รวมภาพท่องเที่ยวเมืองฮานอย ภาพจากทริปฮานอย ภาพชุดอ๋าวหญ่าย สามล้อซิคโล่ ซิกโล่ สาวเวียดนาม ภาพสาวๆเวียดนาม ภาพหุ่นกระบอกน้ำ ภาพนาข้าวเวียดนาม ภาพทุ่งนา รวมภาพอ่าวฮาลอง ฮาลองเบย์
เที่ยวทะเลสาบฮาลองเบย์ อาหารซีฟู้ดเวียดนาม ภาพอาหารเวียดนาม กินอาหารเวียดนาม ภัตตาคารเวียดนาม ภาพขี่จักรยานในเวียดนาม ภาพจราจรเวียดนาม ภาพท้องถนนในเวียดนาม การจราจรในเมืองฮานอย
     
 
     Photoontour โฟโต้ออนทัวร์
Home : Outbound tour : Hanoi 4     
 
 
             
 
 
 
 
 
 
Outbound Trip ภาพท่องเที่ยวในต่างแดน
 
 
  คลิกเลือกชมภาพจากทริป ฮานอย ประเทศเวียดนาม ได้จากภาพข้างล่าง
The End
ฮานอย
นาข้าว
ฮาลองเบย์
สามล้อซิกโล่
 
 

Hanoi ฮานอย ตอนที่ 4
(เดินทาง กันยายน 50)



เที่ยวฮานอย เมืองหลวงของประเทศเวียดนาม เดินทางมาถึงตอนที่ 4 หรือได้มาถึงประมาณครึ่งทางแล้ว ยังเหลืออีกราว 4-5 ตอน ก็น่าจะจบ

ฮานอย หากดูตามโปรแกรมท่องเที่ยวของบริษัททัวร์ต่างๆแล้วก็อาจไม่แตกต่างกันนัก หรือแทบจะเหมือนกันทุกอย่าง ส่วนราคาที่แตกต่างกันน่าจะเป็นเรื่องโรงแรมที่พัก 3 ดาว หรือ 4 ดาว เรื่องสายการบินก็มีทั้งโลวค๊อส หรือสายการบินไทย รวมทั้งร้านอาหาร ว่าจะเอาระดับไหน ค่าทัวร์ถูกหรือแพงก็จะแตกต่างเพียงไม่กี่อย่าง ส่วนโปรแกรมท่องเที่ยวนั้นจะเหมือนๆกันหมด

ความแตกต่างยังหมายถึงการให้บริการของแต่ละบริษัท ที่มีมาตรฐานต่างกัน ความหมายของการบริการรวมถึงไกด์ไทย และไกด์เวียดนาม จากบริษัทท่องเที่ยวของเวียดนาม ที่เรียกกันทั่วไปว่าแลนด์ ( Land Operator) ความหมายก็คือ ผู้ให้บริการในต่างประเทศ หรือเอเยนต์ทัวร์

เรื่องแลนด์ก็สำคัญ เพราะการท่องเที่ยวในต่างประเทศนั้น แทบจะเรียกได้ว่าเป็นความรับผิดชอบของแลนด์ หรือไกด์ในต่างแดนทั้งสิ้น ไกด์ไทยที่ไปกับคณะก็ทำหน้าที่ดูแลรับผิดชอบดูแลในเรื่องทั่วๆไป แลนด์มีระดับจะมีไกด์ที่มีคุณภาพ การจัดหาโรงแรมที่พัก การบริการรถรับส่ง และแก้ปัญหาต่างๆได้ดีกว่า

โปรแกรมการท่องเที่ยวในต่างประเทศที่เราเห็นๆกันตามบรัวชัวร์ แลนด์จะเป็นผู้กำหนด ไม่ต่างกับมีสินค้า(บริการ) ที่นำมาเสนอขายให้กับบริษัททัวร์ในไทย ข้อมูลของสถานที่ท่องเที่ยว รวมทั้งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ก็มาจากแลนด์ในต่างประเทศทั้งสิ้น

ฮานอยเมืองหลวงของเวียดนาม คนไทยมาเห็นอาจแปลกใจว่าเป็นเมืองที่ไม่ค่อยเจริญ (เหมือนกับที่คิด) บ้านเมืองดูไม่ค่อยเรียบร้อย ความสกปรกมีให้เห็นอยู่ทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นท้องถนนหรือในชุมชน บนท้องถนนส่วนใหญ่มีแต่มอเตอร์ไซด์และจักรยาน ส่วนรถเก๋งที่เห็นจะเป็นรถแท๊กซี่ หรือรถเช่าสำหรับบริการนักท่องเที่ยว นอกนั้นก็จะเป็นรถของเจ้าหน้าที่จากองค์กรต่างประเทศ

คนเวียดนามน้อยคนนักที่จะมีรถเก๋งส่วนตัวใช้ ถึงมีก็อาจหาที่จอดลำบากเนื่องจากพื้นที่มีจำกัด กฏหมายของเวียดนามห้ามจอดตามริมถนนสายหลักๆ หากจะจอดก็ไปหาที่จอดตามซอกซอยกันเอาเอง

ทั้งนี้ก็ต้องบอกว่าเวียดนามพึ่งสร้างประเทศนับจากผ่านพ้นสงครามเวียดนาม ที่ทำเอาผู้คนต้องบอบช้ำและล้มตายกันเป็นจำนวนมาก หากย้อนประวัติศาสตร์ก็จะเห็นว่าเวียดนามมีปัญหาความวุ่นวายมาตั้งแต่สมัยที่ตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส ผู้นำกองทัพปลดแอก หรือโฮจิมินห์ ทำสงครามกู้ชาติกับฝรั่งเศสในศึกเดียนเบียนฟูจนได้รับชัยชนะ

หลังได้รับอิสรภาพ ประเทศเวียดนามในสมัยโฮจิมินห์ก็ต้องกลายเป็นประเทศสังคมนิยม(คอมมิวนิสต์) เช่นเดียวกับจีนโดยภาวะจำยอม เนื่องจากจีนคอมมิวนิสต์มีส่วนช่วยเหลือกองทัพปลดแอกในการสู้รบกับฝรั่งเศส โฮจิมินห์จึงกลืนไม่เข้า คายไม่ออก จนในที่สุดเวียดนามถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเทศ โฮจิมินห์ปกครองเวียดนามตอนเหนือ มีจีนคอมมิวนิสต์หนุนหลัง ส่วนเวียดนามใต้มีประธานาธิบดี โง ดินห์ เดียม เป็นผู้นำ โดยมีฝรั่งเศสและอเมริกาหนุนหลังเช่นกัน

โงห์ ดินห์ เดียม เป็นผู้นำที่นับถือศาสนาคริสต์ นิกายโรมันคาทอลิก มีความพยายามให้ชาวพุทธในเวียดนามที่มีจำนวนถึงเกือบร้อยละ 90 เปลี่ยนมานับถิอศาสนาคริสต์ ตามบัญชาจากกรุงวาติกัน ศูนย์กลางของคริสต์ศาสนา ต่อมาผู้นำเวียดนามออกกฏระเบียบมากมายที่เป็นการริดรอนสิทธิของประชาชนในการนับถือศาสนา และปฏิบัติต่อชาวพุทธเวียดนามด้วยวิธีการที่รุนแรง เช่นให้ตำรวจและทหารที่นับถือคริสต์ทำร้ายพระสงฆ์ที่ไม่ยอมปฏิบัติตามกฏระเบียบ หรือบุกทำลายข้าวของในวัด สั่งห้ามประกอบพิธีในวันสำคัญทางศาสนา หรือให้สิทธิ์ประชาชนที่นับถือศาสนาคริสต์มากกว่าผู้นับถือศาสนาพุทธ เช่นการสมัครเข้ารับราชการ

ความไม่พอใจได้ลุกลามกลายเป็นจราจล พระสงฆ์เผาตัวเองประท้วงกลางกรุงไซ่ง่อน จนเป็นข่าวโด่งดังไปทั่วโลกในสมัยนั้น

เวียดนามใต้ตอนนั้นมีปัญหาวุ่นวายมาก ทั้งการปกครองที่ไม่เป็นธรรมของรัฐบาล และภัยคอมมิวนิสตเวียดนามเหนือที่ถูกจีนครอบงำ

นายพล เหงียนเกากี ผู้นำคนใหม่จึงต้องร้องขอความช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกา จนกลายเป็นสงครามเวียดนาม
ที่กินเวลานานถึงยี่สิบกว่าปี นับจากปี พ.ศ. 2497

ปี พ.ศ.2519 เวียดนามรวมชาติเป็นหนึ่งเดียวอีกครั้งหนึ่ง พร้อมทำการฟื้นฟูประเทศขนานใหญ่ ในท่ามกลางความยากจนของคนทั้งประเทศที่มีประชากรมากกว่าไทยถึง 25 ล้านคน (ปี 52) เวียดนามเติบโตอย่างช้าๆ ชาวเวียดนามถูกปลูกฝังให้ลืมเหตุการณ์ในอดีต ลิมความบาดหมาง แบ่งเหนือ แบ่งใต้ และหันมาร่วมมือกับรัฐบาลเพื่อสร้างประเทศ

ความขยันขันแข็งที่เป็นคุณสมบัติของคนเวียดนาม ได้ฝ่าฟันให้พ้นจากความยากจนมาได้ระดับหนึ่ง โดยยึดนโยบาย ประหยัด สมถะ สนใจใฝ่ศึกษา ตามแบบอย่างของอดีตผู้นำโฮจิมินห์ ที่เคยปลูกฝังมาในอดีต

เศรษฐกิจเวียดนามเติบโตเร็วมากในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา แต่ถึงกระนั้นพื้นฐานทางเศรษฐกิจของเวียดนามก็ยังห่างไกลกับไทยค่อนข้างมาก ไทยเติบโตและมีความแข็งแกร่งมั่นคงมานานหลายปีแล้ว แต่เวียดนามพึ่งจะเริ่ม ความรู้ความสามารถของคนไทยในสาขาต่างๆก็พัฒนาล้ำหน้าจนยากที่เวียดนามจะตามทัน

ข่าวสารในด้านต่างๆจากเวียดนามทำเอาคนไทยไม่น้อยกลัวว่าเวียดนามกำลังจะแซงไทย แต่ข้อเท็จจริงนั้นตรงกันข้าม ยิ่งใครมีโอกาสมาเห็นประเทศเวียดนามกับตาแล้วต้องบอกว่า ประเทศไทยเราก้าวล้ำหน้าเวียดนามไปมาก โดยเฉพาะเรื่องสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่เวียดนามยังไม่พร้อมในหลายๆด้าน ต้องใช้งบประมาณอีกมากมาย และใช้เวลาอีกยาวนานกว่าจะก้าวมาเท่าทันกับไทย

ประเทศไทยก้าวมาสู่ยุคของรัฐสวัสดิการที่ค่อนข้างชัดเจนในระยะหลายๆปีมานี้ เช่นมีการกำหนดค่าแรงขั้นต่ำ มีสวัสดิการทางสังคม เช่นการประกันสังคมของผู้ที่มีรายได้ประจำ มีเงินชดเชยเมื่อออกจากงาน รักษาพยาบาลฟรีในโรงพยายาลที่เป็นเครือข่ายประกันสังคม ส่วนข้าราชการก็มีบำนาญ พนักงานรัฐวิสาหกิจมีโบนัสหลังเกษียณ ทางภาคการเกษตรรัฐบาลมีการประกันราคาพืชผลทางการเกษตรหลายชนิด ไม่ได้รับประกันแต่ข้าวเปลือกเพียงอย่างเดียว หากพืชผลเได้รับความเสียหายจากภัยธรรมชาติรัฐบาลก็มีเงินชดเชยให้ หรือกู้เงินจาก ธกส. ดอกเบี้ยต่ำ

ทางด้านกฏหมายเกี่ยวกับธุรกิจ เราก็มีการกฏหมายออกมามากมาย ตัวอย่างเช่นกฏหมายสิ่งแวดล้อม กฏหมายที่ใช้บังคับกับธุรกิจ หรือโรงงานอุตสาหกรรม เช่นเขตพื้นที่ตั้งโรงงาน แบ่งแยกระหว่างพื้นที่อยู่อาศัยกับพื้นที่ก่อสร้างโรงงานที่อาจมีผลกระทบต่อชุมชน เรามีนิคมอุตสาหกรรม มีความเข้มงวดในเรื่องมลภาวะ เรามีกฏหมายปกป้องชุมชน ปกป้องสิ่งแวดล้อม เราสามารถฟ้องร้อง และเรียกร้องความเสียหายจากผู้ประกอบการณ์ได้ เช่นชาวบ้านที่ตำบลแม่เมาะ ลำปาง ศาลพิพากษาให้โรงไฟฟ้าลิกไนท์จ่ายเงินชดเชยให้ชาวบ้านคนละเป็นแสนๆ

เรามีกฏหมายกฏหมายที่เกี่ยวกับสิทธิชุมชนออกมาหลายฉบับ เช่นให้ทำประชาพิจารณ์ ก่อนที่ภาครัฐหรือเอกชนจะดำเนินการใดๆที่อาจมีผลกระทบต่อชุมชน และสิ่งแวดล้อม

ทั้งหมดนี้เรามีแล้ว แต่เวียดนามแทบจะไม่มี ดังนั้นที่บอกว่า เวียดนามกำลังจะแซงไทย ก็เป็นเรื่องที่สื่อคาดการณ์กันเอาเองทั้งนั้น

สิ่งที่กล่าวมานี้บางเรื่องประเทศไทยมีมานาน และกำลังจะมีเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ หรือตามความเจริญของประเทศ แต่เวียดนามยังตรงกันข้ามกับไทยในหลายๆเรื่อง ยังเดินมาไม่ถึงจุดนี้

เวียดนามในปี 2550 ประชาชนส่วนใหญ่ยังใช้ชีวิตแบบประหยัด พอเพียง และเป็นความพอเพียงที่ปฏิบัติกันทั้งประเทศโดยไม่ต้องมีการรณรงค์ มอเตอร์ไซด์ราคาแพงๆที่นำเข้าจากไทย เป็นความฝันของคนเวียดนามในยุคนี้ คนเวียดนามส่วนใหญ่มองประเทศไทย หรือมองคนไทยในด้านบวก อยากให้เวียดนามมีความเจริญและมีสิ่งอำนวยความสะดวกทางด้านสาธารณูปโภคเหมือนประเทศไทย

ไทยเราพัฒนามาตามลำดับ หลายคนอาจจะลืมอดีตที่เคยอยู่กันอย่างประหยัดเมื่อหลายสิบปีก่อน หรือย้อนไปในยุคเผด็จการทหาร

คนไทยในสมัยนั้นไม่ค่อยกล้ามีเรื่องมีราวกับตำรวจและทหาร ไม่เช่นนั้นอาจโดนเก็บ โดนตืบกันง่ายๆ ต่างกับปัจจุบัน ที่กำลังสำลักกับคำว่าประชาธิปไตย ต่างอ้างสิทธิกันเต็มที่ ใครนึกอยากจะปิดถนนสีลม ปิดสี่แยกราชประสงค์ก็ทำกันได้ง่ายๆ รัฐบาลก็ไม่กล้าทำอะไร จนถึงวันนี้ (6 เมย.53) นายกฯอภิสิทธิ์ยังมัวพลิกกฏหมายจนหัวปั่นหัวฟู ว่าจะใช้วิธีนุ่มนวลกับพวกเสื้อแดงด้วยวิธีใดบ้าง ทำเหมือนกับว่าพวกเสื้อแดงเป็นลูกรักหัวแก้วหัวแหวน

แต่เวียดนามในปี 52 บรรยากาศทางการเมืองและสังคมคล้ายๆกับเมืองไทยในยุคเผด็จการเมื่อหลายสิบปีก่อน ประชาชนกลัวเกรงรัฐบาล กลัวตำรวจ กลัวทหาร จะกลัวแบบหัวหดหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ รู้แต่ว่าประชาชนไม่กล้าทำผิดกฏหมาย เพราะภัยมืดยังมีอยู่ทั่วไป หากเกิดกับใครแล้วจะไปเรียกร้องก็คงไม่มีใครช่วยเหลือได้ บางครั้งก็อาจตายฟรี

ยกตัวอย่างเรื่องหมวกกันน๊อค

เวียดนามมีมอเตอร์ไซด์หลายสิบล้านคัน มากกว่าไทยหลายเท่า แต่พอรัฐบาลออกกฏหมายบังคับให้ทุกคนต้องสวมหมวกกันน๊อคตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2551 เป็นต้นไป คนเวียดนามทั้งประเทศก็พร้อมใจกันปฏิบัติโดยไม่บิดพริ้ว

ถามว่าคนเวียดนามเป็นคนพูดง่าย และให้ความร่วมมือด้วยดี ก็คงไม่ไช่

ความจริงก็คือว่า กลัวตำรวจจับ กลัวถูกซ้อม กลัวถูกเก็บ ฯลฯ กฏหมายประเทศเวียดนามจึงมีความศักดิ์สิทธิ์กว่าประเทศไทยหลายเท่า

ส่วนการบังคับใช้กฏหมายของไทยในเรื่องเดียวกันนี้ มีปัญหากันตั้งแต่ยังไม่ได้ตราเป็นกฏหมาย

หากจำกันได้ในสมัยรัฐบาล พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นนายกรัฐมนตรี ปรากฏว่า สิงห์มอเตอร์ไซด์ในต่างจังหวัดไม่เห็นด้วย ฝ่ายค้านในสภาก็ออกมาวิจารณ์รัฐบาล หาว่ามีส่วนได้เสียกับบริษัทฯที่ผลิตหมวกกันน๊อค ในที่สุดต้องเลื่อนบังคับใช้ไปอีก 180 วัน หรือ 6 เดือน สำหรับในต่างจังหวัด

คนเวียดนามเข้าใจและปฏิบัติตามกฏหมายโดยไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ ส่วนคนไทยไม่ค่อยยอมรับกันง่ายๆ มักจะมากเรื่อง ทำตัวเป็นพวกหัวหมอ เอะอะก็ประท้วง ไม่ยอมรับ อย่างโน้นอย่างนี้ บางครั้งก็ทำให้สังคมวุ่นวาย

บางคนก็บอกว่า " เรื่องของหัวกู กูจะตายก็เรื่องของกู ตายทั้งที สมองกระจายเละนองถนนแบบนี้แหละ กูชอบ "

หากเป็นประเทศเวียดนามแล้วใครไม่ปฏิบัติก็รับรองว่า โดนตำรวจตบกระบาลกลิ้งไปนานแล้ว

เวียดนามเป็นประเทศประชาธิปไตย แต่ต้องใส่หมายเหตุว่า เป็นประชาธิปไตยแบบเผด็จการ และบริหารโดยพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามเพียงพรรคเดียว (เช่นเดียวกับประเทศจีน)

ส่วนประชาธิปไตยบ้านเราตอนนี้เรียกว่ากำลังคลุกฝุ่นอย่างเมามันส์ แดงทั้งแผ่นดิน คนเวียดนามเห็นข่าวจากบ้านเราแล้ว ต่างหัวเราะเยาะว่าคนไทยทะเลาะกันเหมือนหมา ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าเป็นความจริง แต่อีกราว 20 – 30 ปี เชื่อว่า เวียดนามก็อาจเจริญรอยตามแบบไทย (ทะเลาะเหมือนหมาเช่นเดียวกัน)

เมื่อประเทศเวียดนามเจริญขึ้น มีความเป็นอยู่ดีขึ้น เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ณ วันนั้น คนเวียดนามอาจเรียกร้องประชาธิปไตยเหมือนกับที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศไทยในขณะนี้ก็เป็นได้

บ้านเราวันนี้เวลานี้มีหลายสีหลายพวก ต้องถือว่าเป็นปรากฏการณ์ทางประชาธิปไตย ซึ่งคนไทยชอบเรียนรู้ประชาธิปไตยกันบนท้องถนน มากกว่าที่จะศึกษาจากตำรับตำรา หรือใช้ปัญญาขบคิด

เป็นเรื่องปกติครับ ต้องอดทนกันหน่อย ลมร้อนวูบมา แล้วก็วูบไป แม้แต่ประเทศที่เจริญกว่าไทย ทั้งยุโรปและเอเชีย ก็ผ่านเหตุการณ์แบบนี้มาแล้วทั้งนั้น เพราะนี่คือถนนสายประชาธิปไตย ต้องผ่าน ต้องเจอ เหมือนกันหมดทุกประเทศ

หลายคนตั้งคำถามว่า เมื่อไหร่จะจบสักที ก็ตอบแบบไม่แน่ใจว่า ถ้าทักษิณฯเป็นมะเร็งตาย หรือตายโหงตายห่าไปจากโลกนี้ เมื่อนั้นเรื่องทั้งหลายอาจคลี่คลาย สาเหตุก็เพราะไม่มีใครมาจ่ายเงินค่าประท้วงให้พวกเสื้อแดง

พูดแบบสรุปก็คือว่า แดงทั้งแผ่นดิน ก็เพราะมีน้ำหล่อเลี้ยงเท่านั้นเอง เงินหมดก็ประท้วงกันไม่เป็นครับ คนไทยฉลาดจะตาย มีทักษิณเท่านั้นที่โง่อยู่คนเดียว และโง่จริงๆด้วย

มีเงินนับแสนล้าน แต่ต้องมาตกนรกในบั้นปลายชีวิต เพราะที่ผ่านมาทำบาปไว้มาก โกงชาติ โกงแผ่นดิน หมื่นเบื้องสูง เรียกกันว่าเป็นบาปหนัก หรือ อนันตริยกรรม ชีวิตที่ไม่มีแผ่นดินอยู่ ต้องเร่ร่อนไปอาศัยอยู่ในประเทศต่างๆ ชีวิตนี้ลำบากยิ่งกว่าหมากลางถนน


ทักษิณ ชินวัตร คนบาปหนา คนชั่วช้าจริงๆ


สรุปว่า เวียดนามตอนที่ 4 เขียนเรื่องสัพเพเหระจนลืมเรื่องการท่องเที่ยว เอาไว้ตอนที่ 5 อาจมีอารมณ์เขียนมากกว่านี้ วันนี้ไม่ไหวครับ อากาศมันร้อนจริงๆ




โฟโต้ออนทัวร์
6 เมษายน 2553




ข้อมูลเมืองฮานอย เมืองหลวงของประเทศเวียดนาม

ฮานอย แปลว่า: "แม่น้ำภายใน"

ภูมิศาสตร์

พื้นที่: ปากแม่น้ำแดง
เนื้อที่: 3,344.7 ตาราง กม.

ประชาชน
ประชากร: 6,232,940

ชนชาติ
เวียต (Viet), ฮัว (Hoa)


ฮานอย (ภาษาเวียดนาม: อักษรกว๊กหงือ (quoc ngu) อักษรจื๋อโนม (chu nom) เป็นเมืองหลวงของประเทศเวียดนาม มีประชากรประมาณ 4,100,000 คน (พ.ศ. 2547)ในอดีตเคยเป็นเมืองหลวงของเวียตนามเหนือระหว่าง พ.ศ. 2497 ถึง พ.ศ. 2519 และก่อนหน้านั้นเคยเป็นเมืองหลวงของพื้นที่เวีตนามในปัจจุบันเป็นครั้งคราวตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 11 จนถึง พ.ศ. 2345 ฮานอยตั้งอยู่บนฝั่งขวาของแม่น้ำแดง อุตสาหกรรมในเมืองคือเครื่องจักร, ไม้อัด สิ่งทอ, สารเคมี และงานหัตถกรรม

เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2551 ได้มีการขยายเขตกรุงฮานอยไปอีก โดยครอบคลุมบริเวณมากกว่าเดิมถึง 3 เท่า เพื่อรองรับการเติบโตของเมือง และเมื่อถึงเดือนตุลาคม 2553 ก็จะครบวาระ 1000 ปีการสถาปนาเมือง

ประวัติศาสตร์

"ฮานอย" หมายถึงตอนต้นของแม่น้ำ ตั้งอยู่ตอนต้นอยู่บนลุ่มแม่น้ำแดง ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์ลี้สถาปนาขึ้นเป็นเมืองหลวงในปี พ.ศ. 1553 โดยใช้ชื่อว่า"ทังลอง" แปลว่า "มังกรเหิน" จนกระทั่ง พ.ศ. 2345 กษัตริย์ราชวงศ์เหงียนได้ย้ายเมือหลวงไปอยู่เมือง "เว้" เมื่อตกเป็นส่วนหนึ่ของอินโดจีนของฝรั่งเศส ฮานอยจึงกลับมาเป็นเมืองหลวงอย่างเป็นทางการอีกครั้งใน พ.ศ. 2430 ภายหลังได้รับเอกราชในปี พ.ศ. 2489 ดินแดนเวียดนามแยกออกเป็นสองประเทศ โดยฮานอยเป็นเมืองหลวงของเวียดนามเหนือ เมื่อรวมประเทศใน พ.ศ. 2519 จึงเป็นเมืองหลวงหนึ่งเดียวของเวียดนามในปัจจุบัน






แผนที่ประเทศเวียดนาม/ตำแหน่งเมืองฮานอย (คลิกที่ภาพ) แผนที่อ่าวฮาลอง (คลิกที่ภาพ)










สถานที่ท่องเที่ยวในฮานอย Hanoi Travel Guide


 ถนน 36 สายอาชีพ (The 36 Ancient Street)

 โรงละครหุ่นกระบอกน้ำ (Water Puppet Show)

 ทะเลสาบฮว่านเกี๋ยม (Ho Hoan Kiem หรือ ทะเลสาบคืนดาบ)

 วัดหง็อกเซิน ( Ngoc Son หรือ วัดเนินหยก)

 พิพิธภัณฑ์การปฏิวัติ ( Museum of Vietnamese Revolution)

 พิพิธภัณฑ์ศิลปกรรม ( Fine Arts Museum)

 พิพิธภัณฑ์ทหาร ( Army Museum)

 สุสานของโฮจิมินห์ (Ho Chi Minh’ s Mausoleum)

 พิพิธภัณฑ์โฮจิมินห์ (Ho Chi Minh Museum)

 โรงละครฮานอย ( Hanoi Opera House)

 พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ ( History Museum)

 ตลาดดงซวน (Dong Xuan)

 โบสถ์เซนต์โจเซฟ (St Joseph Cathedral)




เวียดนามเหนือ


หรือชื่ออย่างเป็นทางการว่า สาธารณรัฐประชาธิปไตยเวียดนาม คือประเทศที่เกิดจากการรวมของจังหวัดตังเกี๋ยและอันนามของฝรั่งเศส ประกาศก่อตั้งเมื่อวันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2488 ( ค.ศ. 1945) โดยประธานาธบดีโฮจิมินห์ ตั้งอยู่บริเวณครึ่งบนของประเทศเวียดนามในปัจจุบัน

ประวัติ

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลงในปี พ.ศ. 2488 เวียดนามได้ประกาศที่จะต่อสู้เพื่อให้เวียดนามหลุดพ้นจากสภาพการเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสอย่างเปิดเผย ด้วยความต้องการที่จะเป็นเอกราช จึงได้มีการสู้รบกันอย่างหนักเป็นเวลานานถึง 8 ปี จนกระทั่งกองกำลังเวียดมินห์ ของพรรคนิยมคอมมิวนิสต์เวียดนามสามารถโจตีป้อมปราการสำคัญของฝรั่งเศส ที่เดียนเบียนฟูแตกลงในวันที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2497

วิกฤตการณ์สงครามครั้งนั้นมีทางที่จะรุกรานจนกลายเป็นสงครามระหว่างประเทศ ฝรั่งเศสยอมรับความปราชัยและต้องสงบศึก ด้วยเหตุนี้จึงได้มีการลงนามใน “ อนุสัญญาเจนีวา พ.ศ. 2497 ” ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ มีผลให้เวียดนามถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ เวียดนามเหนือ และเวียดนามใต้ โดยมีเส้นขนานที่ 17 องศาเหนือเป็นเส้นแบ่งเขตเวียดนามเหนือ ยึดถือการปกครองแบบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ ภายใต้การนำของโฮจิมินห์

ต่อมา เมื่อมีความพยายามที่จะรวมเวียดนามทั้งสองส่วนเข้าด้วยกัน เวียดนามเหนือจึงได้ส่งกำลังกองโจรเวียดกงเข้าก่อกวนและแทรกซึมเข้าไปในเวียดนามใต้อย่างต่อเนื่อง โดยแฝงเข้ามาในลักษณะผู้ลี้ภัยและผู้อพยพ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2498 เรื่อยมา จากนั้นได้มีการปฏิบัติรุกรานด้วยอาวุธ และกำลังทหารอย่างรุนแรง ตลอดจนโฆษณาชวนเชื่อชักจูงใจราษฎรเวียดนามใต้ซึ่งได้ผลเป็นอย่างดี ประกอบการดำเนินการนโยบายด้านการบริหารประเทศของรัฐบาลเวียดนามใต้ประสบความล้มเหลว จึงไม่สามารถต่อต้านได้เพียงลำพังตนเอง และได้ร้องขอความช่วยเหลือจากมิตรประเทศฝ่ายโลกเสรี

เมื่อปี พ.ศ. 2508 เวียดนามใต้ตกอยู่ในจุดล่อแหลมที่สุดจนรัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้ส่งกำลังทหารเข้าไปปฏิบัติการในเวียดนามใต้ พร้อมด้วยกำลังทหารของพันธมิตรอีก 6 ประเทศ คือ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สเปน ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ และประเทศไทย ซึ่งผลออกมาก็คือการพ่ายแพ้ของสหรัฐฯ ทำให้ 2 ประเทศรวมเข้าด้วยกันในนามของประเทศเวียดนามที่มีการปกครองระบอบสาธารณรัฐสังคมนิยมที่ปกครองด้วยพรรคคอมมิวนิสต์ ดั่งเช่นการปกครองของเวียดนามเหนือ











   
 
   
copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ คลิก