทางวัฒนธรรม ซึ่งเป็นการสิ้นสุดระบอบกษัตริย์ของประเทศจีน

สำหรับกษัตริย์ไทยในราชวงศ์จักรี หรือราว 218 ปี นับจาก พ.ศ. 2325 ปีที่สถาปนากรุงเทพเป็นราชธานีมาจนถึงปัจจุบัน ราชวงศ์จักรีของไทยตั้งแต่รัชกาลที่ 1 จนถึงรัชกาล 4 จะประทับอยู่ในเขตพระบรมมหาราชวัง (หรือวัดพระศรีรัตนศาสดาราม) ส่วนรัชกาลที่ 5 -9 จะประทับอยู่ในเขตพระราชวังดุสิต หรือเขตพระราชฐานในปัจจุบัน ซึ่งประกอบด้วย พระราชวังสวนจิตรดา พระที่นั่งวิมานเมฆ พระที่นั่งบรมพิมาน

แผ่นดินจีนกว้างใหญ่ไพศาล มีประชากรถึง 1300 ล้านคน และเป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่ามีความยิ่งใหญ่แต่ในอดีต สำหรับทวีปเอเชียแล้วถือว่าจีนเป็นต้นกำเนิดอารยะธรรมของภูมิภาคนี้ ตำนานเรื่องราวต่างๆของจีนแทบจะเรียกว่าย้อนอดีตไปหลายพันปี

ทริปปักกิ่งยังคงดำเนินไปตามโปรแกรมท่องเที่ยว ยังมีต่ออีกหลายตอนครับ




โฟโต้ออนทัวร์
29 มีนาคม 2553





    คลิกที่ภาพ
แผนที่ทางอากาศ พระราชวังหลวง(วังต้องห้าม) 1458*3186 (1.2 mb)

ส่วนข้อมูลประราชวังปักกิ่ง ดูได้จากในส่วนล่างๆ ส่วนข้อมูลโดยย่อ ติดตามได้ที่นี่

ชื่อ : พระราชวังปักกิ่ง หรือวังต้องห้าม
ชื่อภาษาอังกฤษ : Forbidden City หรือ Imperial Palace
ชื่อภาษาจีน : กู้กง ( Gugong) แปลตามตัวอักษรได้ว่า "เมืองต้องห้ามสีม่วง"
สถานที่ตั้ง : ใจกลางของกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของประเทศจีน
ปีที่สร้าง : พ.ศ. 1949 จนถึง 1963 (ใช้เวลาก่อสร้าง 14 ปี)
ผู้สร้าง : จักรพรรดิหย่งเล่อ จากราชวงศ์หมิง (เดิมเป็นวังของกษัตริย์มองโกลในราชวงศ์หยวน)
พื้นที่พระราชวัง : 450 ไร่ (720,000 ตารางเมตร)
มีพระตำหนักและอาคารต่างๆ : จำนวน 800 หลัง
มีจำนวนห้องทั้งหมด : 9,999 ห้อง
วิเสท (ผู้ประกอบอาหาร)จำนวน : 6,000 คน
สนม กำนัล : 9,000 นาง
ขันที : 70,000 คน
ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากยูเนสโก : พ.ศ.2530 (ค.ศ.1987)



แผนที่ประเทศจีน (คลิกที่ภาพ)

ข้อมูล พระราชวังต้องห้าม ( Forbidden City)
(จากวิกิพีเดีย)

จากชื่อภาษาจีน แปลตามตัวอักษรได้ว่า "เมืองต้องห้ามสีม่วง" พระราชวังต้องห้ามตั้งอยู่ใจกลางของกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของประเทศจีน เป็นพระราชวังหลวงมาตั้งแต่สมัยกลางราชวงศ์หมิงจนถึงราชวงศ์ชิง พระราชวังต้องห้ามยังรู้จักกันในนาม พิพิธภัณฑ์พระราชวัง ครอบคลุมพื้นที่ 720,000 ตารางเมตร อาคาร 800 หลัง มีห้องทั้งหมด 9,999 ห้อง และมีพระที่นั่ง 75 องค์ หอพระสมุด ห้องหับต่างๆอีกมาก รวมทั้งยังมีสวน ลานกว้าง ทางเดินเชื่อมกันโดยตลอด มีคูและกำแพงที่สูงถึง 11 เมตรล้อมรอบ ใช้ระยะก่อสร้างประมาณ 14 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 1949 จนถึง พ.ศ. 1963

พระราชวังต้องห้ามตั้งอยู่ทางทิศเหนือของจตุรัสเทียนอันเหมิน นักท่องเที่ยวสามารถเข้าสู่พระราชวังต้องห้ามได้ทางจตุรัสนี้ ผ่านประตูเทียนอันเหมิน บริเวณรอบจตุรัสเทียนอันเหมิน เรียกว่า อาณาเขตหลวง โดยมีสิ่งก่อสร้างสำคัญอยู่โดยรอบ เช่น มหาศาลาประชาคม ในอดีต พระราชวังแห่งนี้ เป็นเขตหวงห้ามไม่ไห้ประชาชนเข้า แม้ข้าราชการชั้นสูง ยังต้องขออนุญาต เป็นกรณีพิเศษ จึงเรียกพระราชวังนี้ว่า "พระราชวังต้องห้าม" จักรพรรดิจะทรงประทับอยู่ในพระราชวังแห่งนี้ กั้นพระองค์จากโลกภายนอก โดยมีสนมกำนัล ขันที และข้าหลวงรับใช้ ซึ่งคนเหล่านี้ต้องอาศัยอยู่ในนครต้องห้ามตลอดชีวิต เพื่อความสำราญของจักรพรรดิ ในวังจะมีวิเสท 6,000 คน ประกอบพระกระยาหาร มีสนมกำนัล 9,000 นาง ซึ่งมีขันที 70,000 คน คอยดูแลให้ มีคำเล่าลือกันว่า พระนางซูสีไทเฮา เวลาเสวยก็จะมีพระกระยาหารถึง 148 ชุด และทรงส่งขันทีไปเสาะหาชายหนุ่มซึ่งเข้าวังแล้วจะไม่มีผู้ใดพบเห็นอีกเลย

แม้ว่าประเทศจีนจะไม่มีสถาบันพระมหากษัตริย์แล้ว พระราชวังต้องห้ามก็ยังคงเป็นสัญลักษณ์ของประเทศจีน และภาพประตูเทียนอันเหมินก็ยังปรากฏอยู่ในตราประจำสาธารณรัฐประชาชนจีนอีกด้วย นอกจากนี้ พระราชวังต้องห้ามยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ซึ่งไม่นานมานี้ ทางรัฐบาลจีนได้มีนโยบายจำกัดปริมาณนักท่องเที่ยวเพื่อจะอนุรักษ์สภาพของอาคารและสวนหย่อมไว้

ยูเนสโกได้ประกาศให้พระราชวังต้องห้ามร่วมกับพระราชวังเสิ่นหยางเป็นหนึ่งในมรดกโลกในนาม พระราชวังหลวงแห่งราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิงในปักกิ่งและเสิ่นหยาง เมื่อ พ.ศ. 2530 ( ค.ศ. 1987)

ชื่อ
พระราชวังต้องห้ามเป็นที่รู้จักในหลากหลายชื่อ ในภาษาจีนนั้น ชาวจีนจะเรียกพระราชวังต้องห้ามว่า กู้กง ( Gugong) ซึ่งแปลว่า พระราชวังเก่า นอกจากนี้ คำนี้ยังใช้เรียกพระราชวังเก่าตามเมืองต่างๆ ที่มีอยู่ทั่วไปในประเทศจีนด้วย

ส่วนคำที่เรารู้จักกันดีว่า "พระราชวังต้องห้าม" นั้น แปลมาจากภาษาจีน จื่อจิ้น เฉิง ซึ่งแปลตามตัวอักษรได้ว่า "เมืองต้องห้ามสีเลือดหมู" ด้วยเหตุที่ว่า ห้ามสามัญชนเข้าไปในบริเวณวังหลวงโดยเด็ดขาด และสีเลือดหมูนั้นเป็นสีอาคารและหลังคาโดยทั่วไป

ประวัติ
สถานที่ที่ตั้งของพระราชวังโบราณนี้แต่เดิมนั้นก็คือพระราชวังหลวงของราชวงศ์หยวนแห่งมองโกล ซึ่งต่อมาเมื่อราชวงศ์หยวนล่มสลายลงแล้วมีราชวงศ์หมิงขึ้นมาแทน จักรพรรดิพระองค์แรกของราชวงศ์หมิง จักรพรรดิหงอู่ได้ย้ายเมืองหลวงจากปักกิ่งไปนานกิงและดำริให้รื้อถอนพระราชวังออก ซึ่งต่อมาเมื่อพระราชโอรสของพระองค์ จักรพรรดิหย่งเล่อได้ขึ้นครองราชย์ พระองค์ก็ได้ย้ายเมืองหลวงกลับปักกิ่งดั่งเดิม และทรงสั่งให้ก่อสร้างพระราชวังใหม่ขึ้นในปี พ.ศ. 1949 ซึ่งต่อมาได้กลายมาเป็นพระราชวังต้องห้ามแห่งนี้

ต่อมาในปี พ.ศ. 2187 ได้เกิดจลาจลขึ้นทำให้พระราชวังสมัยราชวงศ์หมิงเสียหายไป และเมื่อราชวงศ์ชิงขึ้นครองอำนาจต่อจากราชวงศ์หมิง ทางราชวงศ์ชิงก็ได้ก่อสร้างสร้างขึ้นมาใหม่บนฐานสิ่งก่อสร้างเดิม ทำให้พระราชวังกลายมาเป็นจุดศูนย์กลางอำนาจของจีนอีกครั้งหนึ่งเรื่อยมาจนถึงการล่มสลายของราชวงศ์ชิง และการเปลี่ยนมาเป็นระบอบสาธารณรัฐ

โครงสร้างและสถาปัตยกรรม
พระราชวังต้องห้ามตั้งอยู่บนหัวใจปักกิ่ง (the heart of Beijing) นักดาราศาสตร์ชาวจีนโบราณสร้างให้ที่ตั้งนี้เป็นเครื่องหมายแห่งจักรวาล

การก่อสร้างพระราชวังต้องห้ามใช้ช่างฝีมือกว่าหนึ่งแสนคน คนงานมากกว่าหนึ่งล้านคน ไม้ที่ใช้เป็นไม้หนามมู่ เป็นไม้เนื้อแข็งชั้นดี เอามาจากมณฑลซื่อชวน กว่างตง และยูนาน ส่วนไม้ซุงขนมาจากซื่อชวน เจียงซี เจ๋อเจียง ส่านซี และฮูนาน การตัดและการขนย้ายเป็นเรื่องสุดโหด ไม้เมื่อตัดแล้ว จะต้องทิ้งไว้บนเขาอย่างนั้น รอให้น้ำป่าหลากทะลักพัดมันลงมาเอง จากนั้นจึงค่อยบรรทุกขึ้นเรือมาปักกิ่ง

หินที่ใช้ในการก่อสร้าง นำมาจากฟ่างซาน การขนย้ายต้องจ้างชาวไร่ ขาวนา ในการขนย้ายหินถึง 20,000 คน หินแต่ละก้อนยาว 10 เมตร กว้าง 3 เมตร หนา 1.6 เมตร หากเคลื่อนย้ายผ่านภูมิภาคที่เป็นน้ำแข็ง ต้องราดน้ำลงไปเพื่อให้น้ำแข็งละลาย เมื่อมาถึงปักกิ่ง ต้องใช้ม้าและล่อลากหินเป็นพันๆ ตัว

อิฐนำมาจากหลินจิ้ง ในมณฑลซานตง การสร้างต้องใช้อิฐมากกว่าสิบล้านก้อน เพื่อใช้ปูพื้นพระราชวัง และขั้นตอนในการปูพื้นมีกรรมวิธีกว่ายี่สิบขั้นตอน แต่ละพื้นที่ใช้เวลาปูพื้นร่วมปี




 
      copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ