ปักกิ่ง 2009 : 2552 เที่ยวมหานครปักกิ่ง พระราชวังปักกิ่ง จตุรัสเทียนอันเหมิน หอบูชาเทียนถาน กำแพงเมืองจีน พระราชวังฤดูร้อน ชูสีไทเฮา กายกรรมปักกิ่ง วัดลามะ งานสลักน้ำแข็งหลงชิงเสีย
Photoontour.Com โฟโต้ออนทัวร์
Home : Outbound : Beijing 11    
ตอนที่ 1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
ตอนที่ 1 มาถึงปักกิ่ง
ตอนที่ 2 พระราชวังปักกิ่ง(วังกู้กง)
ตอนที่ 3 พระราชวังปักกิ่ง (วังต้องห้าม)
ตอนที่ 4 หอบูชาเทียนถาน
ตอนที่ 5 พระราชวังฤดูร้อน ชูสีไทเฮา
ตอนที่ 6 ยามเช้าที่ปักกิ่ง
ตอนที่ 7 มหานครปักกิ่ง
ตอนที่ 8 สโนว์เวิลด์ snowworld
ตอนที่ 9 กำแพงเมืองจีน
ตอนที่ 10 หลงชิงเสีย เทศกาลน้ำแข็งแกะสลัก
ตอนที่ 11 หวังฟูจิง Shopping Street
ตอนที่ 12 วัดลามะ
ตอนที่ 13 ซ้อปปิ้ง+วันเดินทางกลัง
ถึงปักกิ่ง
วังกู้กง
วังปักกิ่ง
หอเทียนถาน
วังฤดูร้อน
ยามเช้า
มหานคร
สโนว์เวิลด์
กำแพงยักษ์
หลงชิงเสีย
หวังฟูจิง
วัดลามะ
สาวจีน
 
ปักกิ่งตอนที่ 11: หวังฟูจิง ถนนคนเดินและย่านซ้อปปิ้งกรุงปักกิ่ง Wang Fu Jing Shopping Street
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
     
 
 
 
Outbound Click >
ภาพเที่ยวต่างแดน
Hue- HoiAn
Angkor
Burma
Sipsongpanna
South Laos
Luangprabang
Koh Ker
Sapa VN
Malay
Guilin
Hanoi  
I  Home I Articles I City Tour I Events I Gallery I Outbound tour I Royal Photos   I Today Talk I  Photo Service  I Guest  I  Free Wallpaper  I About site I  Misc. I




ปักกิ่งตอนที่ 11 : หวังฟูจิง ถนนคนเดิน แหล่งซ้อปปิ้งเมืองปักกิ่ง

Wang Fu Jing Street Shopping
(เดินทาง กุมภาพันธ์ 52)




ทริปปักกิ่งตอนที่ 10 หรือตอนที่แล้ว ได้พาไปเที่ยวเมืองหลงชิงเสีย ที่กำลังจัดงานเทศกาลน้ำแข็งแกะสลักและโคมไฟ  นับว่าสวยงามและน่าตื่นตาสำหรับคนไทย 

โคมไฟสี แดง หรือโคมรูปร่างต่างๆ เช่นรูปสัตว์และหน้ากากหลากสี  รู้สึกว่าเป็นที่นิยมค่อนข้างมากในประเทศจีน  ไปที่เมืองไหนๆก็มักเห็นอยู่บ่อยๆจนชินตา  เข้าใจว่าพวกโคมไฟประดับเหล่านี้น่าจะเป็นสินค้าส่งออกที่ขายดี  เนื่องจากสินค้าจีนประเภทนี้มีราคาไม่แพงนัก

แหล่งท่องเที่ยวในยามค่ำคืนไม่ว่าจะเป็นที่ไหนๆ เช่นถนนคนเดินในบ้านเรา  หากประดับประดาด้วยโคมไฟแบบที่เห็นในเมืองจีน ก็จะเพิ่มสีสันให้ดูอลังการมากยิ่งขึ้น  โดยเฉพาะโคมสีแดงที่ผูกเป็นตาข่ายอยู่เหนือทางเดินในงานเทศกาลหิมะที่หลงชิงเสีย  เป็นภาพที่น่าตื่นตาเลยทีเดียว 

โคมไฟประดับที่พบเห็นตามงานเทศกาลหรือตามที่ต่างๆในประเทศจีน


ยังแปลกใจว่าทำไมเทศกาลตรุษจีนในย่านเยาวราชบ้านเรา   จึงดูไม่ค่อยตื่นตานัก  ตามศาลเจ้าต่างๆก็เห็นประดับโคมจีนบ้าง
แต่ดูจะหร่อมแหร๋มเต็มที เรียกว่าพอเป็นพิธี มันไม่อลังการงานสร้างเหมือนกับที่เห็นในเมืองต่างๆของจีน  ทั้งๆที่โคมไฟราคาไม่กี่ตังส์    

เคยไปเที่ยวเมืองเก่าฮอยอันประเทศเวียดนาม  ซึ่งเป็นย่านค้าขายของพ่อค้าต่างชาติในอดีต   และเป็นเมืองมรดกโลก ใครไปเที่ยวเวียดนามกลางอยากมาเห็นเมืองเก่าฮอยอันที่ผู้คนยังดำเนินชีวิตเหมือนเมื่อก่อน

แต่คนไทยที่มาเที่ยวฮอยอันกับกรุ๊ปทัวร์ส่วนใหญ่แล้วจะไม่มีโอกาสมาชมเมืองเก่ายามค่ำคืน ที่ถือว่าเป็นไฮไลท์สำคัญ  เพราะบรรดาไกด์ทัวร์มักพามาเที่ยวตอนกลางวันมากกว่า  แต่หากเป็นเวลาค่ำคืนแล้วก็จะเห็นโคมไฟกระดาษสีต่างๆสวยงามทีเดียว และจะว่าไปแล้วฮอยอันที่มีเสน่ห์ยามค่ำคืนก็เพราะร้านขายโคมไฟนี่แหละที่ช่วยสร้างบรรยากาศ

เรื่องโคมไฟกับแหล่งท่องเที่ยวในยามค่ำคืนแล้วเป็นของคู่กันเสมอ  มันเหมือนเป็นสัญญลักษ์ที่บ่งบอกว่ามีการงาน หรือกำลังมีเทศกาล  บ้านเราในต่างจังหวัดก็เห็นกันอยู่บ่อยๆที่มักประดับด้วยไฟนีออนหลากสีในบริเวณทางเข้างาน  ชนิดที่ไม่ต้องกลัวหลงว่าจะไปงานไม่ถูก 

เขียนเรื่องท่องเที่ยวในเมืองปักกิ่งมาถึงช่วงท้ายๆแล้ว  แต่พอเข้าไปดูภาพที่ถ่ายไว้  ปรากฏว่าลืมเขียนอยู่ 2 เรื่อง ได้แก่ถนนคนเดิน “ หวังฟูจิง “  กับ “ วัดลามะ “  ซึ่งเป็นวัดที่ชาวจีนให้ความศรัทธากันมาก  จึงขอนำภาพและเรื่องราวมาลงแทรกไว้ก่อนจะพาไปซ้อปปิ้งตลาดรัสเซีย  ห้างใหญ่ขายของถูกที่คนไทยนิยมไปเทกระเป๋าก่อนกลับบ้าน

ถนนหวังฟูจิงที่มีโอกาสมาเดินในครั้งนี้ต้องบอกว่าไม่ค่อยสะใจนัก  เพราะมันหนาวสุดขั้วราว 0 หรือ -1 องศา ทำให้ไม่อยากเดินไปไหน ยิ่งออกสู่ลานโล่งก็แทบแย่ ลมหนาวพัดมาปะทะเป็นระลอก  ทำให้เพิ่มความหนาวเข้าไปอีก ปรากฏว่าคนไทยที่มาเที่ยวในวันนั้นยอมแพ้กันหมด โดดเข้าห้างกันเป็นแถว บางคนก็ไม่ยอมลงจากรถ

หวังฟูจิง  ภาษาจีนแปลว่า “บ่อน้ำ”

เดิมเป็นย่านการค้าของพวกผู้ดีมีเงิน  ที่มีชาวต่างชาติมาเปิดร้านขายของ  สมัยก่อนนั้นคงเป็นพวกอังกฤษกับฝรั่งเศส ที่เดินทางมาค้าขาย และห่างจากนี้ไปไม่เกิน 2 กม. ก็จะเป็นพระราชวังปักกิ่งหรือวังกู้กง

พื้นที่บริเวณนี้เรียกว่าเป็นเขตเมืองเก่าหรือเขตพระราชฐานที่เหล่าขุนนางสมัยก่อนมาอาศัย และต้องเข้าเฝ้าในวังกันทุกๆเช้า   

วังของกษัตริย์  หรือที่จีนเรียกว่าวังของจักรพรรดิ์นั้นแตกต่างจากบ้านเราค่อนข้างมาก   เพราะเมืองหลวงหรือเมืองปักกิ่งของจีนไม่ได้ย้ายไปไหน นับจากราชวงศ์หมิงขึ้นครองอำนาจแทนราชวงศ์หยวนซึ่งเป็นราชวงศ์ของพวกมองโกล

จนถึงปัจจุบันพระราชวังปักกิ่ง มีอายุราว 600 ปี แต่ในช่วงเวลาดังกล่าว อาณาจักรไทยมีการย้ายราชธานีกันหลายครั้งหลายหนเราทำให้มีการย้ายพระราชวังกันอยู่เรื่อยๆ และพระมหากษัตริย์ในสมัยก่อนส่วนใหญ่แล้วมักสร้างวังขึ้นเป็นของตนเอง ไม่ได้อยู่วังเดิมของกษัตริย์องค์ก่อน วังของกษัตริย์ไทยจึงไม่มีการต่อเนื่อง ไม่มีการขยายความใหญ่โตออกไปเหมือนเช่นพระราชวังปักกิ่ง

ประเทศไทยจากเดิมที่เคยตั้งราชธานีอยู่กรุงสุโขทัย ต่อมาได้ย้ายมาอยู่กรุงศรีอยุธยา จากนั้นก็ย้ายมาที่กรุงธนบุรีหลังพม่าเผากรุงศรีจนย่อยยับ เมื่อสิ้นอำนาจของพระเจ้ากรุงธนบุรี พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ก็ทรงย้ายราชธานีจากฝั่งธนบุรี ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยามาอยู่ฝั่งตรงกันข้าม หรือพระบรมมหาราชวังในปัจจุบัน พร้อมกับสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชชานี อันเป็นปฐมวงศ์แห่งราชวงศ์จักรี  

จีนนับตั้งแต่สร้างพระราชวังกู้กงหรือพระราชวังปักกิ่ง จักรพรรด์จีนทุกราชวงศ์ต่อๆมาก็ประทับอยู่ที่พระราชวังปักกิ่งนี้เรื่อยมาจนถึงราชวงศ์ชิง อันเป็นราชวงส์สุดท้าย

วังกู้กง หรือวังปักกิ่ง ปัจจุบันมีอายุราว 600 ปี  เมื่อเทียบกับประเทศไทยก็อยู่ในสมัยราชวงศ์พระร่วงแห่งกรุงสุโขทัย

พระราชวังปักกิ่งทีมีความอลังการยิ่งใหญ่นี้ ก็เนื่องจากมีการสืบทอดราชวงศ์ต่อราชวงศ์ ขณะเดียวกันก็มีการก่อสร้างเพิ่มเติมขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นพระราชวังที่ใหญ่ มีห้องต่างๆถึง  9,999 ห้อง มีพระที่นั่งหรือพระตำหนัก 75 องค์ มีอาคารต่างๆราว 800 หลัง และมีกำแพงสูง 11 เมตร

พระราชวังปักกิ่ง (วังกู้กง,พระราชวังต้องห้าม) Beijing Palace.Forbidden Palace


นับว่าพระี่ราชวังปักกิ่ง เป็นแหล่งรวมรวมเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ฺของจีน ที่มีอายุยืนยาว โดยหลักฐานต่างๆยังมีความสมบูรณ์ครบถ้วน แม้อดีตจะเคยถูกเผาไปบางส่วน แต่หลักฐานเก่าแก่น่าจะยังอยู่ครบเป็นส่วนใหญ่ ขณะเดียวกันก็ยังไขปัญหาในอดีตให้กับประเทศต่างๆที่เคยทำมาค้าขายกับจีน แม้แต่ประวัติศาสตร์สมัยสุโขทัยในบางเรื่อง ก็ยังต้องใช้หลักฐานของจีนมาอ้างอิง

ความยิ่งใหญ่ของพระราชวังปักกิ่ง มีประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน และมีความสำคัญต่อประเทศต่างๆในแถบทวีปเอเชียเป็นอย่างมาก ใครที่มีโอกาสไปเห็นพระราชวังแห่งนี้ก็คงจะรู้สึกเหมือนๆกันว่า ในอดีตนั้นประเทศจีนนี้มีความยิ่งใหญ่เป็นอันมาก เทียบกับประเทศต่างๆในเอเชียหรือเทียบกับบ้านเราแล้วช่างห่างไกลกันเหลือเกิน

เมื่อปี 2552 ซึ่งเป็นวันครบรอบ 20 ปี ของเหตุการณ์นองเลือดในบริเวณจตุรัสเทียนอันเหมินในสมัยของเติ้ง เสี่ยวผิง เมื่อปี 2532 ที่มีผู้เสียชีวิตไปนับเป็นพันๆคน เมื่อมีกลุ่มคนจีนที่เคยต่อต้านรัฐบาลจัดงานรำลึกขึ้น รัฐบาลจีนจึงมีการคุมเข้มเป็นพิเศษ ทั้งทหารและตำรวจมีการเตรียมความพร้อมเพื่อป้องกันเหตุร้าย และให้งดกิจกรรมทุกชนิดในพื้นที่รอบวัง ซึ่งรวมทั้งถนนหวังฟูจิงที่อยู่ห่างจากจตุรัสเทียนอันเหมิน ราว 2 กม. ช่วงนั้นปิดถนน งดเที่ยว งดซ้อป และเข้าใจว่าในวันรำลึก รัฐบาลจีนน่าจะปิดวังชั่วคราว

เหตุการณ์นองเลือดบริเวณจตุรัสเทียนอันเหมินเมื่อปี 2532 มีผู้เสียชีวิตประมาณ 3,000 คน
     

ถามว่าธุรกิจของเอกชนบนถนนรอบๆพระราชวังไม่ถูกกระทบหรือ  คำตอบก็คือถูกกระทบ  แต่สำหรับประเทศจีนแล้วถือว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดา  ห้ามโวยวาย ห้ามประท้วง   เพราะรัฐบาลจีนในปัจจุบันก็คือรัฐบาลของพรรคคอมมิวนิสต์  ความเด็ดขาดในการปกครองประเทศก็ยังเอาจริงเอาจัง  โดยไม่ฟังหน้าอินทร์หน้าพรหม  ซึ่งคนจีนส่วนใหญ่ก็รู้ดีและยอมรับในระบอบการปกครองแบบเผด็จการ+ประชาธิปไตย

เทียบกับบ้านเราแล้วจะเห็นว่าเมืองไทยมีอิสระเสรีภาพกว่าจีนอย่างชนิดที่เทียบไม่ได้    บ้านเราในปัจจุบันยังมีการประท้วงโดยการปิดถนนโดยไม่แคร์กฏหมาย   หรือยังปักหลังกางเต้นท์เปิดเวทีไฮปาร์คกันข้ามปีของกลุ่มพันธมิตรหรือกลุ่มพวกสนธิฯ ที่แยกมัฆวาน

หรือชาวไร่ชาวสวนขนพืชไร่มาเทปิดถนนเพื่อประท้วงรัฐบาลที่คุมราคาไม่ได้  หลายสิ่งหลายอย่างที่พบเห็นกันเป็นประจำในบ้านเรา  จนชาชินเสียแล้วกับประเทศประชาธิปไตยที่ประชาชนส่วนใหญ่มีความเข้าใจกับระบอบประชาธิปไตยแค่ระดับหางอึ่ง

แต่ถ้าเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นในเมืองจีน  ก็ต้องบอกว่าโดนเก็บเรียบร้อยครับท่าน  ไม่มีชีวิตให้ออกมาแหกปากประท้วงได้เหมือนเมืองไทยนี้ดอก

ขนาดบริษัทผลิตนมผงเด็กที่ผสมสารมิลลานิน  ศาลจีนก็สั่งประหารชีวิตเจ้าของกิจการและผู้เกี่ยวข้องไปหลายคน  โดยไม่มากเรื่องมากความแบบบ้านเรา  คดีนี้ใช้เวลาตัดสินไม่เกิน 1 ปี 

ปุ ปุ ไปเรียบร้อยโรงเรียนจีน

เมืองไทยเอาแบบจีนดีไม๊  เรื่องเย้วๆของพวกนักการเมืองเสื้อแดง เพื่อขอนิรโทษกรรมให้กับเจ้านายหน้าเหลี่ยม  จะได้ไม่มีในเมืองไทย

จีนและประเทศไหนๆได้ยินเรื่องนิรโทษกรรมในบ้านเราคงขำกลิ้ง ว่ากฏหมายบ้านเมืองของไทยแลนด์แกนสยามมันเป็นแบบนี้หรือ ประเทศนี้ปกครองด้วยระบอบอะไรกัน(วะ) 

ทักษิณ  ชินวัตร  ถูกศาลฏีกาตัดสินจำคุก  พร้อมยึดทรัพย์กันอย่างมโหฬารถึง 46,373 ล้านบาท โทษฐานคอร์รับชั่นโกงบ้านโกงเมือง แต่กลับจะเรียกร้องให้คินเงินแก่ทักษิณ และยกเลิกความผิดทั้งปวง

อุปมาอุปมัย หรือไม่ต่างกับ ทักษิณ ชินวัตร ตายเป็นศพเป็นผีไปตั้งนานแล้ว  แต่ก็ต้องการให้ฟื้นคืนชีพ 

คนไทยส่วนใหญ่ที่รู้และเข้าใจเรื่องนี้ดีคงไม่เอาแน่


ภาพล้อเลียน ทักษิณ ชินวัตร จากเว็บไซต์ต่างๆ


ผี ทักษิณ ชินวัตร มันเฮี้ยนขนาดไหนๆ  ใครๆเขาก็รู้กันทั้งประเทศ  แม้แต่สื่อต่างชาติก็ยังรู้ดี  ถึงกับยกย่องทักษิณฯว่า
เป็นนายกรัฐมนตรีที่เลวที่สุดในโลก 


ความชั่วแบบนี้  หลายคนมองไม่ออกหรือแกล้งมองไม่เห็น ไม่โง่ก็ไม่รู้จะว่าอย่างไรแล้ว 

ผมละไม่เอาแน่  เล่นกับผีตายโหงยังพอเล่นได้  แต่เล่นกับผีห่า ทักษิณ ชินวัตร ฉายาคนเลวของแผ่นดิน มันกลัวจนไข่หดตดหายเลยครับท่าน 


สรุปว่า ถนนหวังฟูจิงในวันนั้นมันหนาวเข้าใส้  คนไทยในกรุ๊ปเดียวกัน  พอลงจากรถก็รีบวิ่งเข้าห้างใหญ่ทันที  เพราะข้างในมันมีแอร์อุ่นๆ 

แต่เพราะความอยากรู้อยากเห็นบรรยากาศของถนนซ้อปปิ้งที่ขึ้นชื่อนี้  ว่าเป็นถนนของกินเล่น  หรือ  Snack Street  จึงต้องตามไปดูว่ามันเป็นอย่างไร  และก็เห็นมากับตาว่าคนจีนนี่กินทุกอย่าง  แม้กระทั้งปลาดาวเสียบไม้

ติดตามปักกิ่งตอนต่อไปในตอนที่ 12 ครับท่าน   ตอนนี้ทนไม่ไหว  ลมหนาวกระโชกมาเป็นระยะ  ขอหลบไปอยู่บนรถก่อนนะครับ




โฟโต้ออนทัวร์
12 มิถุนายน 2554




 
 
      copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ