นาข้าวที่ปลูกระหว่างหุบเขา กลายเป็นเสน่ห์ที่ทำให้นักท่องเที่ยวหลั่งไหลกันมาล่องเรือพายเพื่อชมความงดงามของแปลงนา และธรรมชาติที่แตกต่างจากที่อื่นๅ จนนักท่องเที่ยวไทยตั้งฉายาว่า ฮาลองบก
Part 1 จากฮานอยสู่นิงห์บิงห
Part 2 ฮาลองบก
Part 3 หมู่บ้านชนบท
Part 4 เที่ยวถ้ำ
Part 5 เดินทางกลับ
    Home : Outbound : Ninh Binh, Vietnam Part 4
ตอนที่ 4 เที่ยวถ้ำและวัดโบราณในชนบทของเมืองนิงห์บิ่งห์
 
             
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
             
 
 
ชมภาพการเดินทางท่องเที่ยวในเวียดนาม ซาปา นาข้าวขั้นบันใด อ่าวฮาลอง สุสานโฮจิมินห์ เว้ ดานัง ฮอยอัน ฯลฯ
 
ล่องฮาลองบกที่นิงห์บิงห์ ตอนที่ 4 (Ninh Binh Part 4)
เดินทางเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2550 (Oct 2007)





นิงห์บิ่งห์ในตอนที่ 4  ยังเป็นบรรยากาศของมรสุม  เช้านี้มีฝนหนักบ้างเบาบ้าง ไม่แน่ไม่นอน  บางครั้งก็ลงหนัก  ยิ่งนั่งรถมาถึงวัดถ้ำ บิกด่อง ก็ทำท่าว่าจะตกอีกรอบ ดีที่ว่าเราขึ้นไปอยู่บนถ้ำเรียบร้อยแล้ว

วัดถ้ำบิกด่อง ( Bich Dong) หรือถ้ำไข่มุกเขียว  เป็นวัดพุทธของเวียดนาม  ในอดีตชาวเวียดนามร้อยละ 85 นับถือพุทธศาสนานิกายมหายาน เช่นเดียวกับจีนและธิเบต  

เวียดนามทางตอนเหนือในสมัยเมื่อราวเกือบพันปีก่อน(ก่อน พ.ศ. 1498) ได้อยู่ใต้การปกครองของจีนฮั่น หรือเป็นส่วนหนึ่งของจีน คนเวียดนามในสมัยก่อนจึงพูดและเขียนด้วยอักษรจีน  

เวียนามในสมัยก่อนมีการสอบ " จอหงวน " หรือสอบบรรจุข้าราชการชั้นปกครองไม่ต่างกับของจีน

” วิหารวรรณกรรม “ ที่ตั้งอยู่กลางเมืองฮานอยในปัจจุบัน  คือโรงเรียนสอนการปกครอง  และเป็นสถานที่สอบจอหงวน คนเวียดนามเรียกวิหารวรรณกรรมนี้ว่าเป็น มหาวิทยาลัยแห่งแรกของเวียดนาม  ตำราการปกครองก็ทำจากแท่งหิน และเป็นอักษรจีนทั้งหมด

อิทธิพลของจีนเข้าแผ่ปกคลุมดินแดนเวียดนามทางตอนเหนือหรือแถบลุ่ม แม่น้ำแดง เมื่อราว 1 พันปีก่อน  วัดต่างๆในเวียดนามจึงมีลักษณะคล้ายกับวัดในประเทศจีน  แต่ศาสนาพุทธในเวียดนามได้ล่มสลายหลังจากฝรั่งเศสเข้ามาปกครอง  หรือสมัยยุคล่าอาณานิคม 

ฝรั่งเศสออกมาตรการณ์มาหลายๆเรื่องโดยผ่านรัฐบาลที่ตนแต่งตั้ง เพื่อลดทอนอำนาจของพระสงฆ์  ขณะเดียวกันก็เอาใจชาวเวียดนามให้หันมานับถือศาสนาคริสต์  เช่นให้สิทธิพิเศษแก่ผู้ที่นับถือศาสนาคริสต์ในการสมัครเป็นข้าราชการ   ชาวพุทธเวียดนามในสมัยนั้นจึงกลายเป็นบุคคลชั้นสอง

ศาสนาพุทธถูกปิดตายอย่างสนิทในยุคที่เวียดนามกลายเป็นประเทศคอมมิวนิสต์เช่นเดียวกับประเทศจีน (จีนแดง)ในยุคของเหมาเจ๋อตุง  วัดหลายแห่งถูกทำลาย  พระสงฆ์ถูกจับให้ไปทำนาเช่นเดียวกับกรรมกร  พระจำนวนไม่น้อยต้องหลบหนีไปยังประเทศกัมพูชา  จนปัจจุบันได้กลายเป็นคนกัมพูชาไปเรียบร้อยแล้ว

ในยุคสงครามเย็น  หรือยุคที่เวียดนามเป็นประเทศคอมมิวนิสต์อย่างเต็มตัว  วัดทุกแห่งในเวียดนามกลายเป็นวัดร้าง  ไม่มีพระ ไม่มีศาสนา  ประชาชนถูกปลูกฝังให้เชื่อในลัทธิคอมมิวนิสต์ คนเวียดนามสมัยนั้นจึงกลายเป็นคนไม่มีศาสนา  เป็นกลียุคอันแสนลำเค็ญของประเทศ

เมื่อสงครามเวียดนามสงบ ปรากฏว่ามีคนเวียดนามเสียชีวิตในสงครามประมาณ 4.5 ล้านคน
(ข้อมูลจาก วิกิพีเดีย : พลเรือนเวียดนามใต้เสียชีวิต 1,581,000  พลเรือนเวียดนามเหนือเสียชีวิต 3,000,000 คน)

หลังเวียดนามผ่านพ้นช่วงสงครามไปแล้ว  รัฐบาลก็หันมาบูรณะซ่อมแซมวังเก่า และวัดสำคัญๆต่างๆให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว  เช่นเดียว วัดเทียนมู่ที่เมืองเว้  ซึ่งปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวเข้าชมปีละหลายล้านคน 

วัดถ้ำบิกด่อง ( Bich Dong) หรือถ้ำไข่มุกเขียว  ก็เป็นอีกวัดหนึ่งที่อยู่ทางตอนเหนือของเวียดนาม  ถูกพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวพร้อมๆกับอ่าวฮาลองเบย์ และแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆในเมืองนิงห์บิ่งห์ ใครมาเที่ยวฮาลองเบย์ก็อาจมีโอกาสมาเที่ยวฮาลองบก ในทริปเดียวกัน

เวียดนามมีเสน่ห์ตรงที่พื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศทำการเกษตรกรรม   คนเวียดนามมีความทรหดอดทนกับสภาพภูมิประเทศที่เต็มไปด้วยภูเขา  แต่มีพื้นที่ทำกินเพียงน้อยนิด  จึงต้องใช้ภูมิปัญญาของตนเองเพื่อเอาชนะธรรมชาติ

หากใครไปเที่ยวเวียดนามก็จะเห็นแปลงนาข้าวเขียวขจีไปทุกพื้นที่  ทั้งพื้นราบ ระหว่างหุบเขา หรือตามภูเขาสูงชัน เช่นที่เมือง ซาปา

นาข้าวหรือการทำนาจึงผูกพันธ์กับชีวิตของชาวเวียดนามเป็นอย่างมาก  เวียดนามจึงเป็นประเทศที่ปลูกข้าวมากเป็นอันดับ 1 ของโลก แต่ต้องใช้เลี้ยงประชากรของประเทศที่มีจำนวนถึง  86 ล้านคน (มากกว่าไทยราว 20 ล้านคน)

ดังนั้นข้าวที่ผลิตได้จึงใช้เลี้ยงคนในประเทศเป็นหลัก  การส่งข้าวไปขายในต่างประเทศจึงน้อยกว่าไทย หรืออันดับ 2 รองจากไทย

หลายคนมาเที่ยวเวียดนาม  แต่อาจยังไม่ทราบว่า  การกินอยู่ของพวกเค้าเป็นอย่างไร  ต่างจากคนไทยแค่ไหน

ต้องบอกว่าคนเวียดนามส่วนใหญ่ใช้ชีวิตไม่ต่างกับคนไทยในอดีตเมื่อราวสัก 40-50 ปีที่ก่อน  ครอบครัวคนไทยในสมัยก่อนๆมักจะถือว่า เรื่องกินเป็นเรื่องใหญ่เช่นเดียวกับคนเวียดนามในปัจจุบัน

คนไทยสมัยก่อนจะทานข้าวมาก และทานกับแต่น้อย คนเวียดนามในปัจจุบันก็ไม่ต่างกัน นี่คือวิถีชีวิตของคนเวียดนามในปัจจุบัน ที่ไม่ต้องให้ใครมาพูดถึงคำว่า พอเพียง   เพราะคนเวียดนามใช้ชีวิตกันยิ่งกว่าคำว่า พอเพียง ที่คนไทยรู้จัก

การทานข้าวมากๆ  ทานกับน้อยๆ  เป็นปกติวิสัยของคนเวียดนาม  ในตรงกันข้ามคนเวียดนามมาเห็นคนไทยทานข้าวน้อย แต่ทานกับมาก จึงรู้สึกแปลกใจเป็นอย่างยิ่ง

แค่เรื่องการกิน คนเวียดนามส่วนใหญ่ยังปฏิบัติกันเช่นนี้ เรื่องอื่นจึงไม่ต้องพูดกันมากเลยว่าจะมีความมัธยัสกันแค่ไหน


สิ่งที่แตกต่างกันชัดเจนระหว่างคนไทยกับเวียดนามอีกเรื่องหนึ่งก็คื " เรื่องการสร้างหนี้ " หรือการก่อหนี้

คนเวียดนามกลัวในเรื่องการเป็นหนี้ กลัวว่าอนาคตจะไม่มีปัญญาจ่าย จึงใช้ระบบเงินสดเป็นหลัก ทั้งๆที่ปัจจุบันรัฐบาลได้ผ่อนปรนกฏเกณฑ์การซื้อ - ขายสินค้าเป็นเงินผ่อนบ้างในบางประเภท เช่นเรื่องที่อยู่อาศัย แต่คนเวียดนามส่วนใหญ่ก็ยังไม่ค่อยกล้า ซึ่งเรื่องนี้แตกต่างกับบ้านเราเป็นอย่างมาก

ส่วนสินค้าอื่นๆเช่นรถยต์ มอเตอร์ไซด์ เครื่องใช้ภายในบ้าน ฯลฯ คนเวียดนามใช้ระบบชำระเงินสดแต่เพียงอย่างเดียว เพราะรัฐบาลห้ามขายเงินผ่อนมาตั้งแต่ประเทศนี้เป็นคอมมิวนิสต์ สิ่งนี้น่าจะทำให้คนเวียดนามรู้จักประมาณตน ไม่ฟุ้งเฟ้อเห่อตาม มีเงินค่อยซื้อ ไม่มีเงินก็ฝันไปก่อน ต่างกับบ้านเราที่ฝันมักเป็นจริงในไม่ช้า แล้วนรกก็ตามมา(ยึด)ทีหลัง

ตามชนบทของประเทศเวียดนาม เราอาจเห็นชาวบ้านเก็บถุงพลาสติคแล้วนำมาล้าง เพื่อรวบรวมส่งขายตามร้านค้า ภาพแบบนี้เมืองไทยก็เคยมีเมื่อราว  30- 40 ปีก่อน  โดยเฉพาะในชุมชนแออัด  หรือสลัม  แต่เวียดนามในปัจจุบันยังมีให้เห็นเป็นเรื่องปกติธรรมดา

นักท่องเที่ยวไทยเห็นภาพการตากถุงพลาสติคตามริมถนนในเวียดนามเป็นระยะๆ ก็ถามไกด์กันใหญ่ว่า  สีขาวๆที่เห็นแขวนตามราวผ้านั้นมันคืออะไร  คำตอบก็คือถึงพลาสติคนานาชนิด ตั้งแต่ใบเล็กๆไปจนถึงขนาดใหญ่เท่าถุงปุ๋ย

จะว่าไปแล้วก็ไม่ต่างกับเมืองไทยสมัยที่มีการพับถุงกระดาษขาย เพื่อเป็นอาชีพเสริม  หรืองานยามว่างของเด็กๆ หรือคนแก่ที่มีเวลาอยู่กับบ้าน

อาชีพพับถุงกระดาษขายในบ้านเราทุกวันนี้ มันกลายเป็นอดีต หากไปพูดกับเด็กรุ่นใหม่ๆก็คงไม่มีใครรู้จักกันอีกแล้ว 

โดยสรุปแล้ว  สังคมเวียดนามในปัจจุบันก็ไม่ต่างกับสังคมไทยในสมัยที่ยังมีคนพับถุงกระดาษขายเพื่อเป็นอาชีพเสริม  จะย้อนยุคไปนานแค่ไหนก็ลองคำนวณดูเล่นๆก็แล้วกัน

นิงห์บิ่งห์ตอนที่ 4 ยังคงเห็นภาพชนบทของเวียดนาม  คนไทยไปเห็นก็ชื่นชอบว่ามันช่างเป็นธรรมชาติที่บริสุทธิ์เสียนี่กระไร  ไปทางไหนก็เห็นแต่น้ำและต้นไม้ใบหญ้า  ดูสดชื่นเจริญตาเจริญใจดีแท้

นี่แหละชีวิตที่พอเพียงอย่างแท้จริง  และใช้ทรัพย์ยากรอย่างคุ้มค่า  ขยันก็มีกิน  ขี้เกียจก็อดตาย  จะเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยโน่นช่วยนี้เหมือนเมืองไทยก็ทำไม่ได้ เพราะรัฐบาลไม่มีเงินช่วย ต้องปากกัดตีนถีบกันเอาเอง สู้เมืองไทยไม่ได้ ชีวิตนี้ทำแค่ครึ่งเดียว ที่เหลือรัฐจ่ายหมด ประเทศไทยกำลังจะกลายเป็นประเทศรัฐสวัสดิการ และดูเหมือนรัฐบาลก็พยายามเลี้ยงดูปูปั้น เอาอกเอาใจกันมาก เช่น

น้ำท่วม - ก็มีเงินชดเชยค่าซ่อมบ้าน
นาล่ม - รัฐบาลก็จ่ายเงินให้
เป็นหนี้นอกระบบ - รัฐบาลก็เข้ามาช่วย
พืชไร่ราคาตกต่ำ- รัฐบาลก็มารับซื้อในราคาประกัน
ไม่มีบ้าน - รัฐบาลก็สร้างบ้านให้อยู่ผ่อนดอกต่ำๆ
ไม่มีที่ทำกิน - รัฐบาลก็จัดสรรที่ทำกินให้
ทำมีเงินทำธุรกิจ- ก็มีให้กู้ SME จากออมสิน

ฯลฯ

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ไม่มีให้เห็นในประเทศเวียดนาม เพราะความเจริญหรือฐานะของประเทศยังมาทันประเทศเรา สิ่งที่รัฐบาลช่วยเหลือก็คือ สร้างระบบชลประทานให้กับชาวไร่ช่าวนา และประกันราคาข้าวให้แต่เพียงเท่านั้น

เกิดเป็นคนไทยนี้แสนดีหนักหนา มีอะไรเดือดร้อน รัฐบาลไหนๆก็แย่งกันให้ความช่วยเหลือ เรียกว่านโยบายประชานิยม

ไหนๆ ก็ไหนๆแล้ว อนาคตหากใครหาเมียไม่ได้ รัฐบาลก็อาจทำหน้าที่หาผัว หาเมีย ให้ประชาชนคนไทย เรียกว่าเอาใจใส่กันจนถึงที่สุด นี่ก็คิดอยู่ว่า ชาติหน้าหากมาเกิดเป็นคนไทยอีกครั้ง ก็อาจได้ใช้บริการหาเมีย จากรัฐบาล เป็นแน่

รัฐบาลไหนทำได้ เอาไปเล้ย 2 คะแนน คิดเล่นๆ แต่ทำจริงได้ก็น่าจะดีนะครับท่าน หริออย่างน้อยช่วยออกค่าสินสอด สักครึ่ง ก็ยังดี

พบกันใหม่ในตอนที่ 5  ครับ  ซึ่งเป็นตอนสุดท้าย


โฟโต้ออนทัวร์
5 พฤษภาคม 2554  










 

Ninh Binh

Ninh Binh is a small town about 100 km south of Hanoi, which is surrounded by a number of lesser known interesting sites. Hoa Lu was the first capital of the independent Vietnam, under the Dinh dynasty and the early Le Dynasty (968-1009). There are two sanctuaries, each of them devoted to the emperors of one of these two dynasties. They are set into a landscape of limestone mountains reminiscent of some the better known sites of South China.

In Tam Coc, you can take a boat tour on a river which tunnels several times into the same type of mountains. The river is actually used by local villagers to access their rice fields. The nearby Ken Ga canal provides the opportunity to observe river life in the North, and contrast it with what you can see in the Mekong Delta. The whole area was an important center of catholicism, and you will be surprised to see churches among the rice fields. Phat Diem has a vast cathedral which has a unique Sino-Vietnamese architecture.


Tam Coc

Known to travellers as “HaLong Bay without the water”; “Halong Bay on the rice paddies” and so on; Tam Coc boasts breathtaking scenery. While Halong Bay features huge rock formations jutting out of the sea; Tam Coc has them jutting out of its rice paddies. Some travellers will notice a striking resemblance here to Guilin and Yangshuo in China.

Tam Coc means “Three Caves”. Hang Ca; the first cave; is 127 m long; Hang Giua; the second; is 70m long; the third and smallest; Hang Cuoi; is only 40 m. The best way to see Tam Coc is by rowboat on the Ngo Dong River. The boats are rowed into the caves; and this is a very peaceful and scenic trip. The boat trip to all three caves takes about two hours and tickets are sold at the small booking office by the docks. A boat costs 55.000 D including the entry fee; and seats two passengers. Even on cloudy days; bring sunscreen and a hat or umbrella - there`s no shade in the boats. You can rent an umbrella at the pier.

You may find you need a healthy dose of patience and good humour at Tam Coc; if you’re prepared for a bit of a hassle then it won`t seem so irritating. One reported problem is that boat owners ask you almost constantly to buy embroidery if you don`t want it; just say no. There are also boat vendors who paddle up along side your boat and try to sell drinks; if you don`t want any; they will “suggest” (rather strongly) that you buy Coke for the person rowing your boat. Many travellers do this and then later find that the oarsperson simply sells the Coke back to the drink vendors for half the price.

The area behind the Tam Coc restaurants is Van Lan village. which is famous for its embroidery. Here you can watch the local artisans make napkins; tablecloths; pillow cases and T-shirts. A lot of these items wind up being sold on Hanoi`s Pho Hang Gai; but it’s cheaper to buy them here directly from he artisan. The village has a better selection and slightly lower prices than those available from the boat vendors.


Source : www.vietnamholidaytourism.com

 
copyright © www.photoontour.com, All rights reserved