นาข้าวที่ปลูกระหว่างหุบเขา กลายเป็นเสน่ห์ที่ทำให้นักท่องเที่ยวหลั่งไหลกันมาล่องเรือพายเพื่อชมความงดงามของแปลงนา และธรรมชาติที่แตกต่างจากที่อื่นๅ จนนักท่องเที่ยวไทยตั้งฉายาว่า ฮาลองบก
Part 1 จากฮานอยสู่นิงห์บิงห
Part 2 ฮาลองบก
Part 3 หมู่บ้านชนบท
Part 4 เที่ยวถ้ำ
Part 5 เดินทางกลับ
    Home : Outbound : Ninh Binh, Vietnam Part 3
ตอนที่ 3 ชนบทเมืองนิงห์บิ่งห์
 
             
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
             
 
 
ชมภาพการเดินทางท่องเที่ยวในเวียดนาม ซาปา นาข้าวขั้นบันใด อ่าวฮาลอง สุสานโฮจิมินห์ เว้ ดานัง ฮอยอัน ฯลฯ
 
ล่องฮาลองบกที่นิงห์บิงห์ ตอนที่ 3
เดินทางเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2550 (Oct 2007)





เช้านี้ตื่นขึ้นมาก็เจอปัญหา ไฟไม่มี น้ำไม่มา  ปัญหานี้ก็คงเกิดจากพายุเมื่อคืนนี้ที่พัดค่อนข้างรุนแรง จนกระจกในห้องพักแทบแตก พายุลูกนี้ ชื่อว่า “ พายุช้างสาร “

พายุช้างสารเริ่มพัดเข้าถล่มเวียดนามตามคาดแล้ว  และคิดว่าในช่วงเวลานั้นหลายๆประเทศรวมทั้งไทย คงโฟกัสมายังประเทศเวียดนามพร้อมติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด  ส่วนใครจะได้รับหางเลขก็เป็นเรื่องอิทธิพลของพายุ

ย้อนอดีตกับพายุเกย์ในบ้านเราเมื่อปี 35

ครั้งนั้นได้สร้างความเสียหายให้กับบ้านเรือน รวมทั้งสวนมะพร้าวในจังหวัดชุมพร และจังหวัดประขวบคีรีขันธ์เป็นบริเวณกว้าง ตามมาด้วยจำนวนผู้เสียชีวิตอีกมากมาย

ยังจำได้ว่ากรมอุตุก็เคยประกาศแจ้งเตือน แต่เป็นการเตือนแบบทั่วๆไป  ไม่ตื่นเต้นเร้าใจให้คนไทยรู้สึกว่าภัยกำลังมา  เช่นรายงานว่าทะเลจะมีคลื่นสูงประมาณ 3 ถึง 4 เมตร  เรือเล็กควรงดออกจากฝั่ง อะไรทำนองนี้

ชาวประมงเขาจึงไม่ค่อยเชื่อนัก  ร้อยวันพันปีก็ไม่เคยเกิดขึ้นกับประเทศไทย  โดยเฉพาะพายุที่จะพัดเข้ามายังอ่าวไทย  ซึ่งไม่เคยมีประวัติมาก่อน  แต่ที่ไหนได้ พายุเกย์มันปั่นมันหมุนอยู่บริเวณปลายแหลมประเทศกัมพูชา เรียกว่าพายุหมุน  พอปั่นได้ที่ก็เคลื่อนตัวเดินทางเข้าอ่าวไทย แล้วขึ้นฝั่งทางอำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร ก็เสร็จสิครับ งานนี้มีผู้เสียชีวิตถึง 446 คน  แม้แต่ฐานขุดเจาะน้ำมันกลางอ่าวไทยที่ว่าแข็งแรงก็เอาไม่อยู่  ภาพคลื่นขนาดยักษ์ซัดกระแทกฐานขุดเจาะน้ำมันของบริษัทยูโนแคลสูงราว 15 เมตร พร้อมกับลมพายุที่พัดกระหน่ำอย่างรุนแรง ใครเห็นก็บอกว่าน่ากลัว

คราวที่เกิดพายุเกย์ ชาวประมงแถวประจวบและชุมพรส่วนใหญ่เชื่อกันว่า คงไม่รุนแรง  เพราะอ่าวไทยไม่เคยเกิดพายุที่รุนแรงมาก่อน หรือเกิดจากท้องพ่อท้องแม่ก็ไม่เคยเจอ  ว่าแล้วก็ออกเรือหาปลากันตามปกติ  ปรากฏว่าเรือแตกกลางทะเลตายไปหลายร้อยคน  ศพแล้วศพเล่าที่โดนคลื่นพัดเข้ามาเกยตามชายฝั่ง  ไม่ต่างกับมัจจุราชพาศพกลับบ้าน

คำว่า ไม่เคยเกิด  หรือ ไม่เชื่อว่าจะเกิด  ก็เกิดขึ้นมาแล้วมากมายทั้งในประเทศและต่างประเทศ  เรื่องของภัยธรรมชาติจึงไว้ใจไม่ได้  และต้องเชื่อว่าโอกาสที่จะเป็นไปได้นั้น  มันเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

ประเทศเวียดนามผจญกับเรื่องพายุฝนที่รุนแรงมาตลอด  เรียกว่าเป็นกิจวัตรประจำปี  และตายกันทุกปี


คนเวียดนามจึงปรับตัวให้รับมือกันมาหลายชั่วอายุคน  เช่นสร้างบ้านเรือนที่แข็งแรงมาก พร้อมที่จะรับกับพายุและน้ำท่วมได้ตลอดเวลา  ขณะเดียวกันก็ติดตามรับฟังข่าวสารจากกรมอุตุฯ คนเวียดนามจึงคุ้นเคยกับภัยธรรมชาติเรื่องฝนเรื่องน้ำจนเป็นความเคยชิน  ผิดกับบ้านเราที่นานๆเกิดขึ้นสักครั้ง  

แต่มาระยะหลังๆไม่ทราบว่าเป็นอย่างไร  บ้านเราทำตัวเหมือนกระต่ายตื่นตูม สื่อมวลชนก็ตื่นทำข่าว เรื่องธรรมดาๆ แต่ทำราวกับว่ามันเป็นเรื่องผิดปกติ  ทั้งๆที่มันเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ  ความเสียหายก็ต้องมากบ้างน้อยบ้าง

มาเที่ยวเวียดนามคราวนี้มีโอกาสเจอฝนกันแบบเต็มๆ  ได้เห็นการเตรียมตัวรับภัยธรรมชาติ  เช่นเร่งเกี่ยวข้าวก่อนน้ำจะท่วม  ภาพกองฟางตลอดสองข้างทางถนน  ไกด์บอกว่าชาวนารีบเกี่ยวเพื่อหนีน้ำ 

อาจเป็นเพราะชาวนาเวียดนามเข้าใจในเรื่องธรรมชาติจนฝังอยู่ในสายเลือด  จึงเตรียมรับมือกันแต่เนิ่นๆ  ที่สำคัญๆเป็นคนที่ยอมรับกฏของธรรมชาติ   ฝนตกฟ้าร้องก็ยังดำเนินชีวิตไปตามปกติ  น้ำเจิ่งนองเต็มถนนก็เห็นขี่จักรยานไปทำงานกันอย่างไม่สะทกสะท้าน หรือคิดว่าเป็นเรื่องเดือดร้อน 

บ้านเราไม่ได้นะครับ  ฝนตก  รถติด  น้ำท่วมกันสักหน่อย  กลายเป็นข่าวด่วน คนดูข่าวก็พลอยตื่นเต้น  อื้อฮือ..  โอ้โฮ.. กันใหญ่

สื่อทีวีบ้านเราก็เร่งปลุกเร้าทำให้ผู้คนตกอกตกใจ  บางครั้งก็อาศัยมุมกล้องทำให้มันดูน่ากลัวรุนแรง  ทั้งๆที่ดูแล้วก็ไม่เห็นจะมีอะไร  เรียกว่าสร้างภาพ

คนไทยสมัยนี้กลายเป็นคน Sensitive หรือรู้สึกไวต่อความรู้สึก  อดทนกันไม่ค่อยเป็น  ยอมรับความจริงกันไม่ค่อยได้ คิดแต่จะรอรับความช่วยเหลือจากคนอื่น  

ที่น่าแปลกกว่านั้นกลายเป็นว่าทุกครั้งที่เกิดภัยทางธรรมชาติ  ทุกคนจะพุ่งเป้ามายังรัฐบาล และสร้างธรรมเนียมกันอย่างผิดๆ  เช่นหากระดับนายกรัฐมนตรีๆไม่ไปลุยน้ำเยี่ยมเยียนให้เป็นข่าว (ประเภทสร้างภาพ)  รับประกันว่าถูกด่าเละแน่  หาว่าไม่สนใจความเดือดร้อน  พอเห็นข่าวนายกฯใส่รองเท้าบูทลุยน้ำ พร้อมกับยกมือไหว้รอบทิศ ก็ชื่นใจหายปวดหายเมื่อย.. เอ้ยหายจากความวิตกกังวล

คนไทยในปัจจุบันจึงกลายเป็นคนขี้อ้อน ใจเสาะ ไม่ต่างกับเด็กๆที่ไม่มีความอดทนไม่ยอมรับในเรื่องของธรรมชาติ  คอยแต่จะพึ่งพาคนอื่น  ผู้ใหญ่จะเรียกว่า  เด็กขี้แย  หรือชอบร้องให้เพื่อเรียกร้องความสนใจจากผู้ใหญ่ หรือคนรอบข้าง

ภาพข่าวแผ่นดินไหวและคลื่นยักษ์สึนามิจากญี่ปุ่นล่าสุดเมื่อเดือนมีนาคม 54 ที่ผ่านมา  เราคงเห็นแล้วว่าคนญี่ปุ่นมีความอดทนสูงมาก  ทั้งๆที่ความรุนแรงมากกว่าบ้านเราหลายเท่า  สะท้อนให้เห็นว่าคนญี่ปุ่นยอมรับกฏของธรรมชาติ  จนหลายคนแปลกใจว่า คนญี่ปุ่นทนอยู่ได้อย่างไร  ยังใจเย็นกับสภาพบ้านเรือนที่พังยับเยิน  หรือยังเข้าคิวรับน้ำและอาหารกันอย่างเป็นระเบียบ  ไม่แย่งกัน ไม่โวยวาย  หรือทะเลาะกันแบบบ้านเราในคราวที่เกิด สึนามิ เมื่อปี 47 ที่แปลกว่าบ้านเราก็คือไม่เห็นว่าระดับนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีออกมาเยี่ยมเยียนเสนอหน้าหาเสียงแบบบ้านเรา  คงมีแต่ทหารและเจ้าหน้าที่ที่ทำงานกันอย่างเต็มที่ 

คงจำกันได้นะครับว่าคราวที่เกิดสึนามิในบ้านเรา เพียงแค่แบบฟอร์มการกรอกข้อมูลจากศพ  ตำรวจกับหมอพรทิพน์ต้องมาทะเลาะกันเละตุ้มเป๊ะ  หมอก็บอกว่าการตรวจพิสูจน์ศพเป็นไปตามหลักสากล  ฝ่ายตำรวจก็บอกว่า ไม่ถูกต้อง  ต้องแบบโน้น แบบนี้ ต้องเป็นหน้าที่ของตำรวจ เถียงข้างนอกต่อหน้าสื่อไม่พอ   บรรดา สว. ผู้ทรงเกียรติทั้งหลายยังลากเรื่องนี้เข้าไปทะเลาะกันในสภา  รวมทั้งยังถกเถียงกันในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในสมัยรัฐบาลทักษิณ (รัฐบาลที่ทำให้ชาติวิบัติ) ด้วย

ที่นี่ประเทศไทย  ทะเลาะกันจนขายขี้หน้าไปทั่วโลก  นี่ยังไม่นับความวุ่นวายอีกมากมายที่เกิดขึ้นในครั้งนั้น  แต่ละเรื่องที่ทะเลาะกันในคราวนั้น  บอกได้คำเดียวว่า  มีแต่เรื่องบ้าๆทั้งนั้น 

ใครอยากรู้ว่ามีเรื่องอะไรบ้าง คลิกตามมาที่นี่เลยครับ  สารพัดเรื่องบ้าๆที่โลกต้องจารึก  เห็นแล้วก็อเนจอนาถ ผิดกับเหตุการณ์ในญี่ปุ่นที่ทุกอย่างดูสงบนิ่ง  ไม่กระโตกกระตากโวยวาย 

เรื่องธรรมดาๆของญี่ปุ่น กลายเป็นเรื่องแปลกสำหรับคนไทย  ชนิดที่ทีวีต้องไปถ่ายทำเจาะลึกในเรื่องนี้กันโดยเฉพาะ

คนญี่ปุ่นเขาทำตัวกันแบบปกติแม้ในสถานการณ์ภัยพิบัติที่รุนแรง  แต่ความปกติของเค้ากลายเป็นเรื่องแปลกในความรู้สึกของคนไทย หรือของสื่อไทย ในทางกลับกันคนไทยก็ไม่คิดว่าตนเองนั้นเป็นคนแปลกประหลาดที่ดันไปคิดไม่เหมือนคนประเทศอื่นเค้า

เรื่องนี้อาจดูธรรมดาสำหรับคนทั่วไป  แต่มันเป็นความผิดเพี้ยนของสังคมไทยมากกว่า  ที่เห็นเรื่องปกติเป็นเรื่องแปลก 


นิงห์บิงห์

มาเที่ยวเมืองยิงห์บิงห์ประเทศเวียดนามคราวนี้  ได้เห็นสภาพความเป็นอยู่ของชนบทเวียดนามได้ใกล้ชิดขึ้น โดยเฉพาะธรรมชาติของเมืองเล็กๆแห่งนี้ ต้องบอกว่าเป็นธรรมชาติบริสุทธิ์  ที่ไม่มีการปรุงแต่งใดๆ 

การเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างช้าๆของประเทศเวียดนาม  เป็นโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้เห็นสภาพแบบย้อยยุค  ชนิดที่เหลือน้อยเต็มทีในภูมิภาคนี้  

หลายคนอาจบอกว่าบ้านเราก็ยังมีให้เห็น  แต่ถ้าจะเทียบกับเวียดนามแล้วต้องบอกว่า  ภาพแบบนี้มีให้เห็นทั่วประเทศ  และสำหรับเมืองนิงห์บิงห์นี้พิเศษตรงที่หมู่บ้านและทุ่งนาแวดล้อมไปด้วยทิวเขาสวยๆงามๆ ไม่ต่างกับเมืองกุ้ยหลินประเทศจีน ที่ช่วยแต่งแต้มให้เมืองนี้มีความสวยงามยิ่งขึ้น

แต่น่าเสียดายที่การเดินทางในคราวนี้เจอฝนเข้าแบบเต็มๆ  จึงไปไหนมาไหนไม่ค่อยสะดวก  โดยเฉพาะโปรแกรมการขี่จักรยานท่องเที่ยวไปตามหมู่บ้านในตอนเช้าๆเพื่อชม ตลาดนัด  และทุ่งนาที่มีถนนเชื่อมต่อไปถึงวัดเก่าที่อยู่ห่างออกไปราว 3 -4 กม.  วัดนี้เป็นวัดจีนโบราณ  ก่อสร้างเมื่อหลายร้อยปีก่อน ในสมัยที่ประเทศเวียดนามทางตอนเหนืออยู่ภายใต้การปกครองของจีน

วันนั้นฝนตก จึงเปลี่ยนจากขี่จักรยานมานั่งรถแท๊กซี่แทน  เห็นภาพสองข้างทางแล้วต้องบอกว่าน่าประทับใจเป็นอย่างยิ่ง  มันเป็นวิถีชีวิตที่แท้จริงของคนเวียดนาม  หรือวิถีแบบพอเพียง ไม่ต่างกับชนบทไทยในอดีต  สมัยในน้ำมีปลาในนามีข้าว

วันนี้ฝนตกก็ไม่เป็นอุปสรรค  ตรงไหนวิวสวยๆก็เปิดกระจกรถถ่ายภาพ  ทำแบบนี้เป็นระยะๆ  จึงได้ภาพตามที่เห็น  แต่ภาพในเส้นทางท่องเที่ยวด้วยจักรยานนี้ยังไม่หมดนะครับ   ตอนต่อไปจะมีให้ชมกันอีก  จะได้เห็นชนบทที่เมืองนี้กันอย่างครบถ้วน  เห็นแล้วก็สบายตา  จนอยากให้บ้านเรามีที่ที่ดินผืนใหญ่ๆสักผืน  สร้างบรรยากาศให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวแบบชนบทไทยในอดีต 

เหลียวซ้ายแลขวา  เมืองบรรหารบุรี เอ้ย..จังหวัดสุพรรณบุรี ของหลงจู้เก่า นายบรรหาร ศิลปอาชา ก็ไม่เลว  เอาแถวๆหมู่บ้านควายก็น่าจะเหมาะสมด้วยประการทั้งปวง ว่าแล้วท่านบรรหาร ก็เร่งดำเนินการโดยด่วน ในฐานะที่ท่านเป็นเจ้าเมือง มีทรัพย์ และข้าทาสบริวาร (รวมทั้งอิทธิพล) มากมายหลายเล่มเกวียน



โฟโต้ออนทัวร์
28 มีนาคม 2554










 

Ninh Binh

Ninh Binh is a small town about 100 km south of Hanoi, which is surrounded by a number of lesser known interesting sites. Hoa Lu was the first capital of the independent Vietnam, under the Dinh dynasty and the early Le Dynasty (968-1009). There are two sanctuaries, each of them devoted to the emperors of one of these two dynasties. They are set into a landscape of limestone mountains reminiscent of some the better known sites of South China.

In Tam Coc, you can take a boat tour on a river which tunnels several times into the same type of mountains. The river is actually used by local villagers to access their rice fields. The nearby Ken Ga canal provides the opportunity to observe river life in the North, and contrast it with what you can see in the Mekong Delta. The whole area was an important center of catholicism, and you will be surprised to see churches among the rice fields. Phat Diem has a vast cathedral which has a unique Sino-Vietnamese architecture.


Tam Coc

Known to travellers as “HaLong Bay without the water”; “Halong Bay on the rice paddies” and so on; Tam Coc boasts breathtaking scenery. While Halong Bay features huge rock formations jutting out of the sea; Tam Coc has them jutting out of its rice paddies. Some travellers will notice a striking resemblance here to Guilin and Yangshuo in China.

Tam Coc means “Three Caves”. Hang Ca; the first cave; is 127 m long; Hang Giua; the second; is 70m long; the third and smallest; Hang Cuoi; is only 40 m. The best way to see Tam Coc is by rowboat on the Ngo Dong River. The boats are rowed into the caves; and this is a very peaceful and scenic trip. The boat trip to all three caves takes about two hours and tickets are sold at the small booking office by the docks. A boat costs 55.000 D including the entry fee; and seats two passengers. Even on cloudy days; bring sunscreen and a hat or umbrella - there`s no shade in the boats. You can rent an umbrella at the pier.

You may find you need a healthy dose of patience and good humour at Tam Coc; if you’re prepared for a bit of a hassle then it won`t seem so irritating. One reported problem is that boat owners ask you almost constantly to buy embroidery if you don`t want it; just say no. There are also boat vendors who paddle up along side your boat and try to sell drinks; if you don`t want any; they will “suggest” (rather strongly) that you buy Coke for the person rowing your boat. Many travellers do this and then later find that the oarsperson simply sells the Coke back to the drink vendors for half the price.

The area behind the Tam Coc restaurants is Van Lan village. which is famous for its embroidery. Here you can watch the local artisans make napkins; tablecloths; pillow cases and T-shirts. A lot of these items wind up being sold on Hanoi`s Pho Hang Gai; but it’s cheaper to buy them here directly from he artisan. The village has a better selection and slightly lower prices than those available from the boat vendors.


Source : www.vietnamholidaytourism.com

 
copyright © www.photoontour.com, All rights reserved