รวมภาพท่องเที่ยวเมืองฮานอย ภาพจากทริปฮานอย ภาพชุดอ๋าวหญ่าย สามล้อซิคโล่ ซิกโล่ สาวเวียดนาม ภาพสาวๆเวียดนาม ภาพหุ่นกระบอกน้ำ ภาพนาข้าวเวียดนาม ภาพทุ่งนา รวมภาพอ่าวฮาลอง ฮาลองเบย์
เที่ยวทะเลสาบฮาลองเบย์ อาหารซีฟู้ดเวียดนาม ภาพอาหารเวียดนาม กินอาหารเวียดนาม ภัตตาคารเวียดนาม ภาพขี่จักรยานในเวียดนาม ภาพจราจรเวียดนาม ภาพท้องถนนในเวียดนาม การจราจรในเมืองฮานอย
   
 
     Photoontour โฟโต้ออนทัวร์
Home : Outbound tour : Hanoi 1     
 
 
 
 
 
 
 
   
 
Outbound Trip ภาพท่องเที่ยวในต่างแดน
 
 
  คลิกเลือกชมภาพจากทริป ฮานอย ประเทศเวียดนามได้จากภาพข้างล่าง
The End
ฮานอย
นาข้าว
ฉาลองเบย์
           
 

Hanoi ฮานอย ตอนที่ 1
(เดินทาง กันยายน 50)



เที่ยวฮานอยในทริปนี้ ถือว่าเป็นภาคที่สามของการท่องเที่ยวเวียดนาม จากตอนแรกได้พาไปเที่ยว เมืองเว้ - ดานัง - ฮอยอัน ในดินแดนเวียดนามกลาง ทริปนั้นเป็นการเดินทางโดยรถยนต์ ออกจากเมืองไทยที่ด่านมุกดาหาร ผ่านลาว แล้วเข้าเวียดนามทางด่านลาวบาว

เมืองเว้ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองต้นแบบทางวัฒนธรรม และเป็นเมืองของกษัตริย์ในราชวงศ์สุดท้ายของเวียดนาม มีชื่อว่า ราชวงศ์เหงียน (หรือเหวียน) เทียบกับประวัติศาสตร์ไทยก็คล้ายๆกับราชวงศ์จักรี โดยปฐมกษัตริย์ของราชวงศ์เหงียน (Nguyen) หรือกษัตริย์พระองค์แรกก็คือ พระเจ้ายาลอง (Gia Long) ซึ่งก็คือ องเชียงสือ อดีตราชวงค์พระองค์หนึ่งของเวียดนามที่เคยหลบหนีศึกกลางเมืองที่มีชื่อว่า กบฏไตเซิน
(Trinh Sam) จนต้องเข้ามาพึ่งโพธิสมภารกับสยามประเทศในสมัยสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ ( อ่านเรื่องราวองเชียงสือ คลิก )

องเชียงสือพำนักอยู่กรุงสยามได้ราว 4-5 ปีก็กลับไปกู้ชาติ โดยรวบรวมเวียดนามให้เป็นปึกแผ่น พร้อมสถาปนาตนเองขึ้นเป็นกษัตริย์ พระนามว่า ยาลอง และสถาปนาเมืองเว้ให้เป็นราชธานีไปพร้อมๆกัน ในปี พ.ศ. 2348 ได้สร้างพระราชวังค์ ไดนอย ( Dai Noi) ขึ้นที่กลางเมืองเว้ และเป็นที่ประทับของกษัตริย์ในราชวงศ์เหงียนทุกพระองค์

วังไดนอย (หรือไดโน๊ยในภาษาเวียดนาม) หรือมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า พระราชวังต้องห้าม (Forbidden Palace) เนื่องจากสถาปนิกชาวฝรั่งเศสผู้ออกแบบ ได้สร้างตามแบบพระราชวังต้องห้ามที่กรุงปักกิ่งประเทศจีน แต่เป็นการย่อส่วนให้เล็กลง และมีพระตำหนักไม่มากเท่าเหมือนกับวังต้นแบบ

จนมาถึง พ.ศ.2536 วังไดนอย ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก และกลายเป็นสถานท่องเที่ยวที่สำคัญของเมืองเว้มาจนถึงทุกวันนี้

ส่วนเที่ยวเวียดนามในภาคที่สองได้พาไปเที่ยวเมืองซาปา (Sapa) โดยนั่งเครื่องไปลงที่ฮานอย แล้วนั่งรถไฟต่อไปยังซาปาที่อยู่ทางตอนเหนือของเวียดนาม ในจังหวัดล่าวกาย (lao Cai) เขตติดต่อกับมณฑลยูนนานประเทศจีน ซาปาเป็นดินแดนที่อยู่บนเขาสูง และสูงที่สุดของเวียดนาม ในช่วงฤดูหนาวคนเวียดนามต่างเฝ้าติดตามข่าวหิมะตก

นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวซาปา ส่วนใหญ่จะชื่นชอบกับอากาศที่เย็นสบาย และสมัยที่เวียดนามตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส ซาปาก็เป็นเมืองตากอากาศของพวกฝรั่งมังค่าตระกูลผู้ดี จึงทำให้ซาปาเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวจากยุโรป

เสน่ห์ของซาปามีมากมาย ส่วนหนึ่งนั้นก็อาจเรียกว่าเป็นอาณาจักรของชาวเขา โดยเฉพาะชนเผ่าม้งมีมากนับแสนๆคน กระจายอยู่ตามหุบเขาต่างๆ หากเราออกจากตัวเมืองราว 1-2 กม. ก็จะเห็นนาขั้นบันใดที่สวยงามมาก มาเที่ยวซาปาแล้วจะเห็นว่าแตกต่างจากเมืองอื่นๆของเวียดนามอย่างหน้ามือเป็นหลังมือ โดยเฉพาะผู้คนในซาปามีน้อยกว่าเมืองอื่นๆจนน่าแปลกใจ

สำหรับทริปฮานอย ครั้งนี้ เป็นการเดินทางในทริปเดียวกับซาปาหรือเมื่อต้นเดือนตุลาคม 2550 แต่แบ่งเรื่องออกมาเป็น 2 ตอน เพราะเห็นว่า ซาปา มีเรื่องราวและสาระมากมาย จึงแยกซาปาออกมาต่างหาก ส่วนเรื่องฮานอยก็ค่อยว่ากันภายหลัง ซึ่งก็ได้ฤกษ์นำเสนอตอนที่ 1 ในวันนี้เอง

ฮานอยในตอนที่ 1 นี้ คงไม่ได้พาไปเที่ยวที่ไหน เพราะพึ่งมาถึง

เที่ยวบินนี้ออกจากสุวรรณภูมิในภาวะที่อากาศครึ้มฟ้าครึ้มฝน แต่มาถึงฮานอยแล้วกลับตรงกันข้าม และยิ่งมองลงมาจากหน้าต่างเครื่องบินขณะกำลังจะร่อนลงสู่สนามบินนอยใบ (Noi Bai) กรุงฮานอย ต้องบอกว่าแปลกหูแปลกตามาก มองไปข้างล่างเห็นแต่ท้องทุ่งเป็นบริเวณกว้างขวาง ส่วนหมู่บ้านของชาวนาจะรวมตัวกันอยู่เป็นกลุ่มเป็นก้อน

ไม่น่าเชื่อว่า นี่คือเมืองหลวงของเวียดนาม แสดงว่าการทำนาของเวียดนามนั้นยิ่งใหญ่สมชื่อจริงๆ ไทยเราอาจเป็นประเทศที่ส่งออกข้าวเป็นอันดับ 1 ของโลก แต่อย่าลืมว่า ประเทศที่ปลูกข้าวได้มากเป็นอันดับ 1 ของโลก ก็คือเวียดนาม ข้าวที่ปลูกส่วนใหญ่ก็เพื่อบริโภคในประเทศที่มีประชากรถึง 87 ล้านคน ขณะที่ไทยมีเพียง 63 ล้านคน ห่างกันถึง 24 ล้านคน มาเที่ยวเวียดนามจึงเห็นแต่ผู้คนขวักไขว่เต็มท้องถนน โดยเฉพาะมอเตอร์ไซด์ พาหนะยอดฮิตที่สุดของคนเวียดนามใน พ.ศ. นี้

ทุ่งน่าที่เห็นกว้างขวางใหญ่โตในสายตาของคนไทย แต่คนเวียดนามกลับบอกว่ายังไม่พียงพอ และอยากมีพื้นที่ปลูกข้าวให้มากกว่านี้ ภูมิประเทศของเวียดนามส่วนใหญ่จะเป็นภูเขา หรือประมาณ 70 % ของพื้นที่ทั้งประเทศ ที่เหลืออีก 30% จะเป็นพื้นที่การเกษตรและที่อยู่อาศัย ซึ่งถือว่าน้อยมาก เกษตรกรเวียดนามจึงต้องใช้ประโยชน์จากผืนดินให้มากที่สุด

จากสภาพภูมิประเทศที่ไม่ได้สัดส่วนกับจำนวนประชากรที่มีมากถึง 87 ล้านคน จึงเหมือนถูกบังคับจากธรรมชาติให้คนเวียดนามต้องขยันขันแข็ง ต่อสู้กับธรรมชาติทุกรูปแบบ รวมทั้งยังต้องรับมือกับพายุฝนที่เข้าถล่มเวียดนามเป็นประจำทุกปี ความอดทน ความบากบั่น การต่อสู้ชีวิต จึงเป็นคุณสมบัติของคนเวียดนามที่นักท่องเที่ยวสามารถสัมผัสได้

คนไทยรู้จักอาหารเวียดนามที่มีชื่อว่า แหนมเนือง ซึ่งเป็นอาหารที่ต้องทานกับผักในปริมาณมากๆ และหลากหลายชนิด ผักจึงเป็นอาหารที่ปลูกกันมาก และขายกันมากในเวียดนาม ไม่ว่าจะเป็นในเมือง หรือนอกเมืองจะเห็นแม่ค้าหาบผักขายตามฟูตบาท หรือตามที่อยู่อาศัยอยู่เป็นประจำ

คนเวียดนามนอกจากชอบทานผักแล้วก็ยังปลูกผักเก่งอีกด้วย โดยเฉพาะเมื่อออกไปนอกๆเมืองก็จะเห็นว่าตามหน้าบ้าน หน้าตึกแถว หรือที่ไหนพอจะมีที่ว่างก็จะกลายเป็นที่ปลูกผัก ดูแล้วก็งามๆและน่าทานทั้งนั้น และเท่าที่ทราบ คนเวียดนามก็ไม่ถือสากันว่าจะใครจะมาปลูกผักปลูกหญ้าบนที่ดินของเรา หรือว่ากฎหมายของเวียดนามอนุญาตให้ทำได้ โดยไม่ถือว่าเป็นการบุกรุก ก็ไม่อาจทราบได้




ต่างกับบ้านเราที่ดูจะเคร่งครัดมาก นิดนึงก็ไม่ได้ เป็นต้องขับไล่ให้ออกไปพ้นๆ หนักเข้าก็ต้องล้อมรั้วหรือขึ้นป้ายว่า ” ที่ดินส่วนบุคคล ห้ามบุกรุก โดยเด็ดขาด “ เรียกว่ารักษาสิทธิในที่ดินของตนเองอย่างเต็มที่ เพราะหากไม่ทำอย่างที่ว่า ก็อาจมีผู้ไม่หวังดีแอบเข้ามาสร้างเพิงสร้างกระต๊อบ สวมรอยเอาดื้อๆ ยิ่งเจ้าของไม่มาดูแล เป็นเวลานานๆนับสิบๆปี เช่นไปต่างประเทศ ที่ดินผืนนี้ก็อาจตกเป็นของผู้บุกรุกไปโดยปริยาย ภาษากฎหมายเรียกว่าครอบครองปรปักษ์

นักกฎหมายเคยเล่าให้ฟังว่า คนที่บุกรุกที่ดินของคนอื่นแล้วต่อมากลายเป็นเจ้าของที่ดินผืนนั้น เคยเกิดขึ้นบ่อยๆ เพราะมีคำตัดสินของศาลฏีกาเมื่อหลายสิบปีก่อนเป็นบรรทัดฐาน

เรื่องนี้เป็นที่รู้กันว่า ใครมาบุกรุกที่เราก็ถือว่าเป็นศัตรูกัน เพราะมีเจตนาประสงค์ร้ายแน่นอน เชิญออกแล้วไม่ออก ก็ต้องหานักเลงมาจัดการให้เป็นที่เรียบร้อย ฐานบุกรุก ก็เล่นกันแบบศาลเตี้ยนี่แหละ จะไปพึ่งขบวนยุติธรรมแล้วมันยากกว่าจะจบ ถึงชนะก็แทบกระอัก ที่แน่ๆก็คือช่วงเป็นคดีความก็ต้องรอจนกว่าคดีเสร็จสิ้น จะสร้างตึกทำธุรกิจการค้าก็ไม่ได้ เพราะมันยังนอนเกาสะดือเล่นโดยไม่ยอมย้ายออกไป เรียกว่าเจ้าของที่เสียโอกาสไปมาก บางครั้งอาจจะนานถึง 2 ปี หากอีกฝ่ายหนึ่งมีทนายหัวหมอ

ยังไม่พอ ตอนที่ผู้บุกรุกแพ้คดี เจ้าของที่ยังต้องจ่ายค่ารื้อถอน ค่าขนย้ายให้พวกมันอีก เพราะกฎหมายเปิดช่องไว้ เรียกว่าผู้บุกรุกได้ประโยชน์ทั้งขึ้นทั้งล่อง ส่วนความเสียหายหรือเสียโอกาสทางธุรกิจของเจ้าของที่ จะไปฟ้องร้องกับผู้บุกรุกก็ไม่ได้ด้วย ดูแล้วก็น่าแปลก ทั้งๆที่โฉนดก็เป็นชื่อของเรา

ใครจะว่าอย่างไรก็ช่าง แต่ผมถือว่ากฎหมายแบบนี้ไม่เป็นธรรมแก่สังคม บ้านเรามันถึงฆ่ากันตายด้วยเรื่องที่ดินนี้เป็นว่าเล่น คำว่าเผาไล่ที่จึงมีข่าวกันอยู่บ่อยๆ หากเจอผู้บุกรุกประเภทยึกยัก ไม่ยอมง่ายๆ ก็ต้องรีบจัดการให้มันเด็ดขาด

เป่าให้ดิ้นไปเลย....หัวหมอดีนัก รู้ทั้งรู้ว่าไม่ไช่ที่ของเอ็ง

เรื่องแบบนี้ในเวียดนามไม่มีนะครับ เพราะที่ดินเป็นของรัฐ รัฐเป็นเจ้าของ ยิ่งเป็นชานเมืองหรือชนบท ท้องไร้ท้องนา โฉนดเป็นของรัฐบาลแต่เพียงผู้เดียว แต่มีสัญญาเช่าในระยะยาว คล้ายกับที่ดินราชพัสดุ หรือที่ดินทรัพย์สินฯในบ้านเรา ผู้เช่าไม่สามารถ ขายได้เพราะมีฐานะเป็นผู้เช่า

เว้นแต่ว่าเมืองนั้นมีการขยายตัว หรือความเจริญคืบเข้ามามากแล้ว กรณีนี้รัฐบาลยินยอมออกโฉนดให้ หรือจัดสรรที่ขายให้กับประชาชน พูดง่ายๆว่า ตรงไหนเจริญแล้ว รัฐก็จะขายที่ดินให้กับเอกชนหรือผู้ประกอบการณ์ ส่วนเงินที่ขายได้ก็จะนำไปจ่ายเป็นค่าเวณคืนให้กับเจ้าของที่ดินเดิม ได้มากได้น้อยก็ขึ้นอยู่กับว่าใกล้แหล่งความเจริญมากน้อยแค่ไหน

การบุกรุกที่ดิน แล้วสามารถสวมสิทธิ์กันได้ง่ายๆเหมือนบ้านเราในเวียดนามจึงทำไม่ได้ ดังนั้นใครจะมาปลูกผักปลูกหญ้าบนที่ดินของเรา คนเวียดนามจึงไม่ถือสากัน แม้แต่ที่ดินของรัฐบาล เช่นตามริมถนน ชาวบ้านก็ปลูกผักกันโดยไม่มีใครมาไล่

เขียนเรื่องนี้ขึ้นมาก็เพื่อให้เห็นว่าเรื่องที่ดิน เรื่องกรรมสิทธิ์ในที่ดินของเวียดนามนั้นแตกต่างกับบ้านเรามาก คดีความต่างๆก็ไม่น่าจะมี ยิ่งคดีบุกรุกที่สาธารณะ ก็คงไม่เกิดขึ้นเหมือนบ้านเราอย่างแน่นอน

หากบ้านเราไม่ต้องการให้เกิดเรื่องแบบนี้ ก็ต้องมาปฏิรูป หรือปฏิวัติเรื่องกฎหมายที่ดินกันไหม่ ไม่ไช่ว่าคนเดียวครอบครองกันนับพันนับหมื่นไร่ แล้วปล่อยให้ทิ้งร้าง ถือว่าเอาเปรียบประชาชน ยิ่งมาระยะหลังๆจะได้ยินข่าวว่าต่างชาติเข้ามากว้านซื้อที่ในนามบริษัทนอมินีของคนไทย ก็น่าจะคาดการณ์ได้ว่า หากเราไม่ทำอะไรกับเรื่องนี้ชาวนาหรือเจ้าของที่ดินก็จะขายออกไปเรื่อย ๆ

เมื่อมาถึงตอนนั้น หลายคนอาจจะถามหาความมั่นคงของประเทศ และอาจทำให้หลายคนฉลาดขึ้นก็ได้ว่า ความมั่นคงของประเทศนั้นมันมีหลายแบบหลายมิติ ไม่ไช่ความมั่นคงในการปกป้องประเทศ ป้องกันการรุกรานจากข้าศึกศัตรู หรือต้องรบพุ่งกันเหมือนเมื่อก่อน

เรื่องความมั่นคงในสถานการณ์ปัจจุบันมีขึ้นหลายรูปแบบและสลับซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ จนหน่วยงานที่รับผิดชอบ ดูเหมือนจะตามเหตุการณ์ไม่ค่อยจะทัน วิเคราะห์กันไม่ค่อยจะออกว่าจะเกี่ยวกับความมั่นคงหรือไม่

โดยเฉพาะความมั่นคงต่อสถาบันเบื้องสูง ซึ่งถือว่าเป็นกล่องดวงใจของคนไทยทั้งชาติ หากมีอะไรมากระทบก็เป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคนที่จะต้องออกมาปกป้อง



แต่ที่ผ่านมาดูเหมือนว่าวงการความมั่นคงทางทหารจะไม่ค่อยเข้าใจ ยังยึดติดอยู่กับความมั่นคงในมิติแบบเดิมๆ ว่าภัยความมั่นคงของชาติหรือต่อสถาบันก็คือจะต้องมีผู้บุกรุกประเทศ ถือปืนผาหน้าไม้เข้ามาประชิดชายแดน

นายทหารระดับใหญ่ที่รับผิดชอบ ก็ไม่รับรู้สิ่งที่กำลังเกิดขึ้น จะเรียกว่ายังโง่อยู่ก็น่าได้ มีอะไรเกิดขึ้นต่อสถาบันกษัตริย์ หรือสถาบันเบื้องสูง ก็เห็นนั่งเป็นเบื้อเป็นไบ้ ทำเป็นทองไม่รู้ร้อน ไม่ทราบว่ากลัวทำบ้าอะไร

ปากก็ว่า “ ทหารจะรักษาชาติยิ่งชีพ จะรักษาสถาบัน ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เหนือสิ่งอื่นใด..ทั้งหมดแถวตร้ง...เรียบอาวุธ “

เห็นกันมาก ฟังกันมาเยอะ

แต่ศัตรูที่ทำลายความมั่นคงของประเทศ ทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์กันทุกวี่ทุกวัน ทหารบอก แบะๆ

ถามอะไรก็ไม่รู้ ไม่แสดงความเห็น ไม่ตอบ.. ครั้นตอบก็อ้างว่าเป็นเรื่องของการเมือง ทหารไม่เกี่ยว (โว้ย)

ทั้งๆที่รู้เห็นกันทั้งประเทศว่า สิ่งที่เกิดขึ้นมันทำลายความมั่นคงของชาติ มันทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์กันชัดๆ แต่นายทหารของไทยแลนด์แดนสยาม ก็ดูเหมือนจะไม่รู้ ดูไม่ออกว่าบั่นทอนสถาบันกันตรงไหน
คนประเภทนี้หากเป็นประเทศเกาหลีจะเรียกว่า ซื่อบื่อ จัง ถ้าเป็นกระเหรี่ยงพม่าก็อาจพูดว่า โง่ ซิก หัย แปลว่าฉลาดแต่เพียงเล็กน้อย

ซึ่งโดยหน้าที่ของทหารก็ต้องแสดงพลัง แสดงอำนาจ และแสดงความรับผิดชอบ ว่า ข้านี่แหละ มีหน้าที่ต้องรักษาสถาบัน ทั้งตามกฎหมายและหน้าที่ของทหาร กูต้องจัดการมึง กูต้องฟ้องมึง ให้เข้าคุกเข้าตาราง แต่ที่ผ่านมา ชิ่งหนีกันให้วุ่น ไม่ค่อยจะใส่ใจกันเท่าใดนัก ในใจอาจจะคิดว่า เรื่องของมึง ไม่ไช่เรื่องของกู

ข้าศึกมาจ่อถึงคอหอยก็ยังไม่รู้สึก สมองตื้นจริงๆ

แบบนี้จะมาบอกว่า ข้าพระพุทธเจ้า จะปกป้อง ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ กันได้อย่างไร

เดินผ่านหน้ากรมกองต่างๆของทหาร ก็เห็นตัวหนังสือใหญ่โตจนแทบจะทิ่มตา “ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ “ หรือ “ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ “ ซึ่งก็คือความหมายของธงชาติไทย ก็ท่องจำกันแบบนกแก้วนกขุนทอง พร้อมกับขึ้นป้ายใหญ่โตอวดชาวบ้าน หมดเงินค่าป้ายไปไม่รู้เท่าไหร่เพียงเพื่อจะบอกว่า ” ข้านะเฟ้ย ที่รับผิดชอบและปกป้องสถาบันหลักของชาติ " เท่อิบอ๋าย

แต่คนทั่วไปเขาบอกว่าเป็นการประจานความโง่มากกว่า
ขนาดข้าศึกมา มันยังไม่รู้ เวรจริงๆ...


แบบนี้รบร้อยครั้ง ก็แพ้ร้อยครั้ง เชื่อผมเต๊อะ



โฟโต้ออนทัวร์
31 ตุลาคม 2552

 





ข้อมูลเมืองฮานอย เมืองหลวงของประเทศเวียดนาม

ฮานอย แปลว่า: "แม่น้ำภายใน"

ภูมิศาสตร์

พื้นที่: ปากแม่น้ำแดง
เนื้อที่: 3,344.7 ตาราง กม.

ประชาชน
ประชากร: 6,232,940

ชนชาติ
เวียต (Viet), ฮัว (Hoa)


ฮานอย (ภาษาเวียดนาม: อักษรกว๊กหงือ (quoc ngu) อักษรจื๋อโนม (chu nom) เป็นเมืองหลวงของประเทศเวียดนาม มีประชากรประมาณ 4,100,000 คน (พ.ศ. 2547)ในอดีตเคยเป็นเมืองหลวงของเวียตนามเหนือระหว่าง พ.ศ. 2497 ถึง พ.ศ. 2519 และก่อนหน้านั้นเคยเป็นเมืองหลวงของพื้นที่เวีตนามในปัจจุบันเป็นครั้งคราวตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 11 จนถึง พ.ศ. 2345 ฮานอยตั้งอยู่บนฝั่งขวาของแม่น้ำแดง อุตสาหกรรมในเมืองคือเครื่องจักร, ไม้อัด สิ่งทอ, สารเคมี และงานหัตถกรรม

เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2551 ได้มีการขยายเขตกรุงฮานอยไปอีก โดยครอบคลุมบริเวณมากกว่าเดิมถึง 3 เท่า เพื่อรองรับการเติบโตของเมือง และเมื่อถึงเดือนตุลาคม 2553 ก็จะครบวาระ 1000 ปีการสถาปนาเมือง

ประวัติศาสตร์

"ฮานอย" หมายถึงตอนต้นของแม่น้ำ ตั้งอยู่ตอนต้นอยู่บนลุ่มแม่น้ำแดง ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์ลี้สถาปนาขึ้นเป็นเมืองหลวงในปี พ.ศ. 1553 โดยใช้ชื่อว่า"ทังลอง" แปลว่า "มังกรเหิน" จนกระทั่ง พ.ศ. 2345 กษัตริย์ราชวงศ์เหงียนได้ย้ายเมือหลวงไปอยู่เมือง "เว้" เมื่อตกเป็นส่วนหนึ่ของอินโดจีนของฝรั่งเศส ฮานอยจึงกลับมาเป็นเมืองหลวงอย่างเป็นทางการอีกครั้งใน พ.ศ. 2430 ภายหลังได้รับเอกราชในปี พ.ศ. 2489 ดินแดนเวียดนามแยกออกเป็นสองประเทศ โดยฮานอยเป็นเมืองหลวงของเวียดนามเหนือ เมื่อรวมประเทศใน พ.ศ. 2519 จึงเป็นเมืองหลวงหนึ่งเดียวของเวียดนามในปัจจุบัน




แผนที่ประเทศเวียดนาม/ตำแหน่งเมืองฮานอย (คลิกที่ภาพ)










สถานที่ท่องเที่ยวในฮานอย Hanoi Travel Guide

 ถนน 36 สายอาชีพ (The 36 Ancient Street)

 โรงละครหุ่นกระบอกน้ำ (Water Puppet Show)

 ทะเลสาบฮว่านเกี๋ยม (Ho Hoan Kiem หรือ ทะเลสาบคืนดาบ)

 วัดหง็อกเซิน ( Ngoc Son หรือ วัดเนินหยก)

 พิพิธภัณฑ์การปฏิวัติ ( Museum of Vietnamese Revolution)

 พิพิธภัณฑ์ศิลปกรรม ( Fine Arts Museum)

 พิพิธภัณฑ์ทหาร ( Army Museum)

 สุสานของโฮจิมินห์ (Ho Chi Minh’ s Mausoleum)

 พิพิธภัณฑ์โฮจิมินห์ (Ho Chi Minh Museum)

 โรงละครฮานอย ( Hanoi Opera House)

 พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ ( History Museum)

 ตลาดดงซวน (Dong Xuan)

 โบสถ์เซนต์โจเซฟ (St Joseph Cathedral)




เวียดนามเหนือ


หรือชื่ออย่างเป็นทางการว่า สาธารณรัฐประชาธิปไตยเวียดนาม คือประเทศที่เกิดจากการรวมของจังหวัดตังเกี๋ยและอันนามของฝรั่งเศส ประกาศก่อตั้งเมื่อวันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2488 ( ค.ศ. 1945) โดยประธานาธบดีโฮจิมินห์ ตั้งอยู่บริเวณครึ่งบนของประเทศเวียดนามในปัจจุบัน

ประวัติ

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลงในปี พ.ศ. 2488 เวียดนามได้ประกาศที่จะต่อสู้เพื่อให้เวียดนามหลุดพ้นจากสภาพการเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสอย่างเปิดเผย ด้วยความต้องการที่จะเป็นเอกราช จึงได้มีการสู้รบกันอย่างหนักเป็นเวลานานถึง 8 ปี จนกระทั่งกองกำลังเวียดมินห์ ของพรรคนิยมคอมมิวนิสต์เวียดนามสามารถโจตีป้อมปราการสำคัญของฝรั่งเศส ที่เดียนเบียนฟูแตกลงในวันที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2497

วิกฤตการณ์สงครามครั้งนั้นมีทางที่จะรุกรานจนกลายเป็นสงครามระหว่างประเทศ ฝรั่งเศสยอมรับความปราชัยและต้องสงบศึก ด้วยเหตุนี้จึงได้มีการลงนามใน “ อนุสัญญาเจนีวา พ.ศ. 2497 ” ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ มีผลให้เวียดนามถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ เวียดนามเหนือ และเวียดนามใต้ โดยมีเส้นขนานที่ 17 องศาเหนือเป็นเส้นแบ่งเขตเวียดนามเหนือ ยึดถือการปกครองแบบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ ภายใต้การนำของโฮจิมินห์

ต่อมา เมื่อมีความพยายามที่จะรวมเวียดนามทั้งสองส่วนเข้าด้วยกัน เวียดนามเหนือจึงได้ส่งกำลังกองโจรเวียดกงเข้าก่อกวนและแทรกซึมเข้าไปในเวียดนามใต้อย่างต่อเนื่อง โดยแฝงเข้ามาในลักษณะผู้ลี้ภัยและผู้อพยพ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2498 เรื่อยมา จากนั้นได้มีการปฏิบัติรุกรานด้วยอาวุธ และกำลังทหารอย่างรุนแรง ตลอดจนโฆษณาชวนเชื่อชักจูงใจราษฎรเวียดนามใต้ซึ่งได้ผลเป็นอย่างดี ประกอบการดำเนินการนโยบายด้านการบริหารประเทศของรัฐบาลเวียดนามใต้ประสบความล้มเหลว จึงไม่สามารถต่อต้านได้เพียงลำพังตนเอง และได้ร้องขอความช่วยเหลือจากมิตรประเทศฝ่ายโลกเสรี

เมื่อปี พ.ศ. 2508 เวียดนามใต้ตกอยู่ในจุดล่อแหลมที่สุดจนรัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้ส่งกำลังทหารเข้าไปปฏิบัติการในเวียดนามใต้ พร้อมด้วยกำลังทหารของพันธมิตรอีก 6 ประเทศ คือ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สเปน ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ และประเทศไทย ซึ่งผลออกมาก็คือการพ่ายแพ้ของสหรัฐฯ ทำให้ 2 ประเทศรวมเข้าด้วยกันในนามของประเทศเวียดนามที่มีการปกครองระบอบสาธารณรัฐสังคมนิยมที่ปกครองด้วยพรรคคอมมิวนิสต์ ดั่งเช่นการปกครองของเวียดนามเหนือ









 
   
     
 
   
copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ คลิก