Photoontour โฟโต้ออนทัวร์  
Home : Outbound tour : Guilin 12               

Guilin 12 Nanning - Hanoi เส้นทางจากเมืองหนานหนิงสู่ฮานอย

 

กุ้ยหลิน - หยางซั่ว-แม่น้ำลี่เจียง ดินแดนแห่งสายน้ำและภูเขาที่สวยที่สุดของประเทศจีน ชาวจีนเปรียบเทียบดั่งแดนสววรค์ใบนพื้นพิภพหรือในเทพนิยาย .. ติดตามความหัศจรรย์ของธรรมชาติได้ที่นี่
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
 
   
     
 

เที่ยวเมืองกุ้ยหลิน ตอนที่ 12 ตอนสุดท้าย เส้นทางจาก เมือง หนานหนิงสู่เวียดนามเหนือ
(เดินทางเมื่อ 14 ธค.51)

                                    

ทริปกุ้ยหลิน เดินทางมาถึงตอนที่ 12  ซึ่งเป็นตอนสุดท้าย  เป็นทริปที่เรียกว่าเที่ยว 2 ประเทศในคราวเดียวกัน  แต่ได้ตัดตอนเฉพาะการเดินทางและเรื่องราวในมณฑลกวางสี ประเทศจีน
  
ส่วนการท่องเที่ยวในเวียดนาม  จะได้นำเสนอในครั้งต่อไป  เพราะหากนำมารวมไว้ด้วยกันอาจทำให้บทความเรื่องกุ้ยหลินยาวเกินไป  ทริปกุ้ยหลินจึงเน้นแต่เรื่องราวในประเทศจีนเป็นหลัก  อาจมีภาพของประเทศเวียดนามปะปนมาบ้างก็เฉพาะภาพการเดินทางบนท้องถนนที่เชื่อมระหว่างชายแดนจีนกับเวียดนามเท่านั้น

กุ้ยหลิน  เมืองในสวรรค์ของคนจีน และเป็นเมืองที่หลายคนจากทั่วโลกใฝ่ฝันอยากมาเยือน  หากจะบอกว่าอะไรคือเสน่ห์  คงจะได้คำตอบที่ไม่ต่างกัน ก็คือธรรมชาติของภูเขาและความสวยงามของแม่น้ำลี่เจียง  ที่คนจีนกล่าวว่าสวยที่สุดในประเทศจีน  จนถึงกับนำภาพภูเขาและแม่น้ำในกุ้ยหลินไปแสดงไว้ในธนบัตรของจีนด้วย  ซึ่งปกติแล้วภาพที่ปรากฏในธนบัตรของแต่ละประเทศจะคัดเฉพาะสถานที่สำคัญๆเท่านั้น  หากเป็นประเทศไทยก็จะมีวัดพระแก้ว  วัดอรุณฯ  พระปฐมเจดีย์ เป็นต้น

ทริปกุ้ยหลิน  ที่บริษัทท่องเที่ยวบริการนำเที่ยว  เท่าที่ทราบมีหลายแบบหลายราคา  ส่วนใหญ่จะเดินทางจากสุวรรณภูมิไปลงที่กุ้ยหลินโดยตรง  จากนั้นก็นั่งรถไปเที่ยวหยางซั่วและหนานหนิงแล้วกลับกุ้ยหลินเพื่อเดินทางกลับ  บางโปรแกรมอาจนั่งเครื่องไปลงที่หนานหนิง  จากนั้นก็ไปเที่ยวหยางซั่วกับกุ้นหลิน  แล้วกลับมาขึ้นเครื่องที่หนานหนิง

แต่ทริปที่นำเสนอมาจนถึงตอนที่ 12 นี้  เป็นเส้นทางใหม่ หรือโปรมแกรมใหม่  ฉีกแนวไปจากที่กล่าวมา  ทั้งนี้น่าจะเป็นทริปเพื่อประชาสัมพันธ์ของการเดินทางโดยรถยนต์ที่จีนพึ่งสร้างทางหลวงเสร็จกันมาหมาดๆ  จะได้เห็นว่าหากใครมาเที่ยวฮานอยแล้วก็อาจเพิ่มโปรแกรมไปเที่ยวจีนกันต่อ  เรียกว่าเที่ยว 2 ประเทศในทริปเดียวกัน

การเดินทางในทริปนี้น่าจะเรียกว่าเป็นการทดสอบ  แต่จะเป็นที่นิยมแค่ไหนก็ไม่อาจทราบได้  หากใครไม่ชอบนั่งรถนานๆก็อาจเบื่อได้   โดยเฉพาะวันเดินทางจากฮานอยสู่กุ้ยหลินในวันแรก ที่เล่นเอาสะบักสะบอม  ออกจากฮานอยตอนเช้าราวแปดโมงครึ่ง  แต่ไปถึงโรงแรมราวสี่ทุ่ม  แถมเจออากาศที่หนาวเหน็บชนิดสั่นเป็นเจ้าเข้าเกือบทุกคน

ทริปฮานอย-กุ้นหลิน  ครั้งนี้น่าจะเป็นทริปปฐมฤกษ์  อาคารสำนักงานของจีนที่ชายแดนยังสร้างไม่เสร็จเรียบร้อยนัก  บางอาคารยังไม่เปิดทำการ  บางแห่งก็กำลังปรับภูมิทัศน์

ทริปปฐมฤกษ์นี้เริ่มต้นจากสุวรรณภูมิ  แล้วไปลงที่เมืองฮานอย ประเทศเวียดนาม  เที่ยวฮานอยและพัก 1 คืน  พอเช้าก็ออกเดินทางไปยังชายแดนจีนสู่เมืองกุ้ยหลิน  เที่ยวกุ้ยหลิน หยางซั่ว  และหนานหนิง  เสร็จอล้วก็นั่งรถกลับเวียดนามเพื่อเที่ยวอ่าวฮาลองหรือฮาลองเบย์กันต่อ  รวมเบ็ดเสร็จแล้วเป็นทริปที่ยาวนาน  และเที่ยวกันจนเบื่อ  สรุปแล้วทริปนี้นอนที่จีน 3 คืน  เวียดนาม 2 คืน  รวม 5 คืน

กุ้ยหลินตอนที่ 12  ตอนสุดท้ายนี้ เราออกจากเมืองหนานหนิงกันแต่เช้า  ถึงชายแดนจีน-เวียดนาม ตอนเที่ยงๆ  แวะทานข้าวเที่ยวที่เมืองเล็กๆใกล้ด่านชายแดนจีน  จากนั้นก็ข้ามแดนสู่ประเทศเวียดนาม  เป็นการเดินทางที่ไม่ได้ใช้เส้นทางเดิมเหมือนตอนขามา

เมื่อข้ามแดนมาสู่เวียดนามแล้วรู้สึกว่าแตกต่างกับจีนเป็นอย่างมาก

ประเทศจีนมีการพัฒนาเมือง พัฒนาถนน  รวมทั้งอาคารสถานที่ของกองตรวจคนเข้าเมือง หรือ ตม. ชนิดที่ใหม่หมดจด  รองรับการท่องเที่ยวและการขนส่งในอนาคต  แต่พอข้ามมายังประเทศเวียดนามแล้ว  มันช่างตรงกันข้ามชนิดหนังคนละม้วน  เหมือนจากเมืองสู่ชนบท ทั้งๆที่ด่านเวียดนามที่ติดกับจีนนี้อยู่ในเขตเมืองฮานอยหรือเมืองหลวงของเวียดนาม

เสียดายที่ถ่ายภาพแต่ด่านชายแดนจีนที่พึ่งสร้างเสร็จใหม่ๆ(ในตอนที่1)  แต่ไม่ได้ถ่ายภาพบริเวณด่านเวียดนามมาด้วย  และพอตอนขากลับก็ไม่ได้ถ่ายบรรยากาศแถวด่านเวียดนามมาด้วยอีกเช่นกัน  แปลกใจว่าพลาดได้อย่างไร   นึกถึงตอนนั้นเข้าใจว่าคงหมดอารมณ์ถ่ายภาพเพราะบรรยากาศไม่ชวนให้ถ่ายภาพนัก   ที่พอจำได้ก็เห็นรถบรรทุกผ่านเข้าออกในบริเวณด่านเป็นจำนวนมาก  ถนนทางฝั่งเวียดนามก็ไม่เรียบร้อย  เป็นหลุมบ่อ และมีฝุ่นจากรถบรรทุกขณะแล่นผ่าน ห้องน้ำของเวียดนามที่บริการนักท่องเที่ยวก็มีแบบขอไปที  สภาพทั่วไปดูรกรุงรัง 

ขณะรอไกด์เพื่อผ่านขั้นตอนของเอกสาร  ทุกคนก็นั่งๆยืนๆรออยู่ใต้ร่มไม้ เห็นผู้หญิงเวียดนามมีอายุแต่งกายแบบใส่ชุดนอนและสวมหมวกเวียดนาม  คอยเดินเก็บถุงพลาสติกที่มีสภาพดีตามถังขยะ  หรือตามซอกหลืบที่มีคนทิ้ง  และมักคอยสังเกตคนไทยว่าใครมีถุงหิ้วบ้าง  พอเห็นใครถือถุงเปล่าๆ  ก็จะเดินเข้ามาถามด้วยภาษาเวียดนามที่ฟังไม่รู้เรื่อง  แต่พอเข้าใจว่าแกคงขอถุงที่ไม่ใช้แล้ว คนไทยเห็นแล้วอาจงง ว่ามีแบบนี้ด้วยหรือ แต่ถ้าหากใครคุ้นเคยกับประเทศเวัยดนามแล้วคงไม่แปลกใจ

คิดว่าอีกไม่นานความทันสมัยของด่านชายแดนเวียดนามแห่งนี้คงมีการเปลี่ยนแปลง และคงเรียบร้อยกว่านี้ เพียงแต่ว่าขณะนี้ด่านจีนที่อยู่ติดๆกัน เริ่มปรับปรุงก่อน เพราะรู้ๆกันว่าจีนมีฐานะทางเศรษฐกิจที่ดีมาก และเห็นประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับธุรกิจของจีนได้ชัดเจนกว่า

เราเสียเวลาที่ด่านเวียดนามกันนานพอสมควร   จนกลายเป็นสิ่งที่ทุกคนเริ่มชิน  ทั้งๆที่ทราบมาว่า  ไกด์เวียดนามได้จ่ายพิเศษให้กับเจ้าหน้าที่เพื่อความสะดวกไปเรียบร้อยแล้ว 

นี่ขนาดจ่ายใต้โต๊ะ  แต่ขบวนการต่างๆก็ดูจะไม่ค่อยทันใจไกด์สักเท่าใด  เห็นเดินบ่น และทำหน้ายุ่ง ก่อนจะก้าวขึ้นรถ

ด่านชายแดนเวียดนามรู้สึกว่าจะมีปัญหาความล่าช้ากันทุกแห่ง  จนไกด์เวียดนามในทริปอื่นๆเคยพูดเชิงล้อเล่นว่า  เวียดนามมีประชากรมาก  จึงต้องเพิ่มขั้นตอนเพื่อให้คนมีงานทำ เป็นการลดการว่างงานของคนเวียดนามที่มีประชากรราว 85 ล้านคน

จากทางด่วน หรือไฮเวย์ที่ทันสมัยของจีน  พอเข้าประเทศเวียดนามก็เป็นถนนปกติแบบสองเลน  รถราไม่มากนักจึงไม่ต้องกังวลเรื่องความปลอดภัย ขณะเดียวกัน กฏจราจรกำหนดความเร็วไม่เกิน 90 จึงไปแบบเรื่อยๆ  ใครง่วงก็งีบ

กฏหมายจราจรในเวียดนามถือว่ามีประสิทธิภาพมาก  คนเวียดนามที่ใช้รถใช้ถนนจะยึดถือกฏจราจรมากกว่าบ้านเรา  ค่าปรับก็แพงกว่าบ้านเราหลายเท่า   เช่นขับรถเร็วเกินกำหนดต้องเสียค่าปรับราว 2 พันกว่าบาท  ไกด์บอกว่าหากคนขับรถทัวร์โดนปรับก็เท่ากับว่า  เงินเดือนหายไปครึ่งเดือนค่อนเดือนเลยทีเดียว  แถมตำรวจเวียดนามก็เอาจริงเอาจังด้วย 

ถามไกด์ว่าตำรวจเวียดนามรับใต้โต๊ะหรือไม่  แกตอบว่าไม่รังเกียจ

ก็คงเช่นเดียวกับตำรวจไทย  แต่คิดว่าเรื่องลีลารับใต้โต๊ะ  ตำรวจไทยน่าจะมีชั้นเชิงและศิลปะมากกว่า  ใครยื่นเงินให้ตรงๆนี่ไม่รับนะครับ  เพราะรู้ว่าเป็นเป้าสายตาขณะรถติด  ต้องใช้วิธีเดินตามเข้าไปพูดคุยกันในตู้หรือในป้อม จะได้ต่อรองราคากันได้ง่ายหน่อย  

หากเป็นเมื่อก่อนแล้ว  การจับปรับตามริมถนน ตำรวจไทยเราก็มีวิธี  

ที่พอจำได้ก็ใช้หนังสือสักเล่ม  เหน็บที่เบาะมอเตอร์ไซด์  ใครจะจ่ายก็บอกให้ไปเสียบไว้ที่นั้น  พอเสียบเรียบร้อย (ราว 100 บาท) พี่แกก็ตะเบะซะสวยงาม เป็นการขอบคุณ

ที่เล่ามานี้ก็เพราะเคยทำมาแล้วครับ (พูดแล้วอายจัง)  

เอาอีกเรื่องหนึ่งที่พอจะนึกออก ครั้งหนึ่งเคยเจอข้อหาเลี้ยวในที่ห้าม  หรือเป็นจุดให้เลี้ยวตามเวลา  ปรากฏว่าคันแรกแอบลักไก่ ที่เหลือจึงขับตาม (เพราะนึกว่าถึงเวลาเลี้ยวได้แล้ว) ที่ไหนได้เสร็จกันทั้งยวงนับสิบๆคันทั้งรถเก๋งและมอเตอร์ไซด์  จากนั้นทุกคนก็จอดรถแล้วเดินเรียงแถวเข้าป้อมตำรวจ  แต่ก่อนเข้าป้อมผมจึงทำหน้าที่เป็นผู้จัดการแทน  บอกให้ทุกคนควักมาคนละยี่สิบบ้าง สี่สิบบ้าง รวบรวมมาได้ราว 200 แล้วยื่นให้นายสิบที่ยืนกระมิดกระเมี้ยนอยู่คนเดียวภายในป้อม ชนิดที่รู้กัน

ตำรวจแกเขินอายคงเห็นว่าผู้ต้องหามีเป็นสิบจะทำอะไรไม่ถนัด  ครั้นจะเรียกเงินแบบตรงๆก็ไม่กล้า  ได้มา 200 คนเดียว คงพอใจแล้ว

จ่ายค่าปรับ 20 บาท ครั้งนั้นถือว่าถูกที่สุดในชีวิต  งานนี้หลายคนขอบใจผมใหญ่  บางคนบอกเกือบควักแบ้งค์ร้อยให้ไปแล้ว 

เมื่อเข้ามาสู่ดินแดนเวียดนาม  ก็เริ่มเห็นการใช้ชีวิตแบบประเทศเกษตรกรรมอย่างแท้จริง  ผืนดินที่ดูแห้งแล้งถูกไถกลบเพื่อปลูกพืชสวนครัวหลังเกี่ยวข้าวแล้วเสร็จ   บางพื้นที่ทดน้ำเข้านาเพื่อเริ่มทำนากันครั้งต่อไป  ชนิดที่ไม่มีที่ว่างให้เห็น

ภาพแบบนี้ประเทศไทยคิดว่าน่าจะเคยเห็นในอดีตเมื่อราว 50-60 ปีก่อน สมัยที่ชาวนาไทยมักนิยมปลูกพืชหมุนเวียนไปตามฤดูกาล   ใครผ่านไปตามชนบทช่วงฤดูหนาวก็มักเห็นแปลงผักสวนครัวงอกงามแทนที่นาข้าว  หรือตามริมแม่น้ำที่แห้งขอด หน้าแล้งก็มักเห็นการปลูกผักตามริมตลิ่ง พอใกล้น้ำหลากพืชผักก็เก็บไปกิน หรือเก็บไปขายจนหมดแล้ว  เป็นการใช้พื้นที่ว่างริมแม่น้ำลำคลองให้เป็นประโยชน์

ภาพที่ว่านี้เมืองไทยหาดูได้ยาก  แต่ที่เวียดนามและลาว  ยังมีให้เห็นมากมาย 

มาเที่ยวเวียดนามในช่วงนี้  คงไม่ต่างกับชนบทของไทยที่ย้อนอดีตไปสักราว 50 ปี  หรือยุคที่ชาวนายังไม่รู้จักปุ๋ยเคมี  คงใช้แต่ปุ๋ยคอกและปุ๋ยหมัก นำมาโรยลงแปลงนา  เป็นการทำนาที่ไม่มีค่าใช้จ่ายเรื่องปุ๋ยหรือยาฆ่าแมลง ต่างกับปัจจุบันที่ต้องใช้เงินมากมาย และเลิกไม่ได้ คนไทยสมัยนี้ท้องใส้จึงเต็มไปด้วยสารเคมี สารพัดโรคที่มาจากสารพวกนี้ เช่นโรคมะเร็งที่เป็นกันทั้งหญิงและชาย จนยอดคนตายด้วยโรคนี้พุ่งสูงมาก

ชาวนาเวียดนามเมื่อใกล้ฤดูเก็บเกี่ยว ก็จะมองเห็นกำไรหรือรายได้ที่จะได้รับในอนาคต  ทำมากก็ได้มาก  ผิดกับชาวนาไทยที่ส่วนใหญ่เลิกอาชีพนี้และหันไปรับจ้างตามสถานประกอบการณ์ต่างๆ  เพราะอาชีพทำนาเป็นการทำเพื่อใช้หนี้   เรียกว่ามีหนี้สินติดลบตั้งแต่ยังไม่เริ่มทำนา 

อาชีพทำนาในบ้านเราส่วนใหญ่ถือว่าล่มสลาย  กลายเป็นเมืองอุตสาหกรรมขึ้นมาแทน แต่เวียดนามยังมาไม่ถึงจุดนี้  ถามว่าจะเดินรอยเหมือนชาวนาไทยหรือไม่   คำตอบก็คือไม่น่าจะต่างกันนัก

ปัจจุบันเรายังเห็นพื้นที่นาอยู่ทั่วทั้งประเทศเวียดนาม  แต่อีกราว 20 ปีข้างหน้า  ฟันธงได้เลยว่าชาวนาเวียดนามจะประสบปัญหาเช่นเดียวกับชาวนาไทย  ทั้งค่าปุ๋ย  ยาฆ่าแมลง  ค่าจ้างทำนา  สารพัดรายจ่าย  รวมทั้งการใช้ชีวิตแบบฟุ้งเฟ้อเช่นเดียวกับชาวนาไทย  

ทุกวันนี้หากใครไปเที่ยวต่างจังหวัดหรือหมู่บ้านในชนบทของไทย ที่ทำนากันอย่างจริงจัง จะรู้ว่ารสนิยมของชาวนาไทยเปลี่ยนไปตามยุคตามสมัย  ชาวนาซื้อโทรศัพท์มือถือใช้ หรือเล่นหวยถือเป็นเรื่องเล็กน้อยหรือจิ๊บๆ 

นี่เลย  ก่อนออกไปไร่ไปนาก็พกลิโพ หรือกระทิงแดง มันเป็นค่านิยมที่มีมานาน ที่ทันสมัยหน่อยก็ซื้อชาเขียวขวดละ 20-30  หรือซื้อน้ำขวด 10 บาท ไปทำนากัน  ทีแรกก็ไม่เชื่อ  แต่จากพูดคุยกับผู้นำชุมชน  แกบอกอย่างไม่อายว่า  ลูกบ้านของแกแทบล้มละลายกันทุกคน  ใช้ชีวิตแบบสิ้นเปลืองและขาดเหตุผล 

ถามว่าทำไมถึงทราบ  แกบอกว่าโครงการบัญชีครัวเรือนที่รัฐบาลสนับสนุน เพื่อจดบันทึกการใช้จ่ายประจำวัน  ทำให้ทราบว่า ลูกบ้านของแกมีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง   รู้ว่าแต่ละคนหมดเงินไปกับบรรดาปุ๋ยเคมี และยาฆ่าแมลงชนิดที่ถอนตัวไม่ขึ้น แถมคุณภาพชีวิตก็ลดลง เจ็บไข้ได้ป่วยเป็นประจำ 

การรณรงค์ของชุมชนเพื่อลดรายจ่ายของชาวนาชาวไร่จึงต้องเริ่มในส่วนที่เป็นรายจ่ายสำคัญๆก่อน  เช่นส่งเสริมการใช้ปุ๋ยชีวภาพแทนปุ๋ยเคมี  สนับสนุนให้หันมาทำนาแบบดั่งเดิม  เช่นใช้วัวควาย

ปัญหาที่ว่านี้ยังไม่เกิดขึ้นกับประเทศเวียดนาม  เพราะต้นทุนการทำนาหรือการผลิตข้าวก็คือแรงงานของคนและแรงงานจากวัว ควาย ที่ถือว่ามีต้นทุนเป็นศูนย์  และไม่มีค่าใช้จ่ายอื่นๆที่ให้ชาวนาเวียดนามต้องกลุ้มใจเหมือนกับชาวนาไทย  ส่วนการใช้ชีวิตแบบฟุ้งเฟ้อ ชาวนาเวียดนามในปัจจุบันยังไม่มี เพราะยังยากจน  การใช้ชีวิตแบบพอเพียงชนิดติดดินยังพบเห็นอยู่ทั่วไป 

ชาวนาเวียดนามจะมีจักรยานสักคันถือว่าเป็นเรื่องใหญ่   บ้านใครมีถือว่ามีฐานะขึ้นมาบ้าง  แต่ก็เป็นเพียงแค่จักรยานมือสองจากญี่ปุ่น  ส่วนจักรยานคันใหม่ๆชนิดแกะกล่องเหมือนที่ขายกันในเมืองไทยนั้นเลิกพูดกันเลย  

หากรัฐบาลเวียดนามมองเห็นอนาคตของประเทศที่กำลังจะเปลี่ยนไป ก็น่าจะเตรียมตัววางแผนกันแต่เนิ่นๆ ตัวอย่างจากประเทศไทยหรือประเทศอื่นๆ ก็มีให้เห็นกันมาก ปัจจุบันเวียดนามกำลังรับศึกหนัก ที่สินค้าจากจีนยาตราสินค้าเข้ามาเวียดนามอย่างมหาศาล  และใช้เวียดนามเป็นสะพานข้ามไปยังประเทศอื่นๆในแถบอินโดจีน   สินค้าจีนเข้าประเทศมากคนเวียดนามก็ตกงานมากขึ้น เป็นเรื่องธรรมดา การมุ่งเน้นพัฒนาสินค้าทางการเกษตร น่าจะเป็นทางออกที่ได้เปรียบกว่าชาติอื่นๆ โดยเฉพาะเรื่องข้าวที่ติดอันดับโลก การเปลี่ยนที่นาให้เป็นนิคมอุตสาหกรรม หากไม่ควบคุมหรือแบ่งโซนให้ดีก็จะกลายเป็นที่มาทำลายประเทศได้ในอนาคต

ทริปกุ้ยหลินขอจบลงตรงนี้  และตอนต่อจากนี้ไปก็จะเป็นเรื่องราวของเวียดนามเหนือ  หรือทริปฮานอยภาค 2   ใครสนใจอยากชมอ่าวฮาลอง  และวิธีชีวิตของชาวเวียดนามที่พยายามเจาะให้เห็นกับแบบถึงกึ๋นก็ต้องติดตาม 

หรือใครอยากมาเที่ยวในตอนนี้ก็จะเห็นภาพของประเทศเกษตรกรรมที่สดชื่นเขียวชอุ่ม  เห็นการใช้ชีวิตแบบพอเพียง  หากมาเที่ยวหลังนี้ไปอีกไม่นานก็เชื่อว่าสภาพเมืองเกษตรกรรมก็จะมีการเปลี่ยนแปลง  นาข้าวที่เคยเห็นสวยๆงามๆก็จะกลายเป็นย่านอุตสาหกรรม  ไม่ต่างกับเมืองไทย


โฟโต้ออนทัวร์
13 พฤศจิกายน 2553
  







 
 
Outbound Click >
Hue- HoiAn
Angkor
Burma
Sipsongpanna
South Laos
Luangprabang
Koh Ker
Sapa VN
Malaysia
Guilin
 
 
   

      copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ