Photoontour โฟโต้ออนทัวร์
Home : Outbound tour : Guilin 1              

Guilin 1 : กุ้ยหลืนตอนที่ 1 บนเส้นทางจากเมืองฮานอย(เวียดนาม) สู่ กุ้ยหลิน สัมผัสไฮเวย์สายใหม่ของจีน

 
คลิกที่ภาพ
Click image
กุ้ยหลิน - หยางซั่ว-แม่น้ำลี่เจียง ดินแดนแห่งสายน้ำและภูเขาที่สวยที่สุดของประเทศจีน ชาวจีนเปรียบเทียบดั่งแดนสววรค์ในเทพนิยาย .. ติดตามความหัศจรรย์ของธรรมชาติได้ที่นี่
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
 
   
     
 

บนเส้นทางจากฮานอยสู่กุ้ยหลิน
(เดินทางเมื่อ 14 ธค.51)

ช่วงนี้โฟโต้ออนทัวร์ พาท่องต่างแดนเป็นว่าเล่น ทำให้ภาพในประเทศขาดหายไปนานทีเดียว เหตุผลก็เป็นเพราะมีภาพเก่าของทริปต่างแดน ค้างสต๊อคค้อนข้างมาก จน Update กันแทบไม่ทัน

ขณะที่ภาพเก่าค่อยๆปล่อยออกไป ภาพใหม่จากทริปใหม่ก็ประดังเข้ามาจนทำให้เพิ่มสต๊อคมากขึ้นไปอีก ครั้นจะตัดออกก็รู้สึกเสียดาย อยากให้ภาพที่ถ่ายไว้นั้นเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่กำลังคิดจะเดินทางไปเที่ยว เพื่อให้เป็นข้อมูลเบื้องต้นก่อนตัดสินใจเดินทาง

อีกอย่างหนึ่งก็เพื่อจะได้เห็นความแตกต่างระหว่างบ้านเรากับบ้านเค้า ว่ามีดี หรือไม่ดี ต่างกันอย่างไรบ้าง เราจะได้ไม่หลงตนว่า บ้านเรานี้วิเศษที่สุดแล้ว ขณะเดียวกันจะได้รู้มากขึ้นว่าสิ่งที่เราคิดว่าเค้าดี เค้าเหนือกว่าเรา แท้จริงแล้วมันเป็นเช่นนั้นหรือเปล่า สิ่งที่เรารับรู้มานั้นมันอาจไม่เป็นจริงก็เป็นได้

เอาละ ไม่ต้องพูดหล่ามทำเพลงกันมาก มาว่ากันในทริปกุ้ยหลินกันเลยดีกว่า

ทริปกุ้ยหลิน จริงๆแล้วเป็นทริปค่อนข้างจะยาว หากว่ากันตามโปรแกรมแล้วจะต้องตั้งต้นกันเมื่อมาถึงสนามบินนอยใบ ของเมืองฮานอย หรือเมืองหลวงของประเทศเวียดนาม จากนั้นก็ว่ากันตามโปรแกรมเที่ยวในเมืองฮานอยกันทั้งวัน ซึ่งมีแหล่งท่องเที่ยวมากมายหลายแห่ง โดยเฉพาะได้มีโอกาสมาเที่ยวในช่วงฤดูหนาวแบบนี้ด้วยแล้วต้องถือว่า สวยสดงดงาม และมีสีสันกว่ามาเที่ยวในช่วงฤดูอื่น

ยามเย็นแดดร่มลมตกในช่วงอากาศหนาวๆแบบนี้(หนาวกว่าไทย) หนุ่มสาวเวียดนามนัดกันออกมาเที่ยว ควงแขน โอบกอด กันหลายคู่ ทำเอาหนุ่มไทยเห็นแล้วก็อ้าปากค้าง ว่าคนเวียดนามแสดงออกถึงความรักความสัมพันธ์กันอย่างเปิดเผย ไม่ต่างกับชาติตะวันตก

นี่แหละอิทธิพลของประเทศฝรั่งเศสที่เคยปกครองประเทศนี้มาก่อน คนเวียดนามก็รับเอาวัฒนธรรมตะวันตกแบบนี้มาใช้กันจนกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดาไปแล้ว ครั้นจะวิจารณ์ว่าไม่ดีคงไม่ถูกต้องนัก น่าจะเรียกว่าเป็นการผสมผสานของวัฒนธรรมตะวันตกกับวัฒนธรรมเวียดนาม ดูแล้วเป็นความน่ารักของหนุ่มสาวมากกว่า

็ต้องบอกกันก่อนว่า คนเวียดนามให้ความสำคัญกับความรักค่อนข้างมาก เป็นคนรักเดียวใจเดียว และให้ความสำคัญกับผู้หลักผู้ใหญ่ในครอบครัว เป็นครอบครัวที่ดูแล้วอบอุ่นกว่าบ้านเรามาก คนแก่คนเฒ่าในบ้าน ลูกหลานจะดูแลอย่างใกล้ชิด และถือเป็นหน้าที่ ผิดกับบ้านเราที่รู้สึกว่าชีวิตคู่ดูจะไม่ค่อยคงทนถาวร มีทั้งชู้ มีทั้งกิ๊ก แต่ในเวียดนามแล้วต้องบอกว่า ความรู้สึกที่ว่านี้มีน้อยมากครับ คนเวียดนามเปิดเผยในการแสดงออกแบบชู้สาว ผิดกับคนไทยที่มักทำอย่างลับหลัง หรือทำแบบลับๆ หรือทั้งลับทั้งล่อ โดยเฉพาะเรื่องกิ๊กเรื่องชู้ ถือว่าลับสุดยอด ..

นั่นนะซิ มีไปทำไมกัน ไม่เข้าใจจริงๆ

ใครบอกว่าครอบครัวไทยมีความอบอุ่น สมัยนี้คงไม่ไช่แล้วครับ เวียดนามเป็นตัวอย่างในเรื่องนี้ดี บ้านหลังเดียวทรงสูงเป็นหอคอย 7-8 ชั้น แต่อยู่กันเป็นสิบหรือมากกว่านั้น แต่ละครอบครัวแยกกันอยู่คนละชั้น เมื่อนับรวมๆกันแล้วก็เป็นครอบครัวขนาดใหญ่ อบอุ่นและใกล้ชิดกันมาก ไม่ต่างกับครอบครัวไทยในสมัยก่อน..ย้ำอีกที ว่าสมัยก่อน

คนไทยเมื่อเจอกันก็จะยกมื้อไหว้ สวัสดี แต่คนเวียดนามใช้วิธีเช็คแฮนด์ จับมือกันทั้งหญิงทั้งชาย ผมมาเที่ยวเวียดนามจึงต้องปรับตัว เที่ยวเช็คแฮนด์จับมือสาวๆไปทั่ว รายไหนหน้าตาดีๆ ก็จะจุมพิตมืออันอ่อนนิ่มแถมให้ไปอีก ชนิดที่ฝ่ายหญิงตั้งตัวกันไม่ติด เรียกว่าตามธรรมเนียมของตะวันตกเดี๊ยะเลย สรุปว่าขื่นมื่นด้วยกันทั้งสองฝ่าย

ก็อย่าคิดอะไรมากนะครับ เข้าเมืองตาหลิ่วก็ต้องหลิ่วตาตามแบบนี้แหละ มาเที่ยวทั้งทีหากมีโอกาสก็เก็บกำไรแบบนี้ไปเรื่อยๆ เรียกว่าเที่ยวแบบไม่ขาดทุน คนไทยส่วนใหญ่ไม่กล้าหรอกครับเรื่องแบบนี้ ผิดกับผมที่ชอบทำตัวเป็นฝรั่งจ๋าอยู่เรือย ก็ถือว่าเป็นเรื่องสนุกสนานเฮฮา ไม่ผิดกฏหมายหรอกครับ คนเวียดนามเค้าไม่ถือสากันนัก ใครมาเที่ยวเวียดนามก็ควรงัดกลยุทธออกมาใช้กันบ้าง การท่องเที่ยวจะได้มีรสชาติ

" เอาแต่นั่งคิดอยู่ในใจ มันไม่เกิดประโยชน์อันใดครับเพ้..เชื่อผมเต๊อะ "

หากชาติหน้ามีจริง ก็อยากมาเกิดเป็นหนุ่มเวียดนาม จะได้เรียนรู้อะไรได้มากกว่าการมาท่องเที่ยว

เรื่องการท่องเที่ยวในทริปนี้ จะขอตัดตอนเรื่องราวของเมืองฮานอยเอาไว้กล่าวถึงในคราวหลัง ถึงตรงนั้นจะได้ว่าเรื่องเวียดนามเหนือกันโดยเฉพาะ ยังไงก็บอกล่วงหน้าก่อนว่า ควรติดตามเป็นอย่างยิ่ง เพราะได้ถ่ายภาพกันมาทุกซอกทุกมุม และทุกหลืบของเมืองฮานอย ชนิดที่หาดูไม่ได้ในที่อื่นๆ โดยเฉพาะภาพสาวๆนี่เพียบ (ขอคุยล่วงหน้า)

การแยกทริปนี้ออกมาเป็นสองภาค ระหว่างฮานอย กัย กุ้ยหลิน เพราะกลัวว่าทั้งเรื่องและภาพในทริปนี้ มันจะเยิ่นเย้อ หรือยืดยาวมากเกินไป เหมือนกับทริปเที่ยวหลวงพระบางที่กำลังออกอากาศอยู่ในขณะนี้ ที่ลากกันยาวถึง 16 ตอน ไม่ต่างกับหนังซี่รี่ย์เกาหลี แต่ก็เป็นผลดีสำหรับผู้สนใจเมืองหลวงพระบางประเทศลาว จะได้เห็นกันในรายละเอียดต่างๆ เรียกว่าทุกย่างก้าวที่เที่ยวเมืองหลวงพระบาง เกือบจะถ่ายภาพกันทุกระยะเป็นเงาตามตัว

การเดินทางจากฮานอย ประเทศเวียดนาม สู่เมืองกุ้ยหลิน โดยทางรถยนต์นั้น เป็นการเดินทางไปตามถนนสายใหม่ของจีน เรียกว่าเป็นเส้นทางท่องเที่ยวแห่งใหม่ของทั้งสองประเทศ แต่รู้สึกว่าทั้งเวียดนาม และจีน ไม่ค่อยจะท่องเที่ยวกันสักเท่าใด เพราะมัวแต่ค้าๆขายๆ คนเวียดนามเองก็พึ่งจะสร้างเนื้อสร้างตัว กำลังเก็บเงินเก็บทอง ยังไม่พร้อมที่จะเดินทางท่องเที่ยวเหมือนคนไทย

งานไทยเที่ยวไทยที่เห็นโฆษณากันอยู่บ่อยๆ หากเป็นประเทศเวียดนามแล้วคงไม่ได้ผลแน่ เพราะประเทศเวียดนามยังก้าวมาไม่ถึงจุดนี้ หรือจุดที่ประชาชนมีความพร้อมเพื่อการพักผ่อนท่องเที่ยว ชีวิตวันๆจึงมีแต่เรื่องการทำมาหากิน น้อยคนนักที่จะมีเงินมีทองออกเที่ยวในต่างประเทศ หรือเที่ยวในประเทศกันมากมายเหมือนคนไทย ใครบอกว่าเวียดนามรวยขึ้น ก็ลองคิดเอาเองก็แล้วกัน

การเปิดถนนสายใหม่ของจีนจากชายแดนสู่กุ้ยหลินในมณฑลกวางสี คงมีแต่พี่ไทยนี่แหละ ที่เดินทางกันเป็นว่าเล่น ที่ไหนเปิดเส้นทางสายใหม่ ก็มักจะมาร่วมทำพิธีเจิม และเปิดป้ายกับเส้นทางสายใหม่กับเค้าด้วยทุกครั้ง จนประเทศที่เราไปเที่ยวนั้นตั้งรับกันแทบไม่ทัน เพราะไม่คิดว่าคนไทยจะมามากกันขนาดนี้ ไม่ว่าจะเป็นเมืองเชียงรุ้งประเทศจีน หรือเมืองเว้ของเวียดนามกลาง เที่ยวกันจนแม่ค้าแม่ขายที่นั่นพูดไทยกันเก่ง เพราะหากพูดไม่ได้ก็ขายของไม่ได้

แม้แต่สามล้อซิกโล่ที่เมืองเว้ เวียดนาม(กลาง) ก็ไม่เบา พูดไทยชัดถ้อยชัดคำ พอเห็นคนไทยเดินมาในยามค่ำคืน ก็ปรี่เข้ามาหาทันที พร้อมพูดว่า " ผับ ผับ สามแสนๆ " เป็นภาษาไทยชัดถ้อยชัดคำ แค่นี้ก็รู้แล้วว่าหมายถึงอะไร แต่ก็แกล้งทำงง จนกระทั่งเจ้าสามล้อ ต้องทำมือประกบกันแบบคว่ำหงาย แล้วกดขึ้นกดลงหลายๆครั้ง ทำแบบนี้คิดว่าคงไม่ต้องเฉลยกันมาก ถือว่าละไว้ในฐานที่เข้าใจ ถ้าจะถามว่า แล้วสามแสนละ เป็นเงินเท่าได ก็ให้ไปบวกลบคูณหารกันเอาเอง คนขับสามล้อซิกโล่พูดไทย แต่สามแสนนั้นมันเป็นเงินดองห์ของเวียดนาม

ระดับสามล้อเรียกให้ใช้บริการนี้คงไม่ไหวแน่ เผลอๆอาจได้โรคเอดส์เป็นของแถม และราคานี้ เป็นราคาที่บริการแบบนั่งนอนบนเรือหรือไม่ ก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน เพราะที่นี่ได้ยินว่ามีบริการหลายรูปแบบ ถูกหน่อยก็ใช้บริการเรือพายเรือแจวขนิดที่มีหลังคา พาลูกค้าล่องไปตามลำน้ำหอม หรือแม่น้ำแห่งความรักนั่นแหละ เสร็จธุระแล้วค่อยพายกลับเข้าฝั่ง

ถามว่าเมืองบอกกอกมีบริการแบบนี้หรือไม่ ตอบเลยว่าเคยมีครับ สมัยก่อนจำได้ว่าแถวสะพานข้ามคลองแสนแสบที่ประตูน้ำ ก็เคยได้ยิน เรียกว่าถูกสุดๆ คนพายก็พายไป โดยมีผ้าม่านบังตาไว้นิดหน่อย เรือก็โคลงเครงไปตามจังหวะดิสโก้ ถามว่าเคยมีเรือล่มบ้างไม๊ ก็ไม่ทราบเหมือนกันฮิ..ต้องไปถามผู้อาศัยอยู่ริมคลองกันเอาเอง แถวๆท่าเรือนั่นแหละครับ ไช่เลย ดึกๆเรือใหญ่หยุดวิ่ง เรือยอร์ช(เรือแจว) ก็ได้เวลาออกหากินทันที

ถามว่าผมเคยใช้บริการหรือไม่..วุ้ย มาถามอะไรกันแบบนี้ แต่ก็ตอบแบบชัดถ้อยชัดคำเลยว่าไม่เคยครับ แค่ได้ยินก็รู้สึกเสียวแล้ว คือเสียวตกน้ำตกท่า ตกน้ำทั้งทีแบบไม่มีเสื้อผ้าสักชิ้น มันขายขี้หน้าชาวพาราเป็นไหนๆ ไม่ไหวครับ.. พูดแล้วขนลุก


ฮานอย จุดเริ่มต้นการเดินทางสู่กุ้ยหลิน โดยทางรถยนต์

เราอออกจากฮานอยในตอนเช้าหลังรับประทานอาหารที่โรงแรมกันเรียบร้อยแล้ว รถบัสได้พาพวกเราออกนอกเมือง ผ่านสะพานเหล็ก เพื่อข้ามแม่น้ำเหลือง สะพานแห่งนี้อาจเรียกว่ากลายเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของเมืองฮานอย ชนิดติดตานักท่องเที่ยวทุกคนที่มาเยือน คิดว่าคนไทยที่มาเที่ยวเมืองนี้คงจำสะพานนี้กันได้ทุกคน

แต่วันนี้ (14 ธค.2551) สะพานแห่งนี้ทาสีใหม่จนดูสวยงามกว่าเดิมค่อนข้างมาก จากที่เคยเห็นสนิมเกรอะกรังเมื่อ 2 ปีก่อน เหมือนอยู่ในยุคของโฮจิมินห์ หรือเหมือนกับว่าพึ่งผ่านพ้นสงครามเวียดนามมาหมาดๆ วันนี้สวยใหม่เรี่ยมเร้ ดูเจริญหูเจริญตาขึ้น

เราผ่านความจอแจของการจราจรอันคับคั่งและน่าเวียนหัวของเมืองฮานอย ออกไปนอกเมืองได้ราว 10 กม. ก็เริ่มเห็นผู้คนบางตาขึ้นทุกขณะ

ถนนสายนี้มุ่งสู่ตอนเหนือของประเทศเวียดนาม ระหว่างทางจะเห็นทุ่งนาว่างเปล่าสุดลูกหูลูกตา แต่เวลานี้ยังไม่ไช่ฤดูทำนา พืนนาที่ว่างส่วนหนึ่งจึงกลายเป็นแปลงพืชผักสวนครัว ที่ชาวนาเวียดนามได้ลงมือลงแรงงานกันแบบสมัยดั่งเดิม และไม่ใช้สารเคมีใดๆ เนื่องจากยังมีฐานะยากจน ไม่มีปัญญาซื้อปุ๋ยและยาฆ่าแมลงเช่นเกษตรกรเมืองไทย ที่กำลังมีปัญหาเรื่องสารมีพิษตกค้างในร่างกาย เนื่องจากการสูดดม และกำลังตายแบบผ่อนส่งกันทั้งประเทศอยู่ในเวลานี้

ไกด์เล่าว่าเวียดนามทางภาคเหนือเช่นเมืองฮานอยนี้จะทำนากันปีละครั้ง แต่ถ้าหากเป็นเวียดนามตอนกลางและทางใต้จะทำนากันปีละ 3 ครั้ง ทั้งนี้เนื่องจากมีฝนฟ้าตกชุกกว่าทางตอนเหนือ ซึ่งพื้นที่ทางภาคเหนือนี้ส่วนใหญ่จะเต็มไปด้วยภูเขา

ภาพการปลูกผักตามริมทางในบ้านเรานับวันจะหายากยิ่ง ถึงมีให้เห็นก็น้อยเต็มที เพราะชาวนาส่วนใหญ่หันไปประกอบอาชีพอื่นกันหมด ที่ดินจึงถูกทิ้งร้างจนน่าเสียดาย ผิดกับในประเทศเวียดนามที่ประชากรส่วนใหญ่ยังมีอาชีพทำนา ที่ดินจึงมีค่าดุจทองคำ และร้อยละ 70 ของพื้นที่ทั้งประเทศจะเป็นภูเขา ที่เหลืออีกร้อยละ 30 เป็นที่อยู่อาศัยและพื้นที่การเกษตร คนเวียดนามจึงต้องใช้พื้นที่อันน้อยนิดนี้ทำนาปลูกผักกันอย่างคุ้มค่า

ไกด์เล่าต่อว่า แม้แต่พื้นที่บนภูเขาคนเวียดนามก็พยายามใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์ โดยการทำสวนน้อยหน่ากันตามซอกตามหลืบของภูเขา ซึ่งหากดูดีๆแล้วจะเห็นต้นน้อยหน่าเขียวเต็มไปหมด

เอาไว้ขากลับจากจากกุ้ยหลินจะมาเล่าให้ฟังพร้อมดูภาพประกอบ จะได้รู้ว่าคนเวียดนามพยายามเอาชนะธรรมชาติกันด้วยวิธีใด

ยิ่งนั่งรถออกไปไกลเท่าใด ดูเหมือนจะเห็นภูเขากันถี่มากยิ่งขึ้น แสดงว่าพื้นที่ตอนเหนือของเวียดนามเต็มไปด้วยภูเขาสูงๆ แต่น่าแปลกที่ถนนสายนี้กลับไม่มีเนินหรือทางลาดขึ้นเขา – ลงเขา แม้แต่แห่งเดียว ผิดกับภูเขาบ้านเราที่พอเข้าพื้นที่ของภูเขา ถนนก็จะเริ่มสูงชันขึ้นเรื่อยๆไปตามลักษณะของพืนที่ เดี๋ยวขึ้น เดี๋ยวลง ขณะเดียวกันผู้ขับรถยนต์ก็จะเปลี่ยนเกียร์ตามไปด้วยเช่นกัน

แต่เส้นทางสายนี้ราบเรียบเสมอกันตลอด รถวิ่งไปตามปกติเหมือนไม่ได้วิ่งไปตามพื้นที่ของภูเขา และต้องบอกกันไว้ตรงนี้ว่า ภูเขาในกุ้ยหลินก็มีลักษณะคล้ายคลึงกับที่เห็นนี้เช่นกัน

ราว 11 โมงกว่าๆ เราก็มาถึงด่านชายแดน เวียดนาม – จีน พอเข้าเขตประเทศจีนก็เห็นความแตกต่างระหว่างความเรียบร้อยสวยงาม ของอาคารในหน่วยงาน ตม.ทั้งสองประเทศ

บริเวณด่านด่าน ตม. เวียดนามยังดูสกปรกเลอะเทะ ไม่ค่อยจะเจริญหูเจริญตานัก ผิดกับด่านจีนที่ทุกอย่างดูเป็นระเบียบเรียบร้อยสวยงาม และสะอาด การปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ก็เข้มแข็งจริงจัง และเหมือนจะเจ้าระเบียบมากกว่าที่ด่านบ่อหาน ชายแดน ลาว – จีน บนถนนสาย R3a ที่มุ่งสู่เมืองเชียงรุ้ง หรือสิบสองปันนา

ที่ด่านจีน อาคารต่างๆยังดูใหม่เอี่ยม หลายอาคารอยู่ระหว่างการทาสีและก่อสร้าง การท่องเที่ยวในทริปนี้ถือว่ามาเปิดบริสุทธิ์กับเส้นทางสายใหม่ของจีน ในอีกเส้นทางหนึ่ง

ประเทศจีนขณะนี้กำลังก่อสร้างถนน 4 เลนมาตรฐาน เชื่อมต่อกันทุกเมืองทั่วประเทศ เป็นเครือข่ายของการสัญจรทางบกที่ทันสมัยและใหญ่โตระดับโลก ถนนสายใหม่ 4 เลน เป็นลักษณะเดียวกับถนนมอเตอร์เวย์ในบ้านเรา แต่ประเทศจีนจะเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางเป็นระยะๆในราคาค่อนข้างแพง ยกตัวอย่างหากเมืองไทยเป็นประเทศจีน และมีการเก็บค่าธรรมเนียมจากกรุงเทพ ไปยังนครสวรรค์ ค่าผ่านทางรวมๆกันแล้วอาจต้องจ่ายเป็นเงินเกือบพันบาท

แต่ผู้ใช้รถใช้ถนนถือว่าคุ้มค่า และมีความปลอดภัยมาก ในระหว่างทางก็จะมีสิ่งอำนวยความสะดวกในทุกระยะ 70 กม. เช่นปั้มน้ำมัน ห้องน้ำ ร้านอาหาร ร้านขายของต่างๆมากมาย

ถนนมอเตอร์เวย์ในบ้านเรา หากจะนับจุดบริการแบบที่ว่า คิดว่าน่าจะมีเพียงแห่งเดียวระหว่างเส้นทางทาง กรุงเทพ - พัทยา แต่ประเทศจีนเครือข่ายของถนนมอเตอร์เวย์ หรือ ถนน 4 เลน กระจายอยู่ทั่วประเทศ และคงมีสถานีบริการต่างๆ เป็นจำนวนมากมายหลายร้อยจุด

มาเที่ยวประเทศจีนจึงพบเห็นแต่สิ่งที่เรียกว่ายิ่งใหญ่อลังการ สมกับเป็นประเทศที่มีความเจริญและมั่งคั่งที่สุดของโลกในเวลานี้ จากสถิติอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือ GDP นั้น ประเทศจีนติดอันดับสูงสุดในโลกติดต่อกันมาหลายปี จึงไม่ต้องกล่าวกันมากว่า เวลานี้จีนเป็นประเทศที่ร่ำรวยกันขนาดไหน

ถนน เป็นปัจจัยพื้นฐานที่จีนให้ความสำคัญเป็นระดับต้นๆ อาจกล่าวได้ว่าเวลานี้ ถนนในประเทศจีนมีความทันสมัยล้ำหน้าประเทศอื่นๆไปมาก เป็นการสร้างเพื่อรองรับการขยายตัวภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรมทั้งในปัจจุบันและอนาคต

ทุกวันนี้เรามีสินค้าเกษตรกรรม ไม่ว่าจะเป็นผักหรือผลไม้ จากประเทศจีนเข้าสู่ตลาดบ้านเรากันมากขึ้น ทำให้คนไทยมีโอกาสได้รับประทานผักและผลไม้จากจีนกันแบบสดๆ และราคาถูก

นอกจากนี้ก็ยังมีสินค้าอุตสาหกรรมของจีน ตั้งแต่สากกระเบือยันเรือรบ และขายในราคาถูกๆ แต่อาจด้อยในคุณภาพ หรือสินค้าลอกเลียนแบบวางขายกันเต็มบ้านเต็มเมืองบ้านเราในขณะนี้ ใครคิดจะไปซื้อที่ต่างประเทศก็ควรคิดให้ดีๆ ว่าบ้านเรามีขายหรือไม่ ไม่เช่นนั้นอาจชีช้ำกระหล่ำปลี อยู่ที่ต่างประเทศต่อแล้วต่ออีก ต่อกันจนเมื่อยมือเมื่อยปาก พอมาเห็นราคาที่บ้านเราแล้วอาจตกใจ ว่าขนาดไม่ได้ต่อราคายังถูกกว่าที่ซื้อมาเสียอีก

บอกตรงๆว่าโดนกันมาเยอะแล้วครับ และพูดแบบฟันธงได้เลยว่า สิ่งที่เห็นวางขายในตลาดนัด หรือตลาดซ้อปของประเทศต่างๆในย่านอินโดจีนนี้ เมืองไทยขณะนี้ก็มีขายไม่ต่างกัน แถมราคาถูกกว่ากันตั้งเยอะ มาอุดหนุนคนไทยด้วยกันดีกว่าครับ..

พูดแบบไม่อาย ผมก็โดนมาแล้ว (คิคิ..โสนั้งหน้า)

เรานั่งรถกันเป็นเวลาที่ค่อนข้างยาวนาน กว่าจะไปถึงเมืองกุ้ยหลิน ซึ่งตั้งอยู่ในเขตมณฑลกวางสี ระยะทางอาจไม่ถือว่ามากนัก แต่เนื่องจากมีการควบคุมความเร็วรถยนต์บนทางด่วน ไม่เกิน 90 กม. ต่อชั่วโมง จึงทำให้รถวิ่งได้ช้ากว่าเมืองไทยค่อนข้างมาก

เรามาถึงกุ้ยหลินในยามค่ำคืน ท่ามกลางอากาศที่หนาวจัดประมาณ 7- 8 องศา พวกเราที่นั่งมาในรถก็แต่งชุดกันหนาวกันเต็มยศ แต่รู้สึกเหมือนกับว่าจะเอาไม่อยู่ ทุกคนจึงออกอาการหนาวสั่นกันไปหมด บางครั้งรู้สึกว่าเหมือนตัวเองจะมีไข้ แต่ความจริงแล้วเป็นอาการของร่างกายที่พึ่งจะปรับตัว จึงไม่ได้มีไข้ หรือเป็นอาการไข้จับสั่นแต่อย่างใด

กุ้ยหลินภาคแรก ขอจบลงตรงที่มาถึงโรงแรมกลางเมืองมีชื่อว่า Western Hill Hotel ในเวลาประมาณ 3 ทุ่ม

กุ้ยหลิน เมืองที่หลายๆคนใฝ่ฝันว่าชีวิตนี้อยากมาเที่ยวกันสักครั้ง เพราะธรรมชาติอันสวยงามของเมืองนี้ ขจรขจายไปทั่วโลก นับจากประเทศจีนได้เปิดประเทศมาเมื่อหลายสิบปีก่อน ในสมัยของอดีตผู้นำจีน เติ้ง เสี่ยวผิง ผู้มีวิสัยทัศน์อันยาวไกล และภาพความงดงามของธรรมชาติจากเมืองกุ้ยหลิน ก็มีโอกาสเผยแผร่ไปทั่วโลกในช่วงเวลานั้นด้วยเช่นกัน




เว็บมาสเตอร์
โฟโต้ออนทัวร์
25 มิถุนายน 2552

 
 
Outbound Click >
Hue- HoiAn
Angkor
Burma
Sipsongpanna
South Laos
Luangprabang
Koh Ker
Sapa VN
Malaysia
Guilin
 
 
   
     

      copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ