Photoontour โฟโต้ออนทัวร์  
Home : Outbound tour : Guilin 9               

Guilin 9 : เดินมือล้วงกระเป๋าด้วยความหนาว ที่ถนนคนเดิน เมืองหยางซั่ว

 

กุ้ยหลิน - หยางซั่ว-แม่น้ำลี่เจียง ดินแดนแห่งสายน้ำและภูเขาที่สวยที่สุดของประเทศจีน ชาวจีนเปรียบเทียบดั่งแดนสววรค์ใบนพื้นพิภพหรือในเทพนิยาย .. ติดตามความหัศจรรย์ของธรรมชาติได้ที่นี่
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
 
   
     
 

เที่ยวเมืองกุ้ยหลิน ตอนที่ 9 ถนนคนเดินที่หยางชั่ว
(เดินทางเมื่อ 14 ธค.51)

                                    

หลังชมโชว์   Impression Lijiang อันยิ่งใหญ่กลางทะเลสาบแม่น้ำลี่เจียงแล้ว   จากนั้นก็มาเที่ยวต่อที่ถนนคนเดินของเมืองหยางซั่ว  เมืองเล็กๆของกุ้ยหลิน  แต่คืนนี้ดูเหมือนไม่ไช่เมืองเล็ก  เพราะเห็นนักท่องเที่ยวจีนนับเป็นพันๆคนมาเดินเล่นกันในยามราตรี  ทั้งร้านอาหาร  ผับ  บาร์  ร้านเสื้อผ้า ร้านขายของที่ระลึก มากมายหลายร้าน คึกคักทีเดียว 

บรรยากาศถือว่าใช้ได้  ทุกอย่างรวมอยู่ที่นี่ที่เดียว ไม่กระจัดกระจายกระจายไปในที่อื่นๆ  ทำให้รัฐบาลจีนควบคุมดูแลได้ง่าย  และหลายๆเมืองก็มีสภาพไม่ต่างกับที่นี่ 

เมืองที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวของจีนดูเหมือนถูกกำหนดจากรัฐบาล เช่นหลังเที่ยวกลางวันเสร็จ พอตกกลางคืนก็ต้องให้มาจบลงที่ถนนคนเดิน   มองภาพรวมๆแล้วเหมือนจะดี  เพราะรัฐบาลมีส่วนเข้ามาวางแผนจัดการ ไม่ต่างกับกำหนดแพคเกจท่องเที่ยวในแต่ละเมือง  บางเมืองก็อาจมีการแสดงกายกรรมจีนที่เป็นภาคบังคับ  ไม่ต่างกับการพาต้อนเข้าร้านขายยาจีน  ร้านขายผ้าไหม  หรือร้านขายประเภทมุกและของประดับ

คนที่มาเที่ยวเมืองจีนแบบเป็นครั้งเป็นคราอาจไม่รู้สึกอะไร  ทุกอย่างจบลงด้วยดี นักท่องเที่ยวก็พอใจ  แต่ถ้ามาหลายๆครั้งก็อาจรู้สึกว่าคล้ายสูตรสำเร็จ  นักท่องเที่ยวเหมือนตกอยู่ในโปรแกรมที่รัฐบาลกำหนดไว้แล้ว

เมื่อคราวที่จีนเปิดประเทศใหม่ๆ  สมัยที่มีเติ้ง เสี่ยวผิง เป็นผู้นำ  หรือหลังพ.ศ. 2525 เป็นต้นไป  นักท่องเที่ยวจากหลายๆประเทศแห่ไปเที่ยวจีนกันอย่างครึกครื้น  พร้อมกลับมาเล่าเรื่องต่างๆที่พบเห็นจนเป็นที่สนุกสนาน  ตั้งแต่เรื่องกลโกงของคนจีนที่มีสารพัดรูปแบบ โดยเฉพาะเรื่องการทอนเงิน  และเรื่องที่ขาดไม่ได้ก็คือ เรื่อง ห้องน้ำห้องส้วม

นักท่องเที่ยวชาติยุโรปและอเมริกาส่วนใหญ่มักซอกแซกไปตามที่ต่างๆ  ท่องเที่ยวกันเองโดยศึกษาจากคู่มือ หรือ Guide Book ทำให้มีโอกาสได้เห็นเมืองจีนตามที่เป็นจริง จึงได้นำมาเปิดเผยพร้อมกับวิจารณ์ผ่านสื่อ บางครั้งก็เป็นเรื่องที่โลกภายนอกไม่เคยรู้เคยเห็นมาก่อน และหลายเรื่องก็ทำเอารัฐบาลจีนเสียหน้า ว่าเมืองจีนยังมีแบบนี้ด้วยหรือ

รัฐบาลจีนสมัยนั้นจึงแก้ปัญหาโดยกำหนดจุดท่องเที่ยวให้เป็นเรื่องเป็นราว  ว่าที่ใดสามารถไปเที่ยวได้  และที่ใดเป็นเขตต้องห้าม บางแห่งก็สร้างรั้วสร้างกำแพงสูงๆบังไว้ ขณะเดียวกันก็คาดโทษกับเจ้าหน้าที่ด้วยว่า หากปล่อยให้คนต่างชาติหรือนักท่องเที่ยวเข้าในพื้นที่ที่ไม่ไช่แหล่งท่องเที่ยวที่กำหนดไว้ก็จะมีความผิด  ส่วนบริษัททัวร์ก็กำหนดไว้ว่า  ห้ามไกด์พาลูกทัวร์ไปเที่ยวนอกเส้นทางที่กำหนดไว้เด็ดขาด 

หลายปีก่อนจึงเป็นที่รู้ๆกันว่าจีนเปิดประเทศเพื่อให้คนเดินทางมาชมความสวยงามกันแบบผักชีโรยหน้า ให้ดูแต่ส่วนดีและปกปิดเรื่องไม่ดีไม่งาม  เพราะกลัวชาวโลกจะหัวเราะเยาะเอา  แต่สิ่งที่ห้ามเด็ดขาดในตอนนั้น ก็เรื่องห้ามคนจีนแสดงความคิดเห็นทางเมืองและห้ามวิจารณ์การทำงานของรัฐบาลให้นักท่องเที่ยวฟัง

การที่รัฐบาลจีนออกกฏเหล่านี้  คนจีนในประเทศคงไม่รู้สึกอะไร เพราะชินกับการปกครองที่ทุกคนต้องฟังคำสั่งจากรัฐบาลแต่พียงผู้เดียว  ถือเป็นประกาศิตจากสวรรค์ ซึ่งใครไปเที่ยวจีนอาจได้ยินคำว่า " เหนือฟ้า  ยังมีรัฐบาล "

คำๆนี้คนจีนต้องท่องจนขึ้นใจ  เพราะคำสั่งของรัฐบาลถือว่าสูงสุดและสิ้นสุด จะร้องเรียนไม่ได้ แตกต่างกับประเทศอื่นๆที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย หรือประชาธิปไตยไม่เต็มใบเช่นประเทศไทย  คนจีนทั้งประเทศถูกปลูกฝังให้เชื่อรัฐบาล  ไม่มีการร้องทุกข์ในคำสั่งหรือกฏระเบียบที่ออกโดยทางการ  จะร้องเรียนได้เฉพาะเรื่องการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ที่กระทำอย่างไม่เป็นธรรมเท่านั้น

บ้านเราอาจไม่ค่อยเข้าใจลึกซึ้งในเรื่องนี้  เพราะเป็นประชาธิปไตยจ๋าจนแทบจะทำได้ทุกอย่างโดยไม่ผิดกฏหมาย  เช่นรวมกลุ่มประท้วงตามที่ต่างๆ  และหลายครั้งก็เห็นรัฐบาลต้องโอนอ่อนผ่อนปรน  จนกลายเป็นความเคยตัว  บางกลุ่มก็่มักทำตัวเป็นนักประท้วงมืออาชีพ  หรือรับจ้างประท้วงแทนคนอื่นๆ พร้อมรับทรัพย์ ตัวอย่างเช่นการเรียกร้องของกลุ่มสมัชชาคนจนในอดีต ที่เคยตกเป็นเครื่องมือของนักการเมือง หรือออกมาประท้วงโดยมีใบสั่ง

หรือกรณีที่ขณะกำลังประท้วง อยู่ดีๆพี่แกก็บอกชาวบ้านให้เลิกประท้วงและให้ขึ้นรถกลับบ้านกันแบบดิ้อๆ อย่างชนิดไม่มีปีมีขลุ่ย สาเหตุเพราะฝ่ายรัฐบาลเขาจ้างให้หยุดประท้วง แบบนี้ก็มีครับท่าน งานนี้บรรดาแกนนำรับทรัพย์กันทั้งสองฝ่าย ได้กันคนละล้านสองล้านนะเชียวครับ เรียกว่าได้ทั้งขึ้นทั้งล่อง และพอส่งชาวบ้านกลับภูมิลำเนาเสร็จ ตัวเองก็ไม่ยอมกลับบ้าน เพราะกลัวถูกชาวบ้านซักฟอก

โน่น... ไปเที่ยวต่างประเทศกันเฉย เพราะมีสปอนเซอร์พาทัวร์ ส่วนชาวบ้านก็ไม่รู้อีโหน่อีเหน่
ก็ต้องรับกรรมไปตามระเบียบ กลับบ้านไปกินปลาร้าปลาแดกเหมือนเดิม ส่วนแกนนำชาวบ้านก็สุขสบาย กินอาหารภัตตาคารและเที่ยวกันอย่างสุขโข ชาวบ้านที่ตกเป็นเครื่องมือ จึงไม่ต่างกับ เจ๊กลากไปไทยลากมา

บ้านเรานี่เล่นการเมืองกันแบบใต้ดินนี้กันค่อนข้างบ่อย พอรัฐบาลไหนบริหารงานได้ดี เศรษฐกิจไปโลด ฝ่ายตรงกันข้ามกลัวว่ารัฐบาลจะได้คะแนนนิยมจากประชาชน ก็จ้างพวกนี้แหละ ให้หาเหตุ หาเรื่อง มาประท้วงรัฐบาล พอรัฐบาลหาทางช่วยเหลือ ก็ทำดัดจริตๆ อิดๆ ออดๆ ไม่รับเงื่อนไข พร้อมกับอยู่ประท้วงกันนานๆ เพื่อให้สื่อมาทำข่าวกันทุกวัน เป็นการแย่งพื้นที่ข่าวไปจากฝ่ายรัฐบาล บางสื่อก็งี่เง้า ไม่ทันเกม กลายเป็นว่ามาตกหลุมพลางและเป็นกระบอกเสียงของพวกคนเหล่านี้

ชาวบ้านที่ไม่รู้เรื่องรู้ราว เขาว่าไงก็ว่าตาม และกระทำการไปตามที่เขาชักนำอย่างไม่รู้ถูกรู้ผิด ตัวอย่างเช่นเมื่อพืชผลทางการเกษตรราคาตกต่ำ  ก็ขนกันมาเททิ้งบนถนนเพื่อประท้วงรัฐบาล  นมสดบ้าง  มันสัมปะหลังเอย ลำไย  สัปปะรด มะเฟือง มะไฟ มะนาว มะพร้าว ส้มโอ ไชโย โห่หิ้ว.. เรียกว่าเห็นกันไม่เว้นในแต่ละปี และสิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือ ปิดถนน


นี่ไงประชาธิปไตยแบบบ้านเรา และไม่คิดว่าคนใช้เส้นทางจะเดือดร้อนกันแค่ไหน  อ้างความชอบธรรมแต่สร้างความเดือดร้อนให้คนอื่น  พอคนเดือดร้อนมากเข้า และกดดันมากขึ้น  รัฐบาลก็ต้องยอมทำตาม  หรือยอมรับข้อเสนอ และวิธีการแก้ปัญหาของรัฐบาลที่ผ่านๆมา มักจะหมักหมมปัญหาจนมาถึงขีดสุดด้วยการเผาบ้านเผาเมือง

แล้วต่อจากคดีเผาเมืองจะเป็นอย่างไรรู้ไม๊ครับ พูดแล้วเหยียบไว้นะ ว่าจะมีกฏหมายนิรโทษกรรมตามมาภายหลัง แต่ตอนนี้ฉากละครมันยังมาไม่ถึงบทที่ว่า ฉากแรกๆนี้ก็ต้องทำเป็นฮึดฮัดให้สมบทบาท ไล่ล่าจับกุม ฝากขัง ฟ้องศาล แล้วติดคุกไปสักระยะ จากนั้นเพื่อความปรองดองสมานฉันท์ กฏหมายฉบับนี้ก็จะคลอดออกมาเองโดยอัตโนมัติ เชื้อผมเต๊ะ..ตอนนี้อยู่ระหว่างการตั้งท้อง ใครไม่อยากให้เป็นแบบที่ว่า ก็ต้องช่วยกันเหยียบท้องให้มันแท้งตายไปซะ คนทำผิดจะได้ติดคุกเพื่อชดใช้กรรม

เรื่องที่ยกตัวอย่างมาข้างต้นนี้  ในประเทศจีนคงไม่เกิดขึ้น  เพราะคนจีนรู้ว่ารัฐบาลเอาจริง  และเป่าดิ้นแบบไม่กลัวหน้าอินทร์หน้าพรหม 
คนทั้งโลกก็ทราบทั่วกันว่าจีนปกครองกันด้วยวิธีที่เด็ดขาด  เพราะไม่เช่นนั้นคงเอาไม่อยู่แน่กับประเทศที่มีประชากรพันกว่าล้านคน เมื่อแห่งหนึ่งทำได้  ที่อื่นๆก็จะเอาอย่างบ้าง  บ้านเมืองก็คงปั่นป่วนวุ่ยวาย  เหมือนกับที่เกิดขึ้นอยู่บ่อยๆในบ้านเมืองเรา จนวุ่นวายไม่เลิก  กระทั่งเกิดเหตุเผาบ้านเผาเมือง  เผาห้าง และ ศาลากลางจังหวัด 

จีนเด็ดขาดในเรื่องกฏหมาย  ขณะเดียวกันขบวนการยุติธรรมก็มีประสิทธิภาพสูง สอบสวน ส่งฟ้องศาล และตัดสินคดีในเวลาอันรวดเร็ว

ไม่นานนี้เราคงยินข่าวที่ฮือฮาไปทั่วโลก  โรงงานผลิตนมเด็กได้ผสมสารเมลามีนซึ่งเป็นสารอันตรายเข้าไปในนมผง  จนคร่าชีวิตเด็กไปถึง 6 คน  และไม่เกิน 3 เดือนต่อมา ศาลมณฑลเหอเปยตัดสินประหารชีวิตเจ้าหน้าที่ของบริษัท 2 คน จำคุกอีก 10 คน ส่วนนางเถียน เหวินฮัว วัย 66 ปี อดีตผู้บริหารบริษัทซานลู่  ถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต

นี่คือขบวนการยุติธรรมของจีนที่ดำเนินการพิพากษาตัดสินกันอย่างทันอกใจ  และจบลงในขณะที่ข่าวนี้ยังไม่ทันจางไปจากความรู้สึกของคนทั่วไป 

หันกลับมามองขบวนการยุติธรรมในบ้านเราแล้วก็ไม่อยากนึกถึง  ไม่รู้อีกกี่ชาติจึงไปสู่ระดับสากลได้  มีกฏหมายก็เหมือนไม่มี  คนทำผิดก็ยังอยู่ดีมีสุขกันถ้วนหน้า  แม้แต่อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร  ก็ยังลอยหน้าลอยตา  แลบลิ้นปลิ้นตา เยาะเย้ยขบวนการยุติธรรมบ้านเราอยู่ในต่างประเทศ  ล่าสุดพวกแกนนำเสื้อแดง หรือสมุนทักษิณ ที่สั่งเผาประเทศ  ก็ยังอยู่ดีมีสุขภายในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ที่มีหัวโจกติดคุกได้แก่ เหวง วีระ ณัฐวุฒิ ฯลฯ

แต่จะมีสักกี่คนที่เชื่อว่าบุคคลเหล่านี้ถูกปฏิบัติเหมือนเช่นนักโทษทั่วไป  วันที่ออกจากคุกมาขึ้นศาล  เห็นลงพุงกันเกือบทุกคน  อาหารในคุกนี่มันแย่จริงๆ  กินแล้วอ้วน  กินแล้วหน้าตาสดใส  อดอยากจริงๆ ทักษิณทราบแล้วก็ขอความกรุณารีบๆมาติดคุกที่เมืองไทยด้วยเถิด สุขภาพแข็งแรง อายุยืนหมื่นปีเชียวนะ จะบอกฮ่าย

ก็อย่างว่าแหละนะ เรือนจำพิเศษ มันจึงต้องกินอยู่กันแบบพิเศษ หรือแบบวีไอพี ไม่เช่นนั้นก็จะเสียชื่อคำว่า เรือนจำพิเศษ ไปหมด

คดี  “ ผู้ก่อการร้าย “ข้อหาร้ายแรงนะครับ  แต่คิดว่าคงอยู่ดีมีสุข จนใบหน้าอิ่มเอิบ ไม่มีแววว่าจะทุกข์ยากเหมือนคนอื่นๆที่ถูกจองจำแต่อย่างใด


” แผนปรองดองและปฏิรูปแห่งชาติ....”  


ไม่ทราบว่าใครติดกันอย่างไร  ดูแล้วอาจลงเอยเหมือนกับสุภาษิตที่ว่า " ขึ้นต้นเป็นลำไม้ไผ่ พอเหลาลงไปก็กลายเป็นบ้องกัญชา " จะออกแบบประเทศไทยให้สวยเริด  อนาคตสดใส  อยู่ดีมีสุข  มีความรักใคร่สามัคคี  ไม่ทะเลาะเบาะแว้งหรือคิดจะเผาบ้านเผาเมืองเหมือนที่ผ่านมา ก็ไม่แน่ใจว่าฝันเฟื้องไปหรือเปล่า  เพราะคนไทยโดยสันดานแล้วมักจะทะเลาะเบาะแว้งกันเป็นครั้งเป็นครา  ตามเหตุและปัจจัยที่เอื้อหนุน  สังคมไทยไม่ได้เลวร้ายถึงขนาดจะฆ่าจะแกงกันไปตลอดชาติ  เหมือนกับที่หลายคนเป็นห่วง ถึงขณะนี้ก็น่าเป็นห่วงคณะกรรมการชุดต่างๆว่ากำลังจะตำน้ำพริกละลายแม่น้ำเสียปล่าๆ หรืออีกทีก็อาจไม่มีใครยอมรับแผนที่ว่านี้

เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 2553  มันเป็นอุบัติเหตุที่เกิดจาก  ผีห่าซาตานที่มีชื่อ “ ทักษิณ ชินวัตร “ มันหลอกล่อคนไทย เหมือนโยนเศษเนื้อจากต่างประเทศมาให้หมาขี้เรื้อนในบ้านเราแทะกิน มันเอาเงินมายัดปากคนไทย เรื่องก็มีแค่นั้น  หากต้องการให้คนในชาติมีความสามัคคีปรองดอง  ก็ต้องหาหมอผีไปกำจัดผีห่าที่ว่านี้  มันจึงจะถูกต้อง หรืออีกทีก็ไม่ต้องทำอะไร อยู่เฉยๆนี่แหละ แล้วทุกอย่างก็จะดีเอง

รัฐบาลอภิสิทธิ์ก็ดูจะงี่เง่ากับเหตุการณ์ที่ผ่านมา  ปล่อยให้ผีห่าหน้าเหลี่ยมตัวนี้มันแลบลิ้นปลื้นตูดกันอยู่ได้ รู้ทั้งรู้ว่าเป็นแผนปลุกระดม ที่คาดว่าจะมีเหตุร้ายตามมา ขนาดวิทยุชุมชนที่ล้างสมอง ปลุกระดม ล้มเจ้ากันทุกวัน รัฐบาลกลับบอกว่า ปิดไม่ได้ ทำไม่ได้ แบบนี้มีด้วยหรือ ปิดไปก่อนซิแล้วให้มันมาฟ้องทีเหลัง ทำไมไม่ทำ ทีตอนนี้แล้วปิดได้ และปิดไปหลายแห่งแล้วละครับท่าน บางแห่งก็ยึดเครื่องมือออกอากาศ บางแห่งก็ถอดเสาส่งสูงๆ ส่วนดีเจทั้งหลาย ก็เผ่นหนีเข้าไปอยู่เขมรกันหลายคน แปลกแฮะทีตอนนี้ละเอาจริง หรือว่า ศอฉ.นี่มันศักดิ์สิทธิ์

เรื่องแผนปฏิรูปและปรองดองแห่งชาติ   ความจริงน่าจะปฏิรูปขบวนการยุติธรรมดูจะเข้าเป้ามากกว่า  เพราะเรื่องเผาบ้านเผาเมืองที่เกิดขึ้น  มันเป็นความล้มเหลวของขบวนการยุติธรรมทั้งระบบ  ตั้งแต่ตำรวจ อัยการ และศาล  หากประเทศไทยไม่คิดที่จะปฏิรูปในเรื่องนี้  ก็คิดว่าปัญหาเดิมๆมันก็คงเกิดขึ้นอีก     

ปฏิรูปประเทศเสร็จก็มาซ้อปปิ้งที่ถนนคนเดินในเมืองหยางซั่วกันต่อ

ถนนคนเดินที่หยางซั่ว  หากมองไปที่พื้นก็จะว่าปูด้วยแผ่นหิน  ซึ่งทำให้คงทนถาวร  ไม่สึกกร่อนง่าย  และอยู่กันชั่วลูกชั่วหลาน  เช่นเดียวกับพระราชวังปักกิ่ง  รวมทั้งปราสาทเก่าแก่ที่มีอายุนับพันๆปีของประเทศทางแถบยุโรป  หรือปราสาทนครวัด-นครธม ในยุคขอมพันปี ก็ใช้ก้อนหินขนาดใหญ่ปูตามทางเดินยาวไปตลอดแนวนับเป็นกิโลๆ  ทุกวันนี้ยังมีสภาพดี

สิ่งปลูกสร้างใหม่ๆที่พบเห็นในประเทศจีนพบว่ามักจะใช้หินแกรหนิตเป็นหลัก  เช่นทำหัวเสา  ราวสะพาน  ทางเดินเท้า หรือแม้แต่ขอบทางเดิน  น้อยแห่งที่จะเห็นใช้ปูนซีเมนต์เหมือนทั่วๆไป  จึงไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมสิ่งปลูกสร้างเก่าแก่ในจีนจึงมีอายุยืนนานนับเป็นพันๆปี จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่สึกกร่อนมากนัก

อาจเป็นนิสัยของคนจีนด้วยที่มองการณ์ไกล  คิดการณ์ใหญ่  สร้างปัจจุบันเพื่ออนาคตจนชั่วลูกชั่วหลาน  ต่างกับสิ่งปลูกสร้างโบราณสถานของไทยและพม่า  ที่ก่อสร้างด้วยวิธีก่ออิฐถือปูน  ซึ่งทำให้สึกกร่อนได้ง่ายกว่าหิน  สาเหตุเป็นเพราะอากาศและความชื้นสามารถแทรกเข้าไปในเนื้อปูนเนื้ออิฐได้ 

คืนนี้ที่หยางซั่วอากาศค่อนข้างหนาว  ราว 7-8 องศาเห็นจะได้  คนไทยเจออุณหภูมิระดับนี้ก็ชักจะทนไม่ค่อยไหว  อยู่ได้ไม่นานก็ต้องรีบกลับไปที่พักเพื่อรับเอาไออุ่นจากเครื่องปรับอากาศ   บ้านเรามีแต่แอร์เย็นๆ  แต่ประเทศในเขตหนาวแอร์จะมี 2 ระบบ ปรับให้เย็น หรือปรับให้ร้อนก็ได้ อากาศหนาาวๆระดับ 0 องศา ก็นอนหลับกันสบาย  อาบน้ำอุ่นได้ตามปกติ  ข้างนอกหนาวแต่ในห้องอบอุ่น

ถนนคนเดินในเมืองหยางซั่วค่ำคืนนี้คึกคักไปด้วยนักท่องเที่ยวชาวจีน  ส่วนฝรั่งมังค่า  หรือคนชาติอื่นๆมีน้อยมาก  การพัฒนาการท่องเที่ยวของจีนส่วนใหญ่จึงเน้นเอาใจคนจีนด้วยกันเองมากกว่า  แค่จีนเที่ยวจีน เงินก็สะพัดกันไม่หวาดไม่ไหว จนแทบไม่ต้องมาง้อคนต่างชาติ

เดินเล่นที่นี่ได้ราว 2 ชั่วโมงก็ต้องกลับที่พัก  ยิ่งดึกยิ่งหนาว  ชักทนไม่ไหวเหมือนกันครับ

ส่วนพรุ่งนี้เช้ายังคงต้องตื่นเช้ากว่าคนอื่นๆ  เพราะมีการบ้านต้องทำในตอนเช้ามืด  คือรอชมพระอาทิตย์ขึ้นที่แม่น้ำลี่เจียงตรงหน้าโรงแรมนี้เลย  งานนี้พลาดไม่ได้ครับ  มาเที่ยวทั้งทีจะนอนตื่นสายได้อย่างไร  ยังไงพรุ่งนี้เช้าต้องตื่นก่อนพระอาทิตย์  

พรุ่งนี้เช้าเจอกันนะครับ




โฟโต้ออนทัวร์
14 กรกฏาคม 2553









แผนที่ (คลิกที่ภาพ)

แผนที่ประเทศจีน แผนที่เขตปกครองตนเองกวางสี

  


 
 
Outbound Click >
Hue- HoiAn
Angkor
Burma
Sipsongpanna
South Laos
Luangprabang
Koh Ker
Sapa VN
Malaysia
Guilin
 
 
   

      copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ