Photoontour โฟโต้ออนทัวร์  
Home : Outbound tour : Guilin 10               

Guilin 10 : ทิวทัศน์ริมฝั่งแม่น้ำลี่เจียง และเส้นทางชนบท

 

กุ้ยหลิน - หยางซั่ว-แม่น้ำลี่เจียง ดินแดนแห่งสายน้ำและภูเขาที่สวยที่สุดของประเทศจีน ชาวจีนเปรียบเทียบดั่งแดนสววรค์ใบนพื้นพิภพหรือในเทพนิยาย .. ติดตามความหัศจรรย์ของธรรมชาติได้ที่นี่
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
 
   
     
 

เที่ยวเมืองกุ้ยหลิน ตอนที่ 10 ทิวทัศน์ริมทาง จากหยางชั่วสู่ถ้ำเงิน
(เดินทางเมื่อ 14 ธค.51)

                                    

วันนี้ตื่นเช้าเป็นพิเศษ และตื่นก่อนพระอาทิตย์ขึ้น ทั้งนี้ก็เพราะอยากเห็นวิวสวยๆของแม่น้ำลี่เจียงที่ไหลผ่านหน้าโรงแรม หลังจากเมื่อเย็นวานก็เห็นภาพทิวทัศน์ชนบทที่น่าประทับใจไปแล้ว คาดว่าตอนเช้าๆขณะพระอาทิตย์ขึ้นก็น่าจะสวยไม่แพ้กัน

เมื่อออกมาอยู่หน้าโรงแรมก็สัมผัสกับอากาศที่หนาวเย็นราว 12 องศา ถนนหน้าโรงแรมในเวลานี้ค่อนข้างเงียบเหงา ไม่เห็นรถราแม้แต่คันเดียว  มีแต่ชาวบ้านขี่จักรยาน  หรือเดินเท้าด้วยท่าทางไม่เร่งรีบ  บางคนก็หาบกระบุงเปล่าๆเดินไปตลาด

คนหาบกระบุงที่เดินผ่านหน้าโรงแรม  น่าจะสะท้อนถึงวัฒนธรรมของผู้คนในเมืองนี้  ว่าคล้ายคลึงกับชาวล้านนาทางภาคเหนือ และชาวอีสานของไทย  รวมถึงชาวลาวด้วย  จะว่าไปแล้วชาวจ้วงในเมืองหยางซั่ว  หรือชาวจ้วงจากเมืองอื่นๆในมณฑลกวางสี  ก็มีเชื้อสายเดียวกันกับคนไทย  และบรรพบุรุษของตนเองก็มาจากดินแดนที่เป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำโขง ต่อมาได้อพยพลงมาตอนล่าง หลังถูกรุกรานจากพวกมองโกล  ซึ่งเป็นชนชาติที่มีอิทธิพลเหนือชาวจีนฮั่นมาเป็นเวลานับพันๆปี 

ก่อนนี้ประเทศต่างๆในเอเชียต่างคนต่างอยู่  อันเนื่องจากระบอบการปกครองที่แตกต่างกัน  บางประเทศก็ไม่ได้ไปมาหาสู่ซึ่งกันและกัน  เรียกว่าเป็นประเทศปิด  แต่หลังจากมีนโยบายเปิดประเทศ  จึงมีการแลกเปลี่ยนทางด้านวัฒนธรรม  ทำให้มีการสืบค้นหาความจริงทางประวัติศาสตร์และชาติพันธ์ระหว่างกันมากยิ่งขึ้นว่าแท้ที่จริงแล้ว ชาวจ้วง(ชนกลุ่มน้อย) กับคนไทย ก็คือสายเลือดเดียวกัน

ต้าลี่ หรือต้าหลี่ (Dali) เมืองที่อยู่บนภูเขาสูงอยู่ทางทิศตะวันตกในมณฑลบูนนานของจีนที่ค่อนไปทางพม่า เป็นต้นกำเนิดของชาวไต (TAI) หรือศูนย์กลางของอาณาจักรน่านเจ้า  ดินแดนบรรพบุรุษของไทย ตามที่ร่ำเรียนกันมาแต่เด็ก  ปัจจุบันยังพบว่าคนในเมืองต้าลี่ยังกินข้าวเหนียว  ตามตัวยังมีการสักยันต์เพื่อความขลัง   รวมทั้งลักษณะบ้านอยู่อาศัยก็ไม่ต่างกับทางภาคเหนือของไทยหรือทาง สิบสองปันนา ของจีน 

ภาพคนหาบกระบุงหน้าโรงแรม  พอจะเป็นหลักฐานที่แสดงว่า  ชาวจ้วงซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยในเมืองจีน กับคนไทย  น่าจะเกี่ยวดองเป็นญาติกันมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ ก่อนที่ไทยจะมาตั้งอาณาจักรสุโขทัยในดินแดนแหลมทอง

หยางซั่ว  อากาศเช้านี้ค่อนข้างเย็นสบาย  ไม่หนาวมากเหมือนกุ้ยหลิน  ทั้งๆที่อยู่ห่างกันไม่มากนัก  เวลานี้ทำให้นึกถึง เมืองซาปา  เมืองเล็กๆทางตอนเหนือของประเทศเวียดนามที่เป็นเมืองสงบ  ถนนหนทางดูร้างราผู้คน อากาศค่อนข้างดี  แต่ซาปายังมีเสน่ห์ในเรื่อง นาข้าวขั้นบันใด   ยามฤดูเก็บเกี่ยวจะเหลืองอร่ามสวยงามมาก

ที่นี่พอสายๆหน่อยคิดว่าสภาพการณ์คงจะเปลี่ยนไปเพราะเป็นเมืองท่องเที่ยว  แต่ละวันจะมีนักท่องเที่ยวมาเยือนเป็นเรือนหมื่น  ทั้งนี้ก็เพราะเสน่ห์ของแม่น้ำลี่เจียง

หากไม่ไช่ฤดูท่องเที่ยวแล้วคิดว่า หยางซั่วน่าจะเป็นเมืองที่มีบรรยากาศแบบชนบทสำคัญของจีน  ภาพวาดสวยๆงามของแม่น้ำและขุนเขาที่เห็นอยู่ทั่วประเทศจีนก็มีจินตนาการณ์มาจากเมืองนี้ทั้งนั้น

เราอำลาหยางซั่วตอนแปดโมงเช้า  จากนั้นก็เดินทางสู่หนานหนิง อันเป็นเมืองสุดท้ายของจีนในทริปนี้ ก่อนที่จะนั่งรถต่อไปยังชายแดนเวียดนาม เป็นการท่องเที่ยว 2 ประเทศในเวลาเดียวกัน  อาจเหนื่อยที่ต้องนั่งรถกันนานๆ  แต่ก็คุ้มที่มีโอกาสเห็นสภาพความเป็นอยู่ของผู้คนที่น้อยคนจะได้เห็น (หากไม่ง่วงหลับคารถเสียก่อน)

รถได้พาออกนอกตัวเมืองไปยังถ้ำเงิน  ที่อยู่ไม่ห่างตัวเมืองราว 15 กม.  ระหว่างทางเห็นภูเขาที่มียอดแหลมในยามแสงแดดอ่อนๆ  หรือตอนพระอาทิตย์ขึ้น  เป็นความสวยงามที่แตกต่างกับตอนเย็นๆของเมื่อวันวาน  ยังนึกในใจว่านี่เป็นแค่ภาพที่เห็นระหว่างการเดินทาง หากมีโอกาสเข้าไปในพิ้นที่จริงๆ หรือขึ้นไปบนยอดเขาแล้วจะสวยงามขนาดไหน

แต่ภาพสวยๆงามๆจากกุ้ยหลิน นักถ่ายภาพคงไม่ต้องปีนเขาให้มันเหนื่อย อาจปีนยากเพราะเป็นยอดแหลม ปัจจุบันช่างภาพธรรมชาติใช้วิธีเช่าบอลลูนถ่ายภาพกันแล้ว จะเคลื่อนตัวไปทิศไหนก็ทำได้ไม่ยาก ในขณะที่เดินทางยังเห็นลูกบอลลูนลอยอยู่กลางอากาศด้วย และเวลาขณะนี้ก็เหมาะสำหรับการถ่ายภาพขุนเขา (ดูภาพด้านล่าง) แนวแสงสาดส่องทำให้เห็นทั้งส่วนมืดส่วนสว่าง ดูเป็นภาพที่มีมิติ ลึก ติ้น

หลายคนที่เห็นภาพชุดนี้แล้วบอกว่าสวยดี ก็ต้องบอกว่าเป็นเพียงภาพถ่ายขณะนั่งอยู่ในรถเท่านั้นเอง หรือเพียงแค่น้ำจิ้ม เสียงจริงของจริงต้องถ่ายจากมุมสูง ยิ่งเห็นหมอกจางๆเหมือนเช่นเช้านี้ก็ยิ่งทำให้ภาพมีความสมบูรณ์มากขึ้น

กุ้ยหลิน นอกจากจะเป็นสวรรค์ของจิตรกรจีนแล้ว ก็ยังเป็นความฝันของนักถ่ายภาพธรรมชาติ ช่างภาพอาชีพต่างเดินทางมาเก็บเกี่ยวภาพสวยๆกันนับไม่ถ้วน นับจากเจีนเปิดประเทศ และช่วงแรกๆที่นำภาพมาเปิดเผยให้ชาวโลกได้เห็น ต่างตื่นเต้นกันใหญ่ว่า นี่มันสวรรค์หรือเมืองมนุษย์กันแน่ เพราะภูเขาลักษณะนี้ไม่เคยพบเห็นที่ไหนมาก่อน

จีน นอกจากธรรมชาติที่แปลกและสวยงามแล้ว บ้านเรือนในชนบทก็น่าสนใจไม่แพ้กัน ต้องยอมรับว่าเมืองชนบทของจีนที่ผ่านมามีความเรียบร้อยและสวยงามทีเดียว  ที่น่าสังเกตอีกอย่างคือว่า ไม่ว่าจะเป็น หยางซั่ว หรือ เมืองชนบทอื่นๆที่นั่งรถผ่าน จะไม่เห็นเสาไฟฟ้า หรือสายไฟระเกะระกะ  ไม่อยากเชื่อว่าจีนได้ปรับเปลี่ยนให้เป็นระบบสายไฟใต้ดินกันหมดทั้งประเทศ

ความสงสัยนี้ก็ทำให้ต้องกลับย้อนไปดูภาพเก่าๆ  ปรากฏมันเป็นเช่นนั้นจริงๆ  บ้านเรายังถกเถียงกันไม่หายว่าจะทำกันได้แค่ไหน ใช้เงินเท่าไหร่   ขนาดเมืองหลวงกรุงเทพมหานคร  ดูเหมือนจะมีแค่ถนนสีลมเท่านั้นที่สามารถเชิดหน้าชูตาได้  นอกนั้นก็ยังรุงรังตามปกติ

คงไม่ต้องพูดว่าจีนใช้งบประมาณไปเท่าใด  เรื่องแบบนี้ไม่มีปัญหาสำหรับจีนในเวลานี้  ใช้งบประมาณมากกว่านี้หลายเท่าก็ทำมาแล้ว  คนจีนด้วยกันยังบอกเลยว่าจีนเปลี่ยนไปเร็วมาก  และเร่งกันขนานใหญ่เมื่อเป็นเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิคปี 2008 โดยเฉพาะเรื่องถนนหนทางที่เชื่อมเมืองใหญ่ๆ 


ใครไปเที่ยวจีนในเวลานี้ต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเจริญอย่างผิดหูผิดตา

ถัดจากโอลิมปิค  จีนก็เตรียมความพร้อมในการเป็นเจ้าภาพจัดงาน “ เชี่ยงไฮ้ เอ๊กโป 2010 “ งานนี้จัดแสดงนานถึง 6 เดือน  ตั้งแต่ 1 พค.-31 ตค.2553    คราวนี้จีนรับเละอีกตามเคย พร้อมกับตั้งเป้าไว้ว่าจะมีผู้คนมาเที่ยวชมราว 70 ล้านคน  แต่เชื่อเถอะ 85 ล้านคน ก็มีความเป็นไปได้

จีนเค้ารวยกว่าเราหลายเท่าปล่อยเค้าไปเถอะ  ของเราเอาแค่ประคองประเทศไม่ให้มีใครมาเผาเมือง  เพียงแค่นี้เศรษฐกิจก็ไปโลดแล้ว 

ในช่วงเวลาที่ท่องเที่ยวอยู่ในประเทศจีนขณะนี้(15 ธค.51)  เป็นเวลาที่รัฐบาลของนายกฯอภิสิทธิ์ พึ่งได้รับฉันทานุมัติจากสภาให้เป็นนายกรัฐมนตรี  และทันที่คณะของเราได้รับแจ้งจากเมืองไทย  ทุกคนก็ปรบมือโห่ร้องด้วยความดีใจ  แสดงว่าส่วนใหญ่ที่เดินทางมาในครั้งนี้ชื่นชอบนายกฯอภิสิทธิ์ ด้วยกันทั้งนั้น (และเกลียดทักษิณเข้าใส้)

จุดนี้เองที่ทำเอาฝ่ายตรงกันข้าม  หรือจากพรรคเพื่อไทย รวมทั้งตัวกาลีบ้าน กาลีเมือง ที่ชื่อทักษิณ  เอาเป็นเหตุป่าวประกาศให้กับสื่อทั่วโลกว่า  นายกฯอภิสิทธิ์เป็นรัฐบาลที่ปล้นเค้ามา ทั้งๆที่เป็นการเลือกจากสภา หรือเลือกจากผู้แทนราษฏรอย่างถูกต้องตามกฏหมายรัฐธรรมนูญทุกประการ แต่พวกนี้ก็ยังแถกันข้างๆคูๆไม่เข้าเรื่อง ประเภทขี้แพ้ชวนตี เป็นเดือดเป็นแค้นกันทั้งพรรค คิดไม่ถึงว่าจะเป็นไปได้ พวกผู้เฒ่า หัวหงอก หัวโล้น จากพรรคเพื่อไทย เดือดดาลกันใหญ่

จากนั้นขบวนการไล่ล่าให้รัฐบาลชุดนี้ให้ล่มสลายก็ค่อยๆก่อตัวขึ้น  สุดท้ายไปจบลงในวันเผาบ้านเผาเมือง เมื่อวันที่ 20 พค.53 

นับว่าเป็นการปราชัยอย่างย่อยยับของฝ่ายอธรรมหรือฝ่ายทักษิณ รวมทั้งพลพรรคเพื่อไทยหรือสมุนของทักษิณ  ตามมาด้วยแกนนำถูกจับกุม  เป็นการแพ้อย่างย่อยยับ  เท่านั้นไม่พอการเผาเมืองครั้งนี้ใช้งบไปราว 12,000 ล้านบาท เป็นการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำอย่างที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อนในประวัติศาสตร์ชาติไทย (โง่สิหัย ชาวกระเหรี่ยงพม่าฝากบอกมา)

ในที่สุดคนชั่วก็ยังต้องระหกระเหินอยู่ในต่างประเทศอยู่เหมือนเดิม เหมือนผีไม่มีศาล  หลายคนรวมทั้งหมอดู หมอเดา ต่างทำนายทายทักเป็นเสียงเดียวกันว่า  มนุษย์พันธ์นี้น่าจะตายในต่างประเทศเป็นแน่แท้ คงไม่มีว่าสนาได้กลับมาตายยังบ้านเกิด ถึงเข้ามาก็คงนอนมาแบบตัวแข็งทื่อ

สาธุ..ขอให้เป็นจริงเถอะ..  เจ้าพ่อคุ้น..

คนคิดชั่วต่อแผ่นดิน  คนคิดล้มสถาบันกษัตริย์  ต้องมีอันเป็นไปเช่นนี้ทุกคน  ไม่ต่างกับ จอมพล ป.พิบูลสงคราม  อดีตนายกฯ ที่ต้องลี้ภัยไปต่างประเทศ ในสมัยของจอมพลสฤษดิ์ ธนรัชต์ ที่เข้ามายึดอำนาจ สาเหตุหนึ่งก็คือการลบหลู่สถาบัน และเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมอันดีงามชองชาติ เช่นไม่ให้มีการเล่นดนตรีไทยในที่สาธารณะ ถือว่าล้าสมัย ไม่มีวัฒนธรรมเหมือนชาติตะวันตก เปลี่ยนชื่อประเทศจากประเทศสยาม เป็นประเทศไทย ให้ทุกคนใส่หมวกเมื่อออกนอกบ้าน ห้ามกินหมาก ห้ามนุ่งซิ่นและจงกระเบน ให้หอมแก้มเมียก่อนออกจากบ้าน ฯลฯ ล้วนประหลาดๆทั้งนั้น

ใครได้ดูภาพยนต์ " เรื่องขุนอิน " ก็คงเข้าใจความรู้สึกของคนไทยในขณะนั้นว่าเป็นอย่างไร การปราบปรามเรื่องการแอบเล่นดนตรีไทยกระทำกันจริงจังแค่ไหน หลายคนสงสัยว่ามันยุคไหนสมัยไหนกัน ทำไมจึงเหี้ยมสุดๆ ตอนนั้นยังแปลกใจเหมือนกันว่าผู้สร้างภาพยนต์จะปกปิดความจริงทำไมกันทั้งๆที่เป็นเรื่องจริง ใครไม่ทราบก็บอกได้ว่า เป็นเหตุการณ์ในสมัยรัฐบาล จอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี หรือสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2

แล้ว พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ จะว่าไง  แผนล้มเจ้า 7 ขั้นตอนไปถึงไหนแล้ว  แฟนเพลงเขาฝากถามมา  ไหนบอกว่ารอมาถึง 78 ปี  ป่านนี้ก็ยังไม่เห็นทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเสียที ขอให้รีบๆทำซะ ก่อนชีวิตนี้จะหาไม่

ทำหน่อยเถอะ  จะได้มีโอกาสลี้ภัยไปอยู่ต่างประเทศ  รู้หรือไม่ว่าคนไทยไม่น้อยเขาอยากให้พ่อจิ๋วออกไปพ้นๆประเทศไทยเสียที บางคนก็บอกว่าเพี้ยนบ้าง เป็นอัลไซเมอร์บ้าง เขาบอกว่าอยู่ไปก็ไม่ต่างกับหอกข้างแคร่ของสถาบันฯ  วันดีคืนดีก็กดดันให้พระองค์ต้องลงมาแก้ปัญหา (ทั้งๆที่พระองค์ยังรักษาพระวรกายอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช)

ขอย้อนคำพูดบางตอนของพลเอกชวลิตฯ ทีแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2553 พร้อมกับแสดงตนที่จะขอเข้าเฝ้าฯ

” …. ถ้าไม่มีพระมหากรุณาธิคุณ ก็ไม่แน่ใจต่อการสูญเสียที่จะเกิดขึ้นภายในวันสองวันข้างหน้านี้ และจะเป็นตราบาปที่คนไทยไม่ต้องการเห็น ....”

คนระดับพวกไพร่อย่างเราๆท่านๆ คงคิดไปในทำนองเดียวกันว่า มิบังควรอย่างยิ่ง เป็นการลบหลู่พระองค์ต่อสาธารณะอย่างไม่น่าให้อภัย จะบอกไม่รู้ ไม่ทราบ หรือโง่ไปหน่อย ก็คงพูดไม่ได้ เพราะอดีตเป็นถึงนายกรัฐมนตรี ทั้งฉลาดหลักแหลม ชนิดหาตัวจับยาก (ฉลาดแบบนี้คนแถวบ้านเขาเรียกว่า สมองวอก แปลว่าฉลาดมากๆ)

ฝากไปถึง ศอฉ. ด้วยว่า ไหนๆก็ให้เกียรติ พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ เข้าไปอยู่ในบัญชีดำ ขบวนการล้มเจ้า ที่ต้องดำเนินการสอบสวน ก็ขอให้เร่งๆมือหน่อย ชาวบ้านเขาเอาใจช่วย หลายคนบอกบนไว้แล้วว่า หากจิ๋วติกคุกเมื่อไหร่ ก็จะแก้ผ้าวิ่งในห้องน้ำ 2 รอบ เป็นการแก้บน แต่แก้บนด้วยวิธีนี้ ผมคนหนึ่งละมิกล้า เพราะเป็นคนขี้อ้าย ขี้อาย..

กุ้ยหลินในตอนต่อไปจะพาไปเที่ยวเมืองหนานหนิง เมืองใหญ่ของมณฑลกวางสี เป็นเมืองสำคัญที่รัฐบาลจีนกำหนดให้เป็นศูนย์กลางการประชุมของอาเซี่ยน รวมทั้งการประชุมของประเทศต่างๆทางแถบอินโดจีน และยังเป็นศุนย์กลางความร่วมมือในด้านต่างๆ เช่นด้านวัฒนธรรม การศึกษา การค้าการลงทุน ฯลฯ หนานหนิงเป็นเสมือนตัวแทนของรัฐบาล เพื่อการพัฒนาร่วมกันระหว่างจีนกับอาเซี่ยน



โฟโต้ออนทัวร์
8 สิงหาคม 2553

  


 

 ภาพภูเขากุ้ยหลิน ถ่ายจากบอลลูน
การนั่งบอลลูนชมทัศนีย์ภาพของเมืองหยางซั่วมีโอกาสเห็นสวรรค์บนดินได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
(ภาพจากเว็บไซต์ต่างๆ)


Outbound Click >
Hue- HoiAn
Angkor
Burma
Sipsongpanna
South Laos
Luangprabang
Koh Ker
Sapa VN
Malaysia
Guilin
 
 
   

      copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ