นาข้าวที่ปลูกระหว่างหุบเขา กลายเป็นเสน่ห์ที่ทำให้นักท่องเที่ยวหลั่งไหลกันมาล่องเรือพายเพื่อชมความงดงามของแปลงนา และธรรมชาติที่แตกต่างจากที่อื่นๅ จนนักท่องเที่ยวไทยตั้งฉายาว่า ฮาลองบก
Part 1 จากฮานอยสู่นิงห์บิงห
Part 2 ฮาลองบก
Part 3 หมู่บ้านชนบท
Part 4 เที่ยวถ้ำ
Part 5 เดินทางกลับ
    Home : Outbound : Ninh Binh, Vietnam Part 2
ตอนที่ 2 พายเรือชมทิวทัศน์ (ฮาลองบก)
 
             
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
             
 
 
ชมภาพการเดินทางท่องเที่ยวในเวียดนาม ซาปา นาข้าวขั้นบันใด อ่าวฮาลอง สุสานโฮจิมินห์ เว้ ดานัง ฮอยอัน ฯลฯ
 
ล่องฮาลองบกที่นิงห์บิงห์ ตอนที่ 2 (Ninh Binh Part 2)
เดินทางเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2550 (Oct 2007)





ฮาลองบกคืออะไร คงได้คำตอบจากภาพชุดนี้   หลายคนที่เห็นบรรยากาศแล้วคิดว่าคงอยากเที่ยวกัน  เพราะจะได้สัมผัสธรรมชาติและชนบทของเวียดนามอย่างแท้จริง

เมืองนิงห์บิงห์ที่กำลังพาเที่ยวอยู่นี้เป็นเมืองชนบทเล็กๆของกรุงฮานอย หรือ เมืองหลวงของเวียดนาม

ฮานอยมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติสำคัญได้แก่ฮาลองเบย์ หรืออ่าวฮาลอง  ซึ่งได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกมาเมื่อ 17 ปีมานี้เอง คนไทยรู้จักอ่าวฮาลองมากขึ้นนับจากเวียดนามเริ่มเปิดประเทศใหม่ๆ  หรือหลังรวมเวียดนามเหนือและเวียดนามใต้เข้าด้วยกัน  ขณะเดียวกันก็มีภาพยนต์สารคดีท่องเที่ยวเรื่องอ่าวฮาลองออกสู่สายตาชาวโลกพร้อมๆกับสถานท่องเที่ยวอื่นๆของเวียดนาม

ทุกวันนี้บริเวณท่าเรือฮาลองมีความคึกคักและเนืองแน่นไปด้วยนักท่องเที่ยวนับเป็นจำนวนหลายหมื่นคนในแต่ละวัน  จนบางครั้งเรือท่องเที่ยวไม่พอให้บริการ

ฮาลองเบย์หากเปรียบเทียบกับบ้านเราก็คล้ายๆกับอ่าวพังงา หรือหมู่เกาะพังงา  แต่อ่าวฮาลองของเวียดนามมีพื้นที่กว้างขวางกว่านับสิบๆเท่า และยังมีเกาะเล็กเกาะน้อยอีกนับเป็นพันๆเกาะ  บริเวณนี้อ่าวฮาลองจึงปลอดจากคลื่นลูกใหญ่ๆและพายุฝนที่ซัดเข้าเวียดนามเป็นประจำทุกปี

ส่วนฮาลองบก  เป็นชื่อที่คนไทยตั้งฉายาให้  เพราะแตกต่างกับการเที่ยวฮาลองเบย์ที่ต้องนั่งเรือท่องเที่ยวขนาดจุผู้โดยสารราว 60-70 คน แต่ฮาลองบกนี้ตรงกันข้ามเพราะใช้เรือแจวขนาดเล็กๆนั่งได้ราว 3-4 คน  โดยมีชาวบ้านเป็นคนพาย  ต่างกับบ้านเราที่ส่วนใหญ่นิยมใช้เรือหางยาว มีเสียงดัง และหนวกหูมาก 



การพายเรือล่องไปในลำน้ำที่ลัดเลี่ยวไปตามหุบเขา  เป็นบรรยากาศที่ดีมาก  ทุกอย่างดูเงียบสงบ จะได้ยินเสียงแต่ไม้พายกระทบน้ำ  และส่วนใหญ่จะพายตามๆกันไปเหมือนเป็นขบวน   ระหว่างนั้นก็ชมทิวทัศน์ของทะเลสาบอันน่าตื่นตา  หลายคนเปรียบเทียบว่าไม่ต่างกับกุ้ยหลินในจีน  แต่ความจริงแล้วเมืองนิงห์บิงห์กับเมืองกุ้ยหลินในมณฑลกวางสีของจีนก็อยู่ไม่ห่างกันนัก  ภูมิประเทศจึงดูคล้ายๆกัน



เรือแจวหรือเรือพายของเวียดนามค่อนข้างแปลกกว่าที่อื่นๆ  เรือแต่ละลำจะมีไม้พายขนาดใหญ่ 2 ข้าง  ผูกยึดไว้กับกาบเรือ  เวลาพายจะต้องโยกไม้พายไปข้างหน้าพร้อมๆกันทั้งสองข้าง เรือแจวแบบนี้คล้ายเรือแคนูของยุโรป  ต่างกันตรงที่เรือแคนูจะนั่งกลับหลัง  ส่วนเรือแจวของเวียดนามจะนั่งหันหน้าไปตามปกติ  ที่แปลกกว่าเรืออื่นๆตรงที่หากคนพายเมื่อยมือก็จะใช้เท้าแทน  ได้ยินว่าการใช้เท้าจะทุ่นแรงกว่าการใช้มือ

เรือแจวที่ฮาลองบกเป็นเรือลำเล็กๆแบบชาวบ้าน  ไม่ได้ดัดแปลงอะไรเป็นพิเศษ และไม่มีหลังคา  ฝนตกก็สนุกสนานกันตามระเบียบ 

วันนั้นหลังทานข้าวกลางวันเสร็จก็ออกมาอยู่ลานกว้างเพื่อเตรียมลงเรือ ปรากฏว่าเจอทั้งฝนและลมค่อนข้างแรง  แต่มีบริการร่มและเสื้อกันฝนขายในราคาถูกประเภทใช้ครั้งเดียวแล้วต้องทิ้งเพราะมันบอบบางมาก  โดยเฉพาะร่มที่เป็นของนำเข้าจากจีน ต้องบอกว่าห่วยมาก  เจอลมแรงเข้าหน่อยมันก็กระดกลู่ตามลมเฉยเลย  เรียกว่าหงายเก๋งไม่เป็นท่า  แถมโครงลวดหักหลุดลุ่ย  ในที่สุดก็ต้องใช้มือคอยช่วยจับร่มที่พิกลพิการ

ส่วนเสื้อฝนก็บางแสนบาง  ประมาณว่าหนากว่าถุงก๊อปแก๊ปขึ้นมาหน่อย  แต่พอใส่แล้วปรากฏว่ากระดุมใช้ไม่ได้  พยายามแล้วพยายามอีก  ในที่สุดมันก็ขาด   จึงต้องทำใจยอมใส่มันทั้งอย่างนั้น  อย่างน้อยๆก็พอช่วยปกปิดไม่ให้กล้องเปียกฝน

งานนี้เลยทุลักทุเลพอสมควร    

พอเรือออกสู่ที่โล่ง ทั้งลมและฝนก็สาดเป็นระรอกจนต้องเก็บกล้อง  นานๆจึงจะหยิบออกมาถ่ายสักครั้ง ถ่ายเสร็จก็ต้องรีบเช็ด  ดีที่พกผ้าเช็ดหน้าติดกระเป๋ากล้องไปด้วย  จึงพอแก้ขัดใช้บังฝนไปได้บ้าง

ภาพจากฮาลองบกที่เห็นในชุดนี้ถือว่าได้ภาพน้อยกว่าที่ควรจะเป็น  แต่ก็ยังพอให้เห็นบรรยากาศในบริเวณนั้นว่าน่าสนใจเพียงใด  และต้องบอกก่อนว่า   พื้นน้ำที่เห็นเป็นทะเลสาบนั้นก็คือทุ่งนาดีๆนี่เอง แต่เนื่องจากช่วงนี้เป็นฤดูน้ำหลากจึงดูคล้ายทะเลสาบ  น้ำลดเมื่อไหร่ชาวบ้านเค้าก็จะลงมือทำนา  

จากทะเลสาบก็จะมีทุ่งนาขึ้นมาแทน  ปรากฏการณ์ของธรรมชาติเช่นนี้เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี  นอกจากนี้ช่วงน้ำหลากชาวนาก็ยังมีรายได้พิเศษจากการพายเรือรับ-ส่งนักท่องเที่ยว  โดยคณะกรรมการชุมชนได้จัดระเบียบให้ชาวบ้านเข้ามามีส่วนร่วม  เป็นการการจายรายได้ให้ทัดเทียมเท่ากัน

ฮาลองบกหากมาในช่วงต้นข้าวโตเต็มที่  จะเป็นภาพที่สวยงามไปอีกแบบหนึ่ง  ใครอยากเห็นทะเลสาบกลายเป็นทุ่งนาก็ต้องสอบถามหาข้อมูลกันให้ดีๆ  จะได้มาเที่ยวแล้วไม่ผิดหวัง ทางที่ดีน่าจะมาแบบแบคแพคหรือมากันเอง จะได้มีเวลาถ่ายภาพได้มากขึ้น



ปัจจุบันเข้าใจว่าทุกอย่างน่าจะเข้ารูปเข้ารอยมากขึ้น  ทั้งเรื่องพาหนะการเดินทางและเรื่องที่พัก  ระยะทางราว 100 กม.จากกรุงฮานอย  ถือว่าไม่ไกลนัก  นั่งเครื่องจากสุวรรรภูมิมาถึงฮานอยราว 11 โมงเช้า  เที่ยวและนอนค้างที่ฮานอยสักคืน  แล้วเดินทางต่อไปที่นิงห์บินห์ จะเหมาแท็กซี่ไปก็ไม่แพงมากนัก  ไปถึงนิงห์บิงห์แล้วมีที่เที่ยวแบบชนบทมากมาย  หรือเช่าจักรยานเที่ยวประเภท Trekking tour  ขี่จักรยานเที่ยวไปในชนบทแล้วได้รู้ได้เห็น และได้สัมผัสกับคนเวียดนามได้อย่างใกล้ชิด  ธรรมชาติก็สวยงาม  น่าเที่ยวมาก  ใครไปเห็นแล้วก็อยากให้เวียดนามมีสภาพเช่นนี้ไปอีกนานๆ  ,เพราะหาไม่ได้อีกแล้วในย่านนี้ นาข้าวสุดลูกหูลูกตาจะหาได้ที่ไหน น้ำท่าก็สมบูรณ์ 



คิดไปคิดมาก็อยากไปใช้ชีวิตที่เมืองนี้จริงๆ  เผลอๆอาจได้เมียเป็นคนเวียดนามให้เป็นไกด์พาเที่ยว ก็ไม่เลวนะครับท่าน       

ประเทศเวียดนามมีเสน่ห์ก็ตรงที่มีความเป็นธรรมชาติในทุกหนทุกแห่ง  การทำนายังเป็นอาชีพหลัก  และทำกับแบบดั่งเดิมโดยไม่พึ่งพาเครื่องทุ่นแรง

มาเที่ยวฮาลองบกช่วงนี้เห็นแต่ทะเลสาบ  แต่พอมาอีกช่วงหนึ่งพื้นที่เหล่านี้จะเปลี่ยนเป็นสีเขียวของต้นข้าว   ใครอยากเห็นภาพตามตัวอย่างจากบางเว็บไซต์ก็ต้องรอให้ถึงช่วงเวลานั้น 

ระดับน้ำที่เห็นในทะเลสาบนี้ความจริงแล้วสูงราว1 - 2 เมตรเท่านั้นเอง  ขณะนั่งเรือก็ยังเห็นต้นหญ้าอยู่เบื้องล่าง   มาเที่ยวที่นี่แล้วจึงไม่ต้องกังวลว่าจะตกเรือจมน้ำ  เพราะไม่ลึกจนเกินไป  แต่เพื่อความปลอดภัยเจ้าหน้าที่ก็ยังต้องคอยระวัง  โดยพายเรือปะปนไปกับนักท่องเที่ยว  โดยเฉพาะวันนี้ที่ถือว่าน่าเป็นห่วงกว่าวันอื่นๆ  มีรายงานว่าศูนย์กลางของพายุช้างสารกำลังเคลื่อนผ่านเมืองนี้

มาคราวนี้เจอทั้งลมและฝนชนิดสะใจมาก  ได้อรรถรสทั้งกายและใจเลยทีเดียว  เป็นประสบการณ์ที่หลายคนอาจไม่ได้เจอ  เพราะพายุฝนที่เห็นนี้ดูทีท่าว่าจะแรงขึ้นเรื่อยๆ  นี่คงเป็นการทักทายของพายุ “ช้างสาร”  ที่กำลังจะมาเยื่อนเมืองนิงบินห์และเมืองอื่นๆที่อยู่ในแนวเดียวกัน

เที่ยวฮาลองบก  ทำให้เห็นสภาพชีวิตความเป็นอยู่ชาวนาของเวียดนามว่ามีวิถีชีวิตที่ใกล้ชิดกับธรรมชาติ โดยเฉพาะเรื่องน้ำที่ถือว่าเป็นหัวใจหลักของอาชีพเกษตรกรรม  เป็นความอุดมสมบูรณ์ที่ได้เปรียบกว่าประเทศอื่นๆมาก คนเวียดนามจึงคุ้นเคยกับเรื่องฝนฟ้า  รวมไปถึงพายุรุนแรงที่มักมาเยือนกันเป็นประจำทุกปี 

เราเคยคิดว่าเมืองไทยเราอุดมสมบูรณ์กว่าประเทศอื่นๆในภูมิภาคนี้ แต่ถ้าหากมีโอกาสมาเที่ยวเวียดนามแล้วคงต้องปรับเปลี่ยนความเชื่อนี้กันใหม่ เพราะไปทางไหน  และไม่ว่าเมืองไหนๆของเวียดนามก็มีแต่ความอุดมสมบูรณ์ 

เมืองไทยสภาพที่ดูเป็นชนบทแบบเมืองนิงห์บิงห์นี้มันกลายเป็นอดีตที่ผ่านพ้นไปหลายสิบปีแล้ว  หรือยุคสมัยที่บ้านเรือนในชนบทยังมุงหลังคาบ้านด้วยหญ้าคาหรือมุงจาก  มีกองฟางอยู่ปลายทุ่ง  และปล่อยไอ้ทุยให้เล็มหญ้าอยู่ในคอกเล็กๆภายในบ้าน  ยามค่ำคืนก็สุมไฟไล่ยุง  นี่เป็นภาพในอดีตที่เราไม่สามารถย้อนกลับไปได้

แต่เวียดนามเป็นประเทศยังไม่เติบโตเท่าประเทศไทย   จึงยังพบเห็นภาพชนบทแบบดั่งเดิมกันได้ในหลายๆแห่ง  เรียกว่าไม่ว่าจะไปเมืองไหนๆก็ต้องเจอ

นั่งฮาลองบกคราวนี้ถือว่าสัมผัสธรรมชาติกันอย่างเต็มอิ่มท่ามกลางสายฝน  จนทางท่าเรือต้องหยุดให้บริการหลังจากที่คณะของเราออกจากฝั่งได้ไม่นาน  จะเรียกว่าเป็นชุดสุดท้ายก็ว่าได้  เพราะช่วงขากลับปรากฏว่าไม่มีเรือนักท่องเที่ยวแล่นสวนมาแม้แต่ลำเดียว  ส่วนที่เห็นกลุ่มใหญ่ในช่วงแรกๆนั้น  พวกเค้ากำลังพายเรือกลับเข้าฝั่งกัน 

การล่องฮาลองบกที่นิงห์บิงห์บริเวณนี้เรียกว่า Tam Coc  แปลว่า 3 ถ้ำ (Tam แปลว่า 3  Coc แปลว่าถ้ำ )  ระหว่างทางเรายังมีโอกาสลอดถ้ำที่มืดสนิท  และไม่มีไฟฉายส่องทาง  ถือว่าเป็นความชำนาญของชาวบ้านที่พายเรือให้เรานั่ง

ยังมีอีกแห่งหนึ่งที่มีสภาพใกล้เคียงกัน  หรือฮาลองบกแห่งที่สอง  และพึ่งเปิดบริการเมื่อไม่กี่เดือนมานี้  มีชื่อว่า  Hoa Lu  อยู่ห่างกับ Tam Coc ราว  2 กม. หรืออยู่คนละด้านของภูเขาของเขตอุทยานแห่งเดียวกัน สภาพทั่วๆไปคงไม่ต่างกับแห่งแรกมากนัก  แต่อนาคตหากมีนักท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้นก็คงเป็นที่นิยมไม่แพ้กัน

การล่องเรือพายชมธรรมชาติท่ามกลางขุนเขาและทะเลสาบน้ำตื้น  ที่สมบูรณ์แบบนี้  คงหาชมได้ยากสำหรับประเทศอื่นๆ   หรืออาจมีที่นี่เพียงแห่งเดียวเท่านั้น 

การที่เวียดนามนำเอาวิถีชีวิตแบบพื้นบ้านหรือฮาลองบกนี้มาเป็นจุดขายเพื่อการท่องเที่ยว   เป็นการอาศัยความได้เปรียบทางธรรมชาติมาช่วยสร้างรายได้ให้ชาวบ้านในชนบท  หากมองเผินๆแล้วแทบไม่ต้องลงทุนอะไรมากเลย   ขณะเดียวกันก็สอดคล้องกับการท่องเที่ยวในเชิงอนุรักษ์ ในช่วงที่เกิดภาวะโลกร้อน
 
เมื่อเรือถึงฝั่งฝนก็ลงเม็ดหนาขึ้น  แต่การท่องเที่ยวในวันนี้ยังไม่จบสิ้น  ไหนๆก็มาแล้วจึงขอลุยกันต่อ  ส่วนจะไปที่ไหนก็ต้องติดตามในตอนต่อไปครับ


โฟโต้ออนทัวร์
20 กุมภาพันธ์ 2554







 

Ninh Binh

Ninh Binh is a small town about 100 km south of Hanoi, which is surrounded by a number of lesser known interesting sites. Hoa Lu was the first capital of the independent Vietnam, under the Dinh dynasty and the early Le Dynasty (968-1009). There are two sanctuaries, each of them devoted to the emperors of one of these two dynasties. They are set into a landscape of limestone mountains reminiscent of some the better known sites of South China.

In Tam Coc, you can take a boat tour on a river which tunnels several times into the same type of mountains. The river is actually used by local villagers to access their rice fields. The nearby Ken Ga canal provides the opportunity to observe river life in the North, and contrast it with what you can see in the Mekong Delta. The whole area was an important center of catholicism, and you will be surprised to see churches among the rice fields. Phat Diem has a vast cathedral which has a unique Sino-Vietnamese architecture.


Tam Coc

Known to travellers as “HaLong Bay without the water”; “Halong Bay on the rice paddies” and so on; Tam Coc boasts breathtaking scenery. While Halong Bay features huge rock formations jutting out of the sea; Tam Coc has them jutting out of its rice paddies. Some travellers will notice a striking resemblance here to Guilin and Yangshuo in China.

Tam Coc means “Three Caves”. Hang Ca; the first cave; is 127 m long; Hang Giua; the second; is 70m long; the third and smallest; Hang Cuoi; is only 40 m. The best way to see Tam Coc is by rowboat on the Ngo Dong River. The boats are rowed into the caves; and this is a very peaceful and scenic trip. The boat trip to all three caves takes about two hours and tickets are sold at the small booking office by the docks. A boat costs 55.000 D including the entry fee; and seats two passengers. Even on cloudy days; bring sunscreen and a hat or umbrella - there`s no shade in the boats. You can rent an umbrella at the pier.

You may find you need a healthy dose of patience and good humour at Tam Coc; if you’re prepared for a bit of a hassle then it won`t seem so irritating. One reported problem is that boat owners ask you almost constantly to buy embroidery if you don`t want it; just say no. There are also boat vendors who paddle up along side your boat and try to sell drinks; if you don`t want any; they will “suggest” (rather strongly) that you buy Coke for the person rowing your boat. Many travellers do this and then later find that the oarsperson simply sells the Coke back to the drink vendors for half the price.

The area behind the Tam Coc restaurants is Van Lan village. which is famous for its embroidery. Here you can watch the local artisans make napkins; tablecloths; pillow cases and T-shirts. A lot of these items wind up being sold on Hanoi`s Pho Hang Gai; but it’s cheaper to buy them here directly from he artisan. The village has a better selection and slightly lower prices than those available from the boat vendors.


Source : www.vietnamholidaytourism.com

 
copyright © www.photoontour.com, All rights reserved