Photoontour โฟโต้ออนทัวร์  
Home : Outbound tour : Guilin 4              

Guilin 4 : อลังการกับ Dream Like Lijiang สุดยอดการโชว์บนเวที และชุดนี้พาเข้าร้านสมุนไพรจีนของรัฐบาล

 

กุ้ยหลิน - หยางซั่ว-แม่น้ำลี่เจียง ดินแดนแห่งสายน้ำและภูเขาที่สวยที่สุดของประเทศจีน ชาวจีนเปรียบเทียบดั่งแดนสววรค์ในเทพนิยาย .. ติดตามความหัศจรรย์ของธรรมชาติได้ที่นี่
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
 
   
     
 

เที่ยวเมืองกุ้ยหลิน ตอนที่ 4 ตอน Dream Like Lijiang
(เดินทางเมื่อ 14 ธค.51)


                                    คนไทยมาเที่ยวจีน ไม่ว่าจะเป็นเมืองไหนหรือมณฑลไหนก็ตาม มีอยู่สิ่งหนึ่งที่จะเหมือนๆกัน ก็คือจะถูกไกด์จีนพาไปอุดหนุนสินค้าในร้านของรัฐบาล ซึ่งได้แก่ ร้านยาจีน ร้านผ้าไหม ร้านมุก ร้านหยก ร้านขายชา ฯลฯ

ร้านที่ตั้งขึ้นมานี้เพื่อบริการนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะ โดยรัฐบาลร่วมมือกับนักธุรกิจท้องถิ่นที่ต้องลงทุนเปิดร้านเอง ส่วนสินค้าก็สั่งซื้อมาจากรัฐบาล และเจ้าหน้าที่ภายในร้านก็ผ่านการอบรมมาจากหน่วยงานของรัฐบาล คล้ายๆกับธุรกิจเฟรนไชน์ทั่วๆไป แต่เป็นเฟรนไชน์แบบจีน

เรื่องนี้ประเทศจีนเค้าทำเป็นระบบ เป็นการส่งเสริมสินค้าจีนที่ขึ้นชื่อ เข้าใจว่าเป็นการรักษามาตรฐานของสินค้าเหล่านี้ ไม่ให้มีการแข่งขันในทางธุรกิจสูงเกินไปจนอาจทำให้ด้อยคุณภาพ ซึ่งจะส่งผลกระทบมาสู่ประเทศในภายหลัง

ถ้าคิดแบบคนทั่วไปก็อาจเข้าใจว่ารัฐบาลทำแบบนี้เท่ากับเป็นการผูกขาด อาจคิดเลยเถิดไปว่า ราชการทำการค้าเสียเอง จะสู้เอกชนได้หรือ

เรื่องนี้คงนำมาเปรียบเทียบกับไทยไม่ได้ เพราะจีนขึ้นชื่อว่ามีหัวการค้าอยู่แล้ว การที่รัฐบาลเอาสินค้าเหล่านี้มาทำเอง ควบคุมเอง น่าจะได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย เรียกว่า วิน วิน ทั้งคู่ เพราะจีนปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยแบบสังคมนิยม รัฐจึงมีอำนาจเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นนโยบาย หรือออกกฏหมายต่างๆ ประชาชนมีหน้าที่ต้องปฏิบัติเท่านั้น จะมาเย้วๆแบบบ้านเราไม่ได้เด็ดขาด

เรื่องสินค้าที่รัฐบาลเข้ามาจัดการเอง น่าจะเป็นแผนโฆษณาประชาสัมพันธ์สินค้าด้วยวิธีการที่แยบยล โดยเอานักท่องเที่ยวเป็นเครื่องมือช่วยโฆษณาต่อไปยังคนในประเทศของตนเอง อย่างน้อยๆก็มีโอกาสได้รับฟังการบรรยายคุณสมบัติของสินค้าจากเจ้าหน้าที่ และไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยวประเภทกรุ๊ปทัวร์จากชาติไหนๆิ รวมทั้งของคนจีนเอง ก็ต้องเข้าร้านของรัฐบาลเหมือนๆกันตามโปรแกรมที่ระบุไว้ ชนิดที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ส่วนจะซื้อหรือไม่ ก็เป็นสิทธิและความพอใจของเราเอง

แต่คนไทยก็อย่างที่รู้ๆกัน พอออกจากเมืองไทยรู้สึกว่ามันจ่ายง่ายใช้คล่องไปหมด อาจเป็นเพราะว่าเงินที่แลกมามันไม่ไช่เงินบาทไทย ความรู้สึกของคนไทยที่ถือเงินสกุลอื่นรู้สึกว่าไม่ค่อยรู้ค่าเท่าใดนัก เพราะต้องคำนวนเป็นเงินบาท ดูยุ่งยาก ส่วนใหญ่ที่เห็นมักจะใช้จ่ายไม่ค่อยยั้ง ยกเว้นแต่ผู้ที่ตั้งงบไว้แล้ว โดยใช้จ่ายไม่เกินเงินที่แลกมา และจะไม่ยอมใช้บัตรเครดิตรูดซื้อสินค้าเด็ดขาด


ร้านค้าจีนที่ไกด์พาไป น่าจะเรียกว่าไฟท์บังคับ

ร้านของรัฐบาลร้านแรกที่พาไปเป็นร้านยาจีน นักท่องเที่ยวไทยไปเที่ยวจีนเมืองไหนๆก็หนีไม่พ้นที่ต้องเข้าร้านสมุนไพร เรียกว่ามีทุกเมืองทุกมณฑล ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว ในร้านจะมียาสมุนไพรจีนที่แก้สารพัดโรค ตัวยาบางชนิดก็เป็นของหายาก ไม่ต่างกับไปเก็บถึงยอดเขาหิมาลัย เพราะพืชบางชนิดจะขึ้นในเฉพาะที่เท่านั้น

ที่โดดเด่นและคนไทยจะรู้จักสรรพคุณก็คือบัวหิมะ เรียกว่าทริปไหนๆก็ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า คนเคยใช้ก็ว่าดี หรือบางคนซื้อไปแล้ว 5 ปี 10 ปี ก็ไม่เคยนำมาใช้ กระทั่งหมดอายุ

" ก็แหม..ชีวิตนี้จะให้ไฟไหม้น้ำร้อนราดกันกี่ครั้งเชียว เอาเข้าจริงๆก็คงแจ้นหาหมอที่โรงพยาบาล แล้วใครละจะนึกถึงบัวหิมะ่ในตู้เย็น "

นอกจากนี้ก็มีสมุนไพรแก้ปวดแก้เมื่อยอีกหลายๆอย่าง และราคาค่อนข้างแพง คนเคยซื้อก็บอกว่า หายบ้างไม่หายบ้าง โบราณว่า ลางเนื้อ ชอบลางยา หมายความว่า ตัวยาบางอาจถูกโฉลกกับคนบางคน และใช้ได้ผล ส่วนบางคนทั้งกิน ทั้งดม ทั้งทา หรือต้มยาหม้อมาอาบ มันก็ยังก็ไม่หาย

นักท่องเที่ยวคนไทยเมื่อถูกต้อนเข้าไปในห้องเฉพาะ ก็จะมีเจ้าหน้าที่มาบรรยาย หากพูดไทยไม่ได้ก็จะมีล่าม ใครพูดได้ก็จะถูๆไถๆกันไป เรียกว่า“ พูดไทย ชักบ้าง ไม่ชักบ้าง “ บางครั้งก็พูดผิดจนเรียกเสียงฮา ขนาดพูดไม่ชัดคนไทยบางคนก็ยอมจ่ายไม่อั้น เงินพัน หรือหลายพัน มันจิ๊บๆจ้อยๆ นี่เลยเงินหมื่น เงินแสน รูดบัตรวีซ่า ปริ๊ดเดียว...เสร็จเรียบร้อยโรงเรียนจีน

เรื่องนี้เป็นเรื่องความเชื่อส่วนบุคคล ใช้วิจารณญานกันเอง แต่สำหรับผมแล้ว เมื่อเป็นอะไรก็คงไปหาหมอ จะให้มาซื้อยาผีบอกกินเอง ก็คงไม่เอาแน่ ภายในของร่างกายจะเป็นอะไร ให้หมอตัวจริงเค้าวินิจฉัยดีกว่า จะมาแม่ะโน่น แม่ะนี่ แล้วบอกว่าในร่างกายเป็นโรคนั้นโรคนี้ บอกตรงๆว่าไม่เชื่อ หรือคิดอีกทีก็ต้องปลง เอาหลักธรรมเข้ามาพิจารณาว่าสังขารเรามันก็ต้องมีเกิดมีดับ หรือมีโรคภัยไข้เจ็บไปตามวัย ปล่อยๆให้มันเป็นไปสังขารจะดีกว่า ทำตัวแบบปกติธรรมดาๆ รักษาดูแลตัวเองให้อยู่ในความพอดี อย่าให้ถึงขนาดต้องฝิต ปึ๋ง ปั๋ง คึกคัก เป็นม้ากระทืบโรง เดี๋ยวมันจะยุ่ง

แต่คนเราส่วนใหญ่มักจะประเภทวิตกจริต หรือประเภทกลัวตาย เจอหมอจีนทักเข้าหน่อย ว่าภายในไม่ค่อยดี ต้องใช้ยาโน้น ต้มยานี้ หรือต้องซื้อกันยกชุด กินกันครึ่งปีค่อนปี หมดเงินเป็นหมื่นๆ เสร็จหมอจีนกันตามระเบียบ...รู้ๆกันอยู่ว่าไม่ต่างกับ Salesman ขายยา ใครที่สุขภาพดีๆ ไปเมืองจีนจะลองทดสอบก็ได้ โดยขอใช้บริการจากหมอแม่ะ แล้วจะรู้ว่าสารพัดโรคที่อยู่ในตัวเรา ดังนั้นหากไม่อยากเสียเงิน ก็ควรทำตัวว่าสุขภาพดี ใครจะมาดูเส้น ดูแมะ ก็ปฏิเสธไว้ก่อน แค่แช่น้ำร้อนด้วยสมุนไพร และบริการนวดเท้าฟรี ก็น่าจะพอแล้ว

ส่วนร้านอื่นๆที่เป็นภาคบังคับ ได้แก่ร้านชาจีน ร้านผ้าไหมจีน ร้านมุก หรือหอยมุกน้ำจืดที่นำมาทำผลิตภันฑ์เสริมความงามให้กับผิวพรรณ ที่เรียกว่า ครีมไข่มุก เห็นคนขายสาวๆ อวดสรรพคุณมากมาย แต่คนปรากฏว่าแต่ละคนมีใบหน้าตกกระ หาประเภทขาวหน้าใสๆได้ยากเต็มที ส่วนคนที่หน้าใสก็น่าจะเป็นเพราะวัย หรือมาจากกรรมพันธ์มากกว่า

ใครมาเที่ยวจีนแล้วอย่าบ่น อย่ารำคาญกับร้านค้าของรัฐบาลจีน เพราะมันเป็นนโยบายด้านการท่องเที่ยว และขายในนามของรัฐบาล โดยรัฐบาล และเพื่อรัฐบาล สินค้าที่มาจากร้านของรัฐบาลจึงเชื่อถือได้ทั้งคุณภาพและราคาที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วทั้งประเทศ มีปัญหาภายหลังก็สามารถฝากไกด์ให้มาเคลมได้

ใครคิดที่จะซื้อจากแหล่งอื่น ต้องระวังโดนหลอก และส่วนใหญ่จะโดนหลอกเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์

เช่นครีมบัวหิมะยอดฮิต ทำลอกเลียนแบบจนดูไม่ต่างกัน เปิดตลับมาพิสูจน์ก็ตัวยาเหมือนกันอีกนั่นแหละ แต่...มีตัวยาของจริงแค่ส่วนผิวๆประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่เหลือก้นตลับเป็นของปลอมทั้งนั้น

ซื้อของในจีน โอกาสถูกหลอก บอกได้เลยว่ามีโอกาสสูงมาก เช่นโกงน้ำหนัก ของคุณภาพแย่ และที่แย่กว่านั้นคือเงินปลอม

เงินปลอมระบาดกันมากมากในประเทศจีน รัฐบาลปราบอย่างไรก็เอาไม่อยู่ น่าแปลกที่เมืองใหญ่เช่นปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ รู้สึกจะระบาดหนักกว่าเพื่อน ไกด์จีนจึงต้องให้คำแนะนำในการดูธนบัตร ซึ่งก็คงจะดูยากสำหรับคนไทย และจำกันไม่ค่อยได้ เอาแค่ดูแล้วเห็นมีรูป เหมา เจ๋อ ตุง แค่นี้ก็น่าจะพอ

ถ้าเกิดเป็นรูป เติ้ง เสี่ยว ผิง แล้วปลอมแน่ๆ แต่ถ้าเป็นรูป เติ้ง เสี่ยว หาร ก็ยังพอใช้ได้ นำไปซื้อของได้ที่เมืองสุพรรณฯ หรือเมือง บรรหารบุรี หากแม่ค้าปฏิเสธ สามารถนำไปแลกคืนเป็นเงินได้ที่บ้าน บรรหาร-แจ่มใส (แต่ไม่รับประกันว่าจะได้หรือไม่ และไม่ขอรับรองความปลอดภัย)

เรื่องโดนหลอกขอแถมเล่าเรื่องประสบการณ์ส่วนตัวกันหน่อย เหตุเกิดที่คุนหมิง โดนโกงในวันสุดท้ายก่อนกลับเมืองไทย

วันนั้นซื้อผลไม้จากร้านค้าใกล้ๆโรงแรมก่อนขึ้นเครื่อง เจอเต็มๆ ควักแบ้งค์ใหญ่ให้ จำไม่ผิดน่าจะ 100 หยวน หรือ 500 บาท ของราคาไม่ถึง 100 บาท แต่เงินทอนเป็นธนบัตรปลอม โชคดีที่ข้ามไปซื้อผลไม้เพิ่มเติมอีกฝั่งถนน และเอาเงินที่ทอนซื้อ ปรากฏว่าเจ้าของร้านโบกมือใหญ่เลยว่าไม่ไช่ พร้อมหยิบของจริงมาให้ดู เราก็ชี้โบ้ชี้เบ้ว่าร้านโน้นให้มา แกก็ทำมือบอกให้เอาไปคืนซะ

เวรกรรม  ตอนนั้นฝนก็ตก ของหิ้วก็หนัก อีกมือก็ถือร่ม สรุปว่า เอาก็เอาวะ เงินตั้งหลายร้อยบาท จะไปยอมมันได้ยังไง

พอไปถึงร้าน อีเจ้คนนั้นพอเห็นหน้าเราก็ทำท่าตื่นๆ คงคิดว่า ไอ้พวกไทกั๋ว(คนไทย)นี่มันเอาจริง แถมเรายังทำตาขวางๆใส่มันอีกด้วย ในที่สุดก็รับคืนได้โดยดุษฏี (ถ้าเป็นบ้านเราเจอแบบนี้คงตบกลิ้งไปแล้ว)

เที่ยวต่อดีกว่า เดี๋ยวเที่ยวไม่สนุก คิดเสียว่ามันเป็นสันดานเลวๆของคนบางคนในจีนแผ่นดินใหญ่ ใครเจอก็ถือว่าซวย ขนาดไกด์จีนเองก็บอกว่าโดนโกงไม่รู้ต่อกี่ครั้ง

อย่าลืมว่าประเทศจีนที่มีความเจริญมั่งคั่งที่สุดในขณะนี้ แต่เป็นเรื่องความเจริญทางวัตถุ ส่วนจิตใจมันไม่ได้พัฒนาไปกับความเจริญ การโกงจนเป็นนิสัย มันเป็นวัฒนธรรมที่ฝังอยู่ในสันดานมานาน คงต้องใช้เวลาพัฒนาจิตใจครับ

บ้านเรา มนุษย์พันธ์แบบนี้ยังมี อย่างน้อยๆก็ 1 คนละที่พอมองเห็น เรียกว่าเป็นยอดอภิมหาโกงอันดับ 1 แห่งประเทศไทย และบุคคลนั้น ก็คือ..ก็คือ..ก็คือ

ก็คือ บักหำแม้ว จากเมืองเชียงใหม่ ปู้น.. ฉายาครบเครื่องเรื่องสันดานโกง ใครอยากเห็นหน้าเห็นตา เสียใจครับ..ต้องบินไปดูหน้าตาที่ประเทศดูใบโน่น ใครไม่เคยเห็น แนะนำว่าลองนึกถึงคนหน้าตาออกแบนๆ เหลี่ยมๆ ไช่เลย..ตอนนี้มีประกาศจับไปทั่วประเทศ และตำแหน่งอันทรงเกียรติล่าสุด คือ นักโทษชาย หรือ น.ช. ใครเจอตัว ให้ติดต่อโรงพักใกล้บ้านโดยด่วน รูปพรรณสันฐาน ดูไม่ยาก ได้ยินข่าวว่าตอนนี้หย่ากับเมีย (แต่นอนเตียงเดียวกัน)

นี่ถ้าอยู่เมืองไทยก็อยากแนะนำให้คนใกล้ชิดจับมายัดกรงเจ้าหมีแพนด้าน้อย หรือ เจ้าหลินปิง ตัวนึงน่ารัก อีกตัวหน้าเหลี่ยม รับรองคนแห่มาดูกันทั้งประเทศ ได้เงินเข้าสวนสัตว์เชียงใหม่อื้อ แต่อย่างว่าแหละครับ อยู่ดูใบนะดีแล้ว ประเทศไทยเป็นประเทศที่อยู่กันอย่างร่มเย็นเป็นสุข พวกห่าซาตานมันอยู่ไม่ได้ มันทนไม่ไหวหรอก อยู่ไปก็มีแต่จะจ้องล้มสถาบัน เรียกว่า เลวอย่างหาที่เปรียบมิได้

อย่าทำเล่นไปนะครับ ขนาดรัฐบาลอายัดไว้ในธนาคารตั้ง 76,000 ล้าน รัฐบาลอังกฤษอายัดอีก 140,000 ล้านบาท แต่มันก็ยังมีเงินเหลืออีกเป็นแสนๆล้าน..สุดยอดจริงๆ แฟ้มบุคคลคนโคตรโกงขอปรบมือให้ด้วยตีนตบสักสองแปะ (อันนี้ชมด้วยความจริงใจนะครับ ไม่ได้นินทา)

Dream Like Lijiang

เป็นการแสดงบนเวทีที่ขี้นชื่อของกุ้ยหลิน เป็นจุดขายของการท่องเที่ยวในจีน และสร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยว ใครมาเที่ยวกุ้ยหลินแล้วต้องบอกว่าพลาดไม่ได้เด็ดขาด โชว์เมืองอื่นๆอาจจะเฉยๆ เพราะเห็นกันมามาก เช่นประเภทหมุนถ้วยหมุนจาน แกว่งๆบนไม้ เรียกว่าเห็นกันจนเบื่อ แต่ Dream Like Lijiang เป็นการผสมผสานระหว่างกายกรรมที่ต้องใช้ความสามารถส่วนตัว มาประยุกต์กับการแสดงแบบอื่นๆที่มีทั้งอุปกรณ์ พร้อมกับเพิ่มแสงสีให้ตระการตา ขณะเดียวกันนักแสดงทุกคนก็ยังต้องมีพื้นฐานเรื่องความแข็งแรงของร่างกาย และความสามารถด้านกายกรรมตีลังกาด้วย

ใครเคยดูกายกรรมประเภท Night Show จากเมืองอื่นๆ ก็คงพอจะทราบว่าสามารถถ่ายภาพได้อย่างอิสระ แต่โชว์ชุดนี้ ไม่ทราบว่าเป็นอย่างไร ขึ้นตัวหนังสือจีน และ ภาษาอังกฤษ เตือนว่า ห้ามบันทึกวีดิโอ และภาพเคลื่อนไหวเช่นถ่ายคลิปจากมือถือ ส่วนกล้องถ่ายภาพก็บอกว่าห้ามใช้แฟลช ก็ยังใจชื้นว่ากล้องถ่ายภาพยังถ่ายได้ตามกฎกติกา แต่ก็ยังหวั่นๆ เพราะฟังจากไกด์ก็บอกว่าเอาแน่ไม่ได้ บางครั้งก็เห็นถ่ายภาพและใช้แฟลชกันอยู่บ่อยๆ จึงแนะนำให้ไปนั่งแถวแรกๆ หากมีที่ว่างหลังการแสดงเริ่ม จะได้ถ่ายกันถนัดๆ

ก็ทำแบบที่ไกด์จีนแนะนำ เพราะแถวหน้าสุดจะสำรองไว้สำหรับแขกวีไอพี แต่วันนั้นว่างราว 2-3 แถว หลายคนก็ถือโอกาสย้ายไปนั่งให้ใกล้เวที และส่วนใหญ่ก็เป็นประเภทต้องการถ่ายภาพทั้งนั้น พอการแสดงเริ่มไปได้ 2-3 ชุด ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่เดินมาบอกว่าห้ามถ่ายภาพ เท่านั้นไม่พอ ยังยืนคุมเชิงอยู่ไม่ห่าง

ซวยเลยเรา ไหนว่าถ่ายได้ไงละทำไมจึงเป็นแบบนี้ จะถามมากก็คุยกันไม่รู้เรื่องแน่ แต่ไม่เป็นไรเพราะสถานการณ์มันไม่แน่นอนตั้งแต่แรกแล้ว จึงเตรียมการล่วงหน้าไว้แล้วว่าอาจต้องใช้วิชามาร ใครจำไปใช้ก็ไม่หวง

เมื่อไม่ให้ถ่ายก็เปลี่ยนเอากล้องมาวางไว้บนขาโดยนั่งไขว่ห้าง แล้วเอาเสื้อหนาวที่สวมอยู่ช่วยปิดบังตาไม่ไห้เจ้าหน้าที่เห็น ทำตัวเหมือนกับว่านั่งชมตามปกติ ขณะการแสดงดำเนินไปนั้น มือก็โฟกัส และกดชัดเตอร์ไปเรื่อยๆ (ปิดแฟลช) พร้อมหันกล้องไปตามนักแสดง เป็นการกะเอาเองจากความรู้สึก

ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ พร้อมเหลือบมองจอ LCD บ้าง จะได้รู้ระยะว่า มุมกล้องบิดเบี้ยวไปแค่ไหน ถ่ายไปก็พยายามกะภาพให้อยู่แนวระนาบ ภาพจะได้ไม่เอียงซ้ายเอียงขวา

ปัญหาที่ต้องเจอก็คือกล้องหาจุดโฟกัสได้ยากมาก วืดวาดจนกดชัตเตอร์ไม่ลง หลายภาพหลุดไปหรือถ่ายไม่ทัน แต่ก็ถือว่าช่างหัวมัน ลองผิดลองถูกไปเรื่อยๆ ดีบ้าง เสียบ้าง เอาเท่าที่ได้

ในที่สุดก็ก็ได้ภาพตามที่เห็นในชุดนี้ เรียกว่าดีครึ่งทิ้งครึ่ง แต่มันก็ดีกว่าเก็บกล้องเข้ากระเป๋า วิชามารแบบนี้ใครอยากใช้ ก็ต้องพยายามฝึกบ่อยๆจนเกิดความมั่นใจ จนกล้าที่จะใช้งานในสถานการณ์จริง





โฟโต้ออนทัวร์
29 กันยายน 2552







ภาพเมืองกุ้ยหลินแบบพานอรามา (ภาพจาก วิกิพีเดีย) คลิกที่ภาพเพื่อดูภาพใหญ่

     

 
 
Outbound Click >
Hue- HoiAn
Angkor
Burma
Sipsongpanna
South Laos
Luangprabang
Koh Ker
Sapa VN
Malaysia
Guilin
 
 
   
     

      copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ