รวมภาพท่องเที่ยวเมืองฮานอย ภาพจากทริปฮานอย ภาพชุดอ๋าวหญ่าย สามล้อซิคโล่ ซิกโล่ สาวเวียดนาม ภาพสาวๆเวียดนาม ภาพหุ่นกระบอกน้ำ ภาพนาข้าวเวียดนาม ภาพทุ่งนา รวมภาพอ่าวฮาลอง ฮาลองเบย์
เที่ยวทะเลสาบฮาลองเบย์ อาหารซีฟู้ดเวียดนาม ภาพอาหารเวียดนาม กินอาหารเวียดนาม ภัตตาคารเวียดนาม ภาพขี่จักรยานในเวียดนาม ภาพจราจรเวียดนาม ภาพท้องถนนในเวียดนาม การจราจรในเมืองฮานอย
   
 
     Photoontour โฟโต้ออนทัวร์
Home : Outbound tour : Hanoi 2     
 
 
             
 
 
 
 
 
 
Outbound Trip ภาพท่องเที่ยวในต่างแดน
 
 
  คลิกเลือกชมภาพจากทริป ฮานอย ประเทศเวียดนาม ได้จากภาพข้างล่าง
The End
 
ฮานอย
นาข้าว
ฮาลองเบย์
           
 

Hanoi ฮานอย ตอนที่ 2
(เดินทาง กันยายน 50)



หลังจากที่มาถึงฮานอย และแวะชมสถานที่สำคัญบางแห่งในเมืองแล้วก็ได้เวลาเดินทางต่อไปยังเมืองกวางนินห์ (Quang Ninh)  เพื่อชมทะเลสาบฮาลอง หรือที่รู้จักกันในชื่อของอ่าวฮาลอง ( Halong Bay) มรดกทางธรรมชาติที่ยูเนสโกขึ้นทะเบียนเมื่อปี ค.ศ.1995 (2537) 

อ่าวฮาลองเป็นทะเลน้ำนิ่งที่ประกอบไปด้วยหมู่เกาะน้อยใหญ่รวมกันถึง 1600 เกาะ  ในพิ้นที่ 1553 ตารางกิโลเมตร (ดูแผนที่ประกอบ) หากดูจากแผนที่จะอยู่ทางชายฝั่งเวียดนามในบริเวณอ่าวตังเกี๋ย (Tonkin) ซึ่งเป็นอ่าวที่เชื่อมระหว่างแผ่นดินจีนตอนใต้  เกาะไหหนาน( Hinan)  และประเทศเวียดนามทางภาคเหนือ

เวียดนามมีเมืองโฮจิมินห์ซิตี้เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดและเป็นศูนย์กลางธุรกิจของเวียดนาม ส่วนเมืองฮานอยเป็นเมืองหลวง และเป็นศูนย์กลางของรัฐบาล

ในอดีต ฮานอยเป็นเมืองหลวงประเทศเวียดนามเหนือหลังจากได้รับอิสรภาพจากฝรั่งเศส เมื่อปี 2497

ตามสนธิสัญญาเจนิวา กำหนดให้เวียดนามแบ่งดินแดนออกเป็นสองประเทศ ได้เวียดนามเหนือ และเวียดนามใต้  โดยเวียดนามเหนือจะอยู่ภายใต้การปกครองของประธานาธิบดีโฮจิมินห์ มีประเทศจีน(คอมมิวนิสต์) เป็นผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลัง ส่วนเวียดนามใต้อยู่ภายใต้อิทธิพลของสหรัฐอเมริกา  

ทั้งเวียดนามเหนิอและเวียดนามใต้ ในช่วงแบ่งประเทศ
ต่างหวาดระแวง และไม่ยอมรับสถานภาพซึ่งกันและกัน  จนกระทั่งกลายเป็นสงครามเวียดนามที่ยาวนานมาเป็นเวลาถึง 18 ปี (ค.ศ 1957 -1975)

ห่างจากเมืองฮานอยไปตามเส้นทางสู่อ่าวฮาลองจะมีทางแยกไปยังเมืองไฮฟอง เมืองท่าสำคัญของเวียดนาม อยู่ห่างจากอ่าวฮาลองไม่ไกลนัก

เมืองไฮฟองในสมัยสงครามเย็น (หรือสงครามนอกรูปแบบ ที่ใช้วิธีการแทกซึม ค่อยๆรุกคืบ) เครื่องบิน B52 จากฐานทัพอู่ตะเภา บินมาทิ้งระเบิดที่เมืองท่าไฮฟองเที่ยวแล้วเที่ยวเล่า  หากดูภาพยนตร์สงครามเวียดนามก็จะเห็นท่าไฮฟองถูกถล่มอย่างหนัก เพราะเป็นท่าเรื่อที่มีการขนอาวุธหนักมาจากประเทศจีน เพื่อมาต่อสู่กับสหรัฐอเมริกา

สงครามเวียดนามสงบลงเมื่อ พ.ศ. 2518 เวียดนามรวมเป็นประเทศเดียวกันอีกครั้งหนึ่ง  ปัจจุบันคนเวียดนามไม่มีการแบ่งชาติ แบ่งสี  ความระแวงว่าเป็นคนละชาติ คนละประเทศ ค่อยๆหายไปจากความรู้สึกจนหมดสิ้น

ปัจจุบันเวียดนามกับไทยกลายเป็นคู่แข่งทางการค้าข้าวในตลาดโลก 

ทั้งไทยและเวียดนามถือว่าเป็นเบอร์ 1 และเบอร์ 2 ของโลก  ที่ชิงชัยกันมาตลอด  แต่เดิมไทยครองความเป็นเจ้าตลาด ที่ได้รับการยอมรับว่า ข้าวคุณภาพดี มีชื่อไปทั่วโลก ซึ่งได้แก่ข้าวหอมมะลิ แต่ไม่นานนี้เวียดนามเป็นประเทศที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับแนวหน้าของเอเชีย   จะเป็นรองก็แต่ประเทศจีนเท่านั้น  สินค้าเวียดนามส่งออกได้มากขึ้น รวมทั้งข้าวซึ่งเป็นสินค้าหลักทางการเกษตร

ก่อนนี้หลายคนอาจไม่ทราบว่า  เวียดนามเป็นประเทศที่ปลูกข้าวเป็นอันดับ 1 ของโลก  ส่วนใหญ่จะปลูกเพื่อกิน หรือเพื่อเลี้ยงประชากรทีมีถึงประมาณ 85 - 87 ล้านคนในปัจจุบัน (ไทย 65 ล้าน) และข้าวเวียดนามก็ไม่สู้จะเป็นที่ยอมรับ  เพราะคุณภาพยังสู้ข้าวไทยไม่ได้   แต่เนื่องจากภาวะการเปลี่ยนแปลงของโลก  โดยเฉพาะเรื่องภาวะโรคร้อน  ภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นบ่อยและรุนแรงมากขึ้น ทำให้การเกษตรในหลายๆประเทศได้รับความเสียหาย ความต้องการข้าวจึงมีมาก

หากจำกันได้ ว่าเมื่อปีที่แล้ว (2551) มีข่าวใหญ่เรื่องการปรับราคาข้าวในตลาดโลก  จาก ราคา 360 เหรียญสหรัฐต่อตัน  เป็น 460 เหรียญ  ราคาที่ปรับเพิ่มอย่างรวดเร็วนี้ทำให้ประเทศที่ส่งออกข้าวดีใจกันยกใหญ่ ซึ่งรวมถึงไทยด้วย   สาเหตุหลักที่ราคาข้าวปรับสูงขึ้นก็มาจากภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง  หลายประเทศจึงระงับการส่งออก  เพราะกลัวว่าข้าวในประเทศของตนจะไม่พอกิน

มาเที่ยวเวียดนามในช่วงนี้เห็นแต่นาข้าวที่กว้างใหญ่ไพศาล โดยเฉพาะเส้นทางจากเมืองฮานอยสู่อ่าวฮาลอง  เต็มไปด้วยท้องทุ่งกำลังออกรวงสีทองสดใส 

เดือนนี้เป็นเดือนกันยายน ปี 50  หากเป็นบ้านเราก็ยังเป็นช่วงฤดูฝน  ต้นข้าวพึ่งจะออกดอกออกรวง  แปลงนาส่วนใหญ่ยังเขียวขจี  แต่ที่ฮานอยและจังหวัดใกล้เคียง เริ่มเห็นกำลังเริ่มเก็บเกี่ยวกันแล้ว  จะมีบ้างในบางพื้นที่ที่ท้องนายังเป็นสีเขียว 

ภาพเช่นนี้ในบ้านเราเริ่มหายากขึ้น เพราะพิ้นที่ปลูกข้าวลดน้อยลง  ท้องนากลายเป็นทุ่งหญ้า   ต่างกับเวียดนามที่แทบจะหาที่ว่างไม่ได้เลย  มาเห็นแล้วก็ต้องยอมรับว่าคนเวียดนามทำนากันอย่างจริงจัง 

วิถีชีวิตของชาวนาเวียดนามในปัจจุบันไม่ต่างกับชาวนาไทยเมื่อหลายสิบปีก่อน ที่เกษตรกรส่วนใหญ่จะทำนากันเป็นเรื่องหลัก   คนในเมืองออกไปเที่ยวต่างจังหวัดหรือเพียงแค่จังหวัดอยุธยาก็จะเห็นทุ่งนาสุดลูกหูลูกตา   แต่ปัจจุบันที่นากลายเป็นสถานที่ประกอบการค้า  ที่ดินถูกซื้อเพื่อเก็งกำไร  ลูกหลานชาวนาก็ไม่มีใครสนใจจะสานอาชีพนี้ต่อ เพราะมีการศึกษาสูง เรียนจบมาก็เข้างานกับบริษัทเอกชน  ไม่มีใครที่จะหวนกลับไปทำนาเหมือนกับบรรพบุรุษของตนเอง ที่สืบทอดการทำนาต่อเนื่องกันมาหลายชั่วอายุคน


ไม่แน่ว่าในอนาคต เกษตรกรไทยอาจมาดูงานการปลูกข้าวที่ประเทศเวียดนาม  และอีกไม่นาน คนไทยอาจซื้อข้าวจากเวียดนามมาบริโภคเป็นแน่

เห็นประเทศเวียดนามปลูกข้าวกันมากมายขนาดนี้  จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า  ทำไมข้าวจากเวียดนามจึงเป็นคู่แข่งกับไทยในตลาดการค้าโลก
และเมื่อเดือน พฤศจิกายน 52 ที่ผ่านมาข้าวไทยก็ไม่สามารถสู้ราคากับเวียดนามได้ ทำให้แพ้การประมูลล็อตใหญ่จำนวน 2.5 แสนตันที่ประเทศฟิลิปปินส์ และอาจจะแพ้ประมูลในตลาดประเทศอื่นๆที่กำลังจะมีขึ้นในอนาคตอันใกล้
นี้

ทำไมข้าวไทยจึงสู้ราคาเวียดนามไม่ได้

หากมองกันแบบไม่ต้องคิดอะไรมาก ก็ต้องบอกว่าต้นทุนผลิตของเราสูงกว่าเวียดนาม ไม่ว่าจะเป็นค่าจ้างแรงงานปลูกข้าว ค่าปุ๋ย ค่ายาฆ่าแมลง และอื่นๆจิปาถะ ต่างกับเวียดนามที่ทำนากันแบบดั่งเดิม ใช้วัว-ควาย และใช้คนเป็นหลัก ปุ๋ยและยาฆ่าแมลงอาจมีบ้างแต่คงน้อยมาก ทั้งนี้เป็นเพราะชาวนาส่วนใหญ่ยังยากจน ไม่มีเงินที่จะจ่ายค่าปุ๋ย และยาฆ่าแมลงได้

ที่สำคัญก็คือ ชาวนาและคนเวียดนามไม่มีหนี้ การมีหนี้ป็นสิ่งที่สังคมเวียดนามยังไม่ยอมรับ ประกอบกับรัฐบาลมีกฏหมายเข้มงวดในการปล่อยหนี้ หรือซิ้อสินค้าเป็นเงินผ่อน ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า บ้าน หรือ อสังหาริมทรัพย์ รวมทั้งรถมอเตอร์ไซด์ รถยนต์ ฯลฯ คนเวียดนามจึงซื้อข้าวซื้อของด้วยเงินสด ถึงแม้ว่าในระยะหลังๆรัฐบาลได้ผ่อนคลายกฏเกณฑ์ลงมาบ้าง โดยเฉพาะด้านอสังหาริมทรัพย์ แต่คนเวียดนามก็ยังไม่ค่อยจะสนใจนัก เพราะกลัวว่าไม่มีปัญญาใช้หนี้

คำว่าหนี้ในความรู้สึกของคนเวียดนาม อาจเป็นเป็นคำที่น่ารังเกียจ ต่างกับบ้านเรากันอย่างลิบลับที่ซื้อทุกอย่างตามใจปราถนา สินค้าเงินผ่อนมีทุกอย่าง และผ่อนกันทั่วบ้านทั่วเมือง ไม่เว้นแม้ชนบทที่ห่างไกล ธุรกิจให้กู้เงินดอกเบี้ยโหดๆ มีโฆษณาตามเสาไฟฟ้า ตามป้ายรถเมล์ หลอกล่อคนไทยที่ขาดการยั้งคิด เข้าไปติดกับจนกลายเป็นปัญหาของชาติ คำว่าหนี้สาธารณะจึงเป็นคำที่คนไทยรู้จักและเข้าใจเป็นอย่างดี

หากประเทศไทยไม่ยับยั้ง หรือเข้มงวดในเรื่องเหล่านี้ นึกไม่ออกว่าในอนาคตประเทศชาติจะเป็นเช่นไร

สิ่งที่เป็นปัญหาของสังคมไทยในปัจจุบันในเรื่องหนี้ แต่กับประเทศเวียดนามแล้วกลับตรงกันข้าม คนเวียดนามค่อยๆสร้างฐานะไปตามสภาพและตามความเป็นจริง มีน้อยใช้น้อย อยู่กันแบบพอเพียง กินข้าวมากกว่ากินกับ หรือมีกับข้าวแต่น้อย ใช้ชีวิตไม่หรูหรา

มาเที่ยวเวียดนามแล้วมองย้อนกลับประเทศไทย จะได้ข้อคิดอะไรมากมาย และเรื่องแบบนี้ยังมีอีกมากที่จะทะยอยเล่าให้ฟังในตอนต่อๆไปนะครับ


ฮานอยตอนที่ 2 ว่ากันแต่เรื่องข้าว และภาพในชุดนี้คงสร้างความตื่นตาให้กับหลายๆคนว่า  การปลูกข้าวในเวียดนามมีความอลังการใหญ่โตแค่ไหน และอาจได้คำตอบว่า ทำไมเวียดนามจึงเป็นคู่แข่งกับไทยในตลาดค้าข้าว


ตอนที่ 3 หรือตอนต่อไปพาไปล่องเรือท่องอ่าวฮาลอง  มรดกโลกทางธรรมชาติ  และเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่กำลังทำเงินให้กับเวียดนามอยู่ในขณะนี้




โฟโต้ออนทัวร์
19 ธันวาคม 2552




ข้อมูลเมืองฮานอย เมืองหลวงของประเทศเวียดนาม

ฮานอย แปลว่า: "แม่น้ำภายใน"

ภูมิศาสตร์

พื้นที่: ปากแม่น้ำแดง
เนื้อที่: 3,344.7 ตาราง กม.

ประชาชน
ประชากร: 6,232,940

ชนชาติ
เวียต (Viet), ฮัว (Hoa)


ฮานอย (ภาษาเวียดนาม: อักษรกว๊กหงือ (quoc ngu) อักษรจื๋อโนม (chu nom) เป็นเมืองหลวงของประเทศเวียดนาม มีประชากรประมาณ 4,100,000 คน (พ.ศ. 2547)ในอดีตเคยเป็นเมืองหลวงของเวียตนามเหนือระหว่าง พ.ศ. 2497 ถึง พ.ศ. 2519 และก่อนหน้านั้นเคยเป็นเมืองหลวงของพื้นที่เวีตนามในปัจจุบันเป็นครั้งคราวตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 11 จนถึง พ.ศ. 2345 ฮานอยตั้งอยู่บนฝั่งขวาของแม่น้ำแดง อุตสาหกรรมในเมืองคือเครื่องจักร, ไม้อัด สิ่งทอ, สารเคมี และงานหัตถกรรม

เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2551 ได้มีการขยายเขตกรุงฮานอยไปอีก โดยครอบคลุมบริเวณมากกว่าเดิมถึง 3 เท่า เพื่อรองรับการเติบโตของเมือง และเมื่อถึงเดือนตุลาคม 2553 ก็จะครบวาระ 1000 ปีการสถาปนาเมือง

ประวัติศาสตร์

"ฮานอย" หมายถึงตอนต้นของแม่น้ำ ตั้งอยู่ตอนต้นอยู่บนลุ่มแม่น้ำแดง ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์ลี้สถาปนาขึ้นเป็นเมืองหลวงในปี พ.ศ. 1553 โดยใช้ชื่อว่า"ทังลอง" แปลว่า "มังกรเหิน" จนกระทั่ง พ.ศ. 2345 กษัตริย์ราชวงศ์เหงียนได้ย้ายเมือหลวงไปอยู่เมือง "เว้" เมื่อตกเป็นส่วนหนึ่ของอินโดจีนของฝรั่งเศส ฮานอยจึงกลับมาเป็นเมืองหลวงอย่างเป็นทางการอีกครั้งใน พ.ศ. 2430 ภายหลังได้รับเอกราชในปี พ.ศ. 2489 ดินแดนเวียดนามแยกออกเป็นสองประเทศ โดยฮานอยเป็นเมืองหลวงของเวียดนามเหนือ เมื่อรวมประเทศใน พ.ศ. 2519 จึงเป็นเมืองหลวงหนึ่งเดียวของเวียดนามในปัจจุบัน






แผนที่ประเทศเวียดนาม/ตำแหน่งเมืองฮานอย (คลิกที่ภาพ) แผนที่อ่าวฮาลอง (คลิกที่ภาพ)










สถานที่ท่องเที่ยวในฮานอย Hanoi Travel Guide


 ถนน 36 สายอาชีพ (The 36 Ancient Street)

 โรงละครหุ่นกระบอกน้ำ (Water Puppet Show)

 ทะเลสาบฮว่านเกี๋ยม (Ho Hoan Kiem หรือ ทะเลสาบคืนดาบ)

 วัดหง็อกเซิน ( Ngoc Son หรือ วัดเนินหยก)

 พิพิธภัณฑ์การปฏิวัติ ( Museum of Vietnamese Revolution)

 พิพิธภัณฑ์ศิลปกรรม ( Fine Arts Museum)

 พิพิธภัณฑ์ทหาร ( Army Museum)

 สุสานของโฮจิมินห์ (Ho Chi Minh’ s Mausoleum)

 พิพิธภัณฑ์โฮจิมินห์ (Ho Chi Minh Museum)

 โรงละครฮานอย ( Hanoi Opera House)

 พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ ( History Museum)

 ตลาดดงซวน (Dong Xuan)

 โบสถ์เซนต์โจเซฟ (St Joseph Cathedral)




เวียดนามเหนือ


หรือชื่ออย่างเป็นทางการว่า สาธารณรัฐประชาธิปไตยเวียดนาม คือประเทศที่เกิดจากการรวมของจังหวัดตังเกี๋ยและอันนามของฝรั่งเศส ประกาศก่อตั้งเมื่อวันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2488 ( ค.ศ. 1945) โดยประธานาธบดีโฮจิมินห์ ตั้งอยู่บริเวณครึ่งบนของประเทศเวียดนามในปัจจุบัน

ประวัติ

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลงในปี พ.ศ. 2488 เวียดนามได้ประกาศที่จะต่อสู้เพื่อให้เวียดนามหลุดพ้นจากสภาพการเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสอย่างเปิดเผย ด้วยความต้องการที่จะเป็นเอกราช จึงได้มีการสู้รบกันอย่างหนักเป็นเวลานานถึง 8 ปี จนกระทั่งกองกำลังเวียดมินห์ ของพรรคนิยมคอมมิวนิสต์เวียดนามสามารถโจตีป้อมปราการสำคัญของฝรั่งเศส ที่เดียนเบียนฟูแตกลงในวันที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2497

วิกฤตการณ์สงครามครั้งนั้นมีทางที่จะรุกรานจนกลายเป็นสงครามระหว่างประเทศ ฝรั่งเศสยอมรับความปราชัยและต้องสงบศึก ด้วยเหตุนี้จึงได้มีการลงนามใน “ อนุสัญญาเจนีวา พ.ศ. 2497 ” ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ มีผลให้เวียดนามถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ เวียดนามเหนือ และเวียดนามใต้ โดยมีเส้นขนานที่ 17 องศาเหนือเป็นเส้นแบ่งเขตเวียดนามเหนือ ยึดถือการปกครองแบบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ ภายใต้การนำของโฮจิมินห์

ต่อมา เมื่อมีความพยายามที่จะรวมเวียดนามทั้งสองส่วนเข้าด้วยกัน เวียดนามเหนือจึงได้ส่งกำลังกองโจรเวียดกงเข้าก่อกวนและแทรกซึมเข้าไปในเวียดนามใต้อย่างต่อเนื่อง โดยแฝงเข้ามาในลักษณะผู้ลี้ภัยและผู้อพยพ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2498 เรื่อยมา จากนั้นได้มีการปฏิบัติรุกรานด้วยอาวุธ และกำลังทหารอย่างรุนแรง ตลอดจนโฆษณาชวนเชื่อชักจูงใจราษฎรเวียดนามใต้ซึ่งได้ผลเป็นอย่างดี ประกอบการดำเนินการนโยบายด้านการบริหารประเทศของรัฐบาลเวียดนามใต้ประสบความล้มเหลว จึงไม่สามารถต่อต้านได้เพียงลำพังตนเอง และได้ร้องขอความช่วยเหลือจากมิตรประเทศฝ่ายโลกเสรี

เมื่อปี พ.ศ. 2508 เวียดนามใต้ตกอยู่ในจุดล่อแหลมที่สุดจนรัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้ส่งกำลังทหารเข้าไปปฏิบัติการในเวียดนามใต้ พร้อมด้วยกำลังทหารของพันธมิตรอีก 6 ประเทศ คือ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สเปน ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ และประเทศไทย ซึ่งผลออกมาก็คือการพ่ายแพ้ของสหรัฐฯ ทำให้ 2 ประเทศรวมเข้าด้วยกันในนามของประเทศเวียดนามที่มีการปกครองระบอบสาธารณรัฐสังคมนิยมที่ปกครองด้วยพรรคคอมมิวนิสต์ ดั่งเช่นการปกครองของเวียดนามเหนือ











   
 
   
copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ คลิก