ปักกิ่ง 2009 : 2552 เที่ยวมหานครปักกิ่ง พระราชวังปักกิ่ง จตุรัสเทียนอันเหมิน หอบูชาเทียนถาน กำแพงเมืองจีน พระราชวังฤดูร้อน ชูสีไทเฮา กายกรรมปักกิ่ง วัดลามะ งานสลักน้ำแข็งหลงชิงเสีย
Photoontour.Com โฟโต้ออนทัวร์
Home : Outbound : Beijing 12    
ตอนที่ 1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
ตอนที่ 1 มาถึงปักกิ่ง
ตอนที่ 2 พระราชวังปักกิ่ง(วังกู้กง)
ตอนที่ 3 พระราชวังปักกิ่ง (วังต้องห้าม)
ตอนที่ 4 หอบูชาเทียนถาน
ตอนที่ 5 พระราชวังฤดูร้อน ชูสีไทเฮา
ตอนที่ 6 ยามเช้าที่ปักกิ่ง
ตอนที่ 7 มหานครปักกิ่ง
ตอนที่ 8 สโนว์เวิลด์ snowworld
ตอนที่ 9 กำแพงเมืองจีน
ตอนที่ 10 หลงชิงเสีย เทศกาลน้ำแข็งแกะสลัก
ตอนที่ 11 หวังฟูจิง Shopping Street
ตอนที่ 12 วัดลามะ
ตอนที่ 13 ซ้อปปิ้ง+วันเดินทางกลัง
ถึงปักกิ่ง
วังกู้กง
วังปักกิ่ง
หอเทียนถาน
วังฤดูร้อน
ยามเช้า
มหานคร
สโนว์เวิลด์
กำแพงยักษ์
หลงชิงเสีย
หวังฟูจิง
วัดลามะ
สาวจีน
 
ปักกิ่งตอนที่ 12: วัดลามะ ยงเหอกง (วัดพุทธธิเบต) พระพุทธรูปไม้จันทร์ใหญ่ที่สุดในโลก และปี๋เซี๊ยะ (วัตถุมงคล)ที่หอประตูชัย ปักกิ่ง
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
     
 
 
 
Outbound Click >
ภาพเที่ยวต่างแดน
Hue- HoiAn
Angkor
Burma
Sipsongpanna
South Laos
Luangprabang
Koh Ker
Sapa VN
Malay
Guilin
Hanoi  
I  Home I Articles I City Tour I Events I Gallery I Outbound tour I Royal Photos   I Today Talk I  Photo Service  I Guest  I  Free Wallpaper  I About site I  Misc. I




ปักกิ่งตอนที่ 12 : ปี๋เซี๊ยะ และ วัดลามะ(วัดทิเบต) กลางเมืองปักกิ่ง

Yong He Gong, Lama Temple

(เดินทาง กุมภาพันธ์ 52)




เช้าวันนี้ไกด์ได้พามาที่หอประตูชัย   ในท่ามกลางอากาศที่หนาวจัด  และเป็นวันแรกของรอบปีที่มีหิมะตกในเมืองปักกิ่ง  คนไทยจึงรู้สึกตื่นเต้นกันใหญ่   ส่วนไกด์เองก็เอาใจช่วยมาทั้งแต่วันแรกที่มาถึง ว่าอยากให้หิมะตกลงมาในช่วงนี้  เพราะอากาศหนาวมาหลายวันแล้ว (จนน้ำในแม่น้ำกลายเป็นน้ำแข็ง) แต่หิมะไม่ตกเสียที

เช้ามึดวันนี้คนไทยรู้สึกดีใจที่เห็นหิมะเป็นครั้งแรกในชีวิต ต่างออกมาจับหิมะพร้อมถ่ายรูปในบริเวณลานหน้าโรงแรมแห่งหนึ่ง  ที่อยู่นอกเมืองปักกิ่งราว 40 กม. ซึ่งเป็นการเดินทางกลับจากเที่ยวเทศกาลน้ำแข็งและหิมะที่หลงชิงเสีย (ตอนที่ 10)

ระหว่างทางที่นั่งรถมาจากโรงแรม(มีชื่อเป็นภาษาจีน) ซึ่งโรงแรมแห่งนี้ก็มีน้ำแร่อุ่นๆให้แช่กัน และเป็นจุดขายของที่นี่  แต่คนไทยส่วนใหญ่ไม่อยากจะเล่นด้วย น้อยคนที่จะออกมาแช่น้ำร้อนตอนกลางค่ำกลางคืน  คงไม่อยากฝ่าความหนาววิ่งข้ามไปมาระหว่างอาคาร (มันหนาวถึงขนาดต้องวิ่ง ไม่ต่างกับวิ่งหลบฝน)

เราออกจากโรงแรมแห่งนี้ตอนเช้ามืด  พร้อมกับทานอาหารกล่องกันบนรถ  ระยะทางจากเมืองนี้ถึงปักกิ่งก็เดาๆว่าน่าจะประมาณ 40 กม.  พอใกล้จะถึงตัวเมืองปักกิ่งก็เห็นโครงการบ้านจัดสรรใหม่ผุดขึ้นมาเป็นระยะๆ และเป็นประเภทบ้านสองชั้น บางแห่งก็หลังใหญ่สไตล์ยุโรป ดูแล้วสวยงามด้วยกันทั้งนั้น  คนไทยเห็นแล้วก็เดาไปต่างๆนานาว่าคงแพงน่าดู เพราะส่วนใหญ่ในประเทศจีนจะสร้างที่พักแบบดอนโดสูงๆกันมากกว่า  บ่านพักสองชั้นและมีบริเวณแบบนี้คงจะเป็นระดับที่มีฐานะแน่นอน 

เห็นการพัฒนาที่ดินหรือการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของจีนแล้ว  รู้สึกว่าเค้าจะสร้างระบบเมืองไปพร้อมๆกัน  คงไม่ได้สร้างกันแบบโดดๆ  แล้วให้เป็นปัญหาให้กับชุมชนใกล้เคียงในภายหลัง  

โครงการขนาดใหญ่ที่สังเกตเห็นมีหลายแห่งจะ่ประกอบด้วยตลาดหรือศูนย์การค้า โรงเรียน สถานที่ราชการต่างๆ ถนนหนทาง และระบบขนส่งสาธารณะ ทั้งหมดนี้สร้างขึ้นพร้อมๆกับโครงการที่อยู่อาศัย   

ต่างกับบ้านเราที่จะมองเฉพาะส่วนที่ตนเองทำธุรกิจ  ผลกระทบที่เกิดจากสร้างศูนย์การค้า หรือที่พักอาศัยในโครงการขนาดใหญ่ กลายเป็นภาระให้กับรัฐบาลที่ต้องตามแก้ปัญหากันเอาเอง โดยเฉพาะเรื่องการจราจรที่เป็นปัญหามาก

แต่เนื่องจากประเทศจีนที่ดินทั้งหมดเป็นของรัฐ  การก่อสร้างในโครงการใหญ่ๆ รัฐบาลจึงมีอำนาจเขาไปบริหารจัดการพื้นที่อย่างเป็นระบบแบบม้วนเดียวจบ  ไม่ต่างกับการสร้างเมืองขนาดย่อม  โทรศัพท์ ไฟฟ้า  ประปา  สถานที่ทางราชการต่างๆ  เช่นโรงพัก โรงพยาบาล  ฯลฯ  เข้าไปพร้อมๆกัน  บ้านเราคงทำไม่ได้  เพราะแค่หน่วยราชการก็ต่างคนต่างทำ  ไม่ประสานร่วมมือกัน  ต้องรอให้เกิดปัญหาขึ้นก่อนจึงตั้งงบประมาณตามไปแก้ 

ประเทศคอมมิวนิสต์แบบจีน  ลาว  หรือเวียดนาม  มักจะมีวิธีดำเนินการเหมือนๆกัน รัฐบาลจึงเป็นใหญ่  ส่วนประชาชนเป็นเรื่องรอง  ยิ่งเป็นรัฐบาลจีนในยุคปัจจุบัน  ต้องบอกว่ายังมีกลิ่นอายไม่ต่างกับสมัยปกครองแบบคอมมิวนิสต์  ประชาชนจะอ้าปากร้องเรียนเรื่องโน้นเรื่องนี้ นั้น..

ทำได้แต่มักไม่สำเร็จ เผลอๆอาจถูกรัฐสำเร็จโทษ ก่อนที่เรื่องจะสำเร็จด้วยซ้ำไป

คนจีนไม่น้อยที่ตกอยู่ในภาวะอึดอัดใจ  จะทำอะไรมากก็ไม่ได้  เพราะรัฐบาลเปรียบเสมือนเจ้าเหนือหัว  ร้องเรียนมากไปก็อาจเป็นภัยกับตัว อำนาจที่มองไม่เห็นในประเทศจีนยังมีอีกมาก และเรื่องส่วนใหญ่ที่ร้องเรียนก็เงียบเข้ากลีบเมฆด้วยกันทั้งนั้น บ้านเราก็ทำนองเดียวกัน คำว่าร้องเรียนไปหลายหน่วยงานแล้วก็ยังไม่มีใครมาแก้ไข ก็จงคิดเสียว่า ไทยกับจีนก็ไม่แตกต่างกันมากนัก เผลอๆไทยเราอาจดีกว่าจีนด้วยซ้ำไป เพราะกฏหมายต่างๆไทยเราถือว่าล้ำหน้าจีนไปมาก มีความเป็นประชาธิปไตยมากกว่าจีน โดยเฉพาะเรื่องสิทธิและเสรีภาพ

ยกตัวอย่างง่ายๆ สื่อสารมวลชนในจีนจะกล่าวตำหนิรัฐบาลแล้วรับรองว่า อาจมีชายชุดดำมาเยี่ยมเยียนถึงสำนักงาน หรือหากเป็นเจ้าหน้าที่รัฐก็อาจมาในมาดขึงขัง เสียงดังฟังชัด ไม่ต่าง " นาย กับ ขี้ข้า " เราจึงไม่แปลกใจที่มักได้ยินข่าวว่าจีนปิดกั้นข่าวสารจากต่างประเทศ เช่นข่าวชาวจีนคนหนึ่งมีชื่อว่า นาย หลิว เสี่ยว โป ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ แต่เจ้าตัวยังอยู่ในคุกจีน รัฐบาลจีนมองว่า นายหลิวคนนี้เป็นอาชญากรที่มุ่งโค่นรัฐบาล และเขียนบทความโจมตีรัฐบาล จึงไม่ยอมให้สื่อทุกแขนงนำข่าวนี้ไปเผยแพร่ ขณะเดียวกันจีนก็ยังประท้วงไปยังประเทศสวีเดน ที่มอบรางวัลนี้ให้

รัฐบาลจีนในปัจจุบันมีความคิดที่ว่า ความสงบสุขของคนในประเทศต้องมาก่อน ดังนั้นเรื่องใดที่อาจมีผลกระทบตามมาในภายหลังจีนจะไม่ยอมเด็ดขาด แม้กระมั่ง ลัทธิฝ่าหลินกง จีนก็ต้องขจัดออกไปจากประเทศ (แต่บางส่วนได้แอบมาทำกิจกรรมลับๆในประเทศไทย)

เรานั่งรถฝ่าหิมะที่ตกลงมาแบบปรอยๆตลอดทาง  เวลาตอนนี้ราวแปดโมง เป็นช่วงการจราจรขาเข้าเมืองค่อนข้างจะคับคั่ง อากาศก็รู้สึกทึมๆชอบกล  เหมือนบ้านเราตอนฝนตกปรอยๆ  แต่ที่เห็นนี้เป็นหิมะ  บรรยากาศจึงแปลกตาสำหรับพวกเรามาก 

หิมะตกกับฝนตก บรรยากาศดูไม่ต่างกันนัก

แต่ถึงแม้จะหนาวแค่ไหน  คนจีนก็ยังไปทำงานตามปกติ  ตามท้องถนนทั้งทางด่วนและเส้นทางปกติเต็มไปด้วยรถรา ไม่ต่างกับบ้านเราในชั่วโมงเร่งด่วน แต่รถที่นี่จะติดตั้งฮีตเตอร์ หรือเครื่องทำความร้อน  รถแต่ละคันจะมีทั้งแอร์เย็นและแอร์อุ่น  หนาวก็เปิดฮีตเตอร์ให้มีลมร้อนออกมา  ร้อนก็ปรับเป็นแอร์เย็นแบบบ้านเรา

บ้านเรารถไม่มีแอร์  ประเภท 2 ประตู 20 หน้าต่าง เราก็ยังเดินทางกันตามปกติ  แต่เมืองจีนโดยเฉพาะเมืองปักกิ่งรถเมล์ทุกคันต้องมีแอร์อุ่นนะครับ  หากไม่มีก็คงหนาวแย่  เพราะปักกิ่งอยู่ทางภาคเหนือและอยู่ในเขตหนาวของจีน บางปีมีหิมะตกหนักมากจนขาวโพลนไปหมด   สถานท่องเที่ยวในเมืองปักกิ่งต้องปิดทำการชั่วคราว ถึงไม่ปิดก็คงไม่มีใครมาเที่ยว  

ไกด์จีนบอกว่านอกจากบางปีอาจเจอหิมะอย่างหนักแล้ว ช่วงฤดูแล้งอาจเจอพายุฝุ่นที่ฟุ้งกระจายปกคลุมทั้งเมือง แต่ปัจจุบันได้ลดลงไปมากเนื่องจากรัฐบาลมีโครงการปลูกป่าปลูกหญ้าในบริเวณเส้นทางของพายุฝุ่น ทำให้ลดความรุนแรงลงไปมาก

พอรถวิ่งเข้าตัวเมืองปักกิ่ง   พวกเราก็แปลกใจและตื่นเต้นที่เห็นน้ำในลำคลองกลายเป็นน้ำแข็ง  ถามไกด์กันใหญ่ว่าสีขาวๆนั้นมันคืออะไร

ความจริงก็เริ่มเป็นฝ้าขาวหรือเริ่มมีน้ำแข็งลอยอยู่บนผิวน้ำมาหลายวันแล้ว  แต่เมื่อมาเจอหิมะจึงกลายเป็นสีขาวกันทั้งแม่น้ำลำคลอง  ตามตึกอาคารหรือรถที่จอดข้ามคืนในที่แจ้งก็เริ่มมีหิมะปกคลุมจนขาวโพลนไปหมด 

รถพามาที่หอประตูชัย  ซึ่งเป็นหอคอยทรงจีนตั้งอยู่บนตึกสูงราว 6 -7 ชั้น  ไกด์บอกว่าที่นี่เปรียบเสมือนสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่งของกรุงปักกิ่ง  สมัยก่อนเมื่อถึงคราวจะออกรบ บรรดาแม่ทัพก็ต้องมาถือฤกษ์เอาชัยกันที่ประตูชัยหรือหอชัยแห่งนี้   เพราะถือว่าที่นี่มีพลังแห่งอำนาจ เป็นฮวงจุ้ยที่ดีที่สุดของปักกิ่ง  และจะใช้หอสูงแห่งนี้มองทิศทางที่จะออกรบ  เปรียบเสมือนเป็นป้อมชัยประจำเมือง 

ปัจจุบันทางการจีนได้อนุรักษ์หอชัย และเป็นที่เก็บรักษา ปี๋เซี๊ยะ สัตว์ในตำนานของจีนที่มีอายุหลายร้อยปี  ซึ่งถือเป็นเครื่องโชคลางของขลังอย่างหนึ่ง ไม่ต่างกับมังกร  สิงห์โตคาบลูกแก้ว  หรือตัวกิเลน ซึ่งมักจะเห็นตามหน้าตึกอาคารค่างๆในประเทศจีน 

ไกด์บอกว่า  ปี๋เซี๊ยะหากจะซื้อก็ต้องมาที่นี่ เพราะเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ และมีพลังมากกว่าซื้อจากที่อื่นๆ  ซึ่งพลังของปี๋เซี๊ยะอาจลดลงไปหากตั้งอยู๋ในที่ไม่เหมะสม เช่นซื้อตามริมทาง หรือปี๋เซี๊ยะที่ทำจากวัสดุอื่นเช่นทำจากเรซิ่น ก็ถือว่าไม่ศักดิ์สิทธิ์ และไม่มีพลัง เป็นของตั้งโชว์มากกว่าจะนำไปบูชา


แต่ปี๋เซี๊ยะเป็นวัตถุมงคลประจำตัว จะทำหน้าที่คอยดูแลรักษาทรัพย์ของเจ้าของที่ซื้อหรือบูชามาเท่านั้น



ปี๋เซี๊ยะ หรือเครื่องรางที่เป็นรูปสัตว์คล้ายสุนัขที่ทำจากหยกนี้  คล้ายกับพวกผ้ายันต์ หรือตระกุด ของไทยในสมัยก่อน แต่เครื่องลางของไทยในสมัยก่อนๆมีเรื่องราวพิศดารกว่าประเทศไหนๆในโลกนี้

แม่เคยเล่าให้ฟังว่า  คนโบราณเมื่อจะออกรบก็จะฉีกเอา " ชายผ้าถุงของแม่ " ติดตัวไปด้วย  จะช่วยให้อยู่รอดปลอดภัย  หรือเคยมีคนเล่าให้ฟังว่า  ผ้าถุงของแม่ที่สวมใส่ในวันคลอดลูกนั้นให้เก็บไว้ ถือเป็นเครื่องลางที่จะต้องให้ลูกๆไว้ติดตัว  อาจฉีกเป็นเศษผ้าแล้วผูกเอวไว้   เพื่อป้องกันภยันตรายต่างๆและเพื่อคุ้มครอง

เรื่องนี้อาจเป็นอุบายของคนในสมัยก่อนที่ให้รู้จักนับถือแม่  ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์  บางคนก็นับถือแม่ว่าเป็นพระ หรือพระอรหันต์ประจำบ้านทีลูกๆทุกคนต้องให้ความเคารพและบูชากราบไหว้ 

ความหมายของปี๋เซี๊ยะที่นิยมกันในปัจจุบันก็เพื่อการค้าขาย หรือเพื่อช่วยเก็บรักษาทรัพย์สมบัติไม่ให้ตกหล่น   ส่วนการดูแลรักษาปี๋เซี๊ยะนี้ก็ยังต้องมีขั้นตอนและกรรมวิธีหลายอย่าง  ฟังๆจากไกด์ก็คล้ายๆกับการเลี้ยงลูกกรอกในบ้านเรา ต้องให้ข้าวให้น้ำ ต้องลูกคลำ ต้องทักทาย และต้องหันให้ตรงทิศ รู้สึกว่ามีกฏมีเกณฑ์มากมายที่จะต้องปฏิบัติ แต่เป็นความเชื่อของคนที่นับถือ

ตำนานความเชื่อเรื่องปี๋เซียะนี้มีมานานตั้งแต่ยุคต้นๆของราชวงศ์ชิง  

มีกษัตริย์พระองค์หนึ่งได้ครองราชย์มาเป็นเวลานานถึง 60 ปี  ประชาชนทั่วไปจึงเชื่อว่าปี๋เซี๊ยะ  ที่พระองค์ได้รับมาจากนักพรตในป่าและเก็บรักษามาเป็นเวลานานนี้  มีส่วนช่วยให้พระองค์ครองราชย์ได้ยืนนาน  และทำให้ประเทศมีแต่ความรุ่งเรือง ตั้งแต่นั้นมาจึงมีการแกะสลักหยกเพื่อทำปี๋เซี๊ยะ ซึ่งได้รับความนิยมเรื่อยมา

ปัจจุบันคนจีนไม่น้อยที่นับถือปี๋เซี๊ยะและมีไว้บูชาในบ้าน นำติดตัว หรือตั้งไว้ในบริษัทห้างร้าน ทั้งนี้เพื่อความเป็นเป็นศิริมงคล จะได้ทำมาค้าคล่อง  บางคนค้าขึ้นก็บอกว่าเป็นเพราะปี๋เซ๊ยะที่ตั้งอยู่ในบริษัท จึงรู้สึกหวงแหนมาก ต้องให้ข้าว อาบน้ำ ทักทายกันเป็นประจำ ทั้งๆที่ความสำเร็จนั้นอาจเป็นโชคหรือเป็นความสามารถของตนเอง

ปรากฏว่าบางคนประสบความสำเร็จ  บางคนก็ไม่   วิธีแก้ก็คือว่าต้องไปซื้อหรือไปบูชาปี๋เซี๊ยะตัวใหม่  ตัวเก่าที่อยู่กับเราถือว่าไม่ถูกโฉลก  จึงไม่ได้ช่วยเรา

ใครคิดอุบายเรื่องนี้นับว่าเก่งทีเดียว  เพราะถือว่าเป็นการทำการตลาดที่แยบยล ซื้อไปแล้วไม่ได้ผล  ก็ให้ต้องมาซื้อตัวใหม่แทน   เรียกว่าขายกันได้ตลอดทั้งปีทั้งชาติ  เมืองไทยน่าจะเอาอย่างบ้าง

เช่นใครซื้อหรือเช่าพระพุทธรูปไปแล้วค้าขายไม่ร่ำรวย  หรือชีวิตมีแต่ความร้อนรุ่มวุ่นวาย  ก็ต้องมาซื้อพระองค์ใหม่ไปแทน  ส่วนพระองค์เก่าก็เอามาบริจาคให้วัด   เพื่อจะได้ขายให้คนอื่นต่อไป  ไอเดียนี้จะนำไปใช้ก็ไม่สงวนลิขสิทธิ์ เรื่องวัดกับการตลาดในสมัยปัจจุบัน มันกลมกลืนจนแยกกันไม่ออก (หากไม่สังเกตให้ดีๆ)

หรือกระป๋องสีเหลืองที่เรียกว่า  “ชุดสังฆทาน”

มาวัดแล้วไหว้พระกันแบบมือเปล่าๆอาจรู้สึกว่าได้บุญไม่เต็มที่  หลายวัดจึงเอาเรื่องสังฆทานนี้มาหากิน เรียกว่าเป็น “ พุทธพาณิชย์ “ ประเภทหนึ่ง  เรียกว่า มาไว ไปไว ได้เงินเร็ว ได้บุญเยอะ ว่างั้นเถอะ

บางวัดเมื่อเข้าไปแล้วก็จะเห็นกระป๋องสีเหลืองหลายขนาดตั้งเรียงรายอยู่บนชั้น จะซื้อไปถวายแบบไหนราคาเท่าไหร่ก็ตามศรัทธา  ราคาอาจเริ่มที่ 199  299 399 599 ไปเรื่อยๆ  หรืออาจถึง 999  ซึ่งถือว่าเป็นเลขมงคล

เมื่อจ่ายเงินแล้วเจ้าหน้าที่ก็จะยกลงมาต่อคิวเพื่อนำมาถวายพระ  ถึงคิวเราก็ยกถวาย  สวดตามที่พระท่านบอก รับพรมน้ำมนต์ จากนั้นก็จบพิธี ด้วยความสบายใจ  กลับบ้านได้

ส่วนกระป๋อง(ศักดิ์สิทธิ์)ใบนั้น  ทิ้งไว้สักพัก(รอให้ผู้บริจากกลับไปแล้ว)  ทางเจ้าหน้าที่ก็จะยกไปตั้งไว้ที่เดิม  เพื่อให้ลูกค้า เอ้ย..เพื่อให้ผู้มีใจกุศลรายอื่นๆมาซื้อถวายพระเป็นรายต่อๆไป

แบบนี้ก็ไม่เลว  ถือว่าเป็นการนำการตลาด ผสมผสานกับความเชื่อ  วิน วิน กันทุกฝ่ายทั้งทางวัดและฆราวาส 
วัดได้เงิน ฆราวาสได้บุญ กระป๋องใบเดียวสามารถทำเงินได้ไม่น้อย นี่ยังไม่นับดอกไม้ธูปเทียนที่นำมาวนเวียนขายกันทั้งวัน


เราออกออกจากหอประตูชัยก็มาที่วัดลามะกันต่อ

วัดลามะ (Lama Temple )หรือ ยงเหอกง (Yonghe Gong ) อายุ 400 ปี

ไกด็บอกว่าเป็นวัดศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวจีนในปักกิ่งนิยมมากราบไหว้ และ้เป็นวัดของชาวทิเบต สมัยก่อนมีพระจากทิเบตมาจำพรรษา   แต่ปัจจุบันบทบาทของพระได้ลดน้อยลง  เพราะที่นี่กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวของเมืองปักกิ่ง  พระที่เห็นภายในวัดจึงมีไว้เพื่อการดูแลรักษาสมบัติเก่าหรือเพื่อการอนุรักษ์มากกว่า

แต่ละวันจะมีชาวทิเบต หรือชาวจีนเชื้อสายทิเบตมากราบไหว้กันไม่น้อย  และคนทิเบตเหล่านี้มีแรงศรัทธาชนิดที่เราเห็นแล้วก็อดทึ่งไม่ได้

วันนั้นอุณภูมิราว -1 องศา  ในวัดมีหิมะโปรยปรายจนเจ้าหน้าที่ต้องทำการปัดกวาดอยู่ตลอดเวลาเพราะทางเดินอาจลื่น   ขณะยืนถ่ายภาพได้เห็นชาวทิเบตราว 3- 4 คน กำลังสักการะเหมือนกับที่เห็นในภาพยนต์สารคดี  คือพวกเค้าจะยืนพนมมืออยู่บริเวณหน้าวิหาร  จากนั้นก็คุกเข้าบนพื้นหินแล้วยกมือพร้อมทอดตัวไปข้างหน้าในลักษณะนอนคว่ำพร้อมกับเอาหน้าผากแตะพื้น พร้อมกับหงายมือ





ทำอยู่แบบนี้ราว 3 ครั้ง


และนี่คือการไหว้พระของคนทิเบตที่แตกต่างจากชาวพุทธในประเทศอื่นๆ โดยไม่รังเกียจว่าพื้นบริเวณนั้นจะเย็นยะเยือกแค่ไหน หรือพื้นจะสกปรกหรือไม่ มาถึงก็คุกเข่า ก้มตัว นอนราบโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง

ใครไปเที่ยวประเทศจีน  หรือแม้แต่ในเกาะฮ่องกง ก็อาจพบเห็นการไหว้สักการะแบบนี้ตามวัดหรือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ และจะกระทำกันทั้งเด็กและผู้ใหญ่ 

อาการกราบไหว้ของชาวทิเบตนั้นแสดงถึงการปล่อยวางจิตใจที่ยังยึดมั่นถือมั่นในตัวตน เป็นการชำระจิตใจให้สะอาด(ส่วนร่างกายจะเลอะเทอะก็ช่างหัวมัน) และ ไม่แคร์สายตาของคนอื่น  ไม่อาย ไม่กลัวความสกปรก  ไม่กลัวความหนาวเย็นของพื้น หรือไม่กลัวว่าพื้นบริเวณนั้นจะร้อนปานใด

วิธีการที่เห็นนี้ก็ไม่ต่างกับการบิณฑบาตรของพระสงฆ์ในทุกๆเช้า ที่ต้องละวางความยึดมั่นในตัวตน ด้วยการเดินเท้าเปล่า เป็นระยะทางหลายกิโล

ใครอยากทดสอบจิตใจแบบชาวทิเบตก็ได้นะครับ ง่ายๆเลย ให้ไปที่วัดถูเขาทอง ทำแบบที่เห็นชาวทิเบตในภาพชุดนี้ คือยืนไหว้ คุกเข่า นอนราบไปข้างหน้า เอาหน้าผากแตะพื้น แล้วหงายฝ่ามือ ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆตามขั้นบันใด จากขั้นแรกไปจนถึงเจดีย์ด้านบนสุด ไม่ได้พูดเล่นๆนะครับ คนทิเบตที่ศรัทธาจริงเขาจะมาบูชาวัดศักดิ์สิทธิ์ที่เมืองหลวงกันปีละครั้ง และจะไหว้แบบคลุกฝุ่นคลุกดินกันตั้งแต่เชิงดอยไปถึงมหาเจดีย์ มีระยะทางราว 3 กม. แค่ภูเขาทองมีบันใดแค่ร้อยขั้นถือว่าจิ๊บๆ

ใครทำได้รับประกันว่าได้บุญมากกว่าบูชากระป๋องศักดิ์สิทธิ์สีเหลืองหลายเท่าตัว

วัดลามะมีของสำคัญๆหลายสิ่งหลายอย่าง  ไม่ต่างกับพิพิทธภัณฑ์ที่เก็บรักษาสิ่งมีค่าที่มีอายุหลายร้อยปี  หลายอย่างไม่ได้เปิดให้นักท่องเที่ยวได้ชม  เพียงแต่ไกด์จะชี้ไปที่โน่นที่นี่  ว่ามีของเก่าเก็บรักษา  ซึ่งนักท่องเที่ยวไม่มีโอกาสได้เห็น

แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นของศักดิ์สิทธิ์ ได้แก่พระพุทธรูปที่ทำจากไม้จันทร์ขนาดใหญ่ และเป็นไฮไลท์หรือเป็นสิ่งที่น่าสนใจที่สุดของวัดนี้

พระพุทธรูปไม้มีชื่อว่า “ พระศรีอาริยเมตไตย  “ เป็นพระพุทธรูปทำจากไม้จันทร์หอม ประดิษฐานอยู่ใน “ วิหารหมื่นสุข “  และเป็นพระพุทธรูปไม้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก   ตามที่กินเนสบุ๊คได้บันทึกไว้ ในแผ่นทองเหลืองที่ติดไว้หน้าวิหาร

พระพุทธรูปแบบทิเบต หรือพุทธแบบมหายานมีความสูง  26 เมตร โดยส่วนฐานไม้จะอยู่ใต้พื้นดิน 8 เมตร  ส่วนที่เป็นองค์พระจะอยู่เหนือพื้นดิน 18 เมตร  มีน้ำหนักประมาณ 100 ตัน  นับว่าเป็นพระที่ใหญ่โตมาก  แต่เนื่องจากห้ามถ่ายภาพจึงขอเอาภาพจากเว็บไซต์อื่นมาให้ชมกัน 




การสร้างพระไม้ที่วัดลามะ  คล้ายกับการสร้างพระประธานในบ้านเรา  คือจะสร้างตัวองค์พระก่อน  แล้วจึงสร้างวิหารครอบในภายหลัง  เมื่อเข้าไปในวิหารนี้แล้วรู้สึกว่าสถานที่ข้างในคับแคบมากเมื่อเทียบพระองค์ใหญ่  เวลาจะดูพระพักตร์ก็ต้องแหงนจนคอตั้ง

เรื่องนี้อาจเป็นอุบายของคนในสมัยก่อน เพื่อให้ผู้ที่เข้ามาข้างในจะได้มีความรู้สึกว่าองค์พระมีความสูงใหญ่โตจนต้องแหงนมอง  แบะอาจมีผลต่อความรู้สึกว่ามีความศักดิ์สิทธิ์

พระพุทธรูปนี้ทำจากไม้จันทร์หอม (ชนิดเดียวกับที่แอบตัดจากป่าในบ้านเรา)  เขาบอกว่าเป็นไม้จันทร์ท่อนเดียว  แต่รู้สึกว่าจะเป็นไปได้ยากเพราะไม้ท่อนนี้มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางในส่วนฐานถึง  10 เมตร  เข้าใจว่าน่าจะแกะสลักมาเป็นท่อนๆ  และนำมาต่อกันมากกว่า  เช่นเดียวกับการเคลื่อนย้ายพระพุทธรูปหินแกะสลักในสมัยก่อน  หรือแม้กระทั่งการหล่อพระพุทธรูปสัมฤทธ์องค์ใหญ่ที่ประทับยืนอยู่ลานกว้างในพุทธมนฑล จังหวัดนครปฐม ซึ่งช่างจากประเทศจีนเป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง ก็ยังใช้วิธีการสร้างแบบดั่งเดิม คือจะหล่อสัมฤทธิ์เป็นท่อน (อาจ 5-6 ท่อน) จากนั้นก็นำขึ้นเรือข้ามน้ำข้ามทะเลจากเมืองจีน แล้วนำมาต่อเชื่อมกันในเมืองไทย 

ไม้จันทน์ขนาดเส้นผ่าศุนย์กลาง 10  เมตรหรือมากกว่า  คงเป็นไปได้ยากที่เป็นไม้ท่อนเดียวกัน   แต่หากทำจากไม้สนในเขตหนาวแล้วก็มีความเป็นไปได้  เพราะคนสมัยก่อนถึงขนาดเจาะกลางลำต้นให้รถเก๋งคันใหญ่ๆวิ่งลอดผ่านไปได้

ไม้จันทร์(แต่ละท่อน) กว่าจะมาถึงที่นี่ก็ต้องเดินทางไกล ไกด์บอกว่าสมัยนั้นใช้วิธีเคลื่อนย้ายโดยใช้วิธีชักลากมาบนน้ำแข็ง จากแม่น้ำที่กลายเป็นน้ำแข็งในฤดูหนาว

วัดลามะ หรือวัดทิเบต  มีความสำคัญกับประวัติศาสตร์ของจีนก็เนื่องจาก สร้างเมื่อราว พ.ศ. 2237  หรือเมื่อ 317 ปี (ยุคปลายกรุงศรีอยุธยา) และใช้เป็นตำหนักที่ประทับของ องค์ชายหย่งเจิ้ง (องค์ชายสี่) สมัยยังทรงพระเยาว์

ต่อมาเมื่อพระองค์ขึ้นครองราชย์ และย้ายไปประทับยังพระราชวังปักกิ่ง(วังกู้กง) จึงโปรดให้สถานที่แห่งนี้เป็นที่พักผ่อนอิริยาบทที่อยู่ภายนอกวัง  พร้อมกับตั้งชื่อว่า “ยงเหอกง “

ยงเหอกง ได้ใช้เป็นที่พำนักของพระลามะจากทิเบต  ที่เข้ามาติดต่อราชการกับราชวงศ์จีน และได้กลายเป็นวัดลามะใน นิกายหมวกเหลือง ของทิเบต



เราออกจากวัดลามะก็เป็นเวลาใกล้เที่ยง  จากนี้ก็จะไปทานข้าว และซ็อปปิ้งที่ตลาดรัสเซียก่อนเดินทางกลับเมืองไทย 

พบกันใหม่ในตอนสุดท้ายหรือตอนที่ 13  ครับ พร้อมกับพาไปจีบสาวจีนที่ตลาดรัสเซีย   สวยและน่ารักกันแค่ไหน  ก็ต้องติดตามชม 

มากับหนุ่มไทยนิสัย กุ๊ก กิ๊ก ก็แบบนี้แหละครับ  คนอื่นๆที่มาสายตาจับจ้องแต่ของซื้อของฝาก  แต่หนุ่มไทยบ้านนอกคนนี้กลับ มองหาแต่สาวๆ
นิสัยแบบนี้ มันแก้ไม่หายสักที สงสัยว่าจะเป็นเรื่องของพันธุกรรมแล้วละครับ



โฟโต้ออนทัวร์
23 กรกฏาคม 2554





 
 
      copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ