เมืองนิงห์บิ่งห์ ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเวียดนาม ห่างจากเมืองฮานอย(เมืองหลวง)ไปประมาณ 100 กม. แหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญได้แก่การล่องฮาลองบกไปตามทะเลสาบน้ำตื้นระหว่างหุบเขา
Part 1 จากฮานอยสู่นิงห์บิงห
Part 2 ฮาลองบก
Part 3 หมู่บ้านชนบท
Part 4 เที่ยวถ้ำ
Part 5 เดินทางกลับ
    Home : Outbound : Ninh Binh, Vietnam Part 4
ตอนที่ 5 วันเดินทางกลับจากเมืองนิงห์บิ่งห์สู่ฮานอย และสู่สนามบินสุวรรณภูมิ
 
             
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
             
 
 
ชมภาพการเดินทางท่องเที่ยวในเวียดนาม ซาปา นาข้าวขั้นบันใด อ่าวฮาลอง สุสานโฮจิมินห์ เว้ ดานัง ฮอยอัน ฯลฯ
 
ล่องฮาลองบกที่นิงห์บิงห์ ตอนที่ 5 (Ninh Binh Part 5)
เดินทางเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2550 (Oct 2007)





ทริปนิงห์บิ่งห์  (Ninh Binh)  เดินทางมาถึงตอนที่ 5 เป็นตอนสุดท้ายแล้วครับ  ทริปนี้ถือว่าเปียกโชกไปด้วยฝน   และไม่ไช่แค่ฝนธรรมดา  แต่เป็นพายุโซนร้อน มีชื่อว่า “พายุช้างสาร  “

ขณะกำลังเดินทางจากจังหวัดนิงห์บิ่งห์มายังฮานอยในระยะทางประมาณ 100 กม. ปรากฏว่าฝนตกตลอด  แต่แค่ลงปรอยๆ บางครั้งอาจหนักบ้างสลับกันไป  และหลังจากกลับมาเมืองไทยแล้วได้ยินข่าวจากโทรทัศน์ว่าเกิดน้ำท่วมหนักที่เมืองนิงห์บิ่งห์  ก็คงห่างจากหมู่บ้านที่ล่องฮาลองบกไม่มากนัก  โชคดีที่เดินทางกลับมาก่อน ไม่เช่นนั้นอาจออกจากเมืองนิงห์บิ่งห์ไม่ได้  หากกลับไม่ได้ก็อาจมีภาพน้ำท่วมประเทศเวียดนามเป็นของแถม
 
เมื่อมาถึงฮานอยก็เจอสภาพท้องถนนที่เต็มไปด้วยรถมอเตอร์ไซด์จนน่าเวียนหัว  ณ วันนี้ต้องถือว่ามอเตอร์ไซด์เป็นพาหนะสำคัญของคนในเมืองใหญ่ๆของเวียดนาม จังหวัดไหนมีประชากรมาก ก็มีมอเตอร์ไซด์มากเป็นธรรมดา  

มอเตอร์ไซด์มีมากขนาดไหนก็ชมได้จากภาพในชุดนี้  และสำหรับคนไทยที่มาเที่ยวเวียดนาม  เมื่อเห็นมอเตอร์ไซด์มากขนาดนี้ก็ไม่ค่อยกล้าข้ามถนน  เพราะมันมาแบบต่อเนื่องจนแทบไม่มีช่องว่างจะให้ข้ามไปได้  แถมจราจรของเวียดนามก็ชิดขวา  เรียกว่ากลับความรู้สึกชนิดตรงกันข้ามกับบ้านเรา 

แต่การข้ามถนนในเวียดนาม มีเทคนิคอยู่ 3-4 ประการ ซึ่งเป็นคำแนะนำสำหรับคนไทยที่บอกต่อๆกันมา

1  ให้รักษาความเร็วอย่างสม่ำเสมอในขณะเดินข้ามถนน  เดินช้าๆไปเรื่อยๆ ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องสั่น
2  ขณะเดินข้ามห้ามหยุดกลางคันเด็ดขาด  เพราะจะโดนรถชนเอา
3 อย่าตกใจเมื่อได้ยินเสียงแตรรถ  เพราะเสียงแต่เป็นแค่บอกว่ามีรถมา  แล้วเค้าก็จะหลบเราเอง
4 หากโดนชน ....
  แนะนำว่าควรซื้อโล่ห์รางวัลแล้วมอบให้กับตนเอง ว่าเป็นคนไทยคนแรกที่โดนรถชน (เพราะคนอื่นเขากลัว และไม่กล้าข้ามถนนกัน จึงไม่มีใครถูกรถชน)

การข้ามถนนในเวียดนาม ผมพิสูจน์กับตนเองมาแล้วหลายครั้ง จนคิดว่าปลอดภัยกว่าบ้านเรามาก เพราะรถต้องดูคน ส่วนบ้านเราคนต้องดูรถ แถมคนขับรถในบ้านเรายังอาจด่าไล่หลังคนข้ามถนนอีกว่า " ไม่ดูตาม้าตาเรือรึไงวะ..รถมาทั้งคัน ดันมองไม่เห็น"

การพิสูจน์ด้วยการข้ามถนนในเวียดนาม ถือว่าจิ๊บๆ ไม่สะใจ ไม่แน่จริง และยังไม่ถือว่าเป็นการสัมผัสกับสภาพจราจรแบบเวียดนามแท้

นี่เลยเช่าจักรยานขี่ที่เมืองเว้(เวียดนามกลาง)ในยามค่ำคืนกันเสียเลย จะได้รู้เแล้วรู้แรดว่ามันเป็นยังไงกัน ผลปรากฏว่า เหงื่อแตกครับพี่น้อง เพราะจักรยานเช่านี่มันกระป๋องจริงๆ เช่นขี่ๆไปหน้ารถมันแกว่งไปมา เบรคก็ไม่ดีต้องใช้เท้าช่วย หรือโซ่หลุดระหว่างทาง เรียกว่าสบักสะบอมและขำกลิ้งไปตามๆกัน ยิ่งขับไปเจอทางแยกที่ต้องเลี้ยวตัดเลนชาวบ้าน แบบนี้ต้องท่องนะโมเตรียมไว้เลย (ไม่ต่างกับภาพแรกในหน้านี้)

ในเวียดนามใครมีมอเตอร์ไซด์ต้องถือว่าเป็นคนมีฐานะ  มีรถเก๋งถือว่าร่ำรวย  คนธรรมดาทั่วไปมีจักรยานเป็นพาหนะ  และส่วนใหญ่แล้วเป็นจักรยานมือสองที่มีความแข็งแรงทนทาน (น่าจะนำเข้าจากญี่ปุ่น)

ฮานอยเป็นเมืองหลวงของเวียดนามและเป็นสถานที่ตั้งกระทรวงทบวงกรมต่างๆ  หรือหน่วยงานราชการ  และที่นี่ถือว่าเป็นบ้านของโฮจิมินห์  หรือรัฐบุรุษของประเทศ ที่คนเวียดนามให้ความนับถือเป็นอย่างมาก ไม่ต่างกับมหาตมะคานธีของอินเดีย หรือผู้กอบกู้อิสรภาพจากอังกฤษด้วยวิธีการอหิงสา

ส่วนโฮจิมินห์ใช้วิธีการต่อสู้ด้วยอาวุธจากกองกำลังกู้ชาติ (คนเวียดนามที่อาสาสมัครเข้าร่วมต่อสู้) โดยมีประเทศอื่นๆในเอเชียให้การสนับสนุนอย่างลับๆอยู่เบื้องหลัง ทั้งปัจจัยและอาวุธ

ปัจจุบันเมืองฮานอยมีประชากรราว  7  ล้านคน เรียกว่าหนาแน่นมาก  แต่ก็ยังไม่เท่ากรุงโฮจิมินห์ซิตี้ (กรุงไซ่ง่อนเดิม) ที่มีประชากรถึง 8  ล้านคน  

เวียดนามเป็นประเทศกำลังพัฒนา  ประชากรมีรายได้ต่อหัวน้อยกว่าคนไทยมาก  เงินเดือนหรือรายได้ในอาชีพต่างๆของคนเวียดนามน้อยกว่าไทยเราประมาณครึ่งต่อครึ่ง  ตัวอย่างเช่นค่าแรงงานขั้นต่ำ ที่ชาวเวียดนามได้รับคิดเงินไทยประมาณ 100 บาท หรือผู้ที่จบปริญญาตรีจะได้รับเงินเดือนประมาณ 4 พันบาท ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของเวียดนามยังขี่มอเตอร์ไซด์มาทำงาน รวมทั้งนักธุรกิจหรือผู้ประกอบการระดับ 2-300 ล้านบาท ก็ยังใช้มอเตอร์ไซด์เป็นพาหนะ

ถึงแม้คนเวียดนามจะได้รับเงินเดือนน้อยกว่าคนไทย แต่เชื่อหรือไม่ว่าก๋วยเตี๋ยวหรือเฝ่อที่ฮานอยขายชามละ 40 บาท ผมลองทานเพื่อพิสูจน์มาแล้วที่ตลาดฮานอย จนคิดว่าเราถูกหลอกแน่ๆเลย แต่ไม่ไช่ครับ เป็นราคาปกติ

เป็นเรื่องน่าสงสัยมากว่าคนเวียดนามไม่เดือดร้อนในเรื่องราคาของกินที่แพงลิ่วกันหรืออย่างไร  ขณะเดียวกันค่าเงินด่องก็ตกต่ำจนน่าใจหาย 2-3 ปีที่ผ่านมารัฐบาลเวียดนามประกาศลดค่าเงินมาแล้วหลายต่อหลายรอบ จนเศรษฐกิจของประเทศต้องชงักงัน หลายโครงการใหญ่ๆของรัฐบาลต้องชะลอไว้ก่อน แม้กระทั่งโครงการรถไฟความเร็วสูงที่มีเส้นทางจากเหนือลงไปภาคใต้ หรือจากฮานอย - โฮจิมินห์ซิตี้ ที่เคยออกข่าวเพื่อข่มขวัญประเทศอื่น(ไทย) แต่ในที่สุดโครงการนี้พับเก็บเข้าลิ้นชักไปเรียบร้อย เพราะใช้ลงทุนนับแสนๆล้านบาท รัฐสภาไม่อนุมัติ เกรงว่าคนเวียดนามจะไม่มีปัญญาจ่ายค่าโดยสารที่แพงได้

รัฐบาลเวียดนามใช้วิธีควบคุมค่าเงินดองหรือควบคุมอัตราแลกเปลี่ยนด้วยตัวเอง
(ต่างจากของไทยที่เปลี่ยนมาใช้ระบบตะกร้า หรือระบบลอยตัวโดยให้กลไกทางตลาดเป็นผู้กำหนด) จากอัตราแลกเปลี่ยน 1 บาท ต่อ 450 ดอง เมื่อ 3 ปีก่อน มาถึงปี 54 ในปัจจุบัน 1 บาท สามารถแลกได้ถึง 700 ดอง  คิดง่ายๆว่าคนไทยไปเวียดนามทุกวันนี้มีเงินดองในกระเป๋ามากกว่าเมื่อก่อนมากมาย

เมื่อ 2 - 3 ปี ก่อน เงิน 2 พันบาทไทยแลกได้ 900,000 ดอง แต่ปัจจุบัน (ปี 54) แลกได้ 1,400,000 ดอง คนไทยรวยเละไปตามๆกัน ใครอยากรวยเงินล้าน(ดอง) ต้องไปเวียดนามนะครับ รับรองรวยสมใจนึก(บางลำพู)

ไกด์ให้คำตอบว่าเรื่องเฝ่อที่มีราคาค่อนข้างแพงว่า  เนื่องจากกรุงฮานอยเป็นเมืองของพ่อค้าหรือเมืองค้าขาย  คนที่อยู่ในตัวเมืองส่วนใหญ่มีเงินมีฐานะจึงพอมีกำลังซื้อ  ส่วนชาวบ้านทั่วๆไปยังต้องใช้ชีวิตกันแบบประหยัด  และต้องรัดเข็มขัดตามสุภาษิตไทยที่ได้ยินจนคุ้นเมื่อหลายสิบปีก่อน  ซึ่งปัจจุบันมันกลายเป็นอดีตไปแล้ว 

ความพอเพียงของคนเวียดนาม

คนเวียดนามใช้ชีวิตอย่างกระเบียดกระเสียนมาแต่ไหนแต่ไร  นิยมปลูกผักบุ้งทานตามนโยบายของลุงโฮ  สมัยที่ท่านยังมีชีวิต

ทุกวันนี้อาหารการกินของคนเวียดนามมีผักเป็นองค์ประกอบสำคัญ  มีเนื้อสัตว์น้อยถึงน้อยมาก ทานข้าวมากๆแต่ทานกับน้อย   คิดว่าหากคนเวียดนามมาเห็นคนไทยทานข้าวแล้วคงคิดว่าคนไทยทานกับข้าวกันเปลือง (มีกับหลายอย่าง)  แถบยังกินเหลือ หรือกินทิ้งกินขว้าง 

การใช้ชีวิตแบบพอเพียง คนเวียดนามถือเป็นเรื่องปกติ  ไม่เดือดร้อน  ข้าราชการหรือพนักงาน Office ส่วนใหญ่จะนำอาหารจากบ้านไปทานที่ทำงานตอนมื้อเที่ยง  และกลับมาทานข้าวตอนเย็นที่บ้านพร้อมครอบครัวรวมทั้งญาติพี่น้องที่อยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่ในบ้านเดียวกัน

การห่อข้าวไปทานที่ทำงานสำหรับเมืองไทยแล้วคงมีค่อนข้างน้อย  เพราะไม่นิยม  ยุ่งยาก ไม่มีเวลา  หรืออาจถือว่ามีเงินซื้อความสะดวกโดยไม่เดือดร้อน    

นี่เป็นตัวอย่างของคนเวียดนามที่พอจะเล่าสู่กันฟัง  โดยเฉพาะกับกระแสพอเพียงในบ้านเรา  ส่วนคนไทยจะเข้าใจคำว่าพอเพียงและปฏิบัติกันจริงแค่ไหน  หรือว่าสักแต่ว่าพูดไปตามกระแส  ส่วนชีวิตจริงนั้นก็ไม่เคยคิดจะประหยัด หรือมีความระมัดระวังในการใช้จ่าย

คนเวียดนามอาจไม่รู้จักคำว่าพอเพียง  เพราะวิถีชีวิตประจำวันมันมีความพอเพียงในทุกๆเรื่องอยู่แล้ว


เวียดนามกับระบบเงินผ่อน

รัฐบาลเวียดนามออกฏหมาย “ ห้ามซื้อขายด้วยระบบเงินผ่อน “  ทุกอย่างต้องจ่ายเงินสดอย่างเดียว  หากระบบนี้นำมาใช้ในเมืองไทยรับรองว่า  ร้องโอดโอยกันน่าดู  โดยเฉพาะธุรกิจเงินผ่อน  หรือธุรกิจเช่าซื้อทั้งหลายที่มีในทุกหย่อมหญ้า 

ระบบผ่อนชำระนี้มันดีสำหรับผู้ที่รู้จักประมาณตน และมีการวางแผนอนาคตที่ดี  แต่มันกลับไปยั่วกิเลสสำหรับคนที่ไม่รู้จักพอ  หรือมีกิเลสหนา  ใครคุมตนเองไม่ได้ก็ต้องตกเป็นทาส

บ้านเราไม่มีกฏหมายในเรื่องนี้  จึงผ่อนได้ทุกอย่างที่ขวางหน้า คนไทยจึงติดหนี้เงินผ่อนกันค่อนประเทศ   แถมยังมีนักการเมืองใจดี   มีนโยบายลดหนี้ พักหนี้ หรือปลดหนี้ให้ด้วย  เท่ากับว่าสนับสนุนคนไทยให้เป็นหนี้กันตลอดชาติ   

เวียดนามไม่มีระบบเงินผ่อน  จึงไม่มีหนี้เสีย  ประชาชนไม่กลายเป็นบุคคลล้มละลายหรือไม่มีปัญญาจ่ายหนี้  กฏหมายของรัฐบาลเวียดนามมีส่วนช่วยป้องกันไม่ไห้คนเวียดนามเกิดความโลภ 

คนไทยไม่น้อยคิดแต่ว่าผ่อนน้อยผ่อนนาน และหลายปี จึงพอจะส่งได้ไม่เดือดร้อน ทำให้ติดนิสัยว่าเห็นอะไรก็อยากได้  ไม่ประมาณตน  ในที่สุดก็เป็นหนี้กันทั้งบ้านทั้งเมือง  โดยเฉพาะอาชีพครูซึ่งตามสถิติแล้วเป็นอาชีพที่มีหนี้มากที่สุดในกลุ่มอาชีพอื่นๆ  เงินเดือนที่ได้รับเมื่อหักกลบลบหนี้แล้วจึงแทบไม่เหลือ 

การใช้ชีวิตแบบคนเวียดนามในปัจจุบัน  คนไทยฟังแล้วก็อาจเข้าใจว่าเป็นเรื่องแปลก แต่ความจริงแล้วคนเวียดนามคิดว่าเป็นเรื่องปกติ  ไม่เดือดร้อน  กินอยู่และใช้จ่ายตามฐานะ  อยากได้อะไรก็เก็บออม  มีเงินแล้วค่อยซื้อ  ซึ่งต่างกับบ้านเราชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ  

มอเตอร์ไซด์เวียดนาม

คนไทยไปเที่ยวเวียดนามส่วนใหญ่จะตื่นเต้นกับผู้คนของเวียดนามที่มีมากมาย เต็มบ้านเต็มเมือง  ยิ่งมอเตอร์ไซด์แล้วไม่ต้องพูดเลยว่ายั้วเยี้ยไปหมด  ส่วนรถยนต์ส่วนบุคคลนั้นมีน้อยมาก  ถึงมีส่วนใหญ่ก็เป็นรถยี่ห้อของเกาหลี ทุกวันนี้ถือว่ามอเตอร์ไซด์เป็นจ้าวถนนในเวียดนาม ผิดกับบ้านเราทีมีรถยนต์ส่วนตัว โดยเฉพาะรถเก๋งมีมากกว่ามอเตอร์ไซด์หลายเท่า  

ในทางกลับกันหากคนเวียดนามมาเที่ยวเมืองไทยก็คงตื่นตาที่ถนนในเมืองไทยมีแต่รถเก๋งหรือส่วนตัวมากกว่ามอเตอร์ไซด์  ส่วนรถจักรยานนั้นแทบไม่ได้เลย    

ในอนาคตหากคนเวียดนามมีฐานะดีขึ้น  ถึงตอนนั้นก็คงจะมีปัญหาการจราจรไม่ต่างกับบ้านเรา  ปัจจุบันเวียดนามมีกฏห้ามจอดรถตามริมถนนในเขตเมือง  จึงเป็นปัญหาสำหรับผู้มีรถส่วนตัวที่ขับเข้ามาในเมืองชั้นใน  แต่อีกไม่เกิน 10  ข้างหน้า  เวียดนามคงประสบปัญหาการจราจรเป็นทวีคูณ  เนื่องจากมีประชากรเป็นจำนวนมาก และมากกว่าไทยเราถึง  20 ล้านคน

วันนี้เดินทางจากนิงห์บิ่งห์มาถึงฮานอยในเวลาราว 11 โมง  จากนั้นไปเดินซ้อปที่ห้างใหญ่กลางกรุงฮานอย  พอได้เวลาก็ต้องเดินทางไปยังสนามบินนอยใบ  เพื่อนั่งเครื่องบินไทยแอร์เอเชียกลับบ้าน ในเวลาบ่ายสามโมง

เรื่องเวียดนาม  เขียนมาหลายตอนและหลายจังหวัด  แต่ก็ยังไม่หมดสต๊อกนะครับ  ส่วนเรื่องต่อไปจะเป็นเรื่องอะไรก็ต้องติดตามในโอกาสต่อไป  ตอนนี้มีเรื่องรอคิวอีกหลายเรื่องที่จะทยอยออกอากาศ  นึกได้ตอนนี้ก็มีทริป เกาะลังกาวีประเทศมาเลเซีย   ส่วนโซนจีนก็มีหลายทริปได้แก่เซี่ยงไฮ้   คุนหมิง  ฮ่องกง และมาเก๊า 



โฟโต้ออนทัวร์
20 มิถุนายน 2554   
 








 
copyright © www.photoontour.com, All rights reserved