รวมภาพท่องเที่ยวเมืองฮานอย ภาพจากทริปฮานอย ภาพชุดอ๋าวหญ่าย สามล้อซิคโล่ ซิกโล่ สาวเวียดนาม ภาพสาวๆเวียดนาม ภาพหุ่นกระบอกน้ำ ภาพนาข้าวเวียดนาม ภาพทุ่งนา รวมภาพอ่าวฮาลอง ฮาลองเบย์
เที่ยวทะเลสาบฮาลองเบย์ อาหารซีฟู้ดเวียดนาม ภาพอาหารเวียดนาม กินอาหารเวียดนาม ภัตตาคารเวียดนาม ภาพขี่จักรยานในเวียดนาม ภาพจราจรเวียดนาม ภาพท้องถนนในเวียดนาม การจราจรในเมืองฮานอย
   
 
     Photoontour โฟโต้ออนทัวร์
Home : Outbound tour : Hanoi 5     
 
 
             
 
 
 
 
 
 
Outbound Trip ภาพท่องเที่ยวในต่างแดน
 
 
  คลิกเลือกชมภาพจากทริป ฮานอย ประเทศเวียดนาม ได้จากภาพข้างล่าง
The End
ฮานอย
นาข้าว
ฮาลองเบย์
สามล้อซิกโล่
 
 

Hanoi ฮานอย ตอนที่5
(เดินทาง กันยายน 50)



ทริปฮานอยตอนที่ 5 นี้  จะพาไปชิมอาหารเวียดนามขนานแท้ๆ คิดว่ากรุ๊ปทัวร์จากเมืองไทยคงมีโอกาสมาลิ้มลองชิมรสกันทุกคณะ  เพราะเป็นร้านที่ขึ้นชื่อ และอาหารเวียดนามก็เป็นที่ชื่นชอบของคนไทยอยู่แล้ว โดยเฉพาะคนที่ชอบทานผัก

ร้านนี้เป็นร้านใหญ่จุผู้คนได้เป็นจำนวนหลายร้อยคน  ดูท่าทางแล้วน่าจะมีกรุ๊ปทัวร์ของต่างชาติมาใช้บริการกันมาก ทั้งจีนและไทย   เรียกว่าพอใกล้เที่ยง  บริเวณแถวๆนี้จะคับคั่งไปด้วยรถนักท่องเที่ยว ทั้งกรุ๊ปเล็กที่มากับรถตู้หรือกรุ๊ปใหญ่ที่มากับรถบัส  ถนนแถวนี้ก็คับแคบ จะเข้าจะออกแต่ละทีก็โกลาหลพอสมควร  ซึ่งภาพเช่นนี้หาได้ไม่ง่ายนักสำหรับร้านอาหารหรือภัตตาคารในประเทศเวียดนาม 

ร้านนี้มีชื่อว่า  SEN (น่าจะอ่านเป็นภาษาเวียดนามว่า เส็น )  เมื่อเข้ามาก็เจอบรรยากาศแบบเวียดนาม  โดยเฉพาะอาคารแบบเปิดโล่งทรงสูงขนาดใหญ่  มีโคมไฟสีเหลืองๆประดับให้ดูมีสีสัน  แต่ที่แปลกก็คือว่าเป็นอาคารที่สร้างด้วยหวายทั้งหมด  ทีแรกนึกว่าสร้างด้วยไม้ใผ่ตามสไตล์ชนบทหรือแบบชาวบ้านๆ  แต่พอดูภาพจากคอมพิวเตอร์พร้อมกับซูมขยายให้เห็นรายละเอียด ปรากฏว่าเป็นไม้หวายที่ดูเผินๆนึกว่าไม้ใผ่ ตัวเสาก็ใช้หวายหลายๆต้นมัดรวมกันเพื่อให้เกิดความแข็งแรง  ส่วนหลังคาก็ใช้หวายมาทำเพดานให้โค้งเป็นรูปวงกลม

คนไทยที่เข้าไปนั่งในร้านนี้  ส่วนใหญ่คงไม่สังเกต เพราะดูผ่านๆก็คงบอกว่าสร้างด้วยไม้ใผ่  เพราะคล้ายกันมาก  และคงจะสนใจกับอาหารการกินมากกว่าที่จะสนใจสิ่งที่อยู่รอบด้าน

เรื่องหวาย ( Rattan) คงต้องบอกว่ามีมากในประเทศเวียดนาม  และน่าจะราคาถูก  อีกทั้งเป็นหวายที่มีลำต้นสวยงาม  คล้ายไม้ใผ่สีเหลืองที่มีลำต้นตรง  เมื่อนำมาประดับบ้านและอาคาร  รวมทั้งทำเป็นเฟอร์นิเจอร์  ทำให้ดูมีคุณค่า 

ใครสนใจเฟอร์นิเจอร์หวาย แนะนำให้มาดูที่เวียดนาม  เห็นแล้วอาจตกใจว่ามีมากมายกันจริงๆ

บ้านเราใครมีชุดรับแขกที่ทำด้วยหวาย  คงต้องบอกว่าเป็นคนที่มีรสนิยม เพราะสมัยนี้ชุดหวายแต่ละชุดแต่ละชิ้นนั้น ราคาแพงเอามากๆ  ยิ่งเป็นงานฝีมือด้วยแล้วยิ่งไม่ต้องพูดถึง

เมื่อราว 20-30 ปีก่อน จำได้ว่างานประเภทหวายจะมีขายกันมากในงานนิทรรศการของกรมราชทัณฑ์ที่สวนอัมพร   เมื่อหวายหมดป่าก็มาเปลี่ยนมาเป็นเฟอร์นิเจอร์ไม้หรือไม้สัก  ไม้หมดป่าก็มาเป็นแบบผสมผสานระหว่างเหล็กกับไม้  แต่ปัจจุบัน งานราชทัณฑ์กลายเป็นงานเล็กๆ  หรืออาจหายสาบสูญไปแล้วก็เป็นได้  ทุกวันนี้ก็ไม่เคยได้ยินอีกเลย

เมืองไทยไม้หวายคงหมดไปจากป่าหรืออาจมีน้อยเต็มที   แต่เวียดนามยังมีมากมาย  แม้แต่ตามโรงแรม 3 ดาว 4 ดาว ก็เห็นนำไปตกแต่งตามล็อบบี้กันอย่างสวยงาม  เช่นเฟอร์นิเจอร์ในมุมรับแขก  เค้าท์เตอร์ แม้แต่ในห้องพักก็มีแต่พวกหวาย  โต๊ะ ตู้ เตียง โคมไฟ ฯลฯ  ทำด้วยหวายทั้งหมด 

ใครที่เป็นแฟนพันธ์แท้เรื่องหวาย  คงต้องติดตามในทริปเวียดนาม-ถ้ำฟองญา ซึ่งจะเป็นตอนใหม่  ในชุดนั้นจะเห็นภาพโรงแรมที่นำหวายมาตกแต่งกันอย่างจุใจ  จนแทบไม่น่าเชื่อว่า  สามารถนำไปทำสิ่งต่างๆให้เกิดคุณค่าได้มากมาย   แม้แต่โคมไฟระย้าขนาดใหญ่กลางห้องโถงของโรงแรมก็ยังทำด้วยหวาย 

สนใจก็ต้องรอชมในทริปนั้นนะครับ  เรื่องราวของเวียดนาม  ยังไม่จบง่ายๆ  มีภาพและสาระเรื่องราวอีกมากที่จะค่อยๆทะยอยนำมาเสนอในโอกาสต่อไป

แต่ตอนนี้  หิวแล้วละครับ  แต่ก่อนจะไปหยิบจานหยิบช้อนก็ขอถ่ายถ่ายภาพไว้เป็นที่ระลึกกันหน่อย  เพราะแต่ละซุ้ม แต่ละโซน ดูลานตาน่าทานไปหมด 

ร้าน SEN ได้ยินว่าเป็นร้านที่มีชื่อของฮานอย  เป็นร้านอาหารแบบบุฟเฟท์   หากมาเองราคาต่อหัวรู้สึกว่าค่อนข้างแพง  แต่ถ้ามากับกรุ๊ปทัวร์แล้วคงเป็นราคาพิเศษ 

บรรยากาศในร้านก็ทำแบบที่คนไทยทั่วไปคุ้นเคย หรือ หากใครเคยไปทานในร้าน โออิชิ ของเสี่ยตัน ก็พอจะเห็นภาพ   ที่มีทั้งอาหารบุฟเฟท์หลากหลายชนิด และยังมีประเภททำกันสดๆ ทั้งปิ้งย่าง  ผัดๆ  ต้มๆ แบบยืนคอย

อาหารที่ปรุงแบบสดๆ  ส่วนใหญ่เป็นประเภท เฝอ หรือก๋วยเตี๋ยวเวียดนาม  ที่มีหลากหลายรูปแบบจนจำไม่ค่อยได้  นอกจากนี้ยังอาหารทะเลซีฟู๊ด ปิ้งย่างกันสดๆ  แต่คิวอาจยาวหน่อย

ถ่ายภาพลำบาก  เพราะคนมากจริงๆ  คนเวียดนามเองก็ไม่น้อย  แสดงว่าเป็นร้านที่คนเวียดนามให้ความสนใจไม่แพ้นักท่องเที่ยวต่างชาติ

ร้านนี้เค้าแบ่งพื้นที่ออกเป็นหลายๆโซน  นักท่องเที่ยวก็อยู่โซนหนึ่ง  คนเวียดนามก็อยู่ในอาคารแบบจีน  พวกที่จัดงานเลี้ยงก็มีอีกที่หนึ่ง ไม่ปะปนกัน  เห็นแล้วก็ต้องบอกว่าเจ้าของรวยเละ

ร้อยละ 80 ของอาหารที่ให้บริการนักท่องเที่ยวเป็นสไตล์เวียดนามทั้งหมด อาหารแบบนานาชาติก็มีบริการบ้างสำหรับผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับอาหารท้องถิ่น หรืออาจชอบทานแบบผสมผสาน

ขนมเบื้องญวนของแท้ที่นี่ก็มีและทำกันสดๆ   ประเภทปากหม้อก็มาก ยืนดูเค้าทำจนเพลิน ยิ่งพวกก๋วยเตี๋ยวหรือเฝอยิ่งไม่ต้องพูด  สารพัดผัก  สารพัดเครื่องปรุง  ชิมกันไปปรุงกันไป ก็มั่วๆกันตามอารมณ์ น้ำจิ้ม น้ำราด บางอย่างก็ไม่รู้จัก

น่าทานทั้งนั้นครับ  ของมีมากจนต้องวางแผนว่าท้องขนาดเรานี้จะใส่อะไรลงไปมันจึงจะคุ้ม  ไม่เช่นนั้นเสียดายแย่เลย  ของดีๆ ของอร่อยๆ  อาจไม่มีโอกาสได้ทาน  เพราะอิ่มเสียก่อน


ถ่ายรูปก่อนกิน  ทำให้มีโอกาสเห็นอาหารเกือบทุกชนิด  ขณะเดียวกันก็วางแผนไว้ในใจแล้วว่าจะทานอะไรบ้าง  แต่ไม่ไหวครับ  ความโลภมันมี  จึงรู้สึกอยากทานไปหมดทุกอย่าง
 
ในที่สุดก็ต้องใช้วิธีชิมอย่างละนิดละหน่อย  อะไรอร่อยก็ตักเพิ่ม  แบบนี้พอไหว  เรียกว่าลุกนั่งลุกเดินกันแบบไม่ติดโต๊ะ  เพราะลุกไปตักบ่อยมาก ราว 5 -6 เที่ยวน่าจะได้  แต่ก็ถือว่าทานได้หลากหลาย  แถมยังเหลือท้องให้ตบท้ายด้วยขนมหวานของเวียดนามอีกนิดหน่อย

นึกในใจว่า  หากมีร้านอาหารเวียดนามแบบนี้มาตั้งในกรุงเทพแล้วก็รับรองว่า  คนตรึมแน่  เพราะรสชาติแบบนี้คนไทยทานได้อยู่แล้ว  ยิ่งโฆษณาว่าเป็นผักปลอดสารพิษ และไม่มีผงชูรส ก็รับรองว่าขายดีแน่นอน

ทานไปจนแน่นท้อง แต่หากใครจะถามว่ามีอะไรอร่อยบ้าง  คงตอบไม่ถูกครับ 

แต่ภาพรวมๆแล้วก็ถูกปากคนไทยเป็นส่วนใหญ่  จะมีปัญหาบ้างก็พวกมากเรื่องมากราว กินยาก อยู่ยาก  ชาวบ้านชาวเมืองต่างลงความเห็นว่า  อร่อยจนติดใจ  แต่ก็ยังมีบางคนที่บอกเฉยๆ  งั้นๆ

นึกในใจว่าพวกนี้มาเที่ยวทำเตี่ยทำไม  อยู่กับบ้าน กินแต่มาม่า  น่าจะมีความสุขกว่า

คนไทยประเภทนี้มีเยอะนะครับ มาทุกครั้งก็ต้องพบกับคนประเภทนี้ทุกครั้ง 

อาหารเวียดนาม  หากสังเกตให้ดีจะเป็นประเภทผัก  และพวกเส้นเป็นหลัก  เรื่องอาหารเส้นๆนี้ในเวียดนามมีความหลากหลายมาก จำกันไม่ค่อยได้ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นประเภทเส้นขนมจีน แต่เส้นโตกว่าบ้านเรา  บางครั้งก็เห็นประเภทที่ทำจากข้าวซ้อมมือ หรือข้าวกล้อง  เส้นจะออกสีน้ำตาล  เส้นประเภทนี้เคยเห็นที่ ตลาดเก่าเมืองฮอยอัน (เวียดนามกลาง)

สรุปแล้วอาหารเวียดนามที่นี่  คนไทยติดอกติดใจด้วยกันทั้งนั้น โดยเฉพาะคนที่ชอบผักรับรองว่าจะชอบเป็นพิเศษ  เพราะผักที่นี่เชื่อว่าปลอดสารพิษร้อยเปอร์เซ็นต์  การปลูกผักในประเทศเวียดนามส่วนใหญ่จะเป็นเกษตรกรรายย่อย  ไม่ได้ทำเป็นเกษตรเชิงพาณิชย์แบบบ้านเราที่เกษตรกรแต่ละรายมักปลุกพืชชนิดเดียวกันตลอดทั้งสวน เช่นใครปลูกพริกก็ปลูกกันแต่พริกกันทั้งสวน ทั้งแปลง  อย่างอื่นไม่ปลูก  เรียกว่าการเกษตรแบบเชิงเดี่ยว

แต่เวียดนามยังเป็นการเกษตรแบบผสมผสาน ปลูกพืชผักหลายๆอย่างในพื้นที่เดียวกัน  (ซึ่งก็ตรงกับแนวพระราชดำริฯ) ที่สำคัญการปลูกผักสวนครัวของเวียดนาม  ส่วนใหญ่จะไม่ใช้สารเคมีทั้งปุ๋ยและยาฆ่าแมลง  อาจจะมีบ้างแต่ก็น้อยมาก  เกษตรกรเวียดนามส่วนใหญ่ยังนิยมปลูกพืชผักแบบดั่งเดิม ถ้าเป็นบ้านเราก็เรียกว่าปลูกกันตามหัวไร่ปลายนา  และพื้นดินยังอุดมสมบูรณ์ไปด้วยแร่ธาตุ จึงไม่จำเป็นต้องพึ่งสารเคมีใดๆ

ออกจากร้าน SEN ก็กลับมาที่เมืองเก่าฮานอยกันต่อ  มาถึงก็เป็นช่วงบ่ายๆ  มีเวลาซ้อปปิ้งเดินซื้อของในย่านการค้าเก่าแก่ของฮานอย  เรียกว่าย่านถนน 36 สาย  ธุรกิจการค้าในย่านนี้มีสีสันและมีเสน่ห์มาก  ใครชอบชีวิตแบบติดดิน  ชอบวิถีแบบดั่งเดิม  มาฮานอยก็ต้องมาที่ถนน 36 สาย  ที่เต็มไปด้วยตรอกซอกซอยจนน่าเวียนหัว  ถึงจะเดินตามแผนที่ก็มีสิทธิหลงทางได้  ทางที่ดีนั่งสามล้อซิกโล่เที่ยวชมเมืองเก่าน่าจะดีกว่า  สามารถเที่ยวได้หลายแห่งภายในเวลาอันจำกัด

สามล้อซิกโล่ที่นี่  ทางการเวียดนามเค้าควบคุมดูแลค่อนข้างดี  ทุกคันมีราคาเดียวกันหมด  คิดเป็นเงินไทยราว 90  บาท (ถ้าจำไม่ผิด)  ขึ้นนั่งแล้วก็ไม่ต้องบอกคนถีบสามล้อว่าจะไปไหน   เพราะมีเส้นทางที่กำหนดไว้แล้ว ก็ถนนสายเก่าแก่ 36 สายอาชีพนั่นแหละ  จึงไม่ต้องพูดมาก หรือใช้ภาษามือ ขึ้นนั่งรถแล้วก็พาเข้าตรอกเข้าซอยทันที 

นั่งซิกโลที่นี่แล้วสนุกตรงที่ดูมันมั่วๆ  ทั้งรถสามล้อ  มอเตอร์ไซด์  จักรยาน คนเดินถนน รวมทั้งแม่ค้าแม่ขาย ว่ากันสะเปะสะปะ ต่างก็ใหญ่กันทุกคน เสียงบีบแตร ปิ้น ป้าน กันตลอดทั้งซอย กระทบกระทั่งกันนิดๆหน่อยๆก็ไม่มีใครสนใจ ไม่เหมือนบ้านเราที่ใจดี้ดี ชอบเอาของลับมาแจกกัน สองข้างทางดูก็เพลิดเพลินมีของขายจิปาถะตั้งแต่เรือรบ ยันสากกะเบือ เป็นสีสันที่หาไม่ได้ในเมืองอื่นๆ เหมือนย้อนยุคไปสู่บรรยากาศแบบเก่าๆ

เป็นบ้านเราคงต้องบอกว่าหาแบบนี้ไม่มีแล้ว   เพราะความเจริญเข้าไปในทุกพื้นที่  จนความเก่า ความดั่งเดิม  หายไปหมด  คงเหลือแต่ความทรงจำเท่านั้น

เวียดนาม หากแบ่งฐานะของผู้คนเป็น 4 ระดับ ก็บอกว่าส่วนใหญ่จะเป็นระดับ 1 และ 2 เท่านั้น เรียกว่าส่วนใหญ่ยังเป็นระดับรากหญ้า  ที่มีฐานะขั้นสูงนั้นมีน้อย  ธุรกิจของคนเวียดนามที่ต้องใช้ทุนรอนของตัวเองนั้นน้อยมาก  การลงทุนขนาดใหญ่ส่วนใหญ่จะเป็นธุรกิจของต่างชาติ   แม้แต่เมืองฮานอย หรือเมืองหลวงของเวียดนาม ก็ยังหาร้านประเภทฟาสต์ฟู้ดแทบไม่ได้  จะเรียกว่าไม่มีเลยก็ว่าได้ ร้านเซเว่น  ร้านแมคโดนอล  ร้าน KFC  หรือประเภทเดียวกัน  ต้องยืนยันว่า เมื่อเดือนกันยายน 2550 ไม่พบเห็นเลย  ถามไกด์ก็บอกว่าไม่มี  แต่ครั้งหนึ่งก็เหลือบเห็นร้าน KFC ขณะนั่งรถ แต่ดูสภาพแล้วไม่น่าเลื่อมใสเหมือนกับที่เห็นในบ้านเรา

เหตุที่พูดถึงเรื่องร้านอาหารฟาสต์ฟูด ก็เพราะพอจะเป็นเครื่องชี้วัดความเจริญของประเทศต่างๆได้ในระดับหนึ่งสำหรับประเทศที่พัฒนาแล้ว เพราะสิ่งเหล่านี้มันเป็นปัจจัยที่ 5 บ้านเราคงไม่ต้องพูดถึงปัจจัยที่ 5 เพราะคนไทยเลิกพูดกันแล้ว คนไทยทุกวันนี้กลายเป็นคนรสนิยมสูง บริโภคแต่ของเกินจำเป็น เช่นสารพัดน้ำที่ขายในตู้แช่ ได้กลายเป็นของจำเป็นในชีวิตประจำวันสำหรับหลายๆคน (ทั้งๆที่มีรายได้น้อย)

ทั้งน้ำชาสีต่างๆ น้ำอัดลม น้ำผลไม้บรรจุกล่อง แพงๆทั้งนั้น สังคมไทยบริโภคกับสารพัดน้ำแบบนี้จนเป็นเรื่องปกติ มันเป็นส่วนเกินของชีวิต จนสร้างนิสัยให้คนไทยใช้ชีวิตอยู่กับความฟุ่มเฟือย และตกอยู่กับอิทธิพลของการโฆษณา ประโยชน์ที่ร่างกายจะได้รับก็มีเพียงน้อยนิด เผลอๆอาจมีโทษต่อร่างกายด้วยซ้ำไป

แม้กระทั่งชาวนาจำนวนไม่น้อยยังซื้อน้ำขวดไปทำไร่ทำนา หนักกว่านั้นยังซื้อชาเขียว ชาเหลืองของเสี่ยตันด้วย เรื่องนี้ไม่ได้พูดเรื่อยเปื่อยนะครับ หัวหน้าชุมชน(ตัวอย่าง)แห่งหนึ่งเล่าให้ฟัง แกบอกว่าบัญชีครัวเรือนนั้นทำให้เห็นว่าลูกบ้านแต่ละคนใช้จ่ายอะไรไปบ้าง

เรื่องสินค้าฟุ่ยเฟือยเหล่านี้ ไม่พบเห็นในสังคมเวียดนาม (ในปี50) คนเวียดนามยังอยู่ในกรอบของคำว่าปัจจัยพื้นฐาน หรือปัจจัย 4 ที่จำเป็นต่อการครองชีพ

คงไม่ได่บอกว่า คนเวียดนามไม่มีรสนิยม หรือบอกว่าคนเวียดนามไม่ชอบ แต่เนื่องจากความเจริญยังมาไม่ถึง เราจึงไม่เห็นสิ่งเหล่านี้ คงต้องใช้เวลาอีกสักระยะ อย่างน้อยๆก็ 10 ปีขึ้นไป กว่าจะมาถึงเมืองไทยในปัจจุบัน ถึงตอนนั้นก็ไม่ทราบว่าเมืองไทยไปถึงไหนแล้ว

เวียดนามเมื่อเดือนกันยายน 50  สภาพทั่วไปในเมืองหลวงก็เป็นไปตามที่บันทึกภาพไว้ในทริปนี้  ซึ่งก็พอจะมองออกว่า  ฮานอย กับ กรุงเทพ  แตกต่างกันแค่ไหน

เวียดนามทุกวันนี้จะเป็นเพียงการเริ่มต้นพัฒนาปัจจัยขั้นพื้นฐาน  เรียกว่ากำลังสร้างชาติ การคมนาคม  ไฟฟ้า ประปา  เหล่านี้เวียดนามเพียงแค่เริ่มเท่านั้นเอง  ต่างกับไทยที่เดินไปหลายขุมแล้ว ภาคอุตสาหกรรมจากต่างชาติที่ต้องใช้คนงานเป็นพันๆหรือเป็นหมื่น บ้านเราก็มีมานานหลายสิบปี นิคมอุตสาหกรรมก็กระจายไปหลายจังหวัด มาตรฐานทางอุตสาหกรรมบ้านเราก็พัฒนาไปมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการควบคุมจากภาครัฐ การเอาใจใส่ของเจ้าของธุรกิจก็ทำให้มีมาตรฐานดีขึ้น แต่เวียดนามในเรื่องอุตสาหกรรมที่ว่านี้ พึ่งจะมีไม่กี่ปีมานี้

ปัญหาที่เวียดนามกำลังประสบในปัจจุบันก็คือคนในท้องถิ่น กำลังเดินพาเหรดเข้าสู่ประตูโรงงานที่ตั้งอยู่ในย่านชุมชน และกำลังจะทิ้งอาชีพเกษตร ให้เป็นภาระของคนรุ่นเก่า หลังเลิกงานก็เห็นพนักงานรุ่นๆหนุ่มๆสาวๆเต็มหน้าโรงงาน มีทั้งเดินเท้ามาทำงาน และขี่จักรยาน

มารู้ความจริงจากไกด์ว่า บางคนเดินจากหมู่บ้านมาทำงานในระยะทางราว 2 กม. จะหาจักรยานขี่สักคันก็ไม่มีเงินซื้อ ไม่น่าเชื่อนะครับ นี่คือความจริงที่เห็นมากับตา คนงานหลายร้อยเดินออกมาจากโรงงานกลับบ้านที่อยู่ไกลลิบ หรือว่าบ้านเราอาจเห็นเป็นเรื่องแปลก แต่คนเวียดนามอาจคิดว่าแค่เดินไปทำงาน 2 -3 กม.มันเป็นเรื่องปกติธรรมดาๆ

อนาคตก็คาดว่าเวียดนามอาจพบกับปัญหาที่ไทยและประเทศอื่นๆเจอกันมาแล้ว ก็คือคนภาคการเกษตรจะไม่มีใครสนใจทำไร่ทำนากันอีกต่อไป เพราะรายได้ไม่ดี จึงพากันทิ้งไร่ทิ้งนา แล้วหันหน้าเข้าสู่โรงงาน

เรื่องทิ้งไร่ทิ้งนา บ้านเรามีปัญหามานานมาก จนพัฒนาไปถึงขั้นขายไร่ขายนา ปัญหานี้รัฐบาลปัจจุบันได้ตั้งคณะปฏิรูปประเทศไทย พร้อมกับมีแนวคิดที่จะปฏิรูปที่ดิน เพื่อแก้ปัญาหาเรื่องที่ดินว่างเปล่า ซึ่งส่งผลทำให้สูญเสียทางเศรษฐกิจ

แต่สำหรับประเทศเวียดนามแล้วปัญาการขายที่นาคงเป็นไปไม่ได้ เพราะรัฐบาลเป็นเจ้าของที่ดินที่เป็นภาคการเกษตรหมดทั้งประเทศ ชาวนาหรือเกษตรกรเป็นเพียงผู้เช่าในระยะยาว อาจราว 40-50 ปี

เมืองไทยไม่ทราบเป็นอย่างไร รู้สึกว่าหลายคนกลัวเวียดนามกันมาก จะแซงไทยบ้าง กำลังล้ำหน้าไทยบ้าง ซึ่งทั้งหมดนี้มาจากความรู้สึกทั้งนั้น ไม่นานมานี้เราคงได้ยินข่าวว่า  เวียดนามกำลังเริ่มโครงการรถไฟหัวจรวดความเร็วสูง วิ่งจากฮานอย (ภาคเหนือ)ไปยังเมืองโฮจิมินห์ซิตี้ที่อยู่ทางตอนใต้  ระยะทางถ้าจะไม่ผิดก็ราว 1500 กิโลเมตร เป็นโครงการในอนาคต จะเริ่มปี 2555 และบริษัทที่จะทำการก่อสร้างก็มาจากญี่ปุ่นที่มีประสบการณ์ในเรื่องรถไฟความเร็วสูง

ปรากฏว่าพอข่าวนี้ออกมา  คนฮือฮากันใหญ่  ก็คนไทยทั้งนั้นที่ตื่นเต้นฮือฮา  

ไม่แน่ว่าเวียดนามออกข่าวเพื่อข่มขวัญไทย หรือข่มขวัญประเทศในอาเซี่ยนหรือไม่  หนังสือพิมพ์บ้านเราก็ตีข่าวกันเป็นที่เอิกเกริก สื่อก็ให้ความเห็นว่า  เวียดนามรุดหน้าไปแล้ว อนาคตไทยคงตามก้นเวียดนาม

แต่ไม่กี่วันมานี้   ปรากฏว่าโครงการรถไฟหัวจรวดของเวียดนาม  ถูกรัฐสภาเวียดนามล้มโครงการไปเรียบร้อยแล้ว  เรียกว่าไม่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา  แต่ข่าวล้มโครงการนี้แทบไม่ปรากฏในสื่อบ้านเรา

เหตุที่ไม่ผ่านสภาก็เหตุผลง่ายๆ  คือเป็นโครงการที่ใช้เงินลงทุนมหาศาล  ไม่เกิดประโยชน์แก่คนระดับรากเท่าใดนัก หากโครงการนี้เกิด  ค่าโดยสารก็แพงเกินไปสำหรับคนส่วนใหญ่ของเวียดนาม 

หากจะเปรียบเทียบกับบ้านเราก็ไม่ต่างกับจะให้คนไทยนั่งเครื่องบินไปต่างจังหวัดนั่นแหละครับ  ค่าเครื่องบินโดยสารราว 2 พันบาทต่อเที่ยว  คนไทยน้อยคนที่จะมีปัญญาใช้บริการ

เรื่องนี้พูดไปก็ไม่เห็นตัวเลขที่เป็นหลักฐาณ ลองมาดูตัวเลขที่น่าสนใจนี้ดีกว่า
เป็นข้อมูลปี 2550 เปรียบเทียบฐานะทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับเวียดนาม (เป็นข้อมูล่าสุดเท่าที่จะค้นหาได้ในขณะนี้)

USD
Rate 32 bht : 1 USD
ประชากรปี 50
 
รายได้/คน /ปี
GDP ปี 50
GDP ปี 50 (หน่วย ล้านบาท)
 
(บาท)
ไทย
      245,351                       7,851,232
63,525,062
             123,593
เวียดนาม
       70,493                       2,255,776
85,789,573
               26,294
(ข้อมูล: วิกิพีเดีย)

สรุปตัวเลขที่น่าสนใจดังนี้
ปี 50 ประเทศไทยมีรายได้มวลรวม 7.8 ล้านล้านบาท เวียดนาม มี 2.2 ล้านล้านบาท คิดง่ายๆก็คือไทยส่งออกได้มากกว่าเวียดนามถึง 3.48 เท่า
ส่วนรายได้ต่อคนต่อปี คนไทยมีรายได้เฉลี่ย 123,593 บาท คนเวียดนามมีรายได้เฉลี่ย 26,294 บาท จะเห็นว่ารายได้โดยเฉลี่ย คนไทยมีมากกว่าคนเวียดนาม เกือบ 5 เท่า

เปรียบเทียบง่ายๆว่า ไทยขายของได้มากกว่า แถมมีประชากรน้อยกว่าเวียดนาม ในทางตรงกันข้าม เวียดนามขายของได้น้อยกว่า และเงินที่ขายได้(น้อยกว่าไทย) ยังต้องนำมาเลี้ยงประชาการที่มีมากกว่าไทยด้วย


เรื่องเวียดนามแซงไทยในภาพรวมแล้วคงเป็นไปได้ยาก(มากๆ) แต่หากเที่ยบระหว่างสินค้าต่อสินค้า เช่นข้าว ก็เป็นไปได้ว่า ไทยเราอาจแพ้เวียดนามในตลาดส่งออก ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ไม่ได้หมายความว่า เรื่องข้าวจะแพ้ไปหมดทุกอย่าง เพราะรู้ๆกันอยู่ว่าข้าวไทยคุณภาพดีกว่าเวียดนาม ราคาที่แพงกว่าย่อมเป็นเรื่องปกติ อย่าลืมว่าใครๆก็อยากกินข้าวที่มีคุณภาพดี ตลาดระดับบนยังขายได้ และหลายประเทศก็เริ่มมีฐานะเช่นประเทศจีน และจีนก็เป็นตลาดที่ใหญ่มาก ขายแค่จีนประเทศเดียวก็แทบไม่พอขาย ทุกวันนี้ข้าวไทยมีเครดิตมากในสายตาของคนจีน

ปัญหาเรื่องราคาข้าวที่ประมูลสู้เวียดนามไม่ได้ คงไม่ไช่เรื่องสำคัญๆ สำคัญที่ว่าพ่อค้าคนไทยจะรักษาคุณภาพได้ดีแค่ไหน เพราะที่ผ่านมา บรรดาพ่อค้าส่งออก ก็ทำระยำตำบอนกันมามาก เช่นปลอมปนข้าว หรือยัดใส้ข้าว จนต่างชาติเข็ดขยาดกันมามากแล้ว ตรงนี้ต่างหากที่เป็นปัญหา แล้วมาอ้างว่า ขายไม่ได้ ขายไม่ออก หากพ่อค้ามีความซื่อสัตย์สุจริต ขายแต่ของที่มีคุณภาพ และมีจรรยาบรรณในอาชีพ ใครๆก็อยากซื้อ เพราะไว้ใจได้ แพงหน่อยแต่รับประกันคุณภาพ

สำหรับตอนต่อไปจะพาไปชมหุ่นกระบอกน้ำที่มีชื่อของเวียดนาม  และมีแห่งเดียวในโลกที่ผู้แสดงจะต้องลงไปแช่น้ำ  เพียงแค่ชื่อ หุ่นกระบอกน้ำ ก็ทำเอาหลายคนสงสัย   ต้องหาคำตอบในตอนต่อไปครับ



โฟโต้ออนทัวร์
1 กรกฏาคม 2553






ข้อมูลเมืองฮานอย เมืองหลวงของประเทศเวียดนาม

ฮานอย แปลว่า: "แม่น้ำภายใน"

ภูมิศาสตร์

พื้นที่: ปากแม่น้ำแดง
เนื้อที่: 3,344.7 ตาราง กม.

ประชาชน
ประชากร: 6,232,940

ชนชาติ
เวียต (Viet), ฮัว (Hoa)


ฮานอย (ภาษาเวียดนาม: อักษรกว๊กหงือ (quoc ngu) อักษรจื๋อโนม (chu nom) เป็นเมืองหลวงของประเทศเวียดนาม มีประชากรประมาณ 4,100,000 คน (พ.ศ. 2547)ในอดีตเคยเป็นเมืองหลวงของเวียตนามเหนือระหว่าง พ.ศ. 2497 ถึง พ.ศ. 2519 และก่อนหน้านั้นเคยเป็นเมืองหลวงของพื้นที่เวีตนามในปัจจุบันเป็นครั้งคราวตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 11 จนถึง พ.ศ. 2345 ฮานอยตั้งอยู่บนฝั่งขวาของแม่น้ำแดง อุตสาหกรรมในเมืองคือเครื่องจักร, ไม้อัด สิ่งทอ, สารเคมี และงานหัตถกรรม

เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2551 ได้มีการขยายเขตกรุงฮานอยไปอีก โดยครอบคลุมบริเวณมากกว่าเดิมถึง 3 เท่า เพื่อรองรับการเติบโตของเมือง และเมื่อถึงเดือนตุลาคม 2553 ก็จะครบวาระ 1000 ปีการสถาปนาเมือง

ประวัติศาสตร์

"ฮานอย" หมายถึงตอนต้นของแม่น้ำ ตั้งอยู่ตอนต้นอยู่บนลุ่มแม่น้ำแดง ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์ลี้สถาปนาขึ้นเป็นเมืองหลวงในปี พ.ศ. 1553 โดยใช้ชื่อว่า"ทังลอง" แปลว่า "มังกรเหิน" จนกระทั่ง พ.ศ. 2345 กษัตริย์ราชวงศ์เหงียนได้ย้ายเมือหลวงไปอยู่เมือง "เว้" เมื่อตกเป็นส่วนหนึ่ของอินโดจีนของฝรั่งเศส ฮานอยจึงกลับมาเป็นเมืองหลวงอย่างเป็นทางการอีกครั้งใน พ.ศ. 2430 ภายหลังได้รับเอกราชในปี พ.ศ. 2489 ดินแดนเวียดนามแยกออกเป็นสองประเทศ โดยฮานอยเป็นเมืองหลวงของเวียดนามเหนือ เมื่อรวมประเทศใน พ.ศ. 2519 จึงเป็นเมืองหลวงหนึ่งเดียวของเวียดนามในปัจจุบัน






แผนที่ประเทศเวียดนาม/ตำแหน่งเมืองฮานอย (คลิกที่ภาพ) แผนที่อ่าวฮาลอง (คลิกที่ภาพ)










สถานที่ท่องเที่ยวในฮานอย Hanoi Travel Guide


 ถนน 36 สายอาชีพ (The 36 Ancient Street)

 โรงละครหุ่นกระบอกน้ำ (Water Puppet Show)

 ทะเลสาบฮว่านเกี๋ยม (Ho Hoan Kiem หรือ ทะเลสาบคืนดาบ)

 วัดหง็อกเซิน ( Ngoc Son หรือ วัดเนินหยก)

 พิพิธภัณฑ์การปฏิวัติ ( Museum of Vietnamese Revolution)

 พิพิธภัณฑ์ศิลปกรรม ( Fine Arts Museum)

 พิพิธภัณฑ์ทหาร ( Army Museum)

 สุสานของโฮจิมินห์ (Ho Chi Minh’ s Mausoleum)

 พิพิธภัณฑ์โฮจิมินห์ (Ho Chi Minh Museum)

 โรงละครฮานอย ( Hanoi Opera House)

 พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ ( History Museum)

 ตลาดดงซวน (Dong Xuan)

 โบสถ์เซนต์โจเซฟ (St Joseph Cathedral)




เวียดนามเหนือ


หรือชื่ออย่างเป็นทางการว่า สาธารณรัฐประชาธิปไตยเวียดนาม คือประเทศที่เกิดจากการรวมของจังหวัดตังเกี๋ยและอันนามของฝรั่งเศส ประกาศก่อตั้งเมื่อวันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2488 ( ค.ศ. 1945) โดยประธานาธบดีโฮจิมินห์ ตั้งอยู่บริเวณครึ่งบนของประเทศเวียดนามในปัจจุบัน

ประวัติ

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลงในปี พ.ศ. 2488 เวียดนามได้ประกาศที่จะต่อสู้เพื่อให้เวียดนามหลุดพ้นจากสภาพการเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสอย่างเปิดเผย ด้วยความต้องการที่จะเป็นเอกราช จึงได้มีการสู้รบกันอย่างหนักเป็นเวลานานถึง 8 ปี จนกระทั่งกองกำลังเวียดมินห์ ของพรรคนิยมคอมมิวนิสต์เวียดนามสามารถโจตีป้อมปราการสำคัญของฝรั่งเศส ที่เดียนเบียนฟูแตกลงในวันที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2497

วิกฤตการณ์สงครามครั้งนั้นมีทางที่จะรุกรานจนกลายเป็นสงครามระหว่างประเทศ ฝรั่งเศสยอมรับความปราชัยและต้องสงบศึก ด้วยเหตุนี้จึงได้มีการลงนามใน “ อนุสัญญาเจนีวา พ.ศ. 2497 ” ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ มีผลให้เวียดนามถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ เวียดนามเหนือ และเวียดนามใต้ โดยมีเส้นขนานที่ 17 องศาเหนือเป็นเส้นแบ่งเขตเวียดนามเหนือ ยึดถือการปกครองแบบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ ภายใต้การนำของโฮจิมินห์

ต่อมา เมื่อมีความพยายามที่จะรวมเวียดนามทั้งสองส่วนเข้าด้วยกัน เวียดนามเหนือจึงได้ส่งกำลังกองโจรเวียดกงเข้าก่อกวนและแทรกซึมเข้าไปในเวียดนามใต้อย่างต่อเนื่อง โดยแฝงเข้ามาในลักษณะผู้ลี้ภัยและผู้อพยพ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2498 เรื่อยมา จากนั้นได้มีการปฏิบัติรุกรานด้วยอาวุธ และกำลังทหารอย่างรุนแรง ตลอดจนโฆษณาชวนเชื่อชักจูงใจราษฎรเวียดนามใต้ซึ่งได้ผลเป็นอย่างดี ประกอบการดำเนินการนโยบายด้านการบริหารประเทศของรัฐบาลเวียดนามใต้ประสบความล้มเหลว จึงไม่สามารถต่อต้านได้เพียงลำพังตนเอง และได้ร้องขอความช่วยเหลือจากมิตรประเทศฝ่ายโลกเสรี

เมื่อปี พ.ศ. 2508 เวียดนามใต้ตกอยู่ในจุดล่อแหลมที่สุดจนรัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้ส่งกำลังทหารเข้าไปปฏิบัติการในเวียดนามใต้ พร้อมด้วยกำลังทหารของพันธมิตรอีก 6 ประเทศ คือ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สเปน ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ และประเทศไทย ซึ่งผลออกมาก็คือการพ่ายแพ้ของสหรัฐฯ ทำให้ 2 ประเทศรวมเข้าด้วยกันในนามของประเทศเวียดนามที่มีการปกครองระบอบสาธารณรัฐสังคมนิยมที่ปกครองด้วยพรรคคอมมิวนิสต์ ดั่งเช่นการปกครองของเวียดนามเหนือ











   
 
   
copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ คลิก