ปักกิ่ง 2009 : 2552 เที่ยวมหานครปักกิ่ง พระราชวังปักกิ่ง จตุรัสเทียนอันเหมิน หอบูชาเทียนถาน กำแพงเมืองจีน พระราชวังฤดูร้อน ชูสีไทเฮา กายกรรมปักกิ่ง วัดลามะ งานสลักน้ำแข็งหลิงชิงเสีย
Photoontour.Com โฟโต้ออนทัวร์
Home : Outbound : Beijing 04    
ตอนที่ 1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
ตอนที่ 1 มาถึงปักกิ่ง
ตอนที่ 2 พระราชวังปักกิ่ง(วังกู้กง)
ตอนที่ 3 พระราชวังปักกิ่ง (วังต้องห้าม)
ตอนที่ 4 หอบูชาเทียนถาน
ตอนที่ 5 พระราชวังฤดูร้อน ชูสีไทเฮา
ตอนที่ 6 ยามเช้าที่ปักกิ่ง
ตอนที่ 7 มหานครปักกิ่ง
ตอนที่ 8 สโนว์เวิลด์ snowworld
ตอนที่ 9 กำแพงเมืองจีน
ตอนที่ 10 หลงชิงเสีย เทศกาลน้ำแข็งแกะสลัก
ตอนที่ 11 หวังฟูจิง Shopping Street
ตอนที่ 12 วัดลามะ
ตอนที่ 13 ซ้อปปิ้ง+วันเดินทางกลัง
ถึงปักกิ่ง
วังกู้กง
วังปักกิ่ง
หอเทียนถาน
วังฤดูร้อน
ยามเช้า
มหานคร
สโนว์เวิลด์
กำแพงยักษ์
หลงชิงเสีย
หวังฟูจิง
วัดลามะ
สาวจีน
 
ปักกิ่งตอนที่ 4 : หอบูชาเทียนถาน (หอฟ้าเทียนถาน) Temple of Heaven
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
     
 
 
 
Outbound Click >
ภาพเที่ยวต่างแดน
Hue- HoiAn
Angkor
Burma
Sipsongpanna
South Laos
Luangprabang
Koh Ker
Sapa VN
Malay
Guilin
Hanoi  
I  Home I Articles I City Tour I Events I Gallery I Outbound tour I Royal Photos   I Today Talk I  Photo Service  I Guest  I  Free Wallpaper  I About site I  Misc. I


ปักกิ่งตอนที่ 4
: หอฟ้าเทียนถาน Temple of Heaven

(เดินทาง กุมภาพันธ์ 52)



จากตอนที่ 3 ได้พาไปเที่ยววังกู้กง หรือพระราชวังปักกิ่งที่สุดยอดอลังการ และเป็นไฮไลท์สำคัญที่สุดของแหล่งท่องเที่ยวในกรุงปักกิ่ง   ใครมาแล้วไม่ได้เที่ยวต้องถือว่ายังมาไม่ถึงเมืองจีน 

ก่อนนั้นพระราชวังแห่งนี้ถูกปิดตายมาเป็นเวลานาน  นับจากมีการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมครั้งใหญ่สุดของจีน  หรือในยุคที่จีนมีการเปลี่ยนระบอบการปกครองแบบจักรพรรดิ์มาเป็นแบบสังคมนิยม หรือสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ ที่มีเหมาเจ๋อตง เป็นผู้นำ  ซึ่งภาพของผู้นำสูงสุดของจีน  หรือประธานพรรคคอมมิวนิสต์ของจีนผู้นี้ หากใครไปประเทศจีนแล้วจะเห็นภาพประธานเหมาติดตั้งอยู่ในที่ต่างๆ  ทั้งนี้ก็เพื่อยกย่องในฐานะเป็นผู้รวมประเทศ ให้เป็นปึกแผ่น   

หากย้อนไปในช่วงไม่เกิน 200 ปี  มานี้  จะเห็นว่าจีนและชาติต่างๆทางทวีปเอเชียเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองที่ไม่แตกต่างกัน  สาเหตุใหญ่ก็มาจากมีการค้าขายกับชาติตะวันตกมากขึ้น  พร้อมๆกับมีการล่าอาณานิคม  ทุกประเทศจึงต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด

การที่จะปรับเปลี่ยนระบอบการปกครองไปสู่อีกมีระบอบหนึ่งนั้นก็ไม่ไช่เรื่องง่ายๆ  แต่เมื่อเป็นความแน่วแน่ของผู้นำแล้วจึงต้องทำทุกวิถีทาง  ซี่งก็หนีไม่พ้นที่ต้องขายความคิด  ขายความเชื่อ พร้อมกับใช้อำนาจทางทหารเพื่อสร้างความหวาดกลัว  เพราะหากใครไม่เชื่อ ไม่ทำตาม ไม่ปฏิบัติ ก็ตายสถานเดียว

วิธีการสร้างความเชื่อ  จึงต้องมีการปลุกระดม ยัดเยียดแนวคิด  หรืออาจเรียกว่าล้างสมอง ให้เชื่อแต่ผู้นำ  ภักดีต่อผู้นำ  หรือแม้กระทั่งยอมตายเพื่อผู้นำได้  เรียกว่าทั้งเชื่อทั้งศรัทธา

หลายคนอาจไม่เชื่อว่าจะเป็นไปได้  มันเหมือนกับว่าไม่มีเหตุผล แต่ความจริงแล้วเป็นไปได้ ซึ่งเป็นเรื่องทางด้านจิตวิทยาที่ไม่ได้ซับซ้อนอะไรมาก เหมือนกับถูกสะกดจิตไปเรื่อยๆ  พอนานเข้าผู้สะกดก็สามารถชี้นำได้ทุกอย่าง  จะพูดจาโกหกอย่างไรคนก็เชื่อหมด  เพราะแรงศรัทธามันทำให้เชื่ออย่างเดียว  ในจิตใจจะไม่มีคำว่าคัดค้านหรือไม่เห็นด้วย 

ดูอย่างประเทศเกาหลีเหนือในปัจจุบัน  รัฐบาลเกาหลีเหนือ (คอมมิวนิสต์) ปิดประเทศทุกด้าน  ไม่ยอมให้คนออกนอกประเทศ  ชีวิตประจำวันก็รับฟังแต่ข่าวสารจากรัฐบาลด้านเดียว  ยกยอปอปั้นผู้นำไม่ต่างกับเป็นเทพเจ้าที่จุติมาเกิด  จนทุกวันนี้คนเกาหลีเหนือเชื่อว่า  ประเทศตนยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก  มีผู้นำที่ประเสริฐสุด  เก่งที่สุด ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วกำลังอดอยากกันทั้งประเทศ และผู้นำเกาหลีเหนือก็ถูกชาวโลกประนาม ว่ามีการสะสมอาวุธนิวเคลียร์

กลับมาที่บ้านเรา

เมื่อเย็นวันที่  19 พค.53  ทำไมคนเสื้อแดงจึงเผาบ้านเผาเมืองตนเองได้ถึงขนาดนี้  ทำไมจึงมีจิตใจที่โหดร้ายอำมหิต ปล้นสะดมภ์ ทุบกระจกโขมยของในห้าง  และจุดไฟเผา จนได้ยินว่าในต่างจังหวัดนำของมาอวดกันใหญ่  คิดดูแล้วก็ไม่น่าเป็นไปได้  ศาสนาพุทธถือว่าเป็นบาป  และโดยสามัญสำนึกของคนทั่วไปแล้วก็คิดว่าไม่มีใครกล้าทำ  ผิดทั้งกฏหมาย  ผิดทั้งศีลธรรม สังคมไทยมันเลวทรามต่ำช่้ากันถึงขนาดนี้เลยหรือ

คนที่โขมยไป  ยากจนค่นแค้น  ไม่มีจะกินหรือเปล่า  จึงได้ทำแบบนั้น  ก็คงตอบว่าเปล่า แต่ทำไมถึงทำได้ อย่างผิดมนุษย์มนา  คำตอบก็เพราะ  ศรัทธาต่อคนที่ชื่อ ทักษิณ ชินวัตร และเชื่อคำพูดของแกนนำ ที่ปลุกเร้ากันทุกวัน “ มันตกใจหมกเลย “

ถามว่าความศรัทธากันมากๆถึงขนาดบ้าคลั่ง เลยหรือ  คำตอบคือ น่าจะไช่ครับ

คนอื่นบอกทักษิณ เป็นคนชั่วช้าไม่ดี  แต่พวกเสื้อแดงบอกทักษิณนี่แหละ เป็นยอดมนุษย์สุดประเสริฐที่พระเจ้าส่งมาเกิด  ถึงขนาดเชื่อกันว่าอดีตชาติเป็นถึงเจ้ามูลเมืองแห่งดินแดนล้านนา  เคยรบกับพม่าไปโน่น (แต่ไม่รู้ว่าโดนพม่าฆ่าตายหรือเปล่า)   หรือบางคนศรัทธามากถึงขนาดนำรูปทักษิณมากราบไหว้ได้อย่างสนิทใจ 

ความศรัทธาต่อทักษิณ  จึงต้องมีสังคมของตนเองเรียกว่ากลุ่มเสื้อแดง  เพื่อให้ทุกคนพูดจาภาษาเดียวกัน หรือภาษาทักษิณ  ใครไม่พูดภาษาเสื้อแดง  ไม่ยอมรับทักษิณ  ก็ถือว่าไม่ไช่พวก  หรืออาจถือว่าเป็นศัตรู  หนักเข้าก็อาจถึงขนาดต้องฆ่ามัน

สังคมคนเสื้อแดงจึงถูกปลุกเร้าด้วยสื่อต่างๆ  ทั้งวิทยุชุมชน  โทรทัศน์เสื้อแดง  สื่อสิ่งพิมพ์  และเว็บไซต์สำหรับสังคมออนไลน์  เรียกว่าเอากันทุกระดับ  อัดเข้าไปนานๆ  จิตไจมันจึงเคลิ้ม จึงหลง  จึงเชื่อ  และเกิดศรัทธา สุดท้ายชีวิตนี้ก็ยอมสละได้เพื่อทักษิณ 

ใครจะบอกว่าเสื้อแดงมีจิตใจที่ขาดเหตุผล  ขาดสติสัมปชัญญะ  หรือใครจะพูดว่าทักษิณไม่ดีก็ไม่เชื่อ  บอกว่าทักษิณยังเป็นนักโทษหนีคดีก็ไม่ยอมรับ บอกว่าถูกกลั่นแกล้ง  หรือทักษิณทำผิดจนศาลตัดสินยึดทรัพย์ตั้งหลายหมื่นล้านบาท  ก็ไม่มีใครยอมรับคำตัดสิน  หาว่าขบวนการยุติธรรมไม่มีความน่าเชื่อถือตามที่แกนนำเสื้อแดงเขาบอกมา 

ทักษิณจึงไม่ต่างกับเทพพระเจ้าในความหมายของคนเสื้อแดง แม้แต่ขี้เยี่ยวของทักษิณ ก็ดูจะน่าดมไปหมด  นี่แหละเขาถึงเรียกว่าศรัทธาแรงกล้าชนิดหัวปักหัวปำ

ศรัทธา เป็นสิ่งที่มีประโยชน์หากใช้ให้ถูกทาง  เช่นศรัทธาต่อองค์ศาสดา  เพราะถือว่า เป็นสิ่งที่บริสุทธิ์อย่างแท้จริงและเป็นประโยชน์ต่อชีวิต  หรือศรัทธาต่อในหลวงองค์ปัจจุบันก็เป็นสิ่งที่ควร เพราะตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์  ก็ทำทุกอย่างเพื่อราษฏรมาตลอด  และรู้เห็นกันอยู่ทั่วทั้งประเทศ

แต่หากไปศรัทธากับบุคลลที่ไม่สมควรศรัทธา ก็จะเกิดปัญหา  เกิดความวิบัติ  เพราะไม่ไช่ผู้บริสุทธิ์  แต่เป็นพวกจอมปลอม  เช่นไปศรัทธานักโทษชายที่หลบหนีคดีอาญา  หรือไปศรัทธาต่อผู้ที่โกงชาติ โกงแผ่นดิน จนมีคดีติดตัว แถมยังถูกยึดทรัพย์มากมาย  แบบนี้ไม่ถูกต้อง  มันเหมือนกับนิยายปรำปราของเมืองแขกที่ชาวเมืองไปนับถือพวกผีห่าซานตานว่าเป็นพระเจ้า  ถูกหลอกให้ศรัทธาหลงไหล แต่ภายหลังผีห่าเหล่านั้นก็ย้อนมากินชาวเมืองจนหมด  ขนาดตัวเองกำลังจะตายก็ยังคิดว่ายอมตายเพื่อพระเจ้า




ศรัทธาแบบนี้ พระท่านสอนว่า  เป็นศรัทธาของคนโง่  ขาดปัญญา   เป็นการหลงผิด  ทางแก้คือต้องมีสติคิด และพิจารณาให้รอบด้าน ปัญญา ความรู้ก็จะบังเกิดกับตัวเรา

เหตการณ์เมื่อวันที่ 19 พค.53  วันโศกนาฏกรรมของประเทศไทย  มันเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เหนือความคาดหมาย  ไม่ต่างกับเป็นไฟท์บังคับ  ว่าเมื่อเสื้อแดงชนะ  ประเทศไทยก็ตกเป็นของพวกเสื้อแดง  ต่อไปก็จะมีการเปลี่ยนระบอบการปกครองในอนาคตอย่างแน่นอน

แต่เมื่อแพ้  ความเสียอกเสียใจ  ไม่ยอมรับ  บ้าคลั่ง  จึงเป็นเรื่องตามมา  อาจเรียกว่าระบายความแค้นก็น่าจะได้  เรียกว่าศรัทธาแตก  แต่พวกเสื้อแดงด้วยกันบอกว่าพวกนี้มันตกใจมากกว่า

ในทางกลับกลับหากเสื้อแดง และพวกชุดเสื้อดำ พวกไอ้โม่ง ชนะ  ทุกอย่างก็จะเดินเกมไปตามแนวทางที่ถูกวางหมากไว้ล่วงหน้าแล้ว และในที่สุดเสื้อแดงก็อาจชนะการเลือกตั้งทั่วประเทศชนิดถล่มถลาย  แดงฉานกันทั้งแผ่นดิน

เมื่อมาถึงจุดนี้  พลพรรคเสื้อแดงระดับรากหญ้า  คงไม่รู้ว่าอะไรกำลังจะตามมาในอนาคต  ที่จะกระทบต่อจิตใจคนไทย  และจะกระทบโดยตรงถึงคนที่เคยพูดว่า  เรารักในหลวง  ซึ่งแน่นอนว่ามีอยู่ทุกระดับรากหญ้า  แต่ไม่รู้หรอกว่าการกระทำของพวกตน ของกลุ่มตน ที่ผ่านมา จะสร้างความไม่สบายใจให้กับพระองค์ขนาดไหน 

ศึกสงครามของทักษิณครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก  มีเงินทุนสนับสนุนนับหมื่นๆล้านบาท  เหลือเชื่อจริงๆ  บางคนเบิกเงินสดจากธนาคาร  1200 ล้าน เงินสดๆนะครับ  เบิกมาทำไม  ก็เอามาใช้จ่ายในช่วงชุมนุมไงละครับ  เมื่อหน่วยงานดีเอสไอเปิดไพ่ออกมา  หงายผึ่งกันทั้งก้วน ไม่คิดว่าจะมาไม้นี้  แม้แต่เจ้หน่อย สุดารัตน์ ก็มีชื่ออยู่ในรายชื่อสนับสนุนเงินทุนอยู่ด้วย  หรือแม้แต่  นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา  ก็หนีไม่พ้น ฉากหน้าดูดี แต่ฉากหลังก็อย่างที่เห็นๆกัน นักการเมืองไทยก็เป็นประเภทนี้ทั้งนั้น สามารถทำเรื่องชั่วๆได้โดยไม่เกรงกลัวบาป


แผนของเขาก็คือต้องการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในอีกไม่ช้า (หากทุกอย่างเป็นไปตามแผน)

 เปลี่ยนระบอบการปกครองนะครับ  ไม่ไช่เปลี่ยนรัฐธรรมนูญ 

ระบอบการปกครองที่ว่าก็คือ  ล้มเจ้า  ให้สถาบันกษัตริย์อยู่นิ่งๆ  อยู่เฉยๆ  ไม่มีบทบาทในการปกครอง  ในกฏหมาย  หรือรัฐธรรมนูญ   ต่อไปก็จะค่อยๆลดฐานันดรศักดิ์ให้เป็นสามัญชน  ใช้กฏหมายฉบับเดียวกันกับคนไทยทั่วไป  ใครจะพูดจา  ดูหมิ่น  จาบจ้วง  ก็ให้ใช้กฏหมายอาญา  กฏหมายแพ่ง  เช่นเดียวกับคดีความที่ฟ้องร้องกันทั่วๆไป  ใครจะดูหมิ่น  ในหลวง พระราชินี  หรือพระบรมวงศานุวงศ์  ก็ต้องหาทนายไปฟ้องร้องกันเอาเอง  หรืออาจจะมีกฏหมายพิเศษสักฉบับที่ยินยอมให้มีตัวแทนพระองค์ฯ ดำเนินการแทนได้

คิดมากไปหรือเปล่า  เปล่าครับ  ขนาดบนเวทีเสื้อแดง  ยังพูดหนักกว่านี้  พวกนี้เห็นในหลวงและพระราชินี เป็นสามัญชนไปตั้งนานแล้ว  ขนาดทักษิณยังพูดจาจาบจ้วงอย่างมันปากว่า  “หากในหลวงมากระซิบข้างหู “

ทักษิณอาจเป็นแค่ตัวดาราเอกที่นำมาเป็นจุดขายสำหรับคนเสื้อแดง  เพื่อรวบรวมไพร่พลให้มีจำนวนมากๆ  จะได้นำไปเป็นข้อต่อรอง โดยอ้างว่า  เป็นการเรียกร้องประชาธิไตย  ตามสิทธิ ตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งก็เป็นคาถาที่ใช้ได้ผลมาตลอด จะชุมนุมที่ไหนก็ได้ จะปิดถนนก็ได้ไม่มีใครว่า ใครเดือดร้อนก็ช่างหัวมัน

เสื้อแดงส่วนใหญ่คงต้องการแต่เพียงอยากให้ทักษิณกลับมา  แต่คงไม่รู้ว่าเบื้องหลังของขบวนการนี้มีอะไรที่ซับซ้อนซ่อนเงื่อนอีกหลายอย่าง  ชนิดที่อาจทำให้คนไทยทั้งประเทศต้องเสียน้ำตา  และไม่ไช่เป็นน้ำตาแห่งความปลาบปลึ้ม  แต่เป็นน้ำตาแห่งความโศกเศร้าอาดูร หมือนกับคนไทยที่เคยเสียน้ำตามาแล้วเมื่อปี 2475 ที่ประเทศมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จนในหลวงรัชกาลที่ 7 ต้องสละราชสมบัติในเวลาต่อมา
 
ทักษิณคงเข้าประเทศไม่ได้ในขณะที่ประเทศนี้ยังมีกฏหมายบ้านเมือง  จึงต้องมาแบบทางลัดคือล้มระบอบการปกครองที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน และหากการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้สำเร็จ   บุคคลที่จะออกมาจากมุมมืดก็อาจจะเป็น พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ  ผู้ที่คิดการณ์ไกล  เป็นคนต้นคิดเปลี่ยนระบอบการปกครอง  ร่วมกับนักวิชาการ และอดีคผู้ที่เคยเข้าป่าในสมัยสงครามคอมมิวนิสต์

ความหมายที่ว่านี้ประเทศไทยไม่ได้เป็นคอมมิวนิสต์หรอกครับ  เพราะมันเป็นไปไม่ได้  แต่ประเทศไทยอาจมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่   เรียกให้ไพเราะหน่อยก็เป็น รัฐธรรมนูญของรัฐไทยใหม่ เป็นการเปลี่ยนโฉมใหม่สู่อาระยะประเทศ  หรือสู่สากล   

เมื่อถึงวันนั้นคนไทยที่รักในหลวง รักสถาบันพระมหากษัตริย์จะตกใจหรือไม่ 

ตอบ..ตกใจ แต่ทำอะไรไม่ได้
 


เพราะคำว่า ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย จะมีหรือไม่มีคำว่า โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขนั้น  นานาประเทศเขาไม่สนใจหรอก เพราะถือเป็นเรื่องภายใน เป็นวัฒนธรรมไทย  แค่เป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ต่างประเทศเขาก็ยอมรับกันแล้ว 

ส่วนคนไทยที่ไม่เห็นด้วย  จะประกาศศึกสงครามกับพวกล้มเจ้า ถึงเวลานั้นคงทำอะไรไม่ได้แล้วละครับ แม้แต่กองทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ หรือกองทัพไทย ก็ทำอะไรไม่ได้เช่นกัน เพราะสังคมโลกจะมองว่าขี้แพ้ชวนตี  ก็ในเมื่อประชาชนส่วนใหญ่เขาเลือกระบอบการปกครองแบบนี้ และผ่านการเลือกตั้งมาจากคนทั้งประเทศมาแล้ว ยังไงก็ต้องยอม(พวกมัน) ส่วนจะซื้อเสียงหรือไม่  ต่างประเทศเขาถือว่าเป็นเรื่องภายในที่ต้องไปจัดการกันเอาเอง  ตามขบวนการทางกฏหมาย    

หากย้อนอดีตไปเมื่อคราวที่สมเด็จพระปกเกล้า หรือรัชกาลที่ 7 ทรงยอมคณะราษฏร์  เพื่อให้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชมาเป็นระบอบประชาธิปไตยเมื่อ พ.ศ.2475 นั้น ประชาชนคนไทยตกอยู่ในภาวะจำยอม  ด้วยอำนาจปืน และอาวุธ จากผู้กุมอำนาจทางทหาร เหตุการณ์ครั้งนั้นคณะราษฏร์พาทหารบุกเข้ามาถึงในวังเลยนะครับ

พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ เคยประกาศว่า  ผมรอเวลานี้มาถึง 78 ปี  ประกาศชัดเจนบนเวทีเสื้อแดงทางภาคอีสาน  หากใครคิดแบบเลวร้าย หรืออ่านใจบิ๊กจิ๋วออก ก็คงหนีไม่พ้นที่จะเข้าใจว่าบิ๊กจิ๋วกำลังคิดก่อการปฏิวัติประเทศ  โดยยึดเอาเหตุการณ์เมื่อปี 2475  มาเป็นโมเดล ที่คณะราษฏร์บังคับให้ในหลวงรัชกาลที่ 7  ต้องลงนามพระปรมาภิไธย ในรัฐธรรนูญฉบับแรกของไทย

บิ๊กจิ๋วต้องการให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอย่างนั้นหรือ  และต้องการให้ประวัติศาสตร์เขียนบันทึกไว้ว่า  ตนเป็นหัวหน้าก่อการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองให้เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง  อย่างนั้นหรือเปล่า  มาถึงตรงนี้แล้วก็ไม่ควรเป็นอีแอบ ที่คอยหลบอยู่ในมุมมืด  ออกมาเปิดเผยอย่างเต็มตัวจะดีกว่า  พร้อมนำเสนอแนวคิดใหม่ๆให้มันเป็นเรื่องเป็นราว  อย่างน้อยๆหากตายไปก็จะได้เป็นเกียรติประวัติกับตนเองว่า  ได้เสนอแผนการเปลี่ยนแปลงการปกครองให้สังคมได้รับรู้เรียบร้อยแล้ว หรืออาจพิมพ์แผนการนี้แจกในงานศพก็ไม่เลว



อ่านมาถึงตรงนี้ ลองย้อนอดีตหน่อยดีไม๊ ว่าเมื่อปี 2475 หรือ 78 ปีก่อนเกิดอะไรขึ้นกับบ้านเมืองไทย  และเป็นวันที่คนไทยต้องเสียน้ำตาทั้งแผ่นดิน  กับการปฏิวัติสยาม


” เมื่อเช้ามืดของวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ระหว่างที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จไปประทับที่พระราชวังไกลกังวล “คณะราษฎร” นำโดย พันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนาก็ได้เข้ายึดอำนาจการปกครองแผ่นดินที่กรุงเทพมหานคร  โดยเข้าควบคุมพระบรมวงศานุวงศ์บางพระองค์  และข้าราชการตำแหน่งสำคัญๆ ไว้เป็นตัวประกัน แล้วส่งหนังสือไปกราบบังคมทูลเชิญเสด็จนิวัติกลับพระนครเพื่อเป็นพระมหากษัตริย์ ภายใต้รัฐธรรมนูญการปกครองที่คณะราษฎรได้ทำขึ้น .....”

(ที่มา วิกิพีเดีย )


บ้านเมืองเราในขณะนี้กำลังมีผู้ต้องการซ้ำรอยประวัติศาสตร์  จึงไม่ต้องแปลกใจว่า ทำไมจึงเกิดกระแสหมิ่นพระบรมเดชานุภาพกันหลายครั้งหลายคราและรุนแรงขึ้น   แม้แต่นักโทษ ทักษิณ ชินวัตร ก็ก้าวล่วงมาหลายครั้ง  ล่าสุดก็เป็น พลเอกชวลิต  ยงใจยุทธ  ที่ออกแถลงข่าวว่าจะขอเข้าเฝ้าฯเพื่อกราบบังคมทูลฯเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2553  ความตอนหนึ่งว่า

” … ถ้าไม่มีพระมหากรุณาธิคุณ ก็ไม่แน่ใจต่อการสูญเสียที่จะเกิดขึ้นภายในวันสองวันข้างหน้านี้ และจะเป็นตราบาปที่คนไทยไม่ต้องการเห็น ....”

คำพูดนี้กดดันในหลวงชัดๆ  และตกลงบิกจิ๋วจะขอเข้าเฝ้า ในฐานะอะไร.. สังคมเขายังเคลือบแคลงสงสัยในเจตนารมย์ว่ามีอะไรแฝงเร้น หรือต้องการเข้าวังเพื่อภาระกิจอันยิ่งใหญ่เหมือนเช่นที่เคยเกิดขึ้นในปี 2475 หรือเปล่า 


ตายละหว่า  ว่าจะพาไปเที่ยวหอฟ้าเทียนถานที่เมืองจีน  แต่ดันมาพูดเรื่องการปกครองที่กำลังวุ่นๆในประเทศไทย  ก็ไม่มีอะไรมาครับ  ช่วงเวลาว่างๆที่คอยขึ้นเครื่อง  นึกคิดอะไรไม่ออกก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงเมืองไทย  เมืองที่ถูกผีห่าซาตานเผาจนวอดวายไปไม่นานนี้


หอฟ้าเทียนถาน  ตำหนักสักการะ

เรามาถึงหอฟ้าเทียนถานราวเที่ยงกว่าๆ หลังจากได้ไปเที่ยวพระราชวังปักกิ่งเมื่อเช้านี้  ทานข้าวเที่ยงเสร็จก็มาเที่ยวหอฟ้าเทียนถานกันต่อ 

วันนี้เป็นวันที่ 14 กุมพาพันธ์ 52  หรือวันแห่งความรัก  อากาศในบ้านเราก็น่าจะไม่ร้อนจนเกินไป  แต่ปักกิ่งในขณะนี้  อุณหภูมิน่าจะราวๆ 4 – 5 องศา  หนาวนะครับ และสำหรับคนไทยแล้วต้องถือว่าหนาวมาก  แต่พอลงจากรถเจอสาวจีนนุ่งสั้นครับท่าน  คนไทยมองกันใหญ่ว่า ไม่หนาวหรือไง

เพื่อให้มีหลักฐานว่า  4  องศา  ที่สาวจีนยังนุ่งสั่น  จึงถ่ายภาพให้เป็นที่ระลึก  นึกในใจว่าหนาวขนาดนี้ยังสั้นถึงเพียงนี้   และหากมาเที่ยวเมืองไทยเจออากาศร้อนๆแล้วจะสั้นขนาดไหน  คิดแล้วก็อยากให้สาวจีนมาเที่ยวเมืองไทยกันเยอะๆ  จะได้เพิ่มสีสัน

แต่ก็อย่างว่าสาวจีนก็งั้นๆ   ดูกระด้างๆชอบกล  สู้สาวไทยไม่ได้ที่ดูนิ่มนวลชวนดูมากกว่า  อีกอย่างพอพูดถึงคนจีนแล้วอดไม่ได้ที่จะนึกถึงส้วม นึกถึงกลิ่น ใครไม่เจอกับตัวเองแล้วคงไม่รู้ว่ามันเหลืออดขนาดไหน  ผมนี่เห็นมาเต็มตา ที่เมืองเชียงรุ้งสิบสองปันนา  แทบอ๊วก 

ตอนนั้นเดินอยู่ที่เมืองกาหลั่นป้า  อยากจะเข้าห้องน้ำ  ปรี่เข้าไปในซุปเปอร์มาเก็ตร้านใหญ่  ที่ไหนได้  คนที่ร้านชี้ไปที่ห้องน้ำสาธารณะข้างนอก  ห้างใหญ่แต่ไม่มีห้องน้ำครับ ห้องน้ำด้านนอกเป็นห้องน้ำสาธารณะ ที่เห็นแต่แรกแต่ก็ไม่เข้า  เพราะเห็นสภาพภายนอกแล้วก็พอจะเดาว่า ข้างในจะมีสภาพอย่างไร  ในที่สุดก็ต้องใช้บริการห้องน้ำที่ว่าด้วยภาวะจำยอม 

คนไทยที่ไปเที่ยวย่านชนบทของจีนมักได้ประสบการณ์เรื่องส้วมของคนจีนมาแล้วด้วยกันทั้งนั้น  เล่ากันไปก็ขำกันไป แต่ก็อยากจะอาเจียน

เห็นคนจีนดูดีมีฐานะ  อย่านึกว่าจะมีวัฒนธรรมนะครับ  ลองเข้าไปเข้าส้วมในบ้านซิ  แทบวิ่ง..

เรื่องส้วมจีนมันฝังหัวคนไทยที่เคยไปเที่ยวมาเป็นเวลานาน  แม้ปัจจุบันจะดูดีกว่าแต่ก่อน  แต่ในใจแล้วก็คงไม่ลืม  นี่เป็นคำตอบว่า  ทำไมผมถึงไม่ค่อยชอบสาวเมืองจีนนัก  หน้าสวยแต่ตูดเหม็น  ใครๆก็รับไม่ได้หรอกครับ   

หอฟ้าเทียนถาน ตำหนักฉีเหนียนเตี้ยน หรือ  ตำหนักสักการะ (Temple of Heaven) สร้าง พ.ศ. 1963 สมัยจักรพรรดิหย่งเล่อแห่งราชวงศ์หมิง ถึงวันนี้ ก็ผ่านมาแล้ว 590 ปี เทียบกับประวัติศาสตร์ของไทยก็ตรงกับสมัย สมเด็จพระนครินทราธิราช  (พระอินทราธิราชที่ 1) พ.ศ 1952-1967 กษัตริย์กรุงศรีองค์ที่ 6

ภายในพื้นที่ของหอฟ้าฯ  จะเป็นเขตอุทยานที่มีพื้นที่กว้างขวางใหญ่โตถึง 2.73 ตารางกิโลเมตรหรือ 1700 ไร่  เมื่อยืนอยู่บนที่สูงแล้วก็จะเห็นแต่ต้นไม้ยืนต้น  ซึ่งส่วนใหญ่จะมีแต่ต้นสน  ไกด์บอกว่าไม้เป็นต้นไม้ประดับบารมีของจักรพรรดิ์   ชาวบ้านคนไหนปลูกจะต้องถูกตัดหัว  เรียกว่าเป็นต้นไม้ต้องห้าม  มาเที่ยวเมืองจีนจึงเห็นไม้สนตามพระราชวังหรือสถานที่สำคัญๆ  แต่ละต้นก็มีอายุนับร้อยๆปี 

ในอุทยานหอฟ้านี้บางต้นมีอายุมากกว่า 500 ปี   หรืออาจมีอายุพอๆกับ ตำหนักหอฟ้าก็เป็นได้  

หอฟ้าเทียนถาน  ไม่ไช่ปราสาทพระราชวัง  แต่เป็นสถานที่บูชาสักการะของจักรพรรดิ์  แต่ละปีก็จะมาทำพิธีสักการะฟ้า  สักการะดิน  สักการะพระจันทร์  เพื่อขอพรจากสวรรค์ ให้มีน้ำท่าพอเพียง  พืชพันธ์ธัญญาหารอุดมสมบูรณ์  ดูคล้ายๆกับพิธีจรดพระนังคัลแลกนาขวัญในบ้านเรา

พื้นที่ส่วนใหญ่ในบริเวณหอฟ้าจะมีแต่ต้นสน  ส่วนพื้นที่บูชาจะเป็นทางเดินยกระดับที่ลากเป็นแนวเส้นตรง ยาวประมาณ 7-800 เมตร สองข้างทางมีแต่ไม้สนที่มีอายุหลายร้อยปี 

มาเที่ยวจีนนี้รู้สึกว่าอะไรๆ ดูมันใหญ่โตไปหมด  งานก่อสร้างก็ดูแข็งแรงแข็งแกร่งมาก เพราะใช้แต่หินเป็นส่วนใหญ่   

จึงไม่น่าแปลกว่าสิ่งปลูกสร้างที่มีอายุหลายร้อยปี  ก็ยังเห็นตั้งตระหง่านเหมือนกับว่าพึ่งจะผ่านกาลเวลามาไม่นาน  เพราะทุกอย่างยังมีสภาพดี  อายุ 100 หรือ  300 ปี  จีนบอกจิ๊บๆ  บอกแบบนี้มีเต็มบ้านเต็มเมือง ถ้าให้เก๋าจริงก็ต้องประเภท  700 ปี – 1500 ปี  ไม่ไช่เรื่องพูดเล่นๆนะครับ   บางวัดมีอายุเป็นพันๆปี  แต่สภาพก็ยังดูดี   ก็วัดจีนสร้างด้วยหินนี่ครับ  จึงอยู่ยงคงประพันธ์มาหลายชั่วอายุคน



โฟโต้ออนทัวร์
1  มิถุนายน 2553




    คลิกที่ภาพ
แผนที่ทางอากาศ หอฟ้าเทียนถาน
   
      copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ