นาข้าวที่ปลูกระหว่างหุบเขา กลายเป็นเสน่ห์ที่ทำให้นักท่องเที่ยวหลั่งไหลกันมาล่องเรือพายเพื่อชมความงดงามของแปลงนา และธรรมชาติที่แตกต่างจากที่อื่นๅ จนนักท่องเที่ยวไทยตั้งฉายาว่า ฮาลองบก
Part 1 จากฮานอยสู่นิงห์บิงห์
Part 2 ฮาลองบก
Part 3 หมู่บ้านชนบท
Part 4 เที่ยวถ้ำ
Part 5 เดินทางกลับ
    Home : Outbound : Ninh Binh, Vietnam Part 1
ตอนที่ 1 จากฮานอยสู่นิงบิงห
 
             
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
             
 
 
ชมภาพการเดินทางท่องเที่ยวในเวียดนาม ซาปา นาข้าวขั้นบันใด อ่าวฮาลอง สุสานโฮจิมินห์ เว้ ดานัง ฮอยอัน ฯลฯ
 
ล่องฮาลองบกที่นิงห์บิงห์ ตอนที่ 1 (Ninh Binh Part 1)
เดินทางเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2550 (Oct 2007)





ทริปเวียดนามตอน นิงห์บิงห์ เป็นการเดินทางในคราวเดียวกับชุดท่องเที่ยวเมืองซาปา (มี 10 ตอน)  และอยู่ในทริปเดียวกับเที่ยวเมืองฮานอย (มี 7 ตอน) ที่พึ่งจบตอนที่ 7  ไปไม่นานนี้  ทั้งหมดนี้เป็นเดินทางเมื่อเดือนตุลาคม ปี 2550  ในช่วงที่อากาศในเวียดนามทางภาคเหนือกำลังเย็นสบาย  ส่วนซาปาเป็นเมืองชนบทที่อยู่เหนือสุดของเวียดนาม เขตติดต่อกับประเทศจีน จะมีอากาศหนาวกว่าเมืองอื่นๆ  

ไปซาปาในครั้งนั้นถือว่าไปเที่ยวในช่วงที่ลงตัวพอดี  มีโอกาสเห็นนาข้าวขั้นบันไดเหลืองอร่าม  สวยงาม และแปลกตาสำหรับคนไทยมาก

ทริปเดียวกันในเดือน ตุลาคม ปี 50 แบ่งเป็น 3 เรื่อง  

1 ซาปา (Sapa) 10 ตอน
2
ฮานอย (Hanoi) 7 ตอน
3 นิงห์บิงห์ ( Ninh Binh) 5 ตอน


นิงห์บิงห์ในคำหลังนี้บางครั้งก็เรียกว่า  นิงห์บินห์บ้าง  หรือ นิญบิ่ญ (ตามวิกิพีเดีย และ กูเกิ้ล )  ก็แล้วแต่ว่าใครจะฟังคนเวียดนามออกเสียงอย่างไร  แต่ส่วนใหญ่แล้วจะใช้คำว่า  นิงห์บิงห์ หรือ นิงห์บินห์  

ทริปเวียดนามใน 3 เรื่อง รวมทั้งหมดประมาณ 25 ตอน  ซึ่งดูค่อนข้างจะยาวนาน  แต่เนื่องจากต้องการให้เห็นภาพและเรื่องราวกันอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย  จึงต้องซอยย่อยเป็นหลายตอนอย่างที่เห็น

เดือนตุลาคม ปี 50  หลังจากนั่งรถไฟกลับมาจากซาปา ได้ยินข่าวพายุเข้าถล่มไทยและเวียดนาม  พายุลูกนี้มีชื่อว่า “ ช้างสาร “  หลายคนคงเคยได้ยินเมื่อ 2-3 ปี ก่อน   ซึ่งไม่ได้สร้างความเสียหายให้กับไทยมากนัก เมื่อเทียบกับความเสียหายที่เกิดขึ้นในเวียดนาม  ที่ต้องบอกว่าเกิดขึ้นในเวียดนามอย่างถล่มทลาย  ทัวร์ไทยหลายคณะออกจากโรงแรมไม่ได้เพราะน้ำท่วมถนนและบริเวณหน้าโรงแรม เรียกว่ากลับเมืองไทยอย่างใจหายใจคว่ำ 

หากดูแผนที่เวียดนามแล้วมีลักษณะคล้ายกับคนทำมือปกป้องประเทศทางแถบอินโดจีน  ซึ่งได้แก่ ลาว  เขมร และไทย  ไม่ต่างกับเมืองหน้าด่านของพายุที่พัดเข้ามาจากทะเลจีนใต้สู่ประเทศต่างๆในอินโดจีน

ในแต่ละปีจะมีพายุเข้าถล่มอย่างรุนแรง  พายุช้างสารนี้ก็เช่นกัน  ทำให้คนเวียดนามเสียชีวิตถึง 114 คน  และไร้ที่อยู่อาศัยเกือบ 2 แสนคน 

พายุช้างสารในครั้งนั้น  มีโอกาสสัมผัสกันแบบหางๆที่เมืองนิงห์บิงห์  ได้รู้รสชาติดีว่าพายุในเวียดนามรุนแรงกว่าพายุในบ้านเรามาก  โดยเฉพาะพายุที่มากับความหนาว  เรียกว่า  ทั้งลม  ทั้งฝน และความหนาวในขณะเกิดพายุ  

ความเดือดร้อนย่อมเกิดขึ้นกับชาวเวียดนามแน่นอน  แต่ก็ถือว่าเป็นความเคยชินของคนในประเทศนี้ไปแล้ว ทั้งน้ำท่วม และพายุ มีโอกาสมาเยือนเป็นประจำทุกปี โดยไม่ได้นัดหมาย  บางปีก็มาเยือนกันถึง 2 ลูก 3 ลูก แล้วแต่ว่าทะเลทางหมู่เกาะฟิลิปปินส์จะมีอากาศแปรปรวนหรือไม่

ประเทศไทยดูเหมือนจะไม่ค่อยเดือดร้อนเรื่องภัยจากพายุหรือน้ำท่วมมากนัก  คนไทยจึงโชคดีกว่าอีกหลายประเทศในแถบอาเซี่ยน   หรือมีความเป็นอยู่ที่สุขสบายกว่า

จะมีข้อเสียก็ตรงที่ชอบทะเลาะกัน

สันดานคนไทยแบบนี้ในอดีตก็มีบ้างแต่เพียงประปราย  ไม่ต่างกับมนุษย์โลกที่ต้องมีกรรม และต้องชดใช้กรรมไปตามวาระ 

แต่หลังจากที่  มีนายทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี  และปกครองบริหารประเทศในช่วงระยะเวลาหนึ่ง  ทำให้คนไทยต้องทะเลาะกัน แบ่งฝักแบ่งฝ่าย  แบ่งสีแบ่งข้าง  จากที่เคยสงบสุขกันมาเป็นเวลานาน

บ้างก็ว่า ทักษิณ เป็นตัวเสนียดจัญไรของแผ่นดิน  หรือตามเนื้อเพลง หนักแผ่นดิน ที่มีเนิ้อร้องท่อนหนึ่งว่า  “ ไอ้ลูกหลานจัญไร หนักแผ่นดิน ๆ ๆ “ เพลงนี้แต่งไว้นานแล้ว  สมัยที่มีพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย  และเอาไว้ด่าคนไทยที่หลงผิดคิดทรยศต่อประเทศชาติ  ต้องการให้ประเทศไทยปกครองแบบระบอบคอมมิวนิสต์  ซึ่งเป็นระบบที่ชั่วร้ายของสัมคมโลก  เป็นระบอบต่อต้านลัทธิทุนนิยม  

เพลงหนักแผ่นดิน  เขาแต่งเพื่อด่าพวกหัวเอียงซ้าย  หรือผู้หลงผิด ไม่ต่างกับพวกคนพาล แต่เพลงนี้ลับมาพูดถึงในยุคนี้อีกครั้งหนึ่ง  โดยกล่าวหาว่า ทักษิณ ชินวัตร เป็นคนหนักแผ่นดิน  หรือเป็นคนเสนียดคนจัญไรของแผ่นดิน 

จะเป็นตัวเสนียดจัญไรตามที่คนเฒ่าคนแก่บอกกล่าวหรือไม่  แต่ชีวิตความเป็นอยู่ของทักษิณในปัจจุบันก็ไม่ต่างกับผู้ที่ถูกขับออกนอกประเทศ เพราะสมัยก่อนใครถูกตราหน้าว่า  ตัวเสนียด  ก็มักถูกขับไล่ให้พ้นไปจากสังคม อยู่ไปก็มีแต่จะทำให้คนในสังคมปั่นป่วนวุ่นวาย

หากนึกถึง นายทักษิณ ชินวัตร ในปัจจุบัน  ดูจะเข้าล๊อก หรือเข้าทาง ตามที่คนโบราณบอกไว้  คือโดนขับไล่ให้ไปอยู่ต่างประเทศ และไปนานจนหลายคนบ่นคิดถึง  บางครั้งก็คิดว่าไม่มีชื่อของนายทักษิณ ชินวัตร อยู่ในประเทศไทยอีกต่อไปแล้ว

กรรมใดใครก่อ กรรมนั้นก็ต้องสนอง หรือเรียกว่าชดใช้กรรมไปตามระเบียบ

เป็นถึงนายกรัฐมนตรีของประเทศ  แต่คนเกือบทั้งประเทศจงเกลียดเกลียดชัง  ดูจะเป็นเรื่องเหลือเชื่อ  แต่ก็เป็นไปแล้ว 

อยู่ต่างประเทศแล้วเหมือนจะพ้นเคราะห์ พ้นกรรมไปได้ในระดับหนึ่ง  แต่ไม่นานนี้ก็มีสื่อยักษ์ใหญ่จากต่างประเทศ ยกให้ทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรีที่เลวที่สุดในโลก ร่วมกับนายกรัฐมตรีจากประเทศอื่นๆอีก 4 ประเทศ

หากเป็นสมัยก่อนก็ต้องใช้คำว่า  ฝรั่งช่วยตอกฝาโลงศพของทักษิณไปเรียบร้อยแล้ว   ส่วนจะลุกจากโลงมาหลอกหลอนกันอีกหรือไม่  ก็ต้องติดตามในฉากต่อๆไป

เผากรุงเทพไปไม่นานนี้ คนเขาก็รู้กันทั้งเมืองว่าเป็นฝีมือ และเป็นคำสั่งจาก ทักษิณทั้งนั้น  จนต้องใช้ว่า เลวอย่างไม่มีที่ติ

หากเปรียบทักษิณเป็นตัวเชื้อโรคร้ายก็ต้องใช้คำว่า  เป็นอภิมหาโคตรของเชื้อโรค   เพราะโรคคนเสื้อแดง  โรคศรัทธาทักษิณ  โรคไม่เอาเจ้า ไม่เอาพระเจ้าแผ่นดิน  มันเป็นผลกระทบที่ตามมา  คนไทยไม่น้อยที่มีเชื้อติดต่อกับโรคนี้อยู่เต็มตัว  บางคนคลั่งหนักถึงขนาดเอารูปถ่ายของทักษิณมาบูชากราบไหว้  

เป็นถึงขั้นนั้นเลยนะครับท่าน จะเรียกว่าคลั่งลัทธิทักษิณ หรือบ้าเข้าขั้น ก็น่าจะเรียกได้ ก็ไม่แน่นะว่าหากทักษิณได้มาเป็นใหญ่ ก็อาจมีคนบ้าคลั่งเอาอุจจาระ (ขี้) ของทักษิณ มาทำเหรียญห้อยคอ เรียกว่าเป็นพิมพ์ รุ่นขี้พระเจ้า หรือเอามาแช่น้ำดิ่มกินทุกเช้า ก็เพื่อความร่ำรวยไงละ คนเรามันบ้าศรัทธาเสียอย่าง อะไรๆมันก็ทำได้ทั้งนั้น

นี่แหละ ตัวเสนียดจัญไรของแผ่นดินที่ทำเอาคนไทยต้องมาทะเลาะกัน  ต้องฆ่ากัน ต้องเผาเมืองเผาประเทศ  ประจานกันไปทั่วโลก หากมองในมุมกลับคนน้อยคนนักที่คิดจะสั่งการให้เผาเมือง เพราะความรู้สึกผิดชอบชั่วดีมันมีอยู่ในจิตใจ แต่คนเลวซะอย่างมันทำได้ทั้งนั้น เรียกว่าเลวอย่างหาที่เปรียบมิได้

ยึดกรุงเทพที่ราชประสงค์ และเผาเมือง จนทหารต้องมาปราบ ดูเหมือนกับว่า เมื่องนี้มันไม่มีภัยธรรมชาติ จึงต้องมีเหตุการณ์ลักษณะนี้เพื่อลดจำนวนประชากรของประเทศ ตามกฏของธรรมชาติ

เหลี่ยวมองประเทศจีน  อินเดีย  เวียดนาม  หรือปะเทศอื่นๆ  ต้องประสบเคราะห์กรรม  ล้มตายกันไม่น้อยในแต่ละปี  โดยเฉพาะประเทศเวียดนามที่อยู่ไม่ห่างจากไทยมากนัก  ต้องเจอกับพายุจนเป็นความเคยชิน แต่นี่เป็นภัยจากธรรมชาติทั้งสิ้น

เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ที่พายุพัดเข้าเวียดนาม  เริ่มต้นก่อตัวจากหมู่เกาะฟิลิปปินส์ก่อน จากนั้นก็เคลื่อนตัวผ่านทะเลจีนใต้แล้วเข้าฝั่งเวียดนาม   ดูแล้วน่าแปลกที่พายุส่วนใหญ่จะมีทิศทางเดินค่อนข้างแน่นอนว่ามาจากทิศตะวันออกเสมอ 

ประเทศไทยทางภาคเหนือและอีสาน โอกาสที่จะเกิดพายุพัดกระหน่ำดูค่อนข้างจะน้อย  ส่วนใหญ่ที่พัดเข้าไทยก็อ่อนกำลังลง  เพราะเจอกับภูมิประเทศที่มีภูเขาสูง ลมจึงลดความแรง  แต่จะมีผลกระทบเพียงแค่ฝนตกหนักและปริมาณน้ำฝนค่อนข้างมาก  ส่วนทางภาคใต้โอกาสก็เกิดน้อยเช่นกัน  เว้นแต่ว่าพายุจะพัดเข้ามาทางช่องของอ่าวไทย  เช่นพายุเกย์   ซึ่งเจ้าหน้าที่กรมอุตุเคยกล่าวว่า  จากสถิติแล้วโอกาสที่จะเกิดพายุแบบนี้คงเป็นไปได้ยาก

แต่เรื่องลมฟ้าอากาศแล้ว  ในปัจจุบันคงต้องปรับความคิดกันใหม่  หลายประเทศที่ไม่เคยประสบภัย  ก็ต้องเจอกันอย่างหนัก  หรือถี่ขึ้นกว่าแต่ก่อน  ประเทศไทยที่ไม่ค่อยประสบเคราะห์กรรมเหมือนชาติอื่นๆ จึงไม่ควรประมาท  โดยเฉพาะผลกระทบจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น และระดับอุณหภูมิของน้ำทะเลที่เปลี่ยนแปลง เพราะเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญบนโลกใบนี้ ซึ่งความหายนะคงจะตามมาอย่างแน่นอน

คราวไดที่คนในโลกนี้ได้รับผลกระทบ ก็คงต้องท่องคาถาว่า “ อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด “  เพราะทุกสิ่งทุกอย่างมันเป็นไปตามกฏของธรรมชาติ  หรือเป็นการปรับเปลี่ยนสมดุลด้วยตัวของมันเอง 

หลักทางธรรมชาตินี้ก็ไม่ต่างกับหลักของศาสนาพุทธที่ว่า "สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจา" แปลว่าสรรพสิ่งย่อมมีการเปลี่ยนแปลงไปตามกรรมหรือเปลี่ยนไปตามเหตุปัจจัย ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับทุกชีวิตในโลกนี้  ย่อมเป็นเช่นนั้นเอง หรือเกิดขึ้นอย่างมีีเหตุมีผลทั้งสิ้น

สำหรับทริปนิงห์บิงห์ตอนที่ 1 นี้  เป็นช่วงที่กลับมาจากซาปาโดยทางรถไฟ  มาถึงฮานอยก็เจอฝนทันที  หลายภาพจึงมีแต่ฝนและบรรยากาศอึมครึม 

และนี่คือการเริ่มต้นทักทายของพายุช้างสาร 

ไกด์บอกว่า  เมืองนิงห์บิงห์ที่เราจะไปนี้  ไม่ได้อยู่ในแนวเส้นทางของพายุ   จึงไปได้หายห่วง  แต่ที่ไหนได้   เจอเต็มเปา



โฟโต้ออนทัวร์
12 ธันวาคม 2553







 

Ninh Binh

Ninh Binh is a small town about 100 km south of Hanoi, which is surrounded by a number of lesser known interesting sites. Hoa Lu was the first capital of the independent Vietnam, under the Dinh dynasty and the early Le Dynasty (968-1009). There are two sanctuaries, each of them devoted to the emperors of one of these two dynasties. They are set into a landscape of limestone mountains reminiscent of some the better known sites of South China.

In Tam Coc, you can take a boat tour on a river which tunnels several times into the same type of mountains. The river is actually used by local villagers to access their rice fields. The nearby Ken Ga canal provides the opportunity to observe river life in the North, and contrast it with what you can see in the Mekong Delta. The whole area was an important center of catholicism, and you will be surprised to see churches among the rice fields. Phat Diem has a vast cathedral which has a unique Sino-Vietnamese architecture.


Tam Coc

Known to travellers as “HaLong Bay without the water”; “Halong Bay on the rice paddies” and so on; Tam Coc boasts breathtaking scenery. While Halong Bay features huge rock formations jutting out of the sea; Tam Coc has them jutting out of its rice paddies. Some travellers will notice a striking resemblance here to Guilin and Yangshuo in China.

Tam Coc means “Three Caves”. Hang Ca; the first cave; is 127 m long; Hang Giua; the second; is 70m long; the third and smallest; Hang Cuoi; is only 40 m. The best way to see Tam Coc is by rowboat on the Ngo Dong River. The boats are rowed into the caves; and this is a very peaceful and scenic trip. The boat trip to all three caves takes about two hours and tickets are sold at the small booking office by the docks. A boat costs 55.000 D including the entry fee; and seats two passengers. Even on cloudy days; bring sunscreen and a hat or umbrella - there`s no shade in the boats. You can rent an umbrella at the pier.

You may find you need a healthy dose of patience and good humour at Tam Coc; if you’re prepared for a bit of a hassle then it won`t seem so irritating. One reported problem is that boat owners ask you almost constantly to buy embroidery if you don`t want it; just say no. There are also boat vendors who paddle up along side your boat and try to sell drinks; if you don`t want any; they will “suggest” (rather strongly) that you buy Coke for the person rowing your boat. Many travellers do this and then later find that the oarsperson simply sells the Coke back to the drink vendors for half the price.

The area behind the Tam Coc restaurants is Van Lan village. which is famous for its embroidery. Here you can watch the local artisans make napkins; tablecloths; pillow cases and T-shirts. A lot of these items wind up being sold on Hanoi`s Pho Hang Gai; but it’s cheaper to buy them here directly from he artisan. The village has a better selection and slightly lower prices than those available from the boat vendors.


Source : www.vietnamholidaytourism.com

 
copyright © www.photoontour.com, All rights reserved