ปักกิ่ง 2009 : 2552 เที่ยวมหานครปักกิ่ง พระราชวังปักกิ่ง จตุรัสเทียนอันเหมิน หอบูชาเทียนถาน กำแพงเมืองจีน พระราชวังฤดูร้อน ชูสีไทเฮา กายกรรมปักกิ่ง วัดลามะ งานสลักน้ำแข็งหลิงชิงเสีย
Photoontour.Com โฟโต้ออนทัวร์
Home : Outbound : Beijing 06    
ตอนที่ 1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
ตอนที่ 1 มาถึงปักกิ่ง
ตอนที่ 2 พระราชวังปักกิ่ง(วังกู้กง)
ตอนที่ 3 พระราชวังปักกิ่ง (วังต้องห้าม)
ตอนที่ 4 หอบูชาเทียนถาน
ตอนที่ 5 พระราชวังฤดูร้อน ชูสีไทเฮา
ตอนที่ 6 ยามเช้าที่ปักกิ่ง
ตอนที่ 7 มหานครปักกิ่ง
ตอนที่ 8 สโนว์เวิลด์ snowworld
ตอนที่ 9 กำแพงเมืองจีน
ตอนที่ 10 หลงชิงเสีย เทศกาลน้ำแข็งแกะสลัก
ตอนที่ 11 หวังฟูจิง Shopping Street
ตอนที่ 12 วัดลามะ
ตอนที่ 13 ซ้อปปิ้ง+วันเดินทางกลัง
ถึงปักกิ่ง
วังกู้กง
วังปักกิ่ง
หอเทียนถาน
วังฤดูร้อน
ยามเช้า
มหานคร
สโนว์เวิลด์
กำแพงยักษ์
หลงชิงเสีย
หวังฟูจิง
วัดลามะ
สาวจีน
 
ปักกิ่งตอนที่ 6 : ยามเช้าที่ปักกิ่ง Good Morning Beijing
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
     
 
 
 
Outbound Click >
ภาพเที่ยวต่างแดน
Hue- HoiAn
Angkor
Burma
Sipsongpanna
South Laos
Luangprabang
Koh Ker
Sapa VN
Malay
Guilin
Hanoi  
I  Home I Articles I City Tour I Events I Gallery I Outbound tour I Royal Photos   I Today Talk I  Photo Service  I Guest  I  Free Wallpaper  I About site I  Misc. I

ประวัติพระนางซูสีไทเฮา(โดยละเอียด)


ปักกิ่งตอนที่ 6 : ปักกิ่งในยามเช้า
ชมกายกรรมปักกิ่ง และร้านขายหยก
(เดินทาง กุมภาพันธ์ 52)



ปักกิ่งตอนที่ 5 ได้พาเที่ยววังฤดูร้อนของพระนางซูสีไทเฮา  สนมอันดับ 2 ของจักรพรรดิเสียนเฟิง  ซึ่งหลังจากจักรพรรดิเสียนเฟิงสวรรคต  ศึกการแย่งชิงบรรลังค์ก็ประทุขึ้น  และจักรพรรดิองค์ต่อๆมา ได้ตกอยู่ภายใต้การครอบงำของพระนางซูสีไทเฮา แม้กระทั่งกษัตริย์องค์สุดท้ายในราชวงศ์ชิง ที่มีชื่อว่า ฝู่อี๋ หรือ ฟูยี (Puyi)  ก็ถูกแต่งตั้งจากพระนางซุสีไทยเฮาด้วยวัยเพียง 2 ขวบ  จนถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนต์ประวัติศาสตร์เรื่องThe Last Emperor และโด่งดังไปทั่วโลก พร้อมกับคว้ารางวัลมามากมาย 

ผลของภาพยนต์เรื่องนี้ทำให้ชาวโลกให้ความสนใจกับประวัติศาสตร์ของจีนอย่างกว้างขวาง  แม้แต่ภาพยนต์เรื่องพระนางซูสีไทเฮา  ก็ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนต์เรื่องแล้วเรื่องเล่า

เรื่องราวของพระนางซูสีไทเฮา  มีความเป็นมาอย่างไร  หาอ่านได้ที่นี่ครับ  เรานำสาระทางประวัติศาสตร์ของจีนส่วนหนึ่งมาให้อ่านกัน  เผื่อว่าหากใครคิดจะไปเที่ยวปักกิ่ง  จะได้ศึกษาไว้เป็นพื้นฐานก่อนที่จะได้เห็นพระราชวังฤดูร้อนของซูสีไทเฮาของจริง  ว่าอลังการขนาดไหน และกว่าจะสร้างได้ใหญ่โตขนาดนี้  ต้องใช้แรงงานกรรมกรไปเท่าไหร่  ที่สำคัญยังถูกฝรั่งเศสเผาทำลายจนย่อยยับในสมัยสงครามฝิ่น  แต่พระนางชูสีไทเฮาก็ได้บูรณะขึ้นมาให้ยิ่งใหญ่กว่าเดิม

พระนางซูสีไทเฮาทิวงคตปี พ.ศ. 2450  (พระชนมายุ 73 ปี)  แต่ก็ไม่น่าเชื่อว่า  เรื่องราวของพระองค์  กลับมาเป็นข่าวอีกครั้งหนึ่งเมื่อ ปี 2551  หรือ 100 ปี นับจากทิวงคต

โดย CNN รายงานเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน ค.ศ. 2008 (พ.ศ.2551)

สำนักข่าวซีเอ็นเอ็นรายงานว่า ตามที่รัฐบาลจีนได้แต่งตั้งคณะแพทย์  ให้ปฏิบัติการทางนิติเวชศาสตร์เพื่อชันสูตรพระศพสมเด็จพระจักรพรรดิกวางสู บัดนี้ ผลปรากฏว่า สมเด็จพระจักรพรรดิสวรรคตอย่างเฉียบพลันเพราะทรงต้องสารหนู โดยปริมาณของสารหนูที่ตรวจพบมีมากถึงสองพันเท่าจากปริมาณที่อาจพบได้ในร่างกายมนุษย์โดยทั่วไป หนังสือพิมพ์ไชนาเดลียังรายงานโดยอ้างคำกล่าวของนายไต้อี้ นักประวัติศาสตร์ชาวจีน อีกว่าการชันสูตรดังกล่าวทำให้ข่าวลือเรื่องซูสีไทเฮามีพระราชเสาวนีย์ให้สังหารสมเด็จพระจักรพรรดิเป็นเรื่องจริง

ประวัติศาสตร์จีนเป็นสิ่งที่ชาวตะวันตกให้ความสนใจเป็นอย่างมาก  ปริศนาที่มีมานานนับพันๆปีหลายเรื่องได้ค้นพบความจริงในยุคนี้  


นอกจากนี้ก็ยังมีโครงการความร่วมมือระหว่างนักโบราณคดีของจีนกับชาติตะวันตกอีกหลายโครงการที่กำลังศึกษากันอย่างขมักเขม้น  ซึ่งคงมีข่าวให้ชาวโลกได้รับรู้ในโอกาสต่อๆไป

หลายคนอาจสงสัยว่า จีนก็นับว่ายิ่งใหญ่  มีนักโบราณคดีก็มาก แต่ทำไมจึงมาร่วมมือกับชาติตะวันตก โดยเฉพาะกับฝรั่งเศส ซึ่งเคยเป็นคู่อริกันมาก่อนในสงครามล่าอาณานิคมเมื่อราว 100 ปีก่อน จนสร้างความเจ็บปวดให้กับจีน และประเทศต่างๆในแถบอินโดจีนมาแล้ว

คำตอบก็คือว่า  คนชาติตะวันตกหรือชาติยุโรป  กับชาติทางซีกโลกตะวันออก  ที่มีจีนเป็นศูนย์กลางนั้น  คิดไม่เหมือนกัน โดยเฉพาะเรื่องการค้นหาความจริงทางด้านประวัติศาสตร์และอารยะธรรม  ซึ่งชาติตะวันตกได้สั่งสมความรู้การค้นคว้าวิจัยจากทั่วโลกมามากมาย  ขณะเดียวกันก็มีเครื่องไม้เครื่องที่ทันสมัยกว่า   

ความรู้เหล่านี้มาจากพื้นฐานของคนชาติตะวันตกที่เป็นคนชอบค้นคว้า ศึกษาสืบ เสาะหาความจริง และมีอิสระทางความคิด  ซึ่งยากที่คนชาติเอเชียจะเข้าถึง  วิทยาการด้านนี้คนเอเชียกับคนยุโรปอาจแตกต่างกันนับร้อยๆปี

หากใครคิดว่าไม่ไช่ก็ลองนึกย้อนอดีตว่า  ปราสาทนครวัดนครธม ถูกค้นพบจากนักสำรวจและนักธรรมชาติวิทยาชาวฝรั่งเศสที่มีชื่อว่า นายอองรี มูโอต์ (Henri Mouhot) เมื่อ พ.ศ.2403 หรือราว 150 ปีก่อน  น่าแปลกตรงที่เค้าอุตส่าห์ข้ามน้ำข้ามทะเล มาศึกษาเรื่องราวทางซีกโลกตะวันออก เพื่อสำรวจธรรมชาติของป่าในเขมรและแม่น้ำโขง 

การเข้าป่าสมัยนั้นก็ต้องใช้วิธีนั่งช้างเพื่อเข้าไปยังป่าลึก จนกระทั่งเห็นร่องรอยของปราสาทหินที่มีต้นไม้ปกคลุม ไม่ต่างกับถูกซ่อนไว้โดยธรรมชาติ  พร้อมกับสะเก็ตภาพเพื่อนำไปเผยเพร่ในสื่อสิงพิมพ์ของฝรั่งเศส จนตื่นตะลึงกันทั้งวงการ กลายเป็นจุดสนใจให้นักโบราณคดีหลังไหลกันมาสำรวจ

นครวัด-นครธมในช่วงนั้น เป็นของไทยนะครับ  สมเด็จพระนเรศวรไปตีเขมรเมื่อปี พ.ศ.2130  สมัยของพระยาละแวก  กษัตริย์เขมรในสมัยนั้น เหตุผลที่ตีเขมรก็เพราะ เขมรแอบลอบกัดไทยอยู่หลายครั้ง  พอไทยเผลอหรือเฝ้าระวังทำศึกกับพม่า  พระยาละแวกก็ยกทัพมาตีหัวเมืองไทย  ที่สุดพระองค์ก็ต้องสั่งสอนพระยาละแวกแบบเบาะๆ โดยการตัดหัวฮุนเซ็น เอ้ย..ตัดหัว พระยาละแวก แล้วนำเลือดมาล้างพระบาท (Teen)

เมืองเสียมราฐ พระตระบอง และศรีโสภณ  ตกเป็นของกรุงศรีอยุธยาเรื่อยมาจนมาถึงสมัยรัชกาลที่ 4  นายอองรี มูโอต์  ชาวฝรั่งเศส ได้เข้าเฝ้า  เพื่อขอพระบรมราชานุญาตเข้าไปสำรวจ

สมัยนั้นคนไทยหรือชาวสยาม คงไม่เข้าใจเรื่องธรรมชาติวิทยา อาจคิดว่าฝรั่งไอ้หมอนี่มันบ้าแน่ และความบ้าของนายมูโอต์นี่แหละ  เป็นที่มาของการค้นพบครั้งยิ่งใหญ่ ซึ่งไม่ไช่ค้นพบเพียงปราสาทนครวัดเท่านั้น แต่ได้ค้นพบอาณาจักรขอมโบราณ  ที่ถูกทิ้งร้างกลางป่าเป็นระยะเวลาถึงห้าร้อยกว่าปี  

คนเขมรก็ไม่มีใครรู้ คนกรุงศรีอยุธยาและกรุงสยามก็ไม่มีใครรู้ว่ากลางป่านั้นมีปราสาทหินเต็มไปหมด ถึงมีก็อาจไม่สนใจ เพราะเป็นแค่ซากหิน ระเกะระกะอยู่กลางป่าดิบ

อธิบายเรื่องราวทั้งหมดนี้เพื่อจะบอกว่าคนชาติตะวันตก กับ ชาติตะวันออก(รวมทั้งไทย)  คิดไม่เหมือนกัน  แม้แต่ปัจจุบันคนไทยก็ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับอดีตมากนัก ผิดกับฝรั่งมังค่า ที่คิดไปไกลกว่าพวกเราเป็นร้อยๆปี เราคิดว่าซากหิน ซากดิน ไม่เห็นจะมีประโยชน์  นึกอยากสร้างถนนก็เอารถมาไถ นึกจะสร้างตึกก็ทุบทิ้ง ผิดกับชาติตะวันตกที่เห็นคุณค่า  และคิดว่านี่คือสมบัติของชาติที่สามารถทำเงินได้ในอนาคต 

จากเรื่องราวข้างต้นจึงไม่ต้องแปลกใจว่า ทำไมฝรั่งเศสจึงขอแลกจังหวัด เสียมราฐ พระตระบอง และศรีโสภน ซึ่งเป็นดินแดนของไทย เพื่อแลกกับ  ตราด เกาะกง และด่านซ้าย ของฝรั่งเศส เมื่อ พ.ศ. 2449 สมัยรัชกาลที่ 5 และหากอ่านเรื่องราวของนาย มูโอต์ นับจากออกเดินทาง ผ่านมาทางสิงคโปร์ ซึ่งได้ทุนสำรวจจากอังกฤษ ก็อาจะพอจะเดาใจได้ว่า การสำรวจในดินแดนอินโดจีน หรือประเทศในลุ่มแม่น้ำโขงครั้งนี้ น่าจะมีวัถตุประสงค์เป็นอย่างอื่น


คิดแล้วก็น่าเสียดาย ดินแดนที่ฝรั่งเศสแลกกับไทย ซึ่งเป็นอาณาจักรขอมโบราณกลางเมืองเสียมราฐ รวมทั้งปราสาทเขาพระวิหารที่ไทยกำลังทะเลาะกับเขมร เรื่องพื้นที่โดยรอบปราสาท กลายเป็นขุมทรัพย์อันมหาศาลของเขมรในเวลานี้

มาถึงตรงนี้เราคงได้คำตอบว่า การค้นพบหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญนั้น  มันยิ่งกว่าการค้นพบแร่ทองคำ เพราะกินอย่างไรมันก็ไม่หมด  ผิดกับสินแร่ทองคำที่มีแต่จะหมดไปเรื่อยๆ

นี่คือความคิดความอ่านของฝรั่งชาติตะวันตก  ว่าคิดไม่หมือนกับคนเอเชีย หรือคนตะวันออก  ถามว่าทุกวันนี้เราคิดเหมือนเค้า หรือตามเค้าทันหรือไม่  คำตอบก็คือยังตามไม่ทัน แถบช่องว่างนี้ยังถ่างออกไปเรื่อยๆ  ยิ่งมาเจอเหตุการณ์ไทยทะเลาะกับเขมรในเรื่องปราสาทเขาพระวิหาร ที่ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ก็ทำให้เห็นว่า เราห่างชั้นกับชาติตะวันตกมาก

และน่าแปลกไหมละครับที่คณะกรรมการยูเนสโกไม่ได้ให้ความสำคัญกับไทยนัก  แต่กลับไปถือหางเขมร   และอย่าคิดว่าการที่คณะกรรมการฯได้เลื่อนวาระนี้ออกไปปีหน้าก็อย่าได้ชะล่าใจหรือดีใจ เพราะนี่เป็นกลเม็ดอย่างหนึ่ง ที่องค์กรระดับโลกนำมาใช้ในการแก้ปัญหา เรียกว่าการทอดเวลาพื่อลดความตึงเครียด ซึ่งมีตัวอย่างมาแล้วมากมาย ในกรณีพิพาทต่างๆ 

เขาไม่ปะทะหรอกครับ แต่เขารอจังหวะเท่านั้นเอง และขณะนี้เราก็ไม่ทราบว่าคณะกรรมการชุดนั้นกำลังทำอะไรอยู่  ความสงบนิ่งที่เห็นนี้วางใจไม่ได้  เพราะเป็นฉากบังตา ส่วนหลังฉากเค้าทำอะไรกับเขมรนั้น ใครจะทราบได้  

ไทยอาจคิดว่า รอเจรจากับเขมรที่ดูเหมือนว่ามีท่าที่ดีขึ้น แต่เขมรก็คือเขมรแถมมีแบ๊คดีอีกต่างหาก มองตาฮุนเซ็นแล้วต้องบอกว่า ไอ้หมอนี่ไว้ใจไม่ได้ เพราะแกเป็นคนพูดจากกลับกลอก แค่แต่งตั้งให้อดีตนายกฯทักษิณ มาเป็นที่ปรึกษาประเทศเขมร ก็รู้ซึ่งถึงความคิดอ่าน ว่าต่ำต้อย ด้อยปัญญาขนาดไหน ครั้นพอรู้ว่าทักษิณไม่มีโอกาสกลับมาเป็นใหญ่ในประเทศไทยแน่ แกก็เริ่มเปลี่ยนยุทธวิธี หันมาญาติดีกับไทย ดู ดูมันทำ..

นี่แหละ เขาถึงบอกว่าเขมร (ฮุนเซ็น) คบไม่ได้ หน้าไหว้หลังหลอก ส่วนเขมรคนอื่นๆคบได้ ไม่มีปัญหา

เขมรสนิทสนมกับคณะกรรมการยูเนสโกนะครับ เพราะเขามาเยี่ยมเขมรทุกปี  เพื่อสำรวจและติดตามผลว่าเขมรได้ทำตามกฏระเบียบหรือไม่ มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นหรือไม่ ทั้งนี้ก็เพราะต้องนำเรื่องนี้ไปเสนอยูเนสโกเพื่ออนุมัติงบประมาณให้ความช่วยเหลือเป็นประจำทุกปี  

เขมรเป็นประเทศที่ยูเนสโกให้ความช่วยเหลือหลายๆด้าน  เพราะถือเป็นประเทศด้อยพัฒนา โดยเฉพาะอุทยานปราสาทขอม ยูเนสโกได้เข้ามาบริหารจัดการ โดยผ่านองค์กรที่ได้รับการรับรองแล้ว วิธีการก็คือเข้ามาประมูลบริหาร เก็บเงินนักท่องเที่ยว จัดระบบระเบียบในอุทยาน ตั้งแต่ห้องน้ำห้องส้วม ไปจนถึงการขายของที่ระลึก และร้านค้า

ค่าชมนครวัด-นครธม ไม่ถูกนะครับ อยากรู้ว่ากี่บาทก็เอา 31 คูณ
US$ 20 for one day
US$ 40 for three days
US$ 60 for one week


เรื่องความสัมพันธ์กับยูเนสโก กับเขมรจึงแน่นปึ๊กกว่าไทยหลายเท่า  ส่วนไทยคิดว่ายูเนสโกคงไม่ได้มายุ่งเกี่ยวมากนัก  แค่มรดกโลกอุทยานประวัติศาสตร์อยุธยาในบริเวณวัดมงคลบพิตรก็ทำซะเละเทะ แค่นี้เค้าก็เขม่นเราจะแย่อยู่แล้ว  ผิดกับเขมร  ทุกอย่างเรียบร้อย  เป็นไปตามกฏเกณฑ์ทุกอย่าง ไม่ต่างกับเป็นเด็กดีที่ว่านอนสอนง่าย 

บ้านเรามีแต่ประเภท  มึงรุม  กูทึ้ง กับมรดกโลก ไม่ว่าจะเป็น อช.เขาใหญ่ หรืออุทยานประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยา แบบนี้ใครอยากจะคบด้วย  ยูเนสโกก็ไม่อยากเล่นด้วย ได้เป็นมรดกโลกแล้วแต่ไม่รู้คุณค่า

ที่น่าตลกกับมรดกโลกกรุงศรีฯ ปรากฏว่าบรรดาพ่อค้าแม่ขายที่ ปลูกเพิงค้าขายจนทำให้สภาพแวดล้อมเละเทะเสียหาย มีโอกาสมานั่งร่วมประชุมเพื่อพัฒนาพื้นที่รอบวัดมงคลบพิตร ร่วมกับคณะกรรมการฯ ใครจะเสนออะไร พวกนี้ก็ค้านหมด เพราะไปกระทบผลประโยชน์ของตัวเอง แบบนี้เรียกว่าไม่บ้าก็ไม่รู้จะพูดอย่างไรแล้ว  มันเหมือนกับว่าทางการกำลังจะแก้ปัญหาขอทานเร่ร่อน แค่ดันให้บรรดาขอทานส่งตัวแทนมานั่งประชุมร่วมกับกรรมการ มิน่าแก้ปํญหาแบบนี้ ไม่ต่างกับสุภาษิตไทยที่ว่า ลิงแก้แห คือยิ่งแก้ก็ยิ่งยุ่ง

ปัญหาเรื่องเขาปราสาทเขาพระวิหาร ยูเนสโกคงไม่อยากให้ไทยเข้าไปยุ่งก็เพราะเหตุนี้ ขืนยุ่งมากพืนที่โดยรอบก็อาจกลายเป็นสลัม เขาจึงอยากให้เขมรเข้าไปดูแลจัดการ แต่เป็นการดูแลในนามของคณะกรรมการที่ยูเนสโกแต่งตั้ง 

เราอย่าทำยึกยักจนเขาหมั่นใส้นะครับ และเขาคงไม่สนใจที่ไทยจะถอนตัวออกไป เค้าอาจคิดว่าถอนไปเสียก็ยิ่งดี  เพราะทุกประเทศที่ขอถอนตัว  ในที่สุดก็กลับมาง้อใหม่เหมือนเดิม  ข้อมูลนี้หาได้ไม่ยาก  ขนาดสหรัฐอเมริกาว่าใหญ่  ก็ยังต้องกลับมาง้อ

มีอยู่ช่วงหนึ่งเมื่อราวปีกว่าๆ  ขณะกำลังเป็นข้อพิพาทระหว่าง ไทย-เขมร  คณะสำรวจจากยูเนสโกนั่ง ฮ. โดยขึ้นทางฝั่งเขมรเพื่อบินสำรวจพื้นที่เหนือปราสาทเขาพระวิหาร ไทยเราก็โวยวายใหญ่ว่าบินลำเขตแดน เป็นการละเมิดอธิปไตย  พร้อมกับทำหนังสือประท้วง

แล้วเป็นไง  ยูเนสโก สนไจหรือไม่  ...  ตอบเงียบครับ 

เราทำตัวเป็นศัตรูกับเขมร  ขณะเดียวกันก็ทำตัวเป็นศัตรูกับยูเนสโก เท่านั้นยังไม่พอ ยังคิดระแวงชาติอื่นๆที่จะมาเป็นกรรมการร่วม  กล่าวหาว่าชาติต่างๆเหล่านี้มีผลประโยชน์กับเขมรทั้งสิ้น

สรุปว่า  ขณะนี้ไทยเราไม่ต่างกับหัวเดียวกระเทียบลีบ  ทุกอย่างที่ทำมันกลับสร้างศัตรู และเข้าทางให้กับเขมรจนหมด เรื่องนี้คิดตื้นๆไม่ได้   เพราะฝรั่งมังค่าพวกนี้คิดลึก และคิดไปไกลกว่าเรามาก  หากเราไม่ทันเกมก็อาจเสร็จเขมรอีกเป็นครั้งที่ 2  

100 ปีข้างหน้าคนไทยสมัยนั้นอาจนั่งด่าคนไทยสมัยนี้ว่าโง่  เดินหมากเรื่องการต่างประเทศผิดพลาดไปหมด      

เขียนไปซะไกล กลับมาเมืองจีนกันต่อดีกว่า

เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของโลก ไม่ว่าจะเป็นมัมมี่ในปิรามิดของประเทศอียิปต์ที่มีอายุหลายพันปี  หรือสถานสำคัญทางประวัติศาสตร์ในส่วนอื่นๆของโลก ผู้ที่มาไขความจริงก็เป็นนักโบราณคดีจากชาติตะวันตกทั้งนั้น

แม้แต่ปราสาทนครวัด แห่งอาณาจักรขอม ก็ถูกค้นพบโดยนักสำรวจชาวฝรั่งเศส มีชื่อว่า นายอองรี มูโอต์  ซึ่งเข้ามาสำรวจในสมัยรัชกาลที่ 4  ในขณะที่ดินแดนทางแถบนั้นยังเป็นของไทย  แต่ก็น่าเสียดายว่าขณะกำลังสำรวจพื้นที่ของลาว หรืออาณาจักรล้านช้าง  นายมูโอต์ก็ต้องมาเป็นไข้มาลาเลีย หรือไข้ป่า  และเสียชีวิตอยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำคานในเมืองหลวงพระบาง  ด้วยวัยเพียง 35 ปี

ในทางกลับกันหากหากนายมูโอต์ เสียชีวิตช้ากว่านี้ เราอาจได้คำตอบว่า ชนชาติไทยมาจากไหน เพราะทุกวันนี้ก็ยังได้คำตอบไม่ชัดเจน จะมาจากจีน อินเดีย หรือขอมกลายร่างก็ยังไม่แน่ใจ


อารยะธรรมอันยิ่งใหญ่ของจีน

จีนเป็นประเทศที่ใหญ่มาก  และเป็นศูนย์กลางของอาระธรรมทางซีกโลกตะวันออกมานานหลายพันปี   การค้นพบเรื่องราวในอดีตไม่ต่างกับการค้นพบสมบัติเก่าที่สามารถนำมาขายได้ในยุคนี้  ยิ่งเก่ายิ่งสำคัญต่อมวลมนุษย์ ก็ยิ่งมีค่ามาก  และเป็นทรัพย์สมบัติทางด้านการท่องเที่ยวที่สามารถนำมาหาประโยชน์ได้อย่างไม่มีวันหมด   ต่างกับสินแร่ในดินขุดมาใช้ได้ไม่กี่สิบปีก็จะหมดคุณค่า  แต่สมบัติทางอารยะธรรม  รวมทั้งประวัติศาสตร์หรือโบราณคดี  จะเป็นของยั่งยืนชั่วลูกชั่วหลาน  

การท่องเที่ยวกลายเป็นสินค้าหลักของโลกยุคปัจจุบันไปแล้ว ใครคิดไม่ถึง ตามไม่ทัน ก็อาจกลายเป็นประเทศล้าหลัง  มัวแต่หาแร่ในดิน สินในน้ำ โดยไม่พัฒนาการท่องเที่ยว อนาคตมีแต่เจ้งกับเจ้ง และมีปัญหาไม่จบสิ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแรงงาน ปัญหาสิ่งแวดล้อม จิปาถะ และในอนาคต คำว่าโรงงาน หรือผู้ใช้แรงงานในภาคอุตสาหกรรม ทีมีคนงานนับพันนับหมื่น จะกลายเป็นปัญหาของชาติ  ที่ประเทศพัฒนาเขาเลิกไปหมดแล้ว ถึงมี ก็คงมีเท่าที่จำเป็น ไทยเรายังก้าวไม่พ้นจุดนี้ก็ยังต้องเผชิญกับปัญหากันไปตลอด 

จีนกับสมบัติทางอารยะธรรม

อารยะธรรมของจีนยังมีอีกมากมายที่รอพัฒนาเพื่อการท่องเที่ยว  และจีนก็ถือว่าเป็น Original หรือเป็นต้นกำเนิดก่อนขยายไปยังประเทศข้างเคียง  ตัวอย่างเช่นชุมชนของชาติพันธ์เก่าแก่ในอดีต  ที่ยังมีวิถีชีวิตแบบดั่งเดิม  ยังมีอยู่มากมายในประเทศจีน ไปวันนี้ก็ได้เห็น ไปพรุ่งนี้ก็ยังเจอ

ต่างกับบ้านเราที่หายากเต็มทน  ที่หลงเหลือก็กลายพันธ์เป็นส่วนใหญ่ เช่นชาวเขานุ่งยีนส์ ขับรถกระบะ   แต่ในจีนกลับพบว่าชุมชนเก่าแก่ยังใช้ชีวิตแบบเดิมๆ ยังมีขนมธรรมเนียมและวัฒนธรรม ที่คงความเป็นเอกลักษณ์อยู่ทุกหัวระแหง  และน่าแปลกตรงที่ความเจริญต่างๆก็ไปถึงเมืองนั้น ไม่ว่าจะเป็นถนนหนทาง หรือสาธารณูปโภค แต่เค้าก็ยังไม่เปลี่ยนวิถีชีวิต

การละทิ้งวิถีชีวิตและวัฒนธรรมในอดีต  จึงไม่ต่างกับการล่มสลายของคนในชาติ  เป็นการทำลายสมบัติอันล้ำค่า  เราอยู่เมืองไทยอาจมองไม่เห็นภาพที่ว่านี้ แต่ถ้าไปในต่างประเทศ  โดยเฉพาะบางประเทศเราอาจเห็นชัดเจน  และเกิดข้อสงสัยว่าเค้ารักษาวัฒนธรรมมาจนถึงทุกวันนี้กันได้อย่างไร  ทั้งๆที่สังคมโลกได้เปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว 

ประเทศจีนโชคดีที่ปกครองด้วยรัฐบาลจากพรรคคอมมิวนิสต์ ถือว่ายังมีความคิดอ่านทางอนุรักษ์นิยมอยู่มาก  พยายามที่จะเป็นตัวของตัวเองโดยไม่ได้โหนกระแสไปตามชาติตะวันตก ตัวอย่างเช่นที่เกิดขึ้นกับกูเกิล (Google) เจ้าพ่อระบบ Search Engine บนอินเตอเน็ต อันดับ 1 ของโลก 

เหตุที่เกิดขึ้นไม่นานนี้  น่าจะเป็นตัวอย่างว่า จีนไม่ง้อ  พร้อมกับบล๊อกเว็บ Google ไปเรียบร้อยแล้ว ฐานไม่ปฏิบัติตามคำร้องขอของจีนที่ไม่ให้เปิดเผยภาพการนองเลือดที่จตุรัสเทียนอันเหมือนเมื่อปี 2532  ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตราว 3 พันคน  ขณะเดียวกันจีนก็พัฒนาระบบ Search Engine ของตนเองขึ้นมาแทนมี่ชื่อเว็บว่า Baidu และเว็บนี้ไม่ได้พึ่งเกิด จากสถิติเมื่อปี 2552 ระบุว่ามีคนจีนนิยมใช้ระบบ Search ของเว็บนี้ถึง 63.89% และใช้กูเกิล เพียง 31.30 %

หลายประเทศอาจแปลกใจว่าจีนกล้าหักดิบ  และหักจริงๆด้วย  ในขณะที่ YouTube  และ Yahoo ยอมปฏิบัติตามเงื่อนไขของจีน

แต่เรื่องนี้คงไม่จบง่ายว่าใครจะยอมใคร หรือว่าในที่สุด ก็อาจกลับมารอมชอบกันใหม่ หรืออนาคตอาจกลายเป็นมหากาฟย์ระหว่าง Google กับ Baidu ที่ต่างก็พยายามฟาดฟันกันในโลกของไซเบอร
์ เพื่อชิงความเป็นใหญ่ และในภาวะที่เงียบงันอยู่นี้ Google ก็รู้ดีว่า ตนเองกำลังถูกมือดีเจาะฐานข้อมูลหรือแฮกเกอร์ แต่ก็ไม่กล้าเปิดเผยตรงๆว่าใครเป็นผู้กระทำ ได้แต่บอกว่าเป็นแฮกเกอร์ที่มีความเชี่ยวชาญอย่างมาก

จะว่าไปแล้วแฮกเกอร์ หรือนักล้วงความลับนี้มีมานานตั้งแต่ยุคหนังขาวดำละมั้ง ยิ่งในยุคสงครามเย็น หรือสมัยสังคมนิยมรัสเชีย หน่วยสืบราชการลับของสหรัฐอเมริกา หรือ CIA กับหน่วย KGB ของรัสเซีย ต่างก็พยายามล้วงตับกันทุกวิถีทาง ชนิดที่ไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็เอาด้วยกล ไม่ได้ด้วยมนต์ก็เอาด้วยคาถา
ถึงขนาดที่รัสเซียใช้วิธีสะกดจิตเจ้าหน้าที่สถานฑูตสหรัฐเพื่อให้คายความลับ ก็ทำมาแล้ว ดังนั้นเรื่องแฮกเกอร์ในยุคปัจจุบัน จึงไม่ไช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด

ปักกิ่งตอนที่ 6  รู้สึกว่าจะฝอยไม่เข้าประเด็น  หรือไปคนละทางกับภาพ  ความจริงก็ไม่มีอะไรหรอกครับ  เรื่องราวของจีนที่สัมผัสมานั้นมีสิ่งที่น่าสนใจมากมาย เข้าประเด็นบ้าง นอกประเด็นบ้าง แต่ก็ถือว่ามีสาระทั้งนั้น 

แผ่นดินจีนกว้างใหญ่ไพศาล  มีประชากรประมาณ 1300 ล้านคน  จึงหาคู่เปรียบเทียบได้ยาก  ด้านภูมิอากาศ ภูมิประเทศ  ก็มีความแตกต่างกันในแต่ละโซนชนิดตรงกันข้ามราวฟ้ากับดิน  มีตั้งแต่เมืองหนาวที่มีหิมะแกคลุมยอดเขาตลอดปี ลงไปจนถึงดินแดนทางแถบทะเลทราย  มีอูฐให้ขี่  บางโซนก็มี  3 ฤดู  บางโซนก็มี 2 ฤดู ยิ่งเรื่องชาติพันธ์ของคนในชาติก็หลากหลาย  ทะเลาะกันก็มาก  สารพัดปัญหาในเมืองจีน

เรียนรู้ไม่หมดหรอกครับ นี่ยังไม่นับอดีตของจีนที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานหลายพันปี จะว่าไปแล้วหากรู้เรื่องเมืองจีนก็เหมือนกับรู้จักโลกใบนี้ไปกว่าครึ่ง
และที่แน่ๆ  อีกไม่นานจีนก็จะกลายเป็นชาติมหาอำนาจอันดับ 1 ของโลก อย่างมิต้องสงสัย 

นั่นนะซิ  หากใครคิดวางแผนในอนาคต  คิดมีเมียเป็นคนจีนก็ไม่เลว  แต่ต้องประเภทพูดจีนกลางได้นะ ประเภท ขาว หมวย  สวย อึ๋ม  แต่พูดจีนไม่ได้ แบบนี้ก็ไม่แนะนำ   

ปักกิ่งตอนที่ 6 นี้ ดูสาวจีนไปพลางๆก่อนก็แล้วกัน ดูแล้วก็งั้นๆ  ยังไงก็สู้สาวไทยไม่ได้  แต่ไปทั้งทีก็ต้องหาความแปลกตามาเล่าสู่กันฟัง 

พบกันใหม่ในตอนที่  7  นะครับ  เตรียมไว้แล้วว่าจะเป็นเรื่องเมืองปักกิ่งกันโดยเฉพาะ  เป็นภาพตึกอาคารที่ถ่ายไว้ขณะนั่งอยู่ในรถ  จะเห็นว่าเมืองจีนใหญ่โตขนาดไหน  สภาพการจราจรเป็นอย่างไร  ดูภาพชุดนี้แล้วก็เหมือนกับเป็นการทัวร์นั่งรถชมเมือง



โฟโต้ออนทัวร์
4 ตุลาคม 2553



 
ภาพพระนางซูสีไทเฮา สตรีผู้มีบทบาทสูงยิ่งต่อประวัติศาสตร์ของจีน ก่อนระบอบจักรพรรดิจะล่มสลาย อ่านเรื่องราวพระนางซูสีไทเฮา
 
ขบวนแห่พระศพพระนางซูสีไทเฮา พ.ศ.2451
วันที่ 4 พฤศจิกายน ค.ศ.2008 (พ.ศ.2551) สำนักข่าวซีเอ็นเอ็นรายงานว่า
ตามที่รัฐบาลจีนได้แต่งตั้งคณะแพทย์ให้ปฏิบัติการทางนิติเวชศาสตร์เพื่อชันสูตรพระศพสมเด็จพระจักรพรรดิกวางสู
บัดนี้ ผลปรากฏว่า สมเด็จพระจักรพรรดิสวรรคตอย่างเฉียบพลันเพราะทรงต้องสารหนู โดยปริมาณของสารหนูที่ตรวจพบมีมากถึงสองพันเท่า
จากปริมาณที่อาจพบได้ในร่างกายมนุษย์โดยทั่วไป หนังสือพิมพ์ไชนาเดลียังรายงานโดยอ้างคำกล่าวของนายไต้อี้ นักประวัติศาสตร์ชาวจีน
อีกว่าการชันสูตรดังกล่าวทำให้ข่าวลือเรื่องซูสีไทเฮามีพระราชเสาวนีย์ให้สังหารสมเด็จพระจักรพรรดิเป็นเรื่องจริง

อ่านเรื่องราวพระนางซูสีไทเฮา
      copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ