Photoontour โฟโต้ออนทัวร์  
Home : Outbound tour : Guilin 6              

Guilin 6 : เส้นทางกุ้ยหลิน - หยางซั่ว ชมหมู่บ้านวัฒนธรรมชนเผ่าจ้วง ฉายาเมืองลับแล

 

กุ้ยหลิน - หยางซั่ว-แม่น้ำลี่เจียง ดินแดนแห่งสายน้ำและภูเขาที่สวยที่สุดของประเทศจีน ชาวจีนเปรียบเทียบดั่งแดนสววรค์ในเทพนิยาย .. ติดตามความหัศจรรย์ของธรรมชาติได้ที่นี่
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
 
   
     
 

เที่ยวเมืองกุ้ยหลิน ตอนที่ 6 ตอน ศูนย์วัฒนธรรมชนเผ่าจ้วง
(เดินทางเมื่อ 14 ธค.51)

                                    

เราออกจากกุ้ยหลินช่วงบ่ายๆ หลังอาหารมื้อกลางวันอันแสนอร่อย ที่ล่อกันจนพุงกาง โดยเฉพาะเป็ดย่างที่ขึ้นชื่อของภัตตาคารแห่งนี้ เป็ดย่างที่เคยทานจากร้านอื่น ก็นับว่าสุดยอด มาเจอร้านนี้ ต้องยกให้เลย 5 ดาว ถามว่าต่างกับบ้านเราหรือไม่ ตอบตรงๆว่าต่างกันมากครับ

คนจีนเรื่องกินถือว่าเรื่องใหญ่ สรรหาแต่กุ๊กมือดี และอาหารอร่อย มาเที่ยวจีนจึงไม่ผิดหวัง เรียกว่ามาถึงถิ่นที่เป็นต้นตำรับอาหารจีนเลยทีเดียว แต่คนไทยก็อย่างว่าแหละครับ เที่ยวหลายวัน ล่ออาหารจีนมาหลายมื้อ ช่วงหลังๆกลายเป็นอาหารอิตาเลี่ยน หรือกินแล้วชักเลี่ยนๆ

จะว่าไปแล้วคนไทยนี่ค่อนข้างจะมากเรื่อง (ตามความเข้าใจของผม) เห็นมาทุกงานประเภท กินยาก อยู่ยาก และเรื่องมาก

บางครั้งก็น่ารำคาญ รู้ทั้งรู้ว่าไม่ไช่เมืองไทย จะหาอาหารรสจัดๆ ที่ถูกปากเหมือนบ้านเราได้อย่างไร แต่ละร้านที่ทัวร์พาไปกินล้วนมีคุณภาพทั้งนั้น แต่พวกมีปัญหาก็มักจะไม่ค่อยถูกปาก นึกในใจว่าเสียสะตุ้งสะตังค์มาเที่ยวถึงต่างแดนทำไมกัน อยู่ที่บ้านกินข้าวคลุกน้ำปลา น่าจะมีความสุขกว่า


คนอื่นกินยาก..แต่ผมกินง่าย.. ที่สำคัญไม่เคยแตะพวกน้ำปลาพริก น้ำพริกนรก หรือน้ำจิ้มต่างๆที่ไกด์เตรียมไป

ขืนกินแบบมั่วๆ ไทยปนจีน เสียรสชาติหมด กินอาหารจีน แต่ดันกินกับน้ำพริกนรก หรือน้ำปลาพริกบีบมะนาว มันคนละเรื่อง คนละทิศกันเลยทีเดียว

อาหารจีนเค้าทำรสกลมกล่อมกำลังดี ส่วนคนไทยดันตักน้ำปลาพริกราด ถือว่าเสียหายหลายแสน แบบนี้มันจะได้รสชาติของความอร่อยได้อย่างไรกัน

เทคนิคในการทานอาหารของผมเมื่อเดินทางไปต่างประเทศ จะถือหลักทานแต่น้อย พออิ่ม จะไม่ทานจนจุก หรือประเภทเห็นอะไรอร่อยก็ฟาดแหลก หากกินแบบนี้มื้อต่อไปจะรู้สึกเบื่อทันที เพราะมื้ออาหารเค้าจะจัดตามเวลา ตามโปรแกรม ถึงเวลารถก็พาเข้าร้านอาหาร จะบอกว่ายังอิ่มก็ไม่ได้ ถึงเวลาก็ต้องกิน และแต่ละมื้อก็จัดเต็มโต๊ะทั้งนั้น


กินไม่ลง อาหารเลี่ยน ก็มาจากการกินจุนี่แหละ


ทานแต่พออิ่ม

ผมจำมาจากชาวอังกฤษคนหนึ่ง แกบอกว่าถ้าจะทานอาหารให้อร่อยและเกิดประโยชน์ ต้องไม่ทานให้อิ่มจนเกินไป หากอิ่มท้อง(เกือบอิ่ม) แล้วยังทานอีกก็จะเป็นส่วนเกินทันที แกยังบอกว่าในต่างประเทศ เช่นอังกฤษ หรือยุโรป อาหารเค้าจะจัดพอดีจาน หรือตามขนาด และราคาของเมนู บอกว่าต่างชาติไม่นิยมเบิ้ลสอง หรือสั่งเพิ่ม เพราะจานใหญ่ สั่งสองจานจะทานไม่หมดแน่

ส่วนคนไทย (ที่เห็นส่วนใหญ่) ต้องทานให้อิ่ม(มากๆ)ไว้ก่อน เหลือก็ช่างมัน ต่างกับพวกฝรั่งที่จะทานแต่พอดี ไม่เหลือจนบานเบอะ

ผมเคยพาเจ้าฝรั่งคนนี้ไปทานสเต็กของฟาร์มโชคชัยย่านรังสิต เป็นการพาไปเลี้ยงตอบแทนที่ช่วยเรื่องภาษาอังกฤษ โดยที่แกไม่รับเงินค่าจ้าง จึงต้องใช้วิธีพาไปเลี้ยงแทน และโชคชัยสเต๊กเฮ้าส์ เป็นสิ่งที่ชาวต่างชาติคนนี้ชอบมาก เพราะมีให้เนื้อให้เลิอกหลายๆประเภท แยกตามส่วนต่างๆของวัว ส่วนราคาก็ต่างกันด้วย เรียกว่าตามมาตรฐานของร้านสะเต๊กที่มีระดับ
( สนใจรายละเอียด คลิกที่นี่ )

ผมก็จำไม่ได้แล้วว่าเนื้อส่วนไหนแพง ส่วนไหนถูก รู้แต่ว่าสั่งในราคาพอประมาณ เป็นเนื้อจากวัวในประเทศ (ไม่ไช่เนื้อต่างประเทศที่แพงลิ่ว) ผมสั่งเนื้อล้วนๆ ย่างให้สุก ส่วนฝรั่งแกสั่งประเภทเนื้อติดมัน ย่างพอให้ผิวสุกหรือที่เรียกว่า Grill ผ่าออกมาแล้วจะเห็นเนื้อออกแดงๆ

พอสเต๊กยกมาวาง ผมก็หยิบขวดซอสเตรียมราดตามสไตล์คนไทย

แกบอกว่าไม่ควรทำ เพราะร้านมีระดับแบบนี้ (เชฟมีฝีมือ) เค้าทำได้รสชาติมาตรฐาน ซึ่งโดยปกติแล้วลูกค้าจะไม่มีการปรุงเพิ่มใดๆลงไปอีก เพราะทุกอย่างลงตัวตามฝีมือของเชฟ หากเราไปเติมโน่นเหยาะนี่ เขาถือว่าอาหารนั้นไม่อร่อย จนคนกินต้องปรุงรสเอง

เอ้า..ไม่ให้ราดซอส ก็ไม่ราด (วะ)

พอกินไปๆมันได้รสชาติเนื้อสะเต๊กที่เอร็ดอร่อยกว่าทุกครั้งที่เคยกิน ลองเหลือบไปมองโต๊ะข้างๆ ปรากฏว่าแต่ละคนราดซ้อสมะเขือเทศกันเต็มจาน

ทานกันไปคุยกันไปอยู่หลายเรื่อง ส่วนใหญ่ก็เรื่องกินทั้งนั้น เรียกว่าสอนการกินแบบผู้ดีอังกฤษก็ไม่ผิดนัก (นึกในใจว่าตัวเองโง่มาตั้งนาน)

จานเดียวรู้สึกว่าจะไม่ค่อยอิ่ม ถามฝรั่งว่าจะสังเพิ่มอะไรอีกไม๊ แกบอกโน พร้อมรวบซ่อมและมีด แสดงว่าพอจริงๆ แกบอกว่า 1 จาน ถือว่าพอดีอิ่ม และไม่ควรสั่งเพิ่ม รอสักพักท้องจะรู้สึกอิ่มไปเอง ผมอยากจะสั่งอย่างอื่นเพิ่มจึงเป็นอันว่าต้องงด ขืนสั่งก็น่าเกลียด ฝรั่งตัวใหญ่กว่าเรายังบอกโน


ฝรั่งเกรงใจเราจนไม่กล้าสั่ง อย่างนั้นหรือเปล่า ..?

ปรากฏว่าไม่ไช่ แกสอนผมให้กินอย่างพอดี (พอเพียง) ไม่ไช่กินอย่างพุงกาง แถมยังแนะนำเรื่องอาหารการกินอีกหลายๆอย่าง ชนิดที่เราต้องจดจำไปใช้เพราะเป็นความรู้ใหม่ นึกในใจว่าฝรั่งชาวอังกฤษผู้นี้รอบรู้สารพัดด้าน ความรู้รอบตัวครบเครื่องจริงๆ

แกบอกว่า ร้านมีระดับในต่างประเทศ ตามโต๊ะอาหารจะไม่ค่อยมีเครื่องปรุง เพราะถือว่าอาหารที่ยกมานั้นปรุงพอดีแล้ว หากใครขอโน่นขอนี่มาปรุงเพิ่ม ถือว่าผิดมารยาท แสดงว่าเชฟทำไม่อร่อย

ผมบอกแกว่าเมืองไทยต่างกับอังกฤษ เพราะคนไทยมีนิสัยเป็นนักปรุง (ไม่รู้จริงหรือเปล่า) อาหารจะอร่อยหรือไม่อร่อยอยู่ที่คนปรุง ตามร้านอาหารไทยนั้น เชฟหรือกุ๊กจะปรุงมาแบบรสกลางๆ เพราะคนไทยชอบไม่เหมือนกัน บางคนชอบเปรี้ยว บางคนชอบเผ็ด บางคนชอบหวาน ถือว่าเป็นศิลปะในการกินของแต่ละคน

ก็บอกให้แกรู้ จะได้เข้าใจเรื่องการกินของคนไทย และยังบอกอีกว่าเวลาทานอาหารไทยต้องรู้จักใช้เครื่องปรุงให้เป็น ว่าอาหารชนิดไหนควรเติมอะไร หากไม่เติมถือว่ากินไม่เป็น คนนั่งข้างๆจะหัวเราะเอา


กลับมาทานอาหารจีนกันต่อ


คนไทยมาเที่ยวจีน ส่วนใหญ่จึงเรียกร้องหาของเผ็ดๆ หรืออะไรก็ได้ที่ขอให้เผ็ดไว้ก่อน เพราะกินหลายมื้อจนเลี่ยนและพลอยกินไม่ลง หรือกลายเป็นอาหารอิตาเลี่ยนไปหมด

ดังนั้นไกด์ไทยทุกคณะจึงต้องเตรียมพริกขี้หนู น้ำปลา และมะนาว อย่างชนิดขาดไม่ได้ หรืออาจมีน้ำพริกนรก น้ำพริกตาแดง ไว้แก้ขัด เพราะรู้ว่านี่คือความสุขของลูกทัวร์

ใครอ่านมาถึงตรงนี้แล้วคิดจะเตรียมไปต้องระวัง เพราะสนามบินบางเมืองของจีนเข้มงวด อาจสุ่มตรวจกระเป๋าผู้โดยสารในระหว่างอยู่บนสายพานลำเลียง หากเจอของสดเช่นพริกและมะนาว จะถูกปรับประมาณ 600 หยวน หรือ 3 พันบาท หากเจอต้องทำเป็นไม่รู้ เซ่อๆ ว่าไม่รู้ว่ามีกฏ เจ้าหน้าที่ก็จะทำเพียงแค่ยึด และเก็บประวัติเราไว้ในสาระบบของเค้า

อยู่เมืองไทย เรื่องน้ำพริกน้ำปลา หรือน้ำพริกตาแดงสำเร็จรูป ดูเป็นเรื่องปกติธรรมดา แต่พอไปอยู่ต่างประเทศแล้วจะรู้ว่าเป็นสิ่งที่มีค่าชนิดที่ขาดไม่ได้สำหรับหลายๆคน


ในต่างประเทศ แค่น้ำพริกกระปุกเดียวก็สร้างความสุข ชนิดจะเอาอาหารฮ่องเต้มาแลกก็ไม่ยอม


จบเรื่องกินแล้วมาต่อเรื่องกุ้ยหลิน

ตอนนี้รถได้พามาถึงหมู่บ้านลับแล ของชนเผ่าจ้วง ชนกลุ่มน้อยของจีน แต่เป็นชนกลุ่มน้อยที่มีประชากรถึง 18 ล้านคน (ข้อมูลปี 51-52) ส่วนใหญ่จะอยู่ในเขตกวางสี จะมีประปรายบ้างในมณฑลยูนนาน และเมืองอื่นๆ

หมู่บ้านลับแล (ไม่เข้าใจว่าทำไมจึงใช้ชื่อนี้) เป็นชุมชนเก่าแก่ของชาวจ้าง แต่ปัจจุบันทางการจีนได้อนุรักษ์ให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว และมีการบริหารจัดการอย่างดีเยี่ยม เป็นหมู่บ้านวัฒธรรมที่ให้ผู้มาเยิอนได้เห็นวิถีชีวิตดั่งเดิม ได้แก่การทำนา การปลูกผัก การทอผ้า ไปจนถึงการละเล่นและประเพณีต่างๆ ของชนกลุ่มน้อยเผ่าจ้วงที่มีมากมายหลายเผ่าพันธ์

เสน่ห์ของที่นี่ก็คือ นักท่องเที่ยวจะต้องนั่งเรือไปรอบๆหมู่บ้าน่ริมทะเลสาบที่มีน้ำใสสะอาดมาก มีทิวทัศน์สวยงาม ระหว่างล่องเรือก็จะบรรยายด้วยภาษาจีนจากผู้นำทาง และแปลไทยโดยไกด์ของเราไปตลอดทาง เมื่อแล่นผ่านจุดต่างๆ ก็จะได้รับการทักทายจากชาวจ้วง มีการแสดงโชว์ หรือร้องเพลงเล่นดนตรีให้เราฟัง เป็นบรรยากาศที่เห็นแล้วก็อยากให้มีแบบนี้ในเมืองไทยบ้าง

หมู่บ้านชาวจ้วงแห่งนี้กลายเป็นจุดเด่นในเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะน้ำในทะเลสาบ ใสสะอาดจนเห็นสาหร่ายได้ชัดเจนมาก ไกด์บอกว่าสาหร่ายเหล่านี้ใช้สำหรับเลี้ยงสัตว์

การล่องเรือไปตามสายน้ำที่เย็นตาเย็นใจครั้งนี้ เหมือนเข้ามาสัมผัสบรรยากาศของเมืองกุ้ยหลินในจินตนาการของหลายๆคน สายน้ำ ทิวทัศน์ ภูเขา อันเป็นเอกลักษณ์โดดเด่นที่หาไม่ได้ในเมืองอื่นๆ และในระหว่างเดินทาง จากกุ้ยหลินสู่เมืองชนบท หยางซั่ว ก็จะเห็นทิวทัศน์แบบที่ว่านี้ไปตลอดทาง

ภูเขาในเมืองกุ้ยหลินที่มีโอกาสเข้ามาอยู่ใกล้ๆนี้ ดูแล้วน่าตื่นตาตื่นใจ ขณะเดียวกันก็แปลกใจว่ามันช่างมีเสน่ห์ และ แตกต่างกว่าเมืองอื่นๆอย่างสิ้นเชิง ภูเขาไม่สูงมากนักแต่มีปลายแหลมคล้ายภูเขาที่พึ่งงอกขึ้นมาจากดิน ที่แปลกใจมากก็คือว่า ตามเส้นทางทืผ่านนั้นถนนจะราบเรียบเป็นปกติ ไม่มีคำว่าไต่เขาหรือขึ้นเนินสูงๆให้เห็นแม้แต่แห่งเดียว

กุ้ยหลิน เห็นภาพมามากแล้ว แต่วันนี้และเวลานี้ มีโอกาสเข้ามาสู่ใจกลางของคำว่า แดนสวรรค์ในเทพนิยายจีน ยังนึกในใจว่าการเดินทางครั้งนี้เป็นช่วงฤดูหนาวที่บรรยากาศทั่วไปอาจดูแห้งแล้ง ต้นไม้ใบหญ้าส่วนใหญ่เป็นสีน้ำตาล แต่ความสวยงามก็ยังน่าประทับใจ ในทางตรงกันข้ามหากมาเที่ยวในฤดูฝน ที่มีบรรยากาศของความเขียวขจีแล้วจะสวยงามปานใด


กวางสี ดินแดนของชนเผ่าจ้วง (Zhuang)

มาเที่ยวจีน หรือเห็นภาพชนเผ่าต่างๆที่แต่งตัวสวยงามคล้ายชาวเขาในบ้านเรา ก็ต้องบอกว่าส่วนใหญ่เป็นชนเผ่าจ้วงทั้งนั้น และคำว่า กวางสี หรือเขตการปกครองตนเอง กว่างซี ก็มีชื่อในภาษาจีนว่า กว่างซีจ้วง
(Guangxi Zhuang)

จ้วงเป็นชนกลุ่มน้อยที่ใหญ่ที่สุดของจีน ส่วนไทลื้อจากสิบสองปันนาในมณฑลยูนนาน มีน้อยกว่าจ้วงหลายเท่า (จ้วง 18.0 ล้านคน ไทลื้อ 1.0 ล้านคน)

ชาวจ้วงมีประชากรรองจากชาวฮั่น และชนชาติจ้วงก็ยังแบ่งเผ่าพันธ์ออกเป็นกลุ่มย่อยๆอีกนับไม่ถ้วน แทบจะเรียกว่ามีมากจนน่าเวียนหัว รัฐบาลจีนก็เวียนหัวไม่แพ้กัน ทางการจึงกำหนดว่าทุกเผ่าพันธ์ทั้งหมดนี้ให้เรียกว่า จ้วง (Zhuang) แต่เพียงชื่อเดียว ส่วนการแต่งกายจะต่างกัน ก็ถือว่าเป็นเรื่องของแต่ละท้องถิ่น

จ้วงถือว่าเป็นชาติพันธ์เก่าแก่ของประเทศจีน เป็นต้นกำเนิดของชนกลุ่มน้อย ที่อพยพย้ายถิ่นฐานไปอยู่ตามส่วนต่างๆ จนมีชื่อเรียกแตกต่างกันไป เช่นไทลื้อ เย้า ม้ง ฯลฯ

สำหรับประเทศต่างๆในแถบอินโดจีน เช่น พม่า ไทย ลาว เวียดนาม ผู้คนในบางส่วนของประเทศนั้นๆ ก็มีถิ่นฐานมาจากชาวจ้วงในประเทศจีนทั้งสิ้น

จ้วง จึงถือเป็นรากเหง้าของชาติพันธ์ที่กระจายไปอยู่ตามส่วนต่างๆของภูมิภาคทางแถบนี้ และหากต้องการทราบว่าคนไทย คนลาว คนพม่า คนไหนมีบรรพบุรุษมาจากจ้วง ก็ดูง่ายๆจากการกิน ว่าใครที่กินข้าวเหนียว ก็ถือว่าไช่ มีเชื้อสายของเผ่าจ้วงแน่นอน

ปัจจุบันกำลังทีการสืบค้นประวัติศาสตร์และชาติพันธ์ กลายเป็นว่า ไทย จีน ไช่อื่นไกล แท้จริงก็มีเชื้อสายเดียวกัน

สนใจเรื่องชาติพันธ์ชาวจ้วง ติดตามได้ที่นี่ เป็นการเก็บข้อมูลจากเว็บไซต์ต่างๆ พร้อมภาพประกอบมากมาย เพื่อความสะดวกในการค้นหาข้อมูล



โฟโต้ออนทัวร์
17 มกราคม 2553



แผนที่ (คลิกที่ภาพ)

แผนที่ประเทศจีน แผนที่เขตปกครองตนเองกวางสี







     
 
 
Outbound Click >
Hue- HoiAn
Angkor
Burma
Sipsongpanna
South Laos
Luangprabang
Koh Ker
Sapa VN
Malaysia
Guilin
 
 
   

      copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ