Photoontour โฟโต้ออนทัวร์  
Home : Outbound tour : Guilin 5              

Guilin 5 : สวนสาธารณะเขางวงช้าง(เขาลูกช้าง) สัญญลักษณ์ของกุ้ยหลิน ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำลี่เจียง

 

กุ้ยหลิน - หยางซั่ว-แม่น้ำลี่เจียง ดินแดนแห่งสายน้ำและภูเขาที่สวยที่สุดของประเทศจีน ชาวจีนเปรียบเทียบดั่งแดนสววรค์ในเทพนิยาย .. ติดตามความหัศจรรย์ของธรรมชาติได้ที่นี่
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
 
   
     
 

เที่ยวเมืองกุ้ยหลิน ตอนที่ 5 ตอน สวนสาธารณะเขาลูกช้าง
(เดินทางเมื่อ 14 ธค.51)


                                    เช้านี้เราได้ไปเที่ยวเขาลูกช้าง หรือเขางวงช้าง กลางเมืองกุ้ยหลิน อากาศตอนนี้ราว 10 องศา มีแดดอ่อนๆ ลดลงจากเช้ามืดราว 2-3 องศา ความจริงผมไม่ได้พกเทอร์โมมิเตอร์ติดตัวไป แต่ดูจากที่โรงแรมซึ่งจะขึ้นป้ายอุณหภูมิต่ำสุดของแต่ละวัน นักท่องเที่ยวจะได้ทราบว่าอากาศเมื่อเช้านี้เป็นกี่องศา

เมืองไทยอาจไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการรายงานอากาศสักเท่าใด จะสนใจเฉพาะร้อนสุดๆในเดือนเมษา และหนาวสุดในฤดูหนาว ซึ่งก็สนใจไม่กี่วันเพราะจากนั้นก็เข้าภาวะปกติ หรือร้อนตามปกติ

ก็มีหน้าหนาวนี่แหละที่คนไทยจะชอบ โดยเฉพาะการท่องเที่ยวทางภาคเหนือดูจะคึกคักกว่าภาคอื่นๆ ปีไหนหนาวมาก ก็รับประกันว่า ปีนั้นรับเละ หน้าหนาวทีไรคนไทยก็อยากไปสัมผัสความหนาวและสายหมอกตามสถานที่ท่องเที่ยวทางภาคเหนือ และภาคอีสาน โดยเฉพาะที่ภูเรือ

ส่วนประเทศจีนเรื่องอากาศหนาวมากๆ คงเปรียบเทียบกับบ้านเราไม่ได้ เพราะจีนอยู่สูงกว่าและอยู่ใกล้ขั้วโลกเหนือมากกว่าไทย ส่วนไทยเราอยู่ในแนวเส้นศูนย์สูตร หรืออยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มากกว่า ประเทศไหนที่อยู่ห่างพระอาทิตย์ ไม่ว่าจะอยู่ด้านบน หรือด้านล่างของเส้นศูนย์สูตร ก็จะหนาวกว่าประเทศที่อยู่ตรงกลาง

ดูแล้วก็เป็นเรื่องน่าแปลกที่โลกเราอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ถึง 140 ล้านกิโลเมตร แต่ประเทศบนโลกใบนี้อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ ต่างกันเพียงแค่ไม่กี่พันกิโล หรือไม่เกินหมื่นกิโลเมตร แต่อุณภูมิก็ต่างกันราวฟ้ากับดิน


คิดเล่นๆว่าหากโลกขยับให้ห่างดวงอาทิตย์ออกไปอีกราว 1-2 พันกิโลเมตร คนในโลกนี้คงหนาวตายกันหมด ทะเลคงเป็นน้ำแข็ง จะมีบางส่วนเท่านั้นที่ยังเป็นน้ำ หลายคนอาจแย้งว่า ถ้าเป็นแบบนั้นสิ่งมีชีวิตบนโลกนี้ก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อม

นึกไม่ออกว่า จะปรับกันอย่างไร หรือว่ามนุษย์อาจมีขนเต็มตัวคล้ายพวกหมีควาย ผิวหนังอาจหนายิ่งกว่าหนังควาย แล้วหน้าตาละ จะมีเขาหรือไม่ ก็ไม่แน่ถึงตอนนั้นอาจมีสัตว์สองเท้า มีเขา มีขน หรืออาจมีหน้าเหลี่ยมเหมือนหน้าทักษิณ แต่หน้าเหลี่ยมแบบนี้คงไม่มีใครชอบ เพราะเป็นใบหน้าของพวกมาร เจ้าเล่ห์ โกงบ้านโกงเมือง จนทำให้ชาติวิบัติป่นปี้ เรียกว่าใบหน้าไม่เป็นมงคล พูดชัดๆก็ต้องบอกว่า ใบหน้าอัปมงคล

เมื่อชาติแต่ปางก่อนคงทำความชั่วไว้มาก มาชาตินี้ยังทำชั่วเพิ่มมากเข้าไปอีก เรียกว่าเคราะห์ซ้ำกรรมซัด ชีวิตนี้จึงหาความสุขไม่ได้ เร่รอนไปทั่ว เขมรบ้าง ดูใบบ้าง ไม่ต่างกับหมาจรจัด ครั้นจะไปประเทศอื่นๆก็ไปไม่ได้ เพราะรู้ว่าเจ้าประเทศเค้าคงไล่ตะเพิด ภาษาวัยรุ่นเรียกว่าถีบหัวส่ง

กรรมใคร กรรมมัน โทษใครก็ไม่ได้นอกจากโทษตัวเอง...

สมน้ำหน้า มีเงินเป็นแสนล้านก็หาความสุขไม่ได้ ไม่ต่างกับตกนรกกันหมดทั้งตระกูล


เลวขนาดนี้นายฮุนเซนจากเขมร ก็ยังอยากคบด้วย เรียกว่า เลว พอ กัน นี่แหละเขาถึงว่า คนชั่ว ก็ต้องคบคนชั่วด้วยกัน คนแบบนี้มันไม่รู้จักคนดีหรอก เพราะจิตใจยังไม่พัฒนา ยังโง่เขลาเบาปัญญา ไม่ต่างกับพวกสัตว์ชั้นต่ำ ใครเห็นใครเจอก็พยายามอย่าเข้าใกล้ ตัวเสนียดกับตัวจัญไร มันจะปลิวมาติดตัว

จีนหนาวกว่าไทย เรื่องนี้คงไม่มีใครเถียง หากเมืองไทยหนาว ก็ต้องบอกว่าจีนหนาวยิ่งกว่าไทยมาก อิทธิพลของความหนาวที่ปกคลุมประเทศไทยก็มาจากประเทศจีนที่แผ่ลงมาทางตอนล่างสู่ประเทศไทย

จีนเป็นประเทศที่กว้างใหญ่ไพศาล แต่ละเมือง หรือแต่ละมณฑลก็มีอากาศแตกต่างกันชนิดที่เรียกว่าราวฟ้ากับดิน หรือตรงกันข้ามกันแบบสุดกู่ มีทั้งดินแดนที่เป็นทะเลทราย และดินแดนที่หิมะปกคลุมตลอดทั้งปี อาหารการกินก็แตกต่างกันอย่างมาก คนจีนด้วยกันได้ยินแล้วก็กินไม่ลง เช่นเมืองที่อยู่ใกล้เทือกเขาหิมาลัยจะนำไขพวกจามรี (คล้ายวัว) มาทำอาหาร ผสมกับแป้ง อาหารทุกชนิดจะมีแต่พวกมันๆ เลี่ยนๆ เป็นอาหารหลัก ไม่กินข้าวเพราะปลูกไม่ได้ ถึงมีก็แพงมาก

แล้วอากาศละคนจีนชอบแบบไหน ก็ต้องตอบว่าชอบอากาศที่สบายๆ หนาวนิดๆ แบบคนไทยนี่แหละ

คนไทยเมื่อถึงคราวหน้าหนาวก็มักไปเที่ยวทางภาคเหนือที่หนาวจัด ส่วนคนจีนคงไม่ไปในที่หนาวจัดแน่ๆ เพราะอุณภูมิติดลบ อากาศที่เย็นสบาย ก็จะเป็นเมืองตอนกลางๆกับตอนล่างๆของประเทศ เช่น คุนหมิงในมณฑลยูนนาน และเมืองกุ้ยหลินในมณฑลกวางสี

กุ้ยหลิน คนจีนถือว่าเป็นเมืองแห่งสวรรค์ อากาศดี ภูเขาสวย มีแม่น้ำและธรรมชาติที่สวยที่สุดของจีน คนจีนไม่น้อยหวังว่า ครั้งหนึ่งในชีวิต ขอมีโอกาสมาเที่ยวกุ้ยหลินกันสักครั้ง หรือหากมีเงินมีทองก็อาจซื้อบ้าน ซื้อคอนโดเป็นที่อยู่อาศํยในบั้นปลายชีวิต ทำให้คอนดูหรูที่เปิดโครงการใหม่ๆขายหมดในเวลาอันรวดเร็ว เพราะเศรษฐีจากเมืองอื่นๆมากว้านซื้อ จนคนท้องถิ่นต้องอ้าปากค้าง เพราะไม่มีปัญญา

กุ้ยหลินมีแม่น้ำลี่เจียง (Lijiang หรือ Li River) ไหลผ่าน

แม่น้ำลี่เจียง มีความยาวพียงแค่ 437 กม. ยาวกว่าแม่น้ำเจ้าพระยาบ้านเราเพียงแค่ 67 กม.เท่านั้นเอง (เจ้าพระยายาว 370 กม.) ขณะที่แม่น้ำสายสำคัญอื่นๆของจีนมีตวามยาวหลายพันกิโล เช่นแม่น้ำแยงซียาว 6,380 กิโลเมตร แม่น่ำฮวงโห หรือแม่น้ำเหลืองยาว 5,464 กม. เมื่อเทียบกับแม่น้ำลี่เจียง ไม่ต่างกับปู่กับหลาน ชนิดเทียบกันไม่ได้

แต่แม่น้ำสายเล็กๆแห่งนี้กลับมีเสน่ห์ในด้านความงดงามและธรรมชาติ จนได้รับฉายาว่าเป็นแม่น้ำสวยที่สุดของจีน และติดอันดับโลก สวรรค์บนดินของจีนก็คือธรรมชาติของขุนเขาที่โอบล้อมลุ่มแม่น้ำสายนี้ จนสรรสร้างเป็นความงดงาม ที่จิตรกร และกวีของจีนต้องมาซึมซับกับธรรมชาติ เพื่อสร้างผลงาน

ภาพวาดสวยๆงามๆและมีราคาค่างวดที่แพงลิ่ว ก็เป็นภาพธรรมชาติ ป่า เขา ที่แม่น้ำลี่เจียงไหลผ่านทั้งสิ้น หรือไครไปเที่ยวประเทศจีน ก็จะเห็นภาพภูเขากุ้ยหลิน กับแม่น้ำลี่เจียงได้ที่ด้านหลังธนบัติฉบับ 20 หยวน (ประมาณ 100 บาท) ซึ่งด้านหลังธนบัติทุกฉบับของจีนจะมีภาพสถานที่สำคัญๆเช่นกำแพงเมืองจีนเป็นต้น




คำว่าลี่เจียงไม่ต่างกับเป็นสัญลักษณ์ ( Icon) ที่ขายได้ ทำโฆษณาได้ ความหมายของแม่น้ำลี่เจียงไม่ต่างกับราชินีแห่งสายน้ำ ส่วนราชานั้นก็คือแม่น้ำแยงซี หรือแยงซีเกียง ส่วนตัวร้ายจะเป็นฮวงโห หรือแม่น้ำวิปโยค ที่คร่าชีวิตผู้คนมาแล้วหลายล้านคน (ปี ค.ศ 1931 คร่าชีวิต 1-4 ล้านคน ปี 1987 คร่าชีวิต 9แสน - 4 ล้านคน)

เขาลูกช้างกลางเมืองกุ้ยหลิน

เขาลูกช้างตั้งอยู่กลางเมืองกุ้ยหลิน ติดกับแม่น้ำลี่เจียง ภูเขาลูกช้าง หรือภูเขางวงช้าง (Elephant Trunk Hill ) เป็นภูเขาลูกเล็กมาก มีความยาวเพียงแค่ 200 เมตร ส่วนความสูงก็พอๆกับภูเขาทองบ้านเรา ดูแล้วน่าจะเรียกว่าเป็นก้อนหินขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่กลางเมือง โดยด้านหนึ่งอยู่ติดกับแม่น้ำลี่เจียง คล้ายกับช้างกำลังเอางวงดูดน้ำ คนจีนก็ไม่ต่างกับคนชาติอื่นๆ พยายามมองภูเขาให้เป็นรูปเป็นร่าง หรือเปรียบเทียบให้เป็นรูปสัตว์ต่างๆ ไม่ต่างกับบ้านเรา เช่นเกาะหนู เกาะแมว หรือเกาะช้าง

เรื่องตั้งชื่อภูเขา หรือชื่อหิน ยังไงก็สู้คนไทยไม่ได้

ดูอย่าง หินตา หินยาย บนเกาะสมุย ถือว่าเป็นความคิดอันสุดยอด และล้ำลึกของบรรพชนคนเกาะสมุย แปลกใจว่าคิดกันได้ยังไง ไม่ต่างกับคำว่า ร้อยเกาะ เงาะหร่อย หอยใหญ่ ถ้าจะให้เข้าท่ากว่านั้น ทางอำเภอเกาะสมุยน่าจะเอาภาพหินตามาทำเป็นสัญลักษณ์เพื่อทำโฆษณา พร้อมกับโปรโมทไปทั่วโลก ใครจะว่าสัปดนก็ช่างเถอะ เพราะถือว่าเราไม่ได้ลอกเลียนแบบใคร เป็นการสนับสนุนและอนุรักษ์สมบัติ (ของชาติ)ให้เป็นที่รู้จัก คนต่างประเทศโดยเฉพาะพวกฝรั่งมังค่าชอบกันนักกับเรื่องแบบนี้

แต่ยังไงก็พยายามอย่าให้เป็นความเชื่อเรื่องทางไสยศาสตร์ หรือกลายเป็นหินศักดิ์สิทธิ์ มีคนมาลูบมาคลำจนมันแผล่บ หรืออาจมีผู้นำดอกไม้มาบูชา หรือหาทองเปลวมาปิด จนหินตาหมดความสง่างามตามธรรมชาติ กลายเป็นก้อนหินสีทองสุกปลั่ง เกรงว่าฟ้าจะพิโรธโกรธเอา อาจกลายเป็นสายล่อฟ้า เปรี้ยงเดียว หินตาอาจกลายเป็นหินหลานตา ใครไปใครมาหากันไม่เจอ เพราะเล็กกระจื้ดเดียว

เป็นแบบทุกวันนี้นะดีแล้ว เห็นกี่ครั้งก็ไม่เปลี่ยนแแลง ไม่มีเก่า ไม่มีรอยเหี่ยวย่น จับกี่ครั้งก็ยังแข็งโป๊กอยู่เหมือนเดิม

เขาลูกช้างที่กุ้ยหลิน คนจีนมองว่าคล้ายลูกช้างหลังยาว (200 เมตร) กำลังเอางวงดูดน้ำจากแม่น้ำ ไกด์บอกว่าเป็นช้างน้อย นักท่องเที่ยวก็พยายามมองให้เป็นช้าง เป็นงวงช้างก็แล้วกัน

เขาลูกช้าง หรือเขาช้างน้อยนี่ไม่ธรรมดานะครับ ถือว่า เป็น Icon of Guilin หรือสัญลักษณ์ของกุ้ยหลินกันเลยทีเดียว ส่วนตำนานเล่าขานก็ไม่ต่างกับบ้านเราสักเท่าใด มีเรื่องมีราวว่ากันเป็นฉากๆ จริงบ้าง โม้บ้าง พอๆกัน แต่ก็เพื่อให้มีที่มา มีตำนาน ดีว่าของจีนไม่ค่อยจะพิสดารเหมือนบ้านเรา ที่จะมักจะมีเรื่องอภินิหาร มีการเหาะเหินเดินอากาศเป็นองค์ประกอบกันทุกเรื่อง เพื่อให้ดูศักดิ์สิทธิ์ คนจะได้มาบูชากราบไหว้ ก็เท่านั้นเอง

แต่เป็นห่วงว่าคนในรุ่นหลังๆ จะเชื่อเป็นตุเป็นตะว่าเป็นเรื่องจริง เช่นพระพุทธเจ้าเหาะมาปรากฏพระองค์ที่นั่นที่นี่ จนเกิดเป็นรอยพระพุทธบาทขึ้นตามที่ต่างๆ เรื่องแบบนี้โม้ทั้งนั้นแหละครับ

เรื่องทำนองนี้อย่าคิดว่าเป็นเรื่องเล่นๆ เพราะคนจะเชื่อ ก็เชื่อหัวปักหัวปำ ไม่รู้ว่านี่เป็นอุบายเพื่อให้คนศรัทธา จะได้ไม่ทำเรื่องไม่ดีไม่งาม คนไทยในยุคปัจจุบันจึงมีความเชื่อมีความศรัทธากันแบบผิดๆ โดนหลอกกันเป็นประจำ ภาษาชาวบ้านเรียกว่า เสียค่าโง่ ยิ่งสามสี่วันมานี้ได้ยินข่าวว่า วัดหลายแห่งในต่างจังหวัดถูกขโมยตัดเศียรพระพุทธรูป บางวัดพวกโขมยก็มากันแบบขาประจำ จนพระสงฆ์องค์เจ้าไม่เป็นอันหลับอันนอน ต้องผลัดเปลี่ยนกันมานอนเฝ้าพระพุทธรูปในพระอุโบสถ

ข่าวแบบนี้สะท้อนอะไรในสังคมไทย ที่มักจะเรียกว่าสังคมพุทธกันอย่างภาคภูมิใจ

มองในมุมกลับ หากพระพุทธรูปถูกขโมยไปจนหมดวัด พระสงฆ์บางวัดอาจเบาใจ โล่งใจเสียทีว่า อาตมาไม่ทุกข์แล้ว ไม่เดือดร้อนแล้ว ไม่ต้องมานอนเฝ้าพระพุทธรูปให้ยุงหามกันทุกคืน มีพระพุทธรูปในวัดมากก็เหมือนกับแบกทุกข์ไว้บนบ่ามากตามไปด้วย ยิ่งพระเก่าพระแก่ก็ยิ่งทุกข์หนัก บางวัดต้องจัดเวรยาม สร้างลูกกรงเหล็กดัด จนดูเป็นภาพที่ตลก เหมือนสร้างคุกมาขังพระ ใครแปลกหน้าเข้าวัดก็ต้องระแวงสงสัยว่าจะมาดีหรือไม่

ชาวพุทธเรามักเชื่อกันแบบผิดๆ ขลังบ้าง ศักดิ์สิทธิ์บ้าง แต่แหมขนาดพระพุทธรูปยังเอาตัวไม่รอด โดดขโมย โดนตัดเศียร ไม่รู้ต่อเท่าไหร่ ถามว่าศักดิ์สิทธิ์หรือไม่ ถ้าศักดิ์สิทธิ์จริงก็ต้องแสดงอภินิหาร เอาไอ้พวกหัวขโมยชักดิ้นกระแด่วๆ อยู่ในโบสถ์นั้นเลย

แต่เปล่า

หินก็คือหิน ปูนก็คือปูน ไม่ไช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์จริงตามที่ชาวบ้านเชื่อ

พระพุทธรูปปูนปั้นองค์แล้ว องค์เล่า ก็เอาตัวเองสอนสัจจธรรมให้กับพุทธศาสนิกชน ในเรื่องอนิจจัง ไม่ให้ยึดติด แต่คนก็ไม่เข้าใจ เป็นทุกข์เป็นร้อน ต้องตามหา สืบหากันให้วุ่น ได้กลับมาก็ดีใจ แห่แหนฉลองสมโภชน์กัน 7 วัน 7 คืน ลือกันว่าหลวงพ่อศักดิ์สิทธิ์บ้าง

พอไม่ได้พระกลับมาก็เป็นทุกข์ โทษพวกขโมยนั้นว่าโจรใจบาป ต้องทำพิธีเผาพริกเผาเกลือสาปแช่ง

ความจริงต้องโทษตัวเองว่า ดวงตาไม่เห็นธรรมน่าจะดีกว่า ไหว้พระทุกวัน ก็ยังยึดมั่นเหมือนเดิม ชาวพุทธถ้าละเรื่องพระพุทธรูป แล้วหันมาหาพระธรรม บ้านเมืองคงไม่วุ่นวายแบบนี้

เอาแบบสุดโต่งดีไม๊ ขนพระพุทธรูปออกจากวัดให้หมด ยกให้พิพิธภันฑ์ที่ไหนก็ได้ แล้วเปลี่ยนมาวาดภาพพระลงบนผนังโบสถ์ เอาให้สวย เอาให้ศักดิ์สิทธิ์เลย จะทำพิธีปลุกเสกภาพเขียน อย่างไรก็ทำไปเถอะ ดูวิว่า โจรหน้าไหนมันจะมาขโมยภาพเขียนบนฝาผนัง และจะดูซิว่าชาวบ้านยังศรัทธาวัดนี้อีกหรือไม่

ชาวบ้านอาจไม่เข้าวัดนี้เลยก็ได้ ต่อให้พระสงฆ์จะเทศน์ดี สอนดี ชาวบ้านก็ไม่ฟัง เพราะวัดขาดสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไหว้ภาพเขียนอาจดูแปลกๆ สงสัยว่าจะได้บุญหรือเปล่าก็ไม่รู้ นี่แหละที่เขาบอกว่า เข้าใจแบบผิดๆ ต้องมาไหว้พระศักดิ์สิทธิ์ แล้วบุญก็จะเกิดแก่ตัวเอง ไม่ไหว้พระแล้วไม่ได้บุญ ชีวิตนี้จึงเที่ยวแสวงหาแต่พระที่ศักดิ์สิทธิ์ แทนที่จะเข้าหาพระสงฆ์ที่เทศน์ดี สอนดี และให้ปฏิบัติดี

ลองเหลียวมองดูศาสนาอื่นบ้าง ไม่ว่าจะเป็นศาสนาคริสต์ อิสลาม พวกเค้าเข้าโบสถ์ หรือเข้าสุเหร่า โดยยึดเอาวัตถุมาเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ หรือว่ายึดเอาหลักคำสอนของศาสดามาปฏิบัติ คงตอบได้เลยว่าทั้งคริสต์ และอิสลาม ต่างก็นำเอาคำสอนมาปฏิบัติทั้งนั้น ใครศรัทธา ใครเคร่ง ที่จะเดินตามคำสอนของศาสดา บุญกุศลก็จะเกิดกับตัวเองทั้งนั้น ทุกศาสนาก็สอนกันแบบนี้ แต่ชาวพุทธบ้านเรารู้สึกมีแต่จะถอยหลังลงคลอง ทั้งพระทั้งฆราวาส นั่งปลุก นั่งเสกกันใหญ่ พร้อมประกาศขายพระกันทั้งประเทศ ไม่เว้นแม้แต่ธนาคารต่างๆ รับจองพระกันในธนาคารเลย

หันมามองบ้านเราที่บอกว่าเป็นชาวพุทธ(อย่างภาคภูมิใจ) นับวันมีแต่จะเสื่อม ทำแต่เรื่องเพี้ยนๆ และหนักขึ้นทุกวัน ลองไปดูวัดในพม่า หรือในลาวก็ได้ว่า มีวิธีปฏิบัติต่างกับเมืองไทยหรือไม่ บ้าพระพุทธรูป บ้าพระเครื่อง บ้าจตุคาม หรือบ้าองค์เจ้าพ่อ เจ้าแม่ ทั้งหลายแหล่ เหมือนบ้านเราหรือไม่

ตอบได้เลยว่าไม่มีครับ เพราะเค้ายึดถือในเรื่องบาป บุญ คุณ โทษ ไม่คิดทำชั่ว เพราะจะเป็นบาปติดตัว และติดไปชั่วลูกชั่วหลาน แค่ยึดถือเรื่องนี้เรื่องเดียวก็คุ้มแล้วละครับ ยึดเหนี่ยวสิ่งนี้ไว้ในใจ เรื่องคิดทำชั่วก็ไม่เกิด

สังคมพุทธบ้านเรา น่าจะถึงจุดที่ต้องออกมาพิจาณาถึงสิ่งเหล่านี้ เพราะไม่เช่นนั้นผู้คนก็จะตกอยู่ในเงามืดของอวิชชา หรือความไม่รู้ในเรื่องของพุทธศาสนา อนาคตก็จะถูกหลอกกันอยู่เรื่อยไป ไม่รู้ว่าหลักธรรมที่ควรจะยึดถือปฏิบัตินั้นควรทำอย่างไร ใครว่าวัดไหนดีก็จะไป วัดไหนขึ้นคนก็แห่ไปจนล้นวัด ไม่ต่างกับแมงเม่าที่บินเข้าไปในกองกิเลส

วัดไหนคนเข้ามากก็มีเงินมาก คนในวัดก็แย่งกัน ทั้งพระทั้งฆราวาส ดูอย่างวัดโสธรนั้นซิ ถึงขนาดพระต้องออกมาเดินประท้วง ยกป้ายบอกไม่ยอมรับมติของมหาเถรสมาคมที่มีประกาศแต่งตั้งเจ้าอาวาสองค์ใหม่ที่มาจากวัดอื่น ตามที่เจ้าคณะจังหวัดเป็นผู้เสนอ ดังนั้นจึงต้องออกมาประท้วง บอกว่าพระต้องเป็นประชาธิปไตย ต้องฟังเสียงข้างมาก

ความคิดพระสมัยนี้เริด ทันสมัยจริงๆ ดีนะว่าไม่มีการเผ่าหุ่นพระเถระผู้ใหญ่ที่ลงนามแต่งตั้งเจ้าอาวาส หรือมีพระองค์ใดรูปใดบอกว่าจะอดข้าวประท้วง ความจริงก็อยากให้มีเหมือนกัน ดูซิว่าจะอดไปได้กี่มื้อ

พระสงฆ์บ้านเรานี่ก็พัฒนาเป็นประชาธิปไตยเป็นเหมือนกันนะ สงสัยติดนิสัยมาจากพวกเสื้อเหลืองเสิ้อแดง นี่แหละที่เขาบอกว่าวัดไหนมีเงินเข้าวัดมาก พระในวัดก็อาจตกเป็นทาสของเงิน กลายเป็นว่าบวชเป็นพระเพื่อเงิน หวังได้ประโยชน์จากวัด

ภาพภิกษุสันดานกา รางวัลชนะเลิศงานศิลปกรรมจากกรมศิลปากร ปี 2550 ที่คนเขียนภาพสะท้อนสิ่งที่อยู่ในวัดออกมาให้สังคมได้รับรู้ จนถูกพระสงฆ์ ออกมาประท้วงกันยกใหญ่ มาถึงวันนี้ และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวัดหลวงพ่อโสธร รวมทั้งวัดอื่นๆในเรื่องทำนองเดียวกัน ถามหน่อยเถอะ ตรงกับภาพเขียนที่ได้รับรางวัลหรือไม่ ความจริงอยากให้องค์กรสงฆ์นำภาพนี้ไปติดไว้ตามวัดต่างๆทั่วประเทศ จะได้เตือนสติพระสงฆ์ด้วยกัน ว่าอย่าให้สังคมเค้ามองพระเป็นแบบนี้

สรุปว่าเรื่องที่เกิดขึ้นในวัดหลวงพ่อโสธรจะโทษใครดี

โทษหลวงพ่อโสธรดีไม๊ที่เป็นต้นเหตุให้คนเข้าวัดมาก ทำบุญมาก จนวัดรวยไม่รู้เรื่อง หรือว่าโทษพระสงฆ์ในวัดดี
ที่ไม่รู้จักกฎระเบียบเรื่องการแต่งตั้งเจ้าอาวาสของคณะสงฆ์ และยังหวงแหนสมบัติเงินทองของวัด กลัวคนอื่นจะมาแย่งมาแบ่งปัน หรือว่ากลัวคนอื่นจะมาตรวจสอบการใช้จ่ายเงินที่ได้รับบริจาค ว่าที่ผ่านมามันอีลุ่ยฉุยแฉกกันขนาดไหน หลายปีมาแล้ววัดหลวงพ่อโสธรกลายเป็นแหล่งรุมทึ้งของพวกอีแร้ง ไม่เว้นแม้แต่ สส. ของจังหวัด ตามที่เป็นข่าว

เขียนเพลินไปหน่อย จากกุ้ยหลินมาไกลถึงแปดริ้ว

ความจริงเรื่องเขางวงช้างในกุ้ยหลินนั้นเขียนจนหมดแล้วครับ เพราะเป็นแค่สถานท่องเที่ยวแบบธรรมดาๆ ที่อยู่ริมฝั่งแม่น้ำที่มีชื่อเสียงเท่านั้นเอง

เวลาที่เหลือก็วนเวียนเขียนเรื่องพระเรื่องเจ้า จะได้เป็นบุญกุศลแก่ตนเอง วิจารณ์แบบกระทุ้งๆ เขาว่าได้บุญเยอะ สังคมพุทธบ้านเราจะได้มีสติกันบ้าง ไม่ไช่เชื่อกันแบบผิดๆ และเกรงกลัวกันแบบผิดๆ อย่าลืมว่าพระสงฆ์นั้นไม่ไช่ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานไปเสียทุกรูปทุกองค์ แท้ที่จริงก็คือผู้ฝีก ผู้ปฏิบัติด้วยกันทั้งนั้น พระบางรูปพอเห็นคนกราบไหว้ก็หลงตนเอง กลายเป็นเทวดา ใครแตะไม่ได้

บางองค์ก็โกนหัวเข้าวัดด้วยวัตถุประสงค์เพื่อกิเลส หรืออยู่ไปกิเลสกลับพอกหนากว่าเดิม ไม่ได้ตั้งใจจะฝึกฝนให้เป็นผู้รู้ในธรรมแต่อย่างใด หลายวัดจึงมีเรื่องราวทำนองนี้กันเป็นประจำ แม้แต่พระเถระชั้นผู้ใหญ่ก็ไม่เว้น หลงอวิชชา(ความโง่) ไปกับเขาด้วย สองปีก่อนก็เห็นท่านไปเป็นประธานสงฆ์เททองหล่อ จตุคามรามเทพ จนกลายเป็นจตุคามฟีเวอร์ บางรุ่นแค่วันจองก็เหยียบกันตาย

แล้ววันนี้เป็นอย่างไร รุ่นรวยไม่เลิก รุ่นโคตรรวย รวยล้นฟ้ามหาสมุทร ถึงวันนี้รวยกว่าเดิมหรือไม่ หรือเสียดายเงินที่ซื้อมา หากรวยกันตามที่เชื่อ ป่านนี้คงมีเอกชนหัวใสทำตลาดส่งออกไปขายยังต่างประเทศกันตั้งนานแล้ว

ไม่เชื่ออย่าลบหลู่

นี่ไงก็เพราะท่องคาถากันแบบนี้ คนโง่จึงเต็มเมือง เพราะกลัวว่าจะมีอันเป็นไป ทั้งๆที่พระพุทธเจ้าสอนให้ชาวพุทธเป็นคนมีเหตุผล ไม่เชื่อคนง่าย ถึงขนาดบอกว่าอย่าเชื่อคำสอนของศาสดา หรืออย่าเชื่อพระพุทธเจ้า เพราะต้องการให้ลงมือปฏิบัติเพื่อเรียนรู้ด้วยตัวเอง

และความจริงหรือสัจจธรรมนั้น ก็เป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วบนโลกใบนี้ พระองค์เป็นเพียงแค่ผู้ค้นพบ ไม่ไช่เป็นผู้ตั้งกฎแห่งธรรม ธรรมะจึงไม่ไช่สมบัติของพระพุทธเจ้า แต่เป็นกฎ เป็นแนวทางที่ทุกคน ทุกศาสนา ต้องปฏิบัติ ไม่เช่นนั้นก็จะเกิดปัญหาต่อชีวิต ก็คือมีทุกข์นั่นเอง

พระองค์ค้นพบสัจจธรรมหรือกฎแห่งธรรมชาติมาเป็นระยะเวลานานถึงสองพันห้าร้อยกว่าปี กระทั้งกลายเป็นศาสนาพุทธ มีหลักธรรม มีแนวปฏิบัติมากมาย แต่คนส่วนใหญ่ไม่ได้ตั้งใจที่จะเดินมาสู่เส้นทางที่ถูกต้องนี้ ยังเดินตามกระแสจตุคาม กระแสวัตถุนิยม หรือพุทธพาณิชย์ ซึ่งเป็นเส้นทางที่ทำให้คนหลงผิด มีความอยากรวยเป็นที่ตั้ง ถือว่าตรงข้ามกับหลักของศาสนาพุทธที่สอนให้คนรู้จักพอ รู้จักละวางความยึดมั่น ละวางความโลภความหลง สอนให้ทำมาหากินโดยสุจริต ไม่ไช่รวยแบบทางลัดอย่างไร้เหตุผล

ช่วงนั้นต้องบอกว่า บ้าจตุคามกันทั้งประเทศ แม้แต่กองทัพอากาศก็เอาด้วย กะว่าจะให้กองทัพอากาศรวยไม่รู้เรื่องหรือเปล่าก็ไม่ทราบได้ ผ่านไปในย่านดอนเมืองเห็นป้ายโฆษณารับจองติดเต็มตามสะพานลอย

รุ่นนี้พิเศษ อย่าบอกใคร เป็นรุ่นที่นิมนต์เกจิมากดพิมพ์กันบนฟ้ากลางอากาศ ด้วยเที่ยวบินพิเศษ ทั้งคุณหญิงคุณนายยกโขยงกันขึ้นเครื่องนั่งพนมมือแต้ ไม่แน่ใจว่ารุ่นนี้จะขลังหรือไม่ แต่ที่แน่ๆขายไปได้เยอะมาก คนขายรวยไม่รู้เรื่อง

พิธีกรรมบ้าๆแบบนี้บอกได้เลยว่าไม่ไช่เรื่องของสงฆ์ และไม่ไช่เรื่องของพุทธศาสนา

คราวหน้าแนะนำให้ใช้วิธีนี้ดีกว่า นิมนต์พระคุณเจ้ากดพิมพ์แบบดิ่งพสุธา ใครจะว่าบ้าก็ช่าง ก็มันอยากรวยนี่หว่า พูดจริงไม่ไช่พูดเล่นนะครับ ให้หลวงพ่อ หลวงพี่ ไปฝึกโดดร่มให้พร้อม ให้ชำนาญ แค่นึกก็เสียวแล้ว กลัวจีวรพระจะปลิวพันสายร่ม จนหมุนติ้วตกลงมาแบบไม่เป็นท่า หรือท่าไม่สวย หรืออีกทีก็จีวรหลุดหายไปกลางอากาศ (เพราะลมมันแรง) กระทั่งโตงเตงล้อนจ้อนลงมาพร้อมกับท่านปลัดขลิก (ที่โดดลงมาพร้อมกัน)

สองปีผ่านไป กระแสจตุคามหายจ้อย มีใครรวยกันบ้าง..ยกมือขึ้นหน่อยฮิ

เห็นสัจจธรรมกันบ้างแล้วหรือยัง แล้วในที่สุดก็กลับคืนสู่สามัญ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ใครได้ คนปั้มจตุคามได้ ..ใครเสีย ก็บรรดาแมงเม้าทั้งหลายแหล่นั่นแหละ เสียเงิน เสียทอง แถมยังได้ความโลภติดตัวมาด้วย

ผมฟังท่านปัญญาฯ เทศนาอยู่หลายครั้ง ก็เทศทำนองประชดสังคมพุทธนี่แหละ อะไรไม่ถูกต้องท่านก็ว่าเอาแรงๆ เพื่อให้เกิดปัญญา โดยเฉพาะเรื่องความเชื่อแบบผิดๆ ว่ามันไม่ไช่เรื่องของทางพุทธ ชาวพุทธที่ถูกจะต้องเข้าใจกฎของธรรมชาติอย่างถ่องแท้ และเป็นเหตุเป็นผล ไม่ไช่เชื่อกันแบบงมงาย หรือว่าตามคนอื่นกันมา

จบละครับ จากกุ้ยหลินจนกระทั่งพามาเที่ยววัดโสธร จากนั้นก็มาโดดร่มกลางอากาศ เป็นการปิดท้ายรายการที่สมบูรณ์แบบ ได้บุญกุศลกันถ้วนหน้า ..สาธุ

คราวหน้าจะไปเที่ยวหมู่บ้านของชนเผ่าจ้วง ชนกลุ่มน้อยของจีน แต่เป็นกลุ่มใหญ่สุดของกุ้ยหลิน ในมณฑลกวางสี จากนั้นก็จะเข้าเมืองหยางซั่ว เมืองชนบทของกุ้ยหลิน ล่องเรือชมทิวทัศน์ของแม่น้ำลี่เจียง



โฟโต้ออนทัวร์
23 พฤศจิกายน 2552





ภาพเมืองกุ้ยหลินแบบพานอรามา (ภาพจาก วิกิพีเดีย) คลิกที่ภาพเพื่อดูภาพใหญ่

     

 
 
Outbound Click >
Hue- HoiAn
Angkor
Burma
Sipsongpanna
South Laos
Luangprabang
Koh Ker
Sapa VN
Malaysia
Guilin
 
 
   
     

      copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ