รวมภาพท่องเที่ยวเมืองฮานอย ภาพจากทริปฮานอย ภาพชุดอ๋าวหญ่าย สามล้อซิคโล่ ซิกโล่ สาวเวียดนาม ภาพสาวๆเวียดนาม ภาพหุ่นกระบอกน้ำ ภาพนาข้าวเวียดนาม ภาพทุ่งนา รวมภาพอ่าวฮาลอง ฮาลองเบย์
เที่ยวทะเลสาบฮาลองเบย์ อาหารซีฟู้ดเวียดนาม ภาพอาหารเวียดนาม กินอาหารเวียดนาม ภัตตาคารเวียดนาม ภาพขี่จักรยานในเวียดนาม ภาพจราจรเวียดนาม ภาพท้องถนนในเวียดนาม การจราจรในเมืองฮานอย
   
 
     Photoontour โฟโต้ออนทัวร์
Home : Outbound tour : Hanoi 3     
 
 
             
 
 
 
 
 
 
Outbound Trip ภาพท่องเที่ยวในต่างแดน
 
 
  คลิกเลือกชมภาพจากทริป ฮานอย ประเทศเวียดนาม ได้จากภาพข้างล่าง
The End
ฮานอย
นาข้าว
ฮาลองเบย์
 
 

Hanoi ฮานอย ตอนที่ 3
(เดินทาง กันยายน 50)



เช้านี้เราออกจากโรงแรมก็มุ่งสู่ท่าเรืออ่าวฮาลอง แต่ก่อนที่จะถึงเวลารถออก ยังพอมีเวลาเล็กน้อย จึงเดินไปแถวๆหน้าโรงแรม เห็นร้านกาแฟสไตล์เวียดนามขนานแท้ หรือเรียกว่ากาแฟหยดที่ไม่เหมือนประเทศใด จึงเข้าไปสั่งแล้วนั่งบนเก้าอี้ตัวเล็กๆ ตามที่เห็นทั่วไปในเวียดนาม

คอกาแฟมาเที่ยวเวียดนาม แนะนำว่าน่าจะลองสักแก้ว แล้วจะรู้ว่าคนเวียดนามเวลาทานแฟจะต้องใจเย็นๆ หรือรู้จักการรอคอย

กาแฟเวียดนามไม่ธรรมดานะครับ ส่งออกกาแฟเม็ดเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากบราซิล และเป็นพืชเกษตรที่กำลังมาแรง รองจากข้าวที่ส่งออกเป็นอันดับ 1 ของโลกในเวลานี้ ข้าวเวียดนามเป้นข้าวคุณภาพรอง แต่ก็ทำเอาข้าวของไทยที่มีคุณภาพดีกว่าต้องหัวปักหัวปำอยู่ในตลาดโลกอยู่พอสมควร

เวียดนามส่งออกข้าวราว 4 ล้านตันต่อปี ส่วนกาแฟ (เม็ด) ล่าสุดสามารถทำยอดส่งออกทะลุ 1 ล้านตันไปแล้ว สถิติในการส่งออกในช่วง 3-4 ปีมานี้ถือว่าร้อนแรงมาก

หลายคนอาจสงสัยว่าเป็นไปได้ยังไง กาแฟเป็นเรื่องของชาติตะวันตก แต่ทำไมกาแฟเวียดนามจึงได้รับความนิยม ก็ต้องเฉลยว่าเวียดนามเคยตกเป็นเมืองอาณานิคมของฝรั่งเศสมาก่อน มีการทำวิจัยพันธ์ วิจัยดิน และศึกษาภูมิอากาศมาตั้งแต่ยุคโน้น จึงเป็นมรดกตกทอดมาจนถึงทุกวันนี้

ไม่ต่างกับประเทศลาว ที่เคยตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศสเช่นกัน กาแฟเม็ดของลาวส่งไปขายในฝรั่งเศสมาหลายปีแล้ว พื้นที่ปลูกก็อยู่แถวๆเมืองปากเซ แขวงจำปาสัก หรือลาวตอนใต้ คนลาวบอกว่าพวกฝรั่งเศสมาสำรวจแล้วบอกว่าดินที่ปากเซ เหมาะสำหรับปลูกกาแฟ

หากใครรู้จักบริษัทดาวเรือง (Dao Heuang) บริษัทยักษ์ใหญ่ของลาว ก็ต้องบอกว่า ไช่เลย กาแฟของบริษัทนี้มีชื่อเสียงมาก เท่านั้นไม่พอช่วงหลังๆมานี้ยังส่งมาตีตลาดในประเทศไทยด้วย

คนลาวแอบกระซิบมาว่า กาแฟสตาร์บัคส์ (Starbucks) แบรนด์ดังจากต่างประเทศ ก็มีไร่ปลูกอยู่ที่ลาวนี่เอง คนไทยที่เป็นลูกค้าส่วนใหญ่คงไม่ทราบ เห็นว่ากาแฟราคาแพงก็นึกว่านำเข้ามาจากยุโรปหรืออเมริกา ที่ไหนได้ปลูกในลาวใกล้ๆกับจังหวัดอุบลฯ บ้านเรานี้เอง

กาแฟเวียดนามมีชื่อเสียงได้แก่ พันธ์โรบัสต้า (Robusta) ใครไปเที่ยวเวียดนามหากเป็นคอกาแฟน่าจะหิ้วติดไม้ติดมือมาด้วย เพราะราคาถูกกว่าบ้านเรามาก

ถูกแค่ไหน เปรียบเทียบลำบากเหมือนกัน เอาง่ายๆก็แล้วกันว่า กาแฟ Suzuki พันธ์ที่ปลูกในประเทศเรา ขายตามห้างโลละราว 6-700 บาท (ราคาถูกสุด) แต่กาแฟเวียดนามรสชาติพอกัน ขายโลละราว 3-400 บาท เรื่องราคาที่บอกก็อย่าปักใจมากนักเพราะเทียบกันยาก และมีหลายพันธ์จนน่าเวียนหัว แต่ฟันธงได้แน่นอนนอนว่าขายในเวียดนามราคาถูกกว่าบ้านเรามาก

พูดมากๆแล้วชักเปรี้ยวปาก...ผมไปเวียดนามมา 2 -3 ครั้ง ก็ซื้อติดมือมาทุกครั้ง ซื้อทีไรเจ็บใจทุกทีว่าซื้อมาน้อยเกินไป น่าแปลกที่กินกาแฟเวียดนามแล้วรู้สึกว่ามันเป็นกาแฟที่ความอร่อยอยู่ในตัว รู้สึกอย่างนั้นจริงๆ โลละ 300 เวลาชงอาจไม่หอมมากนัก แต่กินแล้วอร่อย แปลกจริงๆ ยังสงสัยว่าขณะกำลังคั่ว อาจมีอย่างอื่นลงไปผสมด้วยเป็นแน่

กาแฟเวียดนาม ไม่ผิดหวัง คอนเฟิร์ม

ทานกาแฟแล้วก็ได้เวลาขึ้นรถ เพื่อเดินทางไปยังท่าเรือฮาลอง เราใช้เวลาจัดการเรื่องตั๋วไม่นานก็ลงเรือตามหมายเลข หรือชื่อเรือที่ระบุในตั๋ว

เรือบริการนักท่องเที่ยวที่อ่าวฮาลองเป็นเรือขนาดมาตรฐาน จุได้ลำละประมาณ 20-30 คน หากจำนวนคนมาก ก็ต้องเพิ่มเรืออีกลำหนึ่ง ไม่เหมือนบ้านเราที่เจ้าของเรือมักฉวยโอกาส ช่วงเทศกาลก็อัดคนจนเต็ม เจอคลื่นลมหนักๆก็เสี่ยงตายกันเอาเอง ปี 2551 ก็ล่มมาแล้ว (น่าจะกระบี่) ดีที่ว่าไม่มีใครตาย

บ้านเราพอเกิดอะไรขึ้นก็เที่ยวหาแพะกันให้วุ่น หน่วยงานที่รับผิดชอบก็ให้ข่าวตามสคริปเดิมๆ เก่าๆ ว่าต้องตรวจสอบเรือว่าถูกต้องหรือไม่ มีทะเบียนหรือไม่ ดัดแปลงถูกต้องหรือไม่ รวมทั้งต้องสอบสวนว่าคนขับเรือมีใบอนุญาตขับเรือหรือไม่ พร้อมกับอ้างโทษกันตามกฏหมาย เป็นการเบี่ยงเบนไม่ไห้คนอื่นมองว่าเป็นความผิดของตนเอง ทั้งๆที่เป็นหน้าที่ของทางราชการที่ต้องเข้าไปตรวจสอบดูแลทั้งนั้น

แต่ที่อ่าวฮาลองคงไม่มีเรื่องแบบนี้ เพราะรัฐบาลควบคุมดูแลทั้งหมด เรียกว่าทั้งท่าเรือ และเรือบริการท่องเที่ยว รวมทั้งพนักงานบนเรือก็เป็นของรัฐบาล ไม่มีคำว่าแย่งผู้โดยสาร เพราะเจ้าหน้าที่ขายตั๋วจะเป็นผู้จัดคิวทั้งหมด

ค่าบริการจะรวมอาหาร และของว่าง ซึ่งไก้แก่ผลไม้ และเครื่องดื่ม นับว่าสะดวกสบายกว่าที่เคยเห็นในบ้านเราที่เป็นแบบชาวบ้านหรือแบบเอกชนที่ทางการเข้าไปควบคุมได้ยาก ขับเรือเร็วแค่ไหนก็ไม่มีใครว่า มือแน่ซะอย่าง หรือบางครั้งก็เล่นหวาดเสียวโชว์นักท่องเที่ยว

ฮาลองเป็นบริเวณอ่าวที่คลื่นลมสงบมาก แทบไม่เห็นคลื่น อาณาเขตของอ่าวก็เหลือคณานับ ถึง 1537 ตารางกิโลเมตร หรือเท่ากับพื้นที่กรุงเทพมหานครแบบพอดีๆ (กรุงเทพ 1538) หากจะเทียบกับอ่าวพังงา ก็ใหญ่กว่าประมาณ 4 เท่า (อ่าวพังงามีพื้นที่ประมาณ 400 ตารางกิโลเมตร)

ส่วนเกาะแก่งต่างๆมีประมาณ 1600 - 1900 เกาะ มีเกาะมากขนาดนี้จึงช่วยป้องกันคลื่นลมได้เป็นอย่างดี ทะเลที่นี่จึงราบเรียบและไร้คลื่นโดยสิ้นเชิง ต่างกับอ่าวพังงาที่มีคลื่นลมแรงกว่า ระดับน้ำทะเลในอ่าวพังงาก็ลึกกว่าด้วย

นั่งเรือชมฮาลองในตอนเช้าๆ แสงแดดอ่อนๆ บรรยากาศดูดีมาก แดดไม่ร้อน ลมพัดเอื่อยๆ นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จึงขึ้นมาอยู่บนดาดฟ้าเรือ นั่งๆ นอนๆ และถ่ายภาพกันอย่างสนุกสนาน

เรือบริการของที่นี่มีสภาพค่อนข้างดี นั่งสบาย (คล้ายโซฟา) ห้องน้ำสะอาด ช่วงเที่ยงๆจะทานอาหารประเภทซีฟู้ดกันบนเรือ บ้านเราเมื่อหลายปีก่อนเคยมีบรรยากาศคล้ายๆแบบนี้แต่เป็นแบบบุฟเฟต์ ปัจจุบันคงจะไม่มีให้เห็นอีกแล้ว เพราะส่วนใหญ่จะใช้สปีดโบ๊ตหรือเร็วกันหมด อาหารกลางกันก็จะแวะทานกันบนเกาะ บรรยากาศที่กินไปชมวิวไป ไม่น่าจะมีอีกแล้ว ถึงมีก็อาจเหลือน้อยเต็มที

จุดท่องเที่ยวในอ่าวฮาลองมีไม่กี่แห่ง ทั้งนี้คงต้องให้พอเหมาะกับเวลาเดินทางไปกลับราว 3-4 ชั่วโมง เรือออกจากท่าประมาณ 9.30 น. กลับถึงฝั่งก็ราว 13.00 น. หากจะไปไกลกว่านี้ก็น่าจะเป็นโปรแกรมอื่น เช่นอาจไปปีนเขา หรือดำน้ำดูปะการัง ที่ต้องออกไปไกลถึงนอกอ่าว หรือเกือบถึงบริเวณอ่าวตังเกี๋ย

อ่าวฮาลองขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติเมื่อปี 2547 ในช่วงเวลาเดียวกับจากการเปิดประเทศสู่โลกภายนอก หลังฟื้นฟูประเทศมาได้ระยะเวลาหนึ่ง หรือหลังจากการรวมประเทศเวียดนามเหนือ และเวียดนามใต้เข้าด้วยกัน ไกด์เล่าว่าในช่วงรวมประเทศใหม่ๆ คนเวียดนามยังมีความรู้สึกแบ่งแยกเป็นฝ่ายเหนือฝ่ายใต้ และหวาดระแวงซึ่งกันและกัน กว่าจะยอมรับกันได้ก็ใช้เวลาหลายปี

บ้านอื่นเมืองอื่น เค้ามีแต่จะรวมประเทศให้เป็นหนึ่ง เพื่อสร้างความเป็นปึกแผ่น ก็เห็นจะมีบ้านเรามั้งที่คนกลุ่มเสื้อแดงพยายามจะแยกเหนือแยกใต้ โดยปลุกปั่นให้คนชาติไขว้เขวและสับสนในเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ เรียกว่าหาเหตุ ทั้งๆที่มันผ่านมาเป็นเวลาหลายร้อยปีแล้ว

เช่นปลุกกระแสให้เกลียดชังราชวงศ์จักรี กล่าวหาว่าเจ้าพระยาจักรี หรือพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ (รัชกาลที่1) ช่วงชิงบัลลังค์ หรือยึดอำนาจมาจากพระเจ้ากรุงธนบุรี โดยพระยาจักรีกุเรื่องว่าพระเจ้ากรุงธนสติฝั่นเฟือน จึงถือโอกาสยึดประเทศ

พวกเสื้อแดงถือว่ากษัตริย์ในราชวงศ์จักรีทุกพระองค์ ได้เป็นกษัตริย์มาอย่างไม่ถูกต้อง

บ้ากันถึงขนาดนี้ครับท่านพ่อแม่พี่น้อง


อยากจะขำกลิ้งกับเรื่องนี้ เหมือนกับว่าโกรธแค้นอดีตเสียเต็มประดา จะจริงเท็จ ก็ต้องเชื่อถือหลักฐานทางประวัติศาสตร์ไว้ก่อน อีกอย่างมันก็ผ่านมาเป็นเวลาหลายร้อยปี เรียกว่าขี้เยี่ยวกันมาหลายชั่วอายุคนแล้ว

เรื่องการช่วงชิงอำนาจก็พอจะรับฟังได้เพราะประวัติศาสตร์ของทุกประเทศก็มีเรื่องราวทำนองนี้ แต่สำหรับกรณีช่วงรอยต่อระหว่างพระเจ้ากรุงธนบุรีกับสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า ก็ไม่ได้เป็นอย่างที่พวกสีแดงนำมาอ้าง และยิ่งบอกว่า ไม่ยอมรับราชวงศ์จักรี ดูจะมากไปหน่อย เรียกว่าพาลหาเรื่องเพื่อสนับสนุนความคิดที่จะล้มระบอบอมาตยาธิปไตยมากกว่า

หากคิดกันแบบนี้ หรือบ้ากับอดีตแล้วเท่ากับว่าคนไทย(ในปัจจุบัน) ควรจะเกลียดชังพม่าด้วยอย่างนั้นซิ ที่บุกมาเผาบ้านเผาเมืองเมื่อครั้งเสียกรุงครั้งที่ 2 หากคนไทยในยุคนี้ผูกใจเจ็บ ก็เท่ากับบ้าเข้าขั้นกันแล้ว

มีสมองคิดแบบหัวโจ๊กเสื้อแดง ป่านนี้โลกเราคงวุ่นวายแน่ พม่า เวียดนาม ลาว เขมร คงรวมตัวเรียกร้องค่าเสียหายจากประเทศฝรั่งเศสที่มาบุกยึดประเทศ หรืออินเดีย มาเลเซีย สิงคโปร์ รวมตัวประท้วงอังกฤษ ว่าเมื่อร้อยกว่าปีก่อนที่ต้องตกเป็นเมืองขึ้น ดังนั้นเราจึงทวงสิทธิและเสรีภาพ รวมถึงสิทธิมนุษยชน ให้อังกฤษชดใช้ค่าเสียหาย หรือพร้อมใจกันประท้วงกันทั้วประเทศ แบบนั้นหรือเปล่า

ก็เปล่า ไม่เห็นมีประเทศไหนที่รู้สึกจงเกลียดจงชังทั้งฝรั่งเศสและอังกฤษ เพราะมันเป็นอดีตที่ไม่สามารถจะไปทวงสิทธิหรือรื้อฝื้นอะไรได้ ก็มีแต่แกนนำหัวหมู่ทะลวงส้วม หรือพวกลิ่วล้อทักษิณ ที่ออกมาทวงคืนประวัติศาสตร์ ทั้งๆที่รู้เรื่องประวัติศาสตร์แค่หางอึ่ง แถมจับแพะชนแกะกันมั่ว

ความจริงกลุ่มเสื้อแดงภาคเหนือน่าจะรวมตัวประท้วงพม่ามากกว่า ที่ล้านนาตกเป็นเมืองขึ้นถึง 216 ปี (2101 – 2317) และกษัตริย์ล้านนาองค์สุดท้ายชื่อ โป่มะยุง่วน (พ.ศ.2311-2317 ) ก็เป็นแม่ทัพพม่าที่ส่งมาดูแลล้านนา ซึ่งล้านนาในสมัยนั้นถือเป็นอู่ข้าวและเป็นแหล่งเสบียง ก่อนที่จะยกทัพไปตีกรุงศรี หรือล้านช้าง(ลาว)

คราวที่ไทยเราเสียกรุงถึงสองครั้ง พม่าก็ได้ล้านนานี่แหละที่เป็นทัพเสริม มีหน้าที่คอยจัดหาส่งเสบียงให้ โดยล่องมาตามลำนำปิง แล้วมาขึ้นที่จังหวัดตาก จากนั้นพม่าก็คุมทัพไล่ตีหัวเมืองต่างๆทางตอนเหนือของกรุงศรี ได้แก่จังหวัดตากในปัจจุบัน
เรื่อยมา จนถึงเมืองพิษณุโลก กำแพงเพชร ฯลฯ

กองทัพต้องเดินด้วยท้อง ตัวอย่างก็เกิดกับไทยในคราวเสียกรุงนี่แหละ ไม่ต้องไปดูอื่นไกล เพราะหากพม่าเดินทัพมาจากกรุงหงสาแล้วดิ่งมาตีกรุงศรีแล้วคงไม่สำเร็จแน่ แต่เพราะความชาญฉลาดของแม่ทัพพม่าในสมัยนั้น ที่รวบรวมไพล่พลจากพวกมอญรามัญ ทางแถบเมืองเมาะตะมะ ซึ่งเป็นประเทศราช ทำให้ทัพพม่ามีขนาดใหญ่โต เมื่อยกมาตีหัวเมืองต่างๆของไทยซึ่งมีกำลังน้อยกว่า ไทยก็แพ้ราบคาบ หรือถูกตัดกำลังไปเรื่อยๆ พอมาประชิดกรุงศรี แม่ทัพนายกองและไพล่พลต่างๆก็เสียขวัญ ยิ่งมาเจอปืนใหญ่พม่ายิงถล่ม
ซ้ำเข้าอีก ก็ไม่มีเหลือ

หลังกองทัพของพระเจ้ากรุงธนฯ ร่วมกับกองทหารจากล้านนา โดยมีพระยาจ่าบ้าน(บุญมา) และพระยากาวิละ เป็นผู้คุมทัพ ร่วมกันขับไล่พม่าออกไป ล้านนาก็พ้นพันธนาการจากพม่า แต่ก็อยู่ในความดูแลของไทย มีการส่งเครื่องบรรณาการมาถวายตั้งแต่สมัยพระเจ้ากรุงธนฯ จนถึงสมัยรัตนโกสินทร์

สถานภาพของล้านนาในสมัยนั้นเรียกว่าเป็น เขตปกครองตนเอง (แต่ขึ้นกับไทย) ไม่มีกษัตริย์ มีแต่เจ้าเมือง หรือผู้ครองนคร

จนมาถึงสมัยรัชกาลที่ 5 หรือ พ.ศ. 2427 ล้านนาในสมัยพระเจ้าอินทรวิชยานนท์ ผู้ครองนครเชียงใหม่ ลำดับที่ 7 ในราชวงศ์ของพระเจ้ากาวิละ จวนเจียนจะถูกอังกฤษยึดเอามาเป็นเมืองขึ้น จึงขอพึ่งพระบรมโพธิสมภารกับสยามประเทศ โดยขอให้รวมเป็นประเทศเดียวกัน พร้อมกับยกธิดา หรือ เจ้าดารารัศมี ให้เป็นสนมในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5 )

เหตุการณ์ในช่วงนี้น่าจะเรียกว่าศึกชิงนาง ระหว่าง อังกฤษ กับ สยามประเทศ เพราะก่อนหน้านั้นอังกฤษได้ส่งราชทูตมาขอเจ้าดารารัศมีให้เป็นพระราชธิดาบุญธรรมของราชวงศ์อังกฤษ แต่ก็เป็นที่รู้กันว่าฝ่ายอังกฤษมีนัยยะบางประการแฝงอยู่ เพราะพื้นที่ของเมืองล้านนาในสมัยนั้นมีไม้สักเป็นจำนวนมาก ย่อมเป็นที่ต้องการของอังกฤษที่กำลังทำไม้อยู่ในพม่า

ประวัติศาสตร์ล้านนาหาอ่านได้ไม่ยาก หรืออ่านเรื่องของเจ้าดารารัศมีก็จะรู้เรื่องราวเกี่ยวกับการรวมเป็นประเทศเดียวกับสยาม และเป็นครั้งแรกที่สยามประเทศมีการนุ่งซิ่นในราชสำนัก หรือตำหนักของเจ้าดารารัศมีในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งก่อนนั้นหญิงไทยจะนุ่งโจงกระเบนกันมาตลอด

เคยพูดกับหลายคนแล้วว่า ภาคเหนือหรือล้านนา ได้รวมกับสยามประเทศ และถือว่าเป็นคนไทยโดยสมบูรณ์เมื่อ 125 ปีมานี้เอง (ตั้งแต่ พ.ศ. 2427) เพราะก่อนหน้านั้นล้านนา ยังถือว่าเป็นประเทศราชของสยาม(ไทย) ไม่ต่างกับลาว และเขมร

ปรากฏว่าร้อง หา..กันใหญ่

” เป็นอย่างนั้นจริงๆหรือ ”

” จริงสิเว้ย “


เรื่องนี้หลายคนไม่รู้ และคนภาคเหนือส่วนใหญ่ก็ไม่รู้ เพราะพอเข้าโรงเรียนก็เรียนแต่เรื่องราวสมัยกรุงสุโขทัยและกรุงศรีอยุธยา ตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ ที่เริ่มใช้มาตั้งแต่ครั้งเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475

คนภาคเหนือที่ไม่ได้รับรู้เรื่องราวอันเป็นรากเหง้าของตนเอง จึงมีโอกาสถูกชักจูงกันได้ง่าย เขายุให้เกลียดชังราชวงศ์จักรีก็เชื่อตามเขา เขาบอกว่าพระยาจักรี หรือพระพุทธยอดฟ้า ทำการปฏิวัติอำนาจของพระเจ้ากรุงธนฯ ก็เชื่อกันย่างง่ายดาย ทั้งที่เป็นเรื่องตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง

ก็อยากให้คนที่สงสัย ได้ศึกษาเรื่องราวประวัติศาสตร์ด้วยตนเอง แล้วจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร ทางที่ดีควรหาข้อมูลด้วยว่า พระเจ้าตากกู้ชาติได้สำเร็จนั้น มีเบื้องหน้า เบื้องหลังอย่างไรบ้าง แล้วจะรู้ว่ากุศโลบายของพระมหากษัติย์ (มหาราช) ทั้งสองพระองค์นี้ล้ำเลิศปานใด ขณะเดียวกันจะรู้ว่าสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ แม้จะไม่ได้เป็นกษัตริย์ที่มีภาระกิจต้องกู้ชาติเหมือนกับสมเด็จพระนเรศวร และสมเด็จพระเจ้าตากสิน แต่ทำไมจึงทรงได้รับการสถาปนาฯยกให้เป็น “ มหาราช “

ศึกษาแล้วก็จะรู้ว่า สมเด็จพระพุทธยอดฟ้า(พระยาจักรี) เป็นกษัตริย์ชาตินักรบที่แท้จริง กู้ชาติบ้านเมืองและร่วมรบกับพม่าเคียงบ่าเคียงไหล่กับพระเจ้าตาก และภายหลังเสร็จศึกกับพม่าแล้วก็ต้องยกทัพไปปราบหัวเมืองต่างๆที่กระด้างกระเดื่องอยู่หลายครั้งหลายครา เช่น

- ยกทัพไปปราบกบถที่เขมร (พ.ศ.2314 / บางแห่งระบุ พ.ศ 2312 ) ยึดได้เมืองเสียมราฐ
- ขับไล่พม่าที่เมืองเชียงใหม่ (พ.ศ. 2316-2317) ร่วมกับพระยาจ่าบ้าน และเจ้ากาวิละ
- ปราบกบฏที่ลาว พ.ศ.2319 (พร้อมกับนำพระแก้วมรกตกลับมาด้วย)
- สู้รบกับพม่าที่เมืองพิษณุโลก(พ.ศ.2319) จนเป็นที่ครั่นคร้ามต่อศัตรู


ซึ่งเรื่องราวประวัติศาสตร์มีบันทึกไว้ตอนหนึ่งว่า

ในสู้รบกับพม่าที่เมืองพิษณุโลกมีการปะทะกันหลายครั้งหลายหน ไม่ว่า อะแซหวุ่นกี้ (แม่ทัพพม่า) จะเปลี่ยนยุทธวิธีรบแบบใดก็ตาม เจ้าพระยาจักรีจอมทัพไทยก็สามารถตีตอบโต้ กองทัพพม่าได้ทุกครั้ง จนทำให้อะแซหวุ่นกี้ถึงกับยกย่องฝีมือ จึงขอเยี่ยมคารวะ (ขอดูตัว) เจ้าพระยาจักรี โดยขอนัดหยุดรบหนึ่งวัน อะแซหวุ่นกี้กับเจ้าพระยาจักรีได้ออกไปพบกันที่สนามยืนม้าเจรจา กัน ความว่า

"...ท่านนี้รูปงาม ฝีมือก็เข้มแข็ง อาจสู้เรา ผู้เป็นผู้เฒ่าได้ จงอุตสาห์รักษาตัวไว้ ภายหน้าจะได้เป็นกษัตริย์เป็นแท้..."


ยิ่งรับรู้เรื่องราวของสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก (รัชกาลที่1) ก็ยิ่งเห็นพระปรีชาสามารถและภาระกิจที่มีคุณเอนกอนันต์ต่อประเทศชาติอย่างมากมาย สมกับเป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ซึ่งคนไทยทุกคนควรจดจำไว้เป็นแบบอย่าง

พระมหากษัตริย์แบบนี้มิไช่หรือ ที่คนไทยควรยกย่องสรรเสริญ ไม่ไช่ตะแบงความคิด บิดเบือนประวัติศาสตร์ และยุให้คนไทยต้องแตกแยกความสามัคคี เหมือนกับที่กลุ่มเสื้อแดงและสมุนรับใช้ทักษิณกำลังทำกันอยู่

ประวัติศาสตร์อ่านแล้วดีมีความรู้ จะได้ไม่หลงกลคนบางพวก ที่พยายามหาเหตุบิดเบือนไปทุกเรื่อง หรือถนัดแต่การปั้นน้ำเป็นตัว เพียงเพื่อต้องการดิสเครดิตราชวงศ์จักรี หรือต้องการล้มล้างระบอบกษัตริย์ แล้วให้นายใหญ่หน้าเหลี่ยม ที่โกงชาติปล้นประเทศ มาเป็นใหญ่ในแผ่นดินนี้แทน

ก็อย่างว่าแหละครับ เงิน 76,000 ล้านบาท ที่เจ้ามูลเมือง (เจ้าขี้เมืองเชียงใหม่) โกงชาติมาได้ กำลังจะเป็นของขวัญให้กับประชาชนคนไทยทั้งประเทศในเดือนกุมพาพันธ์นี้แล้ว ช่วงนี้จึงต้องรีบเร่งดำเนินการเผด็จศึก จึงต้องเอาทุกท่า เอาทุกทาง เพราะนายใหญ่ ทักษิณ หน้าเหลี่ยม บอกเร่งมือหน่อย เงินทองไม่พอบอกได้ งานนี้จ่ายไม่อั้น เพราะมันเป็นสงครามตีเมืองครั้งสุดท้ายแล้ว ขืนแพ้ก็ถูกยึดสมบัติไปจนหมด 76,000 ล้านบาท น้อยซะเมื่อไหร่ ขณะเดียวกันประเทศอังกฤษก็ยังอายัดเงินในบัญชีอีกราว 140,000 ล้านบาท นึกแล้วก็ใจหาย อุตส่าห์โกงชาติปล้นประเทศมาได้ แต่ในที่สุดก็เสวยได้เพียงนิดหน่อย เรียกโกงมาได้แต่ขาดทุนยับเยิน

ที่แย่กว่านั้น ทุกวันนี้ไม่ต่างกับเป็นหมาหัวเน่า ต้องหลบๆซ่อนๆ กลัวจะถูกจับส่งมาเข้าคุกสยาม ตัวเองเคยเป็นถึงผู้นำประเทศ เคยเพ้อเจ้อว่าอดีตเป็นถึงเจ้ามูลเมือง อดีตแม่ทัพล้านนา ไปโน่น...แต่ที่สุดของชีวิตก็ถูกคนไทยทั้งประเทศสาบแช่ง และสาบทั้งโคตร


ทำบาปทำกรรมไว้มาก ก็ต้องรับกรรมไปตามระเบียบ โทษใครก็ไม่ได้ ต้องโทษตัวเองเท่านั้น นะ..จาบอกฮ่าย

สาธุ ....



โฟโต้ออนทัวร์
31 มกราคม 2553




อ่าวฮาลอง ภาพจากดาวเทียม คลิกที่ภาพเพื่อดูภาพขยาย





ข้อมูลเมืองฮานอย เมืองหลวงของประเทศเวียดนาม

ฮานอย แปลว่า: "แม่น้ำภายใน"

ภูมิศาสตร์

พื้นที่: ปากแม่น้ำแดง
เนื้อที่: 3,344.7 ตาราง กม.

ประชาชน
ประชากร: 6,232,940

ชนชาติ
เวียต (Viet), ฮัว (Hoa)


ฮานอย (ภาษาเวียดนาม: อักษรกว๊กหงือ (quoc ngu) อักษรจื๋อโนม (chu nom) เป็นเมืองหลวงของประเทศเวียดนาม มีประชากรประมาณ 4,100,000 คน (พ.ศ. 2547)ในอดีตเคยเป็นเมืองหลวงของเวียตนามเหนือระหว่าง พ.ศ. 2497 ถึง พ.ศ. 2519 และก่อนหน้านั้นเคยเป็นเมืองหลวงของพื้นที่เวีตนามในปัจจุบันเป็นครั้งคราวตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 11 จนถึง พ.ศ. 2345 ฮานอยตั้งอยู่บนฝั่งขวาของแม่น้ำแดง อุตสาหกรรมในเมืองคือเครื่องจักร, ไม้อัด สิ่งทอ, สารเคมี และงานหัตถกรรม

เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2551 ได้มีการขยายเขตกรุงฮานอยไปอีก โดยครอบคลุมบริเวณมากกว่าเดิมถึง 3 เท่า เพื่อรองรับการเติบโตของเมือง และเมื่อถึงเดือนตุลาคม 2553 ก็จะครบวาระ 1000 ปีการสถาปนาเมือง

ประวัติศาสตร์

"ฮานอย" หมายถึงตอนต้นของแม่น้ำ ตั้งอยู่ตอนต้นอยู่บนลุ่มแม่น้ำแดง ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์ลี้สถาปนาขึ้นเป็นเมืองหลวงในปี พ.ศ. 1553 โดยใช้ชื่อว่า"ทังลอง" แปลว่า "มังกรเหิน" จนกระทั่ง พ.ศ. 2345 กษัตริย์ราชวงศ์เหงียนได้ย้ายเมือหลวงไปอยู่เมือง "เว้" เมื่อตกเป็นส่วนหนึ่ของอินโดจีนของฝรั่งเศส ฮานอยจึงกลับมาเป็นเมืองหลวงอย่างเป็นทางการอีกครั้งใน พ.ศ. 2430 ภายหลังได้รับเอกราชในปี พ.ศ. 2489 ดินแดนเวียดนามแยกออกเป็นสองประเทศ โดยฮานอยเป็นเมืองหลวงของเวียดนามเหนือ เมื่อรวมประเทศใน พ.ศ. 2519 จึงเป็นเมืองหลวงหนึ่งเดียวของเวียดนามในปัจจุบัน






แผนที่ประเทศเวียดนาม/ตำแหน่งเมืองฮานอย (คลิกที่ภาพ) แผนที่อ่าวฮาลอง (คลิกที่ภาพ)










สถานที่ท่องเที่ยวในฮานอย Hanoi Travel Guide


 ถนน 36 สายอาชีพ (The 36 Ancient Street)

 โรงละครหุ่นกระบอกน้ำ (Water Puppet Show)

 ทะเลสาบฮว่านเกี๋ยม (Ho Hoan Kiem หรือ ทะเลสาบคืนดาบ)

 วัดหง็อกเซิน ( Ngoc Son หรือ วัดเนินหยก)

 พิพิธภัณฑ์การปฏิวัติ ( Museum of Vietnamese Revolution)

 พิพิธภัณฑ์ศิลปกรรม ( Fine Arts Museum)

 พิพิธภัณฑ์ทหาร ( Army Museum)

 สุสานของโฮจิมินห์ (Ho Chi Minh’ s Mausoleum)

 พิพิธภัณฑ์โฮจิมินห์ (Ho Chi Minh Museum)

 โรงละครฮานอย ( Hanoi Opera House)

 พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ ( History Museum)

 ตลาดดงซวน (Dong Xuan)

 โบสถ์เซนต์โจเซฟ (St Joseph Cathedral)




เวียดนามเหนือ


หรือชื่ออย่างเป็นทางการว่า สาธารณรัฐประชาธิปไตยเวียดนาม คือประเทศที่เกิดจากการรวมของจังหวัดตังเกี๋ยและอันนามของฝรั่งเศส ประกาศก่อตั้งเมื่อวันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2488 ( ค.ศ. 1945) โดยประธานาธบดีโฮจิมินห์ ตั้งอยู่บริเวณครึ่งบนของประเทศเวียดนามในปัจจุบัน

ประวัติ

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลงในปี พ.ศ. 2488 เวียดนามได้ประกาศที่จะต่อสู้เพื่อให้เวียดนามหลุดพ้นจากสภาพการเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสอย่างเปิดเผย ด้วยความต้องการที่จะเป็นเอกราช จึงได้มีการสู้รบกันอย่างหนักเป็นเวลานานถึง 8 ปี จนกระทั่งกองกำลังเวียดมินห์ ของพรรคนิยมคอมมิวนิสต์เวียดนามสามารถโจตีป้อมปราการสำคัญของฝรั่งเศส ที่เดียนเบียนฟูแตกลงในวันที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2497

วิกฤตการณ์สงครามครั้งนั้นมีทางที่จะรุกรานจนกลายเป็นสงครามระหว่างประเทศ ฝรั่งเศสยอมรับความปราชัยและต้องสงบศึก ด้วยเหตุนี้จึงได้มีการลงนามใน “ อนุสัญญาเจนีวา พ.ศ. 2497 ” ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ มีผลให้เวียดนามถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ เวียดนามเหนือ และเวียดนามใต้ โดยมีเส้นขนานที่ 17 องศาเหนือเป็นเส้นแบ่งเขตเวียดนามเหนือ ยึดถือการปกครองแบบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ ภายใต้การนำของโฮจิมินห์

ต่อมา เมื่อมีความพยายามที่จะรวมเวียดนามทั้งสองส่วนเข้าด้วยกัน เวียดนามเหนือจึงได้ส่งกำลังกองโจรเวียดกงเข้าก่อกวนและแทรกซึมเข้าไปในเวียดนามใต้อย่างต่อเนื่อง โดยแฝงเข้ามาในลักษณะผู้ลี้ภัยและผู้อพยพ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2498 เรื่อยมา จากนั้นได้มีการปฏิบัติรุกรานด้วยอาวุธ และกำลังทหารอย่างรุนแรง ตลอดจนโฆษณาชวนเชื่อชักจูงใจราษฎรเวียดนามใต้ซึ่งได้ผลเป็นอย่างดี ประกอบการดำเนินการนโยบายด้านการบริหารประเทศของรัฐบาลเวียดนามใต้ประสบความล้มเหลว จึงไม่สามารถต่อต้านได้เพียงลำพังตนเอง และได้ร้องขอความช่วยเหลือจากมิตรประเทศฝ่ายโลกเสรี

เมื่อปี พ.ศ. 2508 เวียดนามใต้ตกอยู่ในจุดล่อแหลมที่สุดจนรัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้ส่งกำลังทหารเข้าไปปฏิบัติการในเวียดนามใต้ พร้อมด้วยกำลังทหารของพันธมิตรอีก 6 ประเทศ คือ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สเปน ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ และประเทศไทย ซึ่งผลออกมาก็คือการพ่ายแพ้ของสหรัฐฯ ทำให้ 2 ประเทศรวมเข้าด้วยกันในนามของประเทศเวียดนามที่มีการปกครองระบอบสาธารณรัฐสังคมนิยมที่ปกครองด้วยพรรคคอมมิวนิสต์ ดั่งเช่นการปกครองของเวียดนามเหนือ











   
 
   
copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ คลิก