ปักกิ่ง 2009 : 2552 เที่ยวมหานครปักกิ่ง พระราชวังปักกิ่ง จตุรัสเทียนอันเหมิน หอบูชาเทียนถาน กำแพงเมืองจีน พระราชวังฤดูร้อน ชูสีไทเฮา กายกรรมปักกิ่ง วัดลามะ งานสลักน้ำแข็งหลิงชิงเสีย
Photoontour.Com โฟโต้ออนทัวร์
Home : Outbound : Beijing 08    
ตอนที่ 1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
ตอนที่ 1 มาถึงปักกิ่ง
ตอนที่ 2 พระราชวังปักกิ่ง(วังกู้กง)
ตอนที่ 3 พระราชวังปักกิ่ง (วังต้องห้าม)
ตอนที่ 4 หอบูชาเทียนถาน
ตอนที่ 5 พระราชวังฤดูร้อน ชูสีไทเฮา
ตอนที่ 6 ยามเช้าที่ปักกิ่ง
ตอนที่ 7 มหานครปักกิ่ง
ตอนที่ 8 สโนว์เวิลด์ snowworld
ตอนที่ 9 กำแพงเมืองจีน
ตอนที่ 10 หลงชิงเสีย เทศกาลน้ำแข็งแกะสลัก
ตอนที่ 11 หวังฟูจิง Shopping Street
ตอนที่ 12 วัดลามะ
ตอนที่ 13 ซ้อปปิ้ง+วันเดินทางกลัง
ถึงปักกิ่ง
วังกู้กง
วังปักกิ่ง
หอเทียนถาน
วังฤดูร้อน
ยามเช้า
มหานคร
สโนว์เวิลด์
กำแพงยักษ์
หลงชิงเสีย
หวังฟูจิง
วัดลามะ
สาวจีน
ปักกิ่งตอนที่ 8 : Great Wall of China เส้นทางสู่กำแพงเมืองจีน
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
Outbound Click >
ภาพเที่ยวต่างแดน
Hue- HoiAn
Angkor
Burma
Sipsongpanna
South Laos
Luangprabang
Koh Ker
Sapa VN
Malay
Guilin
Hanoi  
I  Home I Articles I City Tour I Events I Gallery I Outbound tour I Royal Photos   I Today Talk I  Photo Service  I Guest  I  Free Wallpaper  I About site I  Misc. I




ปักกิ่งตอนที่ 8 :
เดินทางสู่กำแพงเมืองจีน
(เดินทาง กุมภาพันธ์ 52)


ทริปปักกิ่งในช่วงฤดูหนาวปี 52  มาถึงตอนที่ 8 แล้ว ก็คงยังไม่จบง่ายนะครับ ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆที่น่าสนใจอีกราว 3-4 ตอน  ซึ่งเป็นตอนที่ต้องต่อสู้กับอากาศที่หนาวเหน็บ(สำหรับคนไทย)  แค่ 1 องศาโดยประมาณเมื่อเช้าวันนี้ก็แทบแย่  มือไม้แข้งชาแล้วชาอีก  จึงต้องคอยขยับปลายนิ้วมือนิ้วเท้าอยู่บ่อยๆ  ไม่เช่นนั้นเลือดคงแข็งตัวแน่

เราออกจากโรงแรมในปักกิ่งพร้อมกระเป๋าสัมภาระ  หลังนอนที่นี่มา 2 คืน เพราะคืนนี้จะไปพักอีกเมืองหนึ่งที่หนาวกว่าปักกิ่ง  ไกด์บอกว่าอาจเจอหิมะ

เมื่องที่ว่านี้กำลังมีงานเทศกาลแกะสลักน้ำแข็งและโคมไฟที่ หลงชิงเสีย (ชื่องานหรือชื่อเมืองก็ไม่แน่ใจ)   แต่งานนี้อาจไม่ใหญ่โตเท่าเทศกาลแกะสลักน้ำแข็งที่เมือง ฮาร์บิ้น  เพราะที่นั่นเป็นดินแดนที่อยู่ตอนเหนือสุดของจีน  ติดกับเมืองไซบีเรียของรัสเซีย  เรียกว่าหนาวสุดๆ อุณหภมิหน้าหนาวจะอยู่ที่ -16 องศา บางปี -38 (สนใจดูภาพงานเทศกาล ฮาร์บิ้น ล่าสุด)

ประเทศจีนในระยะหลังๆนี้พยายามจัดให้มีเทศกาลหิมะหรือเทศกาลแกะสลักน้ำแข็งตามเมืองต่างๆ  เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวที่ชอบความหนาว  ใครเป็นขี้ร้อนและอยากสะใจกับอากาศหนาวคงต้องรอเที่ยวในช่วงต้นๆปี

ปลายทางที่จะไปนอนค้างในคืนนี้ยังอีกไกล  ระหว่างทางเราจะแวะชมพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งของราชวงศ์หมิง  และดูสนามสกีหิมะหรือ Snow World  ส่วนกลางวันเราจะแวะทานข้าวที่เมืองๆหนึ่ง  เมนูพิเศษมื้อนี้คือ สุกี้มองโกล 

สุกี้จีนกับสุดี้ MK บ้านเราจะแตกต่างกันแค่ไหน  ก็ชมภาพในชุดนี้ได้เลย  แต่ไกด์เรากลัวว่าคนไทยจะกินสุกี้ไม่อร่อย  จึงต้องพกน้ำจิ้มสุดแซ่บมาจากเมืองไทย  ปรากฏว่ากี่ขวดก็ไม่พอ  เพราะน้ำจิ้มของที่นี่เค้าเป็นแบบจืดๆอย่างที่รู้ๆกัน 

ใครจะกินน้ำจิ้มจากประเทศไทยผมก็ไม่สน  เพราะคิดแต่ว่ามาเที่ยวทั้งทีเราควรสลัดความเป็นไทยออกไปบ้าง   โดยเฉพาะเรื่องอาหารการกินที่ไม่ควรกินตามใจปาก  อร่อยหรือไม่อร่อยก็ต้องพยายาม จืดก็ว่าไปตามจืด  ไม่เผ็ดหรือรสไม่จัดก็ต้องยอม  หากจะกินอย่างบ้านเราทำให้รู้สึกว่ามาเที่ยวแล้วขาดทุน  และแทนที่เราจะพยายามศึกษาเรียนรู้วัฒนธรรมในเรื่องอาหารของชาติต่างๆ  กลับไม่รู้รสชาตินั้น  ไม่พอดันไปตำหนิอาหารของเค้าอีกต่างหากว่าไม่อร่อย สู้อาหารไทยไม่ได้


หากคิดแบบนี้ก็รู้สึกว่าจะชาตินิยมมากไป  อาหารจีนนั้นถือว่าสุดยอดอาหารระดับโลกที่มีรสชาติละมุนละไม  อาหารแต่ละจานแฝงไปด้วยศิลปะและความชำนาญของผู้มีฝีมือทั้งนั้น  รสชาติเค้าจึงพอดี  และไม่ควรเติมเครื่องปรุงจนเกินจำเป็น  โดยเฉพาะเครื่องปรุงแบบไทยๆที่มีรสเผ็ดเป็นหลัก 

บางคนไปเที่ยวต่างประเทศบ่อยๆแทนที่จะมีประสบการณ์ในการกิน  เช่นทานอาหารได้หลากหลายประเทศโดยไม่พึ้งพาน้ำพริกนรก  หรือน้ำพริกสวรรค์จากเมืองไทย  ที่ไหนได้พี่แกเล่นตำพริกมาจากบ้าน  พอนั่งโต๊ะก็ควักขวดน้ำพริกขึ้นมาวาง  พร้อมเชิญชวนให้ผมทานด้วยกัน  แต่ผมปฏิเสธ  เพราะไม่ต้องการกินอาหารแบบแกงโฮ๊ะ  หรือแกงมั่ว 

เรื่องกินเรื่องใหญ่  แต่ถ้าใครไม่เคยไปต่างประเทศแล้วก็อยากให้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆในเรื่องรสชาติการกินควบคู่ไปกับความสนุกสนามกับการท่องเที่ยว  ไปไหนจะได้ไม่อดตาย  หรือกลายเป็นคนเบื่ออาหาร

คนไทยมากเรื่องในการกินมากกว่าชาติอื่นๆ หรือเปล่า... 

ตั้งคำถามเอง แต่อาจไม่มีคำตอบ 

เรื่องนี้ผมกลับชื่นชมพวกฝรั่งมาก  โดยเฉพาะคนอเมริกัน  พี่แกปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว  น่าแปลกที่คนพวกนี้ไปที่ไหนจะไม่มีปัญหาเรื่องการกินแม้แต่น้อย  เป็นประเภทลิ้นจรเข้หรือเปล่า  ก็ลืมขออ้าปากเค้าดู  ขนาดถิ่นชาวเขาตามยอดดอย  ปรากฏว่าพวกนี้กินอาหารตามที่ชาวเขาเค้าทำให้กิน  ข้าวเหนียวหรือข้าวจ้าวได้ทั้งนั้น อาหารก็เป็นแบบท้องถิ่น  คนไทยเห็นแล้วทานไม่ค่อยลง  สภาพห้องครัวไม่ค่อยน่าดูนัก  หม้อที่นำมาทำกับข้าวก็ดำเครอะ  คนไทยเห็นแล้วอาจบอกว่าไม่ถูกหลักอนามัย  หรือสะอาดไม่พอ  แต่ปรากฏว่าพวกฝรั่งนั่งกินกันเฉยโดยไม่บ่นสักคำ 

หลักในการทานอาหารของพวกเค้าก็คือต้องปรุงสุกอย่างเดียว และจะไม่ทานของดิบ หรือดิบๆสุกๆเด็ดขาด

ฝรั่งกินง่ายแต่คนไทยกินยาก  แถมมากเรื่องอีกต่างหาก  ไปเที่ยวที่ไหนเจอประเภทนี้ประจำ ผมว่าเองนะ

นั่งรถมาเพลินได้ไม่เกิน 1 ชั่วโมงรถก็พามาถึงพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้ง  เป็นจังหวะที่หลายคนกำลังรออยู่ว่าเมื่อไหร่รถจะจอดแวะให้เข้าห้องน้ำ  มาถึงก็เห็นรถนักท่องเที่ยวคนจีนจอดอยู่ 4-5 คัน  แสดงว่าคณะของเรามาถึงเป็นคณะต้นๆ

พอลงรถก็แจ้นไปหาซื้อที่ปิดหู  เดิมใช้หมวกไหมพรมดึงลงมาปิดไว้แต่เอาไม่อยู่  สู้ที่ปิดหูไม่ได้  ซื้อแบบถูกๆราว  30  บาท   

นักท่องเที่ยวจีนที่เห็นเช้านี้ราว 100 คน  ถือว่าน้อยมากสำหรับแหล่งท่องเที่ยวแบบนี้  ส่วนใหญ่แล้วไปที่ไหนมักเจอกองทัพคนจีนจนชินตา   และเมื่อเทียบสัดส่วนคนจีนกับคนต่างชาติแล้วเทียบกันไม่ได้  เราจึงไม่แปลกใจว่าตามสถานที่ต่างๆ  คนขายของจะไม่ค่อยง้อนักท่องเที่ยวต่างชาติมากนัก  แถมพูดจาไม่รู้เรื่องอีกต่างหาก

อย่าว่าแต่คนขายของถามสถานที่ท่องเที่ยวเลย  แม้แต่เจ้าหน้าที่หรือตำรวจก็ดูเหมือนไม่ค่อยสนใจ  พวกเค้าคงคิดว่าคุยกันไม่รู้เรื่องจึงไม่อยากพูดด้วยก็เป็นได้  ใครไปเที่ยวจีนจึงไม่ควรคาดหวังเรื่องบริการอะไรมากนัก 

ต่างกับบ้านเราที่ผู้คนยิ้มแย้มแจ่มใส  ไม่ตีหน้าเฉยเหมือนคนจีน ตามเคานเตอร์โรงแรมในปักกิ่ง หรือต่างจังหวัดจะเหมือนๆกันหมด  คือไม่สนใจลูกค้า   เรื่องรอยยิ้มนั้นเลิกพูดเลย  พวกนี้ยิ้มไม่เป็น  ถามคำตอบคำ  บางครั้งถามแล้วไม่อยากตอบเพราะเค้าไม่ถนัดภาษาอังกฤษ   ทีภาษาจีนแล้วพูดเป็นต่อยหอย  ผิดกับคนไทย  ฝรั่งถามอะไรก็ยิ้ม   พูดผิดพูดถูกก็ยิ้มลูกเดียว  แบบนี้ฝรั่งหรือคนต่างชาติเขาชอบ  เพราะดูเป็นมิตรมากกว่าประเทศอื่นๆ


พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งราชวงศ์หมิง (Beijing waxworks palace of Ming Dynasty)

ราชวงศ์หมิงปกครองจีน พ.ศ.1911 - 2187  เทียบกับประเทศไทยก็อยู่ในสมัยพระมหาธรรมราชาที่ 2 (พระเจ้าลือไท) แห่งกรุงสุโขทัย   ไปจนถึงสมัยประเจ้าปราสาททองแห่งกรุงศรีอยุธยา ซึ่งเป็นกษัตริย์ที่ทรงสร้างพระราชวังบางปะอิน

ตึกพิพิธภัณฑ์ดูค่อนข้างใหญ่โต  ภายในจัดเป็นห้องๆแสดงเรื่องราวในประวัติศาสตร์เมื่อหลายร้อยปีก่อน  มีเรื่องราวทางวัฒนธรรมสังคม  การค้าขาย และการทหาร หรือการรบ ดูแล้วน่าสนใจมากทีเดียว เค้าจัดให้เป็นห้องๆ เล็กบ้างใหญ่บ้าง บางห้องก็ยาวสิบกว่าเมตร มีฉากเป็นภาพวาดผืนใหญ่ รวมทั้งจำลองเหตุการณ์และฉากประกอบให้เหมือนจริง

หลายประเทศเค้าทำเป็นห้องแสดงในทำนองนี้ เช่นเกาะเซ็นโตซ่า สิงคโปร์ เมืองไทยก็มีแถวๆพุทธมณฑล แต่ก็ดูยังไม่ยิ่งใหญ่นัก หากทำเป็นอาคารจัดแสดงให้เป็นเรื่องราวต่างๆเฉพาะก็น่าจะดี เช่นวัฒนธรรมไทย หรือประวัติศาสตร์ไทย

พิพิธภัณฑ์ที่นี่มีเรื่องน่าแปลกอยู่อย่างก็คือตั้งอยู่โดดเดียวเดียวดายอยู่ริมทาง รอบๆบริเวณก็เป็นที่ว่างๆ หรือเป็นสวนผลไม้ ไม่มีตึกอาคารใดๆเลย หากเป็นบ้านเรา และมีการเก็บค่าเข้าชมก็คงเจ้งแน่ แต่ที่จีนเค้าทำได้ เพราะจีนบังคับให้ทุกทัวร์ที่ผ่านเส้นนี้ต้องแวะ ใครไม่จอดแวะรับรองว่าไกด์หรือบริษัททัวร์อาจถูกรัฐบาลเล่นงานได้

นึกไปนึกมา รัฐบาลจีนเค้าคงหัวใส พยายามจัดแพกเกจการเดินทางให้ลงตัวตามเวลาที่ควรจะเป็นในเส้นทางสู่กำแพงเมืองจีน หากมีเวลามากไปก็สร้างอะไรสักอย่างให้รถทัวร์ต้องแวะ จะได้ฆ่าเวลา หรือมีโอกาสขายของไปในตัว โดยสินค้านั้นรัฐบาลเป็นเจ้าภาพ เช่นขายสมุนไพร ยาจีน ขายหยก ขายผ้าไหม ขายชา ฯลฯ และหากเป็นตอนกลางคืนก็จะมีพวกกายกรรมทั้งหลายแหล่ดูดเงินจากนักท่องเที่ยว เรียกว่าไม่ให้หลุดรอดไปได้

บริษัททัวร์ในจีนจึงต้องให้บริการอย่างชนิดที่รัฐบาลมีส่วนเข้ามากำกับในหลายๆเรื่อง จะบอกว่านี่เป็นประชาธิปไตยแบบจีนก็พูดได้ ถามว่าบริษัททัวร์สามารถจัดโปรแกรมได้เองหรือไม่ ก็คงตอบว่าได้เป็นบางส่วน เพราะสังเกตอยู่หลายๆครั้ง เมื่อรถทัวร์เข้ามาจอดในสถานที่แบบนี้แล้ว คนขับจะปิดประตูล๊อค ไม่ให้ใครอยู่ในรถ จะบอกว่าไม่ขอลงรถก็ทำไม่ได้ และกว่าจะเปิดประตูรถก็ต้องรอสัก 1 ชั่วโมง หรือเห็นคนทะยอยออกมาแล้ว

เรื่องนี้ไม่ได้ถามไกด์ แต่ไกด์เคยบอกว่า ทุกครั้งที่พาลูกทัวร์มาก็ต้องเซ็นต์ชื่อไว้เป็นหลักฐานว่ามาแล้วนะ ลูกทัวร์ไม่ซื้อก็ไม่ว่า แต่ต้องมา และต้องลง ขณะเดียวกันก็ต้องอยู่ในสถานที่นั้นๆ ให้ได้เวลาอันสมควร บางแห่งก็เล่นวิธี ให้ทางเข้าและทางออกอยู่คนละทาง จึงต้องเดินหน้าผ่านร้านขายของไปจนพบประตูทางออก

ราชวงศ์หมิง

สมัยราชวงศ์หมิงเป็นยุคที่มีการค้าขายกับชาติต่างๆมากราว  30 ประเทศ  ทั้งยุโรป อัฟริกา และเอเชีย  จีนในสมัยราชวงส์หมิงเจริญรุ่งเรืองด้านการค้าขายทางทะเล  ประชากรของจีนในยุคปลายๆราชวงศ์นี้มีถึง 100 ล้านคนเลยทีเดียว  เรียกว่าเป็นชาติมหาอำนาจของซีกโลกทางฝั่งตะวันออก

ราชวงศ์หมิงถูกโค่นโดยราชวงศ์ชิง  ซึ่งเป็นราชวงศ์สุดท้ายของจีน  (พ.ศ.2187 -2455)

ในช่วงราว 600 ปี ในสมัยราชวงศ์หมิง  เป็นช่วงที่จีนเข้ามาค้าขายกับกรุงศรีอยุธยา  เรื่องราวที่ถูกบันทึกจากพ่อค้าชาวจีนในสมัยนั้น กลายเป็นส่วนหนึ่งประวัติศาสตร์ไทย

หลังทานสุกี้มองโกลในมื้อเที่ยงจนอิ่มท้องแล้วเราก็เดินทางต่อสู่กำแพงเมืองจีนที่อยู่ไม่ไกลนัก  จากเมื่อเช้าเราออกจากโรงแรมราว 7.30 น.  แวะโน่นแวะนี่อยู่ 2 แห่งจนกระทั่งถึงช่วงเวลาอาหารเที่ยงอีกเมืองหนึ่ง 

ไกด์บอกว่าเรายังอยู่ในเขตเมืองปักกิ่ง  ปรากฏว่าคนไทยร้อง หา.. กันใหญ่  เพราะนั่งรถมาตั้งไกลก็ยังอยู่ในเมืองปักกิ่ง  ผิดกับประเทศไทย  หากคิดเป็นระยะทางสู่ภาคเหนือแล้วก็น่าจะเข้าเขตอุทัยธานีหรือนครสวรรค์แล้ว

ปักกิ่งมีพื้นที่ใหญ่โตอะไรจะปานนั้น  รถวิ่งมาครึ่งวันก็ยังไม่พ้นเมืองหลวง  จึงต้องขอกลับไปหาข้อมูลกันหน่อยว่า เมืองปักกิ่งนี้เป็มหานครที่ใหญ่โตขนาดไหน

เปรียบเทียบปักกิ่งกับกรุงเทพ (ข้อมูลปี 2010)

ระหว่าง ประชากร  พื้นที่  และความหนาแน่นของประชากรใน 1 ตารางกิโลเมตร
  - ปักกิ่ง   22 ล้านคน  พื้นที่  16,801 ตรกม. ความนาแน่น  1,309 คน/ตร.กม
  - กรุงเทพ  9 ล้านคน  พื้นที่  1,568  ตรกม. ความหนาแน่น  5,769 คน/ ตรกม.


จะเห็นว่า ปักกิ่งมีพื้นที่มากกว่ากรุงเทพราว 10 เท่า  แต่พื้นที่ในกรุงเทพเรากลับมีประชากรหนาแน่นกว่าปักกิ่งถึง 4.38 เท่า (5769/1309) ดังนั้นใครไปเที่ยวปักกิ่งแล้วอาจเห็นว่าผู้คนในเมืองปักกิ่งดูประปราย ไม่พลุกพล่านเหมือนกรุงเทพ 

ต่างกับประเทศเวียดนามที่ประชากรมากกว่าไทย และมีพื้นที่น้อยกว่า  ใครไปเที่ยวเวียดนามแล้วอาจตกใจว่าคนที่นี่มาจากไหนกัน เต็มไปหมดทั้งบนถนนและในเมือง 

สำหรับตอนที่ 9 ตอนต่อไปเราจะพาไปปีนกำแพงเมืองจีนที่สูงลิ่ว  สูงแค่ไหนต้องตามไปชม  เพราะหลายคนเดินขึ้นกำแพงเมืองจีนแบบขาสั่น  บางรายขึ้นไปแล้วแต่ลงไม่ได้เพราะทั้งสูงและทั้งเสียว  จึงต้องเดินแบบกลับหลังลง

แนะนำว่าใครอยากไปเที่ยวกำแพงเมืองจีนจึงควรฟิตร่างกายก่อนเดินทาง  เพราะทริปปักกิ่งไปเที่ยวที่ไหนก็ต้องได้เหงื่อ และเหนื่อยแน่  แต่ละแห่งก็ใหญ่โตกว้างขวางด้วยกันทั้งนั้น  ใครฟิตไม่พอก็รับรองว่าเที่ยวไม่สนุก  เผลอๆอาจเป็นลม โดยเฉพาะบรรดา สว. หรือสมาชิกผู้สูงวัยทั้งหลายความดันขึ้น จึงต้องควักยาหอมยาดมกันให้วุ่น

ลูกๆที่พาพ่อแม่เที่ยว จึงควรพากันไปออกกำลังกายให้แข็งแรงสัก 10 วัน จะได้ไม่มีปัญหา ขณะเดียวกันก็เป็นแรงกระตุ้นให้ผู้สูงวัยมีกำลังใจในการออกกำลังกาย เรื่องนี้เห็นมามากแล้ว ผู้ใหญ่บางคนที่ร่างกายไม่ฟิตพอ เจอความสูงเข้าสักหน่อยก็ยอมแพ้แล้ว บอกลูกๆว่าไปเถอะ พ่อจะรออยู่แถวนี้เอง ทั้งๆที่อายุก็ดูไม่มาก

เที่ยวที่อื่นๆอาจไม่มีปัญหา แต่เที่ยวจีนต้องเตรียมพร้อมกันมาบ้าง เพราะไปที่ไหนๆก็มีทั้งเดินทางลาด และต้องเดินขึ้นเนิน จะเที่ยววัดเก่าแก่สักแห่ง ปรากฏว่าอยู่บนเนินบ้าง บนเขาบ้าง ใครไม่อยากเดินก็อาจมีบริการนั่งเสลี่ยงให้คนหาม แต่ก็แพงน่าดู แถมคนหามเสลี่ยงบางคนก็กลิ่นตัวแรง จึงต้องทนดมกันไปตลอดทาง ลงจากเสลี่ยงก็เป็นลมล้มพับทันที




โฟโต้ออนทัวร์
10 กุมภาพันธ์ 2554 







 
 
      copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ