Photoontour โฟโต้ออนทัวร์
Home : Outbound tour : Guilin 2              

Guilin 2 : กุ้ยหลืนตอนที่ 2 นั่งรถชมเมืองกุ้ยหลิน สวยงาม สะอาด เป็นตัวอย่างของการรักษาสิ่งแวดล้อม

 

กุ้ยหลิน - หยางซั่ว-แม่น้ำลี่เจียง ดินแดนแห่งสายน้ำและภูเขาที่สวยที่สุดของประเทศจีน ชาวจีนเปรียบเทียบดั่งแดนสววรค์ในเทพนิยาย .. ติดตามความหัศจรรย์ของธรรมชาติได้ที่นี่
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
 
   
     
 

เที่ยวเมืองกุ้ยหลิน
(เดินทางเมื่อ 14 ธค.51)


เมื่อคืนนี้มาถึงเมืองกุ้ยหลินราว 3 ทุ่ม หลังเดินทางด้วยรถยนต์จากฮานอย ประเทศเวียดนาม มาตลอดทั้งวัน ถึงกุ้ยหลินก็เจออากาศที่หนาวเหน็บ(สำหรับคนไทย) พอลงจากรถก็ยื่นสั่นเป็นเจ้าเข้าอยู่บริเวณล็อบบี้ของโรงแรม ยังสงสัยเหมือนกันว่าหนาวแบบนี้แล้วจะไปเที่ยวกันไหวหรือไม่

แต่เมื่อขึ้นไปชั้นบนของโรงแรม จึงรู้สึกค่อยยังชั่ว เพราะมีฮีตเตอร์ หรือแอร์อุ่น ทำให้ได้ความรู้ว่า เครื่องปรับอากาศในประเทศจีนนี้มี 2 ระบบในเครื่องเดียวกัน ปรับให้เย็นแบบบ้านเราก็ได้ หรือปรับให้มีไออุ่นก็ได้ ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ ไกด์บอกว่าแอร์ระบบเดียว หรือ สองระบบ ราคาไม่ต่างกันมากนัก

เช้านี้ผมลงมาที่ล็อบบี้โรงแรมก่อนใครๆ เพราะโดยปกติแล้วจะเป็นคนตื่นเช้า (เฉพาะเดินทาง) มองไปข้างนอกก็ยังไม่สว่างนัก ครั้นจะออกไปเดินเล่นเหมือนที่เคยทำ ก็กลัวว่าจะหนาวเกินไป นึกถึงเมื่อคืนก็รู้สึกแหยงๆอยู่พอสมควร จึงลองเสี่ยงเปิดประตูด้านหน้าของหน้าโรงแรม จะได้รู้ว่าหนาวกว่าเมื่อคืนหรือไม่

แต่พอเปิดประตูกระจก

“ อ้าว..เฮ้ย มันไม่เห็นจะหนาวเหมือนเมื่อคืนเลยนี่...ไหงเป็นแบบนี้ไปได้... ”

จึงลองเดินออกไปกลางแจ้ง รู้สึกว่าเพียงแค่หนาวๆ เย็นๆ ร่างกายรับได้ สบายมาก

แบบนี้ก็ดีซิครับ....แสดงว่าร่างกายเราได้ปรับตัวให้รับกับอากาศหนาวได้แล้ว

ว่าแล้วก็ทำตัวเหมือนกับที่เคยทำ ก็คือว่า เดิน ..เดิน.. และเดินออกไปจากโรงแรม เพื่อสำรวจดูบ้านเมืองของกุ้ยหลินในบริเวณแถวๆนี้ว่ามีอะไรที่น่าสนใจบ้าง

เดินเรื่อยเปื่อยออกจากโรงแรมแบบไม่รู้จุดหมาย เพราะไม่รู้จะไปไหนดี พอออกจากโรงแรมก็เลี้ยวขวา แต่ไปได้ไม่ไกลเพราะดูมันเงียบๆ ไม่ค่อยเห็นผู้คน และคิดว่าไม่มีอะไรน่าสนใจนัก จึงย้อนกลับไปทางเก่า เมื่อเดินผ่านหน้าโรงแรมไปไม่ไกล มีความรู้สึกว่าอยู่ไม่ห่างจากตลาดสดมากนัก เพราะเห็นคนขายผักขี่รถสามล้อคันเล็กๆผ่านหน้าไป และเห็นคนขี่จักรยานกลับจากตลาด

ขณะที่เดินรู้สึกว่าอากาศเย็นสบาย เป็นความหนาวที่อยากเจอ เพราะบ้านเราหนาวไม่เท่านี้ อุณหภูมิขณะนี้น่าจะอยู่ที่ราว 8 องศา เทียบกับบ้านเราก็แถวๆภาคเหนือหรือภาคอีสานในช่วงฤดูหนาว เรียกว่าหนาวแบบพอทน สามารถเดินเหินไปมา และทำกิจกรรมต่างๆได้ตามปกติ

เช้านี้ การจราจรบนถนนสายเล็กๆใกล้กับโรงแรม ยังไม่สู้จะคึกคักนัก เห็นคนที่นี่ เดินบ้าง ขี่จักรยานบ้าง หรือมอเตอร์ไซด์ ออกไปจ่ายตลาดกัน ผู้ชายสูงอายุบางคนขี่จักรยานผ่านไปโดยมีผักเต็มตระกร้าหน้ารถ ภาพแบบนี้บ้านเราหาดูได้ยาก เพราะเรื่องการจ่ายตลาด ส่วนใหญ่จะเป็นหน้าที่ของผู้หญิง หรือของแม่บ้าน หรือว่าแม่บ้านจีน สั่งสามีได้ ไม่แน่..อาจเป็น ผบ.ทบ.ตัวจริง ก็ได้ใครจะรู้

รถจักรยานเป็นพาหนะเดินทางที่สำคัญของคนจีนเมื่อหลายสิบปีก่อน ปัจจุบันก็ยังนิยมใช้กันอยู่จำนวนไม่น้อย แม้คนรุ่นใหม่จะหันมาใช้จักรยานไฟฟ้า แต่คนจีนรุ่นเก่าก็ยังมีรสนิยมแบบดั่งเดิม ทำให้มีโอกาสสัมผัสกลิ่นอาย ของสมัยที่จีนเปิดประเทศใหม่ๆ

หลายคนคงเคยเห็นภาพประวัติศาสตร์ที่เห็นคนจีนขี่จักรยานเต็มบ้านเต็มเมืองเมื่อหลายสิบปีก่อน ได้ยินว่านักท่องเที่ยวมาเที่ยวเมืองปักกิ่งในตอนนั้นทั้งตกใจ และแปลกใจ ที่เห็นจักรยานนับแสนคันเต็มท้องถนน และเป็นประเทศเดียวที่มีรถจักรยานมากที่สุดในโลก ส่วนรถยนต์จะมีแต่เจ้าหน้าที่ของสถานทูตต่างประเทศ และของหน่วยราชการจีนเท่านั้น ประชาชนทั่วไปส่วนใหญ่จะไม่มีรถยนต์ส่วนตัว ไปไหนมาไหนก็จักรยานคันเก่าๆนั่นแหละ ที่ใช้ได้สารพัดประโยชน์

พอนานเข้าจักรยานก็ค่อยๆเริ่มหายไป กลายเป็นรถมอเตอร์ไซด์เข้ามาแทนที่ จนเป็นปัญหาการจราจร และเกิดอุบัติเหตุชนกับจักรยานบ่อยครั้ง

จากมอเตอร์ไซด์ ก็มาถึงยุคของรถเก๋ง หรือรถยนต์ส่วนตัว ซึ่งถือว่าคนจีนมีฐานะดีขึ้น เศรษฐกิจโตแบบก้าวกระโดด ทำให้สินค้าจีนส่งออกได้มาก ขณะเดียวกันคนจีนก็มีรสนิยมในการดำรงชีวิตที่พัฒนาไปตามกาลสมัยและตามฐานะ เช่นใส่เสื้อผ้าที่มีสีสัน ตามสมัยนิยม แทนการใส่สีออกโทนดำ หรือโทนน้ำเงินกันทั้งบ้านทั้งเมือง เหมือนสมัย เติ้ง เสี่ยว ผิง อดีตผู้นำจีนที่นิยมใส่เสื้อสีดำแขนขาวเช่นกัน

คนจีนนิยมใช้สินค้าแบรนด์เนมจากต่างประเทศมากขึ้น สินค้าที่มีชื่อระดับโลกเริ่มเบนเข็มเข้ามาทำตลาดในจีน จากตอนแรกๆที่เคยมองว่า จีนยังเป็นประเทศยากจน และคงต้องใช้เวลาอีกหลายปีในการพัฒนาประเทศเพื่อให้คนจีนมีกำลังซื้อมากกว่านี้

แม้แต่สื่อมวลชนของต่างประเทศ ก็เคยตั้งฉายาประเทศจีนในขณะนั้นว่า ” เป็นคนพิการของเอเชีย “ บางสื่อก็ปรามาสถึงขนาดว่า “ คนพิการที่มีโรค “ ความหมายก็คือว่า ต้องใช้เวลาอีกนาน กว่าจะให้คนพิการนี้หายจากโรค(จน) และมีร่างกายแข็งแรง เช่นเดียวกับคนปกติทั่วไป ถือว่าโลกตะวันตกในขณะนั้นดูแคลนประเทศจีนค่อนข้างมาก มองจีนแบบด้อยค่า และคิดว่าประเทศต่างๆทั่วโลกอาจต้องให้ความช่วยเหลือด้วยซ้ำไป แม้กระทั่งข่าวจากประเทศจีนที่ออกมาเป็นระยะๆ สื่อจากตะวันตกก็ยังเขียนทำนองเป็นเรื่องตลกโปกฮา

จากวันนั้นถึงวันนี้ จีนโตเร็วเกินคาด ไม่ต่างเด็กที่โตวันโตคืน อาจเรียกว่าเร็วติดจรวดก็น่าจะได้

จากคนพิการแห่งเอเชีย กลายเป็นเศรษฐี และเป็นพี่เบิ้มแห่งทวีป ทุกวันนี้กลายเป็นยักษ์ใหญ่ทางด้านเศรษฐกิจ หลายประเทศต้องมาเอาอกเอาใจ และหันมาลงทุน เพราะรู้ว่าประเทศจีนเปรียบเสมือนบ่อเงินบ่อทอง ประชากรพันกว่าล้านคน ขายอะไรก็เป็นเงินเป็นทองไปหมด

นับจากประเทศจีนมีความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ ทำเอาธุรกิจไม่น้อยจากอเมริกา และยุโรปต้องปิดกิจการไปหลายแห่ง เพราะสินค้าจากจีนเข้าไปตีตลาดชนิดกระจุย งานประมูลระดับอภิมหาโปรเจค จีนกวาดเรียบในหลายๆประเทศ จะบอกว่าสินค้าจีนที่เข้าประมูลไม่ได้มาตรฐานคงพูดไม่ได้ เพราะทุกรายการผ่านขั้นตอนและขบวนการตรวจสอบทางเทคนิค ชนิดผ่านฉลุย

ขั้นตอนสุดท้ายคือเรื่องราคา ก็เสร็จจีนอีกตามเคย เพราะต้นทุนต่ำมาก ชนิดที่คู่แข่งเห็นราคาแล้วลมจับ เพราะต่อให้ตัวเองเสนอราคาเท่านี้ก็ยังสู้ไม่ไหวอย่างแน่นอน เรียกว่าแพ้แบบหมดข้อสงสัย

ผู้ผลิตที่เคยผลิตสินค้าเอง ทั้งจากยุโรปและอเมริกา ก็หันมาร่วมทุน หรือลงทุนในจีนแทนการตั้งสำนักงานหรือตั้งโรงงานในประเทศตน จากค่าแรงที่เคยจ่ายให้กับพนักงานในประเทศของตนเองเป็นเงินมหาศาลในแต่ละปี รวมทั้งต้องจ่ายค่าประกันสังคม ค่าสวัสดิการอื่นๆอีกมากมาย เมื่อมาลงทุนในประเทศจีนแล้วกลายเป็นสินค้าที่มีต้นทุนต่ำทันที เพราะจ่ายค่าแรงเพียงน้อยนิด ต้นทุนที่ต้องจ่ายในเรื่องบุคคลากรก็ไม่มากมายอะไรนัก

ธุรกิจยานยนต์ระดับโลก โฟล์คสวาเก้น บีเอ็มดับเบิ้ลยู เจนเนอรัลมอเตอร์ เบนซ์ โตโยต้า ฮอนด้า ฯลฯ ล้วนมีฐานการผลิตในประเทศจีนทั้งนั้น

ถามว่า ผลิตในจีนเพื่อส่งออกหรือไม่

ตอบว่าไม่ครับ...


รถยี่ห้อดังที่ผลิตในจีน เข้าใจ(เอาเอง) ว่า ผลิตเพื่อขายในจีนเท่านั้น ส่วนราคาก็ต้องบอกว่าถูกกว่านำเข้าชนิดเทียบกันไม่ได้ รถบีเอ็มซีรี่ 7 วิ่งกันเกลื่อนในประเทศจีน แต่พอดูหน้าตาคนขับแล้ว กลับไม่ได้มีโหงวเฮ้งเหมือนเจ้าสัวที่เห็นในเมืองไทย ที่มีคนขับรถประจำตัว โดยเจ้าของรถไม่ได้ขับเอง เพียงแต่นั่งเต๊ะจุ้ยอยู่เบาะหลังเท่านั้น

เจ้าของรถระดับหรูในจีนเท่าที่สังเกต ส่วนใหญ่อายุราว 30-40 ทั้งนั้น อาจจะเรียกว่าเป็นนักธุรกิจรุ่นใหม่ของจีนก็เป็นได้

หากคนไทยไปเห็นรถหรูในจีน อาจบอกว่า เสียของ และดูไม่คู่ควรเลยจริงๆ

สภาพรถเหมือนไม่ค่อยมีการดูแลรักษา ฝุ่นเครอะ ภายในก็ดูรกๆ หากเป็นบ้านเราอาจบอกว่า เศรษฐีบ้านนอก เพระเอาแต่ขับลูกเดียว ขาดการดูแล หรือดูแลไม่เป็น

รถชั้นดีที่ผลิตในจีน คุณภาพเป็นเช่นไร จะได้มาตรฐานเหมือนกับที่หลายๆคนคิดหรือไม่ เรื่องนี้ตอบยากครับ

หากถามผมก็คงบอกว่า น่าจะเป็นระดับเกรดรอง ไม่ต่างกับรถญี่ปุ่นที่ผลิตในบ้านเรา ที่มีคุณภาพต่ำกว่ารถผลิตและส่งไปขายในตลาด ยุโรปหรืออเมริกา ซึ่งมีกฏหมายคุ้มครองผู้บริโภคอย่างรัดกุมเข้มงวด หรือเรียกว่ากฎเหล็ก เมื่อมาตรฐานต่างกัน คุณภาพ และราคาก็ต้องต่างกันไปด้วย

รถยุโรปที่ผลิตและจำหน่ายในประเทศจีน คุณภาพและมาตรฐาน คงเทียบไม่ได้กับมาตรฐานของบริษัทแม่ ฉันท์ใด รถญี่ปุ่นที่ผลิตและขายในประเทศไทย คุณภาพและมาตรฐานการผลิต ก็เทียบไม่ได้กับรถญี่ปุ่นที่ส่งไปขายในอเมริการและยุโรป ฉันท์นั้น

กุ้ยหลินตอนที่สองนี้ คงพาตระเวนเที่ยวรอบๆเมืองกันก่อน จะได้เห็นกันชัดๆว่าสภาพของเมืองกุ้ยหลินนั้นเป็นอย่างไร มีความเจริญมากน้อยแค่ไหน เทียบกับบ้านเราแล้วพอจะใกล้เคียงกับจังหวัดใดบ้าง

กุ้ยหลินในความเข้าใจของหลายๆคน คงนึกถึงภาพ ภูเขา แม่น้ำ ทุ่งนา ป่าเขา และธรรมชาติที่ขึ้นชื่อระบือไกลกันนักว่าเป็น “ เมืองแห่งความฝัน หรือ เมืองในเทพนิยาย “

หรือมีคำเปรียบเปรยที่สวยหรูว่า “ สวรรค์บนพิภพ “ เรียกว่าเป็นฉายาที่ฟังแล้วดูจะเลิศเลอประเสริฐศรี จนสุดจะพรรณา

แต่กุ้ยหลินในความเป็นจริง จะเป็นเหมือนคำร่ำลือหรือไม่ คงต้องตัดสินใจด้วยตัวเอง เพราะการเดินทางท่องเที่ยว ลักษณะทัวร์เป็นคณะ คงไม่สามารถเห็นทุกซอกทุกหลืบได้ ธรรมชาติสวยๆตามที่เห็นในภาพถ่ายจากที่ต่างๆ หลายแห่งต้องเดินทางไปอีกไกล หรือนั่งเรือกันเป็นวันๆ สถานที่ท่องเที่ยวตามโปรแกรมทัวร์ ส่วนใหญ่จึงเป็นสถานที่ยอดนิยมที่จีนได้ปรับปรุงและพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว แต่เท่านี้ก็ถือว่าเดินคุ้มแล้วละครับ

พูดถึงกุ้ยหลิน ก็ต้องบอกว่ามีพื้นที่กว้างขวางมาก หรือ 27,809 ตารางกิโลเมตร เทียบกับบ้านเราก็พอๆกับพื้นที่สองจังหวัดรวมกัน ระหว่างนครราชสีมา ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีพื้นที่มากที่สุดในประเทศไทย (20,494 ) และหนองคาย (7,332) ส่วนประชากรเมืองกุ้ยหลินมีเพียง 1.5 ล้านคน เทียบกับบ้านเราก็พอๆกับประชาการของจังหวัดบุรีรัมย์

ใน มณฑลกวางสี หรือ กว่างซีจ้วง (Guangxi or Guangxi Zhuang) ) กุ้ยหลิน ( Guilin) เป็นเมืองใหญ่อันดับ 3 รองจาก หนานหนิง ( Nanning) และ หลิ่วโจว ( Liuzhou )

แต่ในบรรดาทั้งสามเมืองนี้ กุ้ยหลินเป็นเมืองที่มีชื่อเสียงในการท่องเที่ยวเป็นอันดับ 1 ของมณฑลกวางสี และเป็นเมืองท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สำคัญระดับต้นๆของประเทศจีน เทียบกับบ้านเราก็น่าจะเป็นจังหวัดเชียงใหม่ ที่มีอากาศดี มีธรรมชาติสวยงาม ใครๆก็อยากมาเที่ยว และอยากมาพัก

ปัจจุบันชาวจีนที่มีฐานะนิยมมาซื้อบ้านหลังที่สองไว้ที่กุ้ยหลินเป็นจำนวนมาก ซึ่งถือว่าเป็นเมืองตากอากาศเพื่อการพักผ่อน และใช้เป็นที่อยู่อาศัยในบั้นปลายชีวิต ราคาที่อยู่อาศัยในกุ้ยหลินจึงมีราคาสูงมาก หากเทียบกับเมืองอื่นๆที่มีความเจริญระดับเดียวกัน ไกด์จีนบอกว่าแพงแค่ไหน เศรษฐีต่างเมืองก็มาซื้อจนหมด

กุ้ยหลินในความรู้สึกของคนทั่วไปคิดว่าคงเป็นเมืองชนบทที่เต็มไปด้วยธรรมชาติสวยๆงามๆ เช่นเดียวกับที่เคยเห็นจากโปสเตอร์ หรือสมุดภาพท่องเที่ยว แต่เมื่อมาเห็นแล้วอาจจะงง (เหมือนผม) ว่ากุ้ยหลินไม่ไช่เมืองเล็กๆ หรือเมืองชนบท ที่มีแต่ความสงบตามที่เข้าใจ ตึกการค้าใหญ่ๆโตๆ คอนโดที่อยู่อาศัยชนิดที่เป็นโครงการขนาดใหญ่ มีมากมาย กุ้ยหลินจงไม่ไช่เมืองเล็กๆเหมือนกับที่คิดไว้

ถนนหนทางก็สะอาด ในเมืองก็เป็นระเบียบสวยงาม ที่เห็นเด่นชัดก็เรื่องของต้นไม้ที่ปลูกไว้รอบเมือง ส่วนใหญ่จะเป็นต้นไม้ที่เป็นสัญลักษณ์ของเมือง ซึ่งจีนให้ความสำคัญกับต้นไม้ประจำเมืองเป็นอย่างมาก ไปเที่ยวเมืองไหนก็จะเห็นต้นไม้ของเมืองนั้นโดดเด่นอย่างมีศักดิ์ศรี ต่างกับบ้านที่มักให้ความสำคัญกับต้นไม้จากต่างประเทศ และคิดว่าเป็นความทันสมัยเมื่อนำมาปลูกไว้ริมถนน

ตัวอย่างเห็นได้ชัดกับถนนสายใหม่ย่านเกษตร หรือถนนเกษตร-นวมินทร์นี้เอง เป็นต้นไม้พันธ์ต่างประเทศตลอดทั้งถนน งบประมาณในการจัดซื้อจัดหา คงจะหลายตังต์ จะเอาต้นมะม่วงหรือขนุน ก็คงไม่กี่สตังต์ แบ่งปันกันได้น้อย สู้ต้นไม้ต่างประเทศไม่ได้ มันซุกกระเป๋าได้เป็นกอบเป็นกำกว่า
บางคนอาจคิดว่า ต้นไม้ไทยๆผลไม้ไทยๆมันดูแลยาก และไม่ค่อยจะสวยงาม เอาไว้ตอนท้ายๆของทริปนี้ จะนำภาพมาให้ดูว่า ต้นไม้ไทยๆนี่แหละที่จีนนำไปปลูกเป็นไม้ประดับกันอย่างสวยงาม จนแทบไม่น่าเชื่อว่าจะสวยขนาดนี้

หากมาเที่ยวกุ้ยหลินในช่วงหนาวเช่นในเดือนธันวาคมนี้ จะมีโอกาสเห็นต้นเมเปิ้ลที่มีใบสีแดง และต้นแปะก้วย ใบสีเหลืองสด ในถนนหลายๆสาย คนไทยเห็นก็ตื่นเต้นกันใหญ่ โดยเฉพาะใบเมเปิ้ลสีแดง พันธ์ไม้เมืองหนาวที่หาดูยากในเมืองไทย

กุ้ยหลินในช่วงฤดูหนาว ทั้งเมืองจะเห็นแต่สีสันอันสวยงามของต้นไม้ ชาวจีนส่วนใหญ่จะมาเที่ยวกุ้ยหลินกันในช่วงนี้ เช่นเดียวกับคนไทยที่ชอบเดินทางไปสัมผัสกับอากาศที่เย็นสบายแถวๆ เชียงใหม่ เชียงราย หรือจังหวัดอื่นทางภาคเหนือ

นอกจากจะเรื่องต้นไม้ ดอกไม้ รวมทั้งความสะอาด ที่ทำให้เมืองนี้มีความสวยงามแล้ว เรื่องสายไฟฟ้าที่ใช้ระบบฝังใต้ดิน ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่ง ที่ทำให้ไม่มีสิ่งเกะกะรกตาตามท้องถนน เมืองไทยเราคิดหนักในเรื่องนี้ ได้ยินว่าต้องเสียค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง แต่จะค่อยๆเปลี่ยนในย่านสำคัญๆก่อน

แต่ประเทศจีนไม่ได้คิดมาก บทจะเปลี่ยนภาพลักษณ์ให้เมืองดูดี สวยงาม ก็สามารถเปลี่ยนได้ทันที อาจเป็นความพร้อมของเงินลงทุน และการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพของผู้บริหารเมือง

กุ้ยหลินในวันนี้ จึงเป็นเมืองที่มีความเจริญและทันสมัย มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน อยู่ในเมืองก็มีความรู้สึกเหมือนมาเที่ยวในเมืองใหญ่ๆของจีน ออกนอกเมืองก็มีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ โดยเฉพาะภูเขาที่มียอดปลายแหลม ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เพียงแห่งเดียวในเมืองจีน

สำหรับตอนต่อไปก็จะเริ่มพาเที่ยวไปตามที่ต่างๆ และต้องบอกว่าเป็นทริปที่ค่อนข้างอลังการงานสร้าง ชนิดที่คาดมาถึง ทุกแห่งที่ไป ทุกที่ที่เห็น แถบไม่มีที่ติเลย จีนได้วางแผน และมีความพร้อมในเรื่องเหล่านี้มาก ความประทับใจจึงเกิดแก่นักท่องเที่ยวชนิดที่อยากจะมาเที่ยวในเมืองอื่นๆในครั้งต่อไป



เว็บมาสเตอร์
โฟโต้ออนทัวร์
17 กรกฏาคม 2552



  
ดูภาพบรรยากาศหน้าโรงเรียนในกุ้ยหลิน (อยู่ใกล้กับโรงแรมที่พัก) ภาพจากเมนู Portraits




ภาพเมืองกุ้ยหลินแบบพานอรามา (ภาพจาก วิกิพีเดีย) คลิกที่ภาพเพื่อดูภาพใหญ่

     

 
 
Outbound Click >
Hue- HoiAn
Angkor
Burma
Sipsongpanna
South Laos
Luangprabang
Koh Ker
Sapa VN
Malaysia
Guilin
 
 
   
     

      copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ