รวมภาพท่องเที่ยวเมืองฮานอย ภาพจากทริปฮานอย ภาพชุดอ๋าวหญ่าย สามล้อซิคโล่ ซิกโล่ สาวเวียดนาม ภาพสาวๆเวียดนาม ภาพหุ่นกระบอกน้ำ ภาพนาข้าวเวียดนาม ภาพทุ่งนา รวมภาพอ่าวฮาลอง ฮาลองเบย์
เที่ยวทะเลสาบฮาลองเบย์ อาหารซีฟู้ดเวียดนาม ภาพอาหารเวียดนาม กินอาหารเวียดนาม ภัตตาคารเวียดนาม ภาพขี่จักรยานในเวียดนาม ภาพจราจรเวียดนาม ภาพท้องถนนในเวียดนาม การจราจรในเมืองฮานอย
   
 
     Photoontour โฟโต้ออนทัวร์
Home : Outbound tour : Hanoi 6     
 
 
             
 
 
 
 
 
 
Outbound Trip ภาพท่องเที่ยวในต่างแดน
 
 
  คลิกเลือกชมภาพจากทริป ฮานอย ประเทศเวียดนาม ได้จากภาพข้างล่าง
The End
ฮานอย
นาข้าว
ฮาลองเบย์
สามล้อซิกโล่
 
 

Hanoi ฮานอย ตอนที่ 6 หุ่นกระบอกน้ำ Water Puppet Show
(เดินทาง กันยายน 50)



ไม่กี่วันมานี้เราคงได้ยินข่าวตำรวจโรงพักหัวหมากจับพนักงานเก็บขยะ กทม. ชื่อนาย สุรัตน์ มณีนพรัตน์สุดา ที่นำแผ่นซีดีจากกองขยะไปวางขาย  ตำรวจจับได้ก็ส่งให้อัยการดำเนินการฟ้องศาล  ต่อมาศาลพิพากษาปรับเป็นเงิน 133,400 บาท ฐานเป็นผู้ประกอบการจำหน่ายให้เช่าภาพยนตร์โดยไม่ได้รับอนุญาต

ปรากฏว่าพอข่าวนี้ออกมาก็ถูกสังคมวิพากษ์วิจารณ์กันยกใหญ่  ว่าตำรวจไม่ดูตาม้าตาเรือ  เอะอะก็จับลูกเดียว  ทั้งอัยการและศาลก็ไม่ได้พิจารณาถึงเจตนาว่าแผ่นซีดีที่วางขายนำมาจากกองขยะ  หรือมาจากบ้านคนที่เค้าทิ้งแล้ว

คำว่า เจตนา กลายเป็นคำพูดที่นักกฏหมายรุ่นใหญ่ นายสัก กอแสงเรือง นายกสภาทนายความฯ มาให้ความเห็นในรายการโทรทัศน์  รวมทั้งยังอธิบายคำว่า ผู้ประกอบการ  ตามกฏหมายที่นำมาบังคับใช้กับกรณีนี้  สรุปว่า ไม่เข้าข่ายทั้งสองกรณี

คดีนี้ดูๆแล้วเหมือนกับว่า  ตำรวจโยนขึ้ไปให้หน่วยงานอื่นๆ  ส่วนหน่วยงานอื่นๆต่างก็งับ(ขี้) กันใหญ่  โดยไม่พิจารณาว่า  มันเป็น ขี้ หรือเป็น ข้าว  หากเป็นข้าวสังคมคงไม่ประนามขบวนการยุติธรรมที่มีผลออกมาแบบนี้  แต่เพราะมันเป็นขี้ต่างหาก จึงถูกสังคมวิพากษ์วิจารณ์อย่างที่เห็น

ผมด้อยในเรื่องกฏหมาย  จึงไม่รู้ว่าการพิจารณาคดีความต่างๆเค้าเอาไม้บรรทัดวัดกันแบบนี้  หากเป็นแบบที่ว่าก็แสดงว่าวิชากฏหมายดูไม่น่าจะเรียนกันยากเย็นนัก  แค่ทำตัวเป็นเครื่องจักร  หรือทำตัวให้เป็นระบบโปรแกรมคอมพิวเตอร์  แล้วคลิกเข้าระบบตามข้อมูลของตำรวจฝ่ายสอบสวน  สุดท้ายได้คำตอบว่ากระทำผิดฐานกระทำผิด พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2551

ปรับไปแสนกว่าบาท ... จบข่าว

หากการดำเนินคดีต่างๆในบ้านเรามันเป็นแบบทำนองนี้ แสดงว่าขบวนการยุติธรรมทุกระดับมันมีแค่ร่างกายแต่ขาดวิญญาณ  และขาดสมองที่คิดพิจารณาไตร่ตรอง  หากเป็นแบบนี้ก็น่าเป็นห่วงว่า การพิจารณาคดีในระดับต่างๆของขบวนการยุติธรรม จะทำงานกันแบบเครื่องจักรกล  จับอะไรยัดใส่เข้าไปแล้วกดปุ่ม  จากนั้นก็ให้เครื่องทำงาน  โดยไม่แยกแยะว่าที่ใส่เข้าไปนั้นมันไม่ควรยัดเข้าไป  หรือคายทิ้งออกไปซะหากเห็นว่าเป็นของแสลง

ต้องใช้สมองด้วยนะครับ 

เรื่องงี้เง้าแบบนี้มีให้เห็นกันเยอะนะครับ  สะท้อนให้เห็นถึงความล้าหลังของขบวนการยุติธรรมในบ้านเรา  สังคมไทยทะเลาะกันไม่เลิกก็เพราะปัญหาเรื่องความยุติธรรมนี้แหละที่มันหาความลงตัวไม่ค่อยได้

ก่อนหน้านี้ไม่นานคงจำได้ที่นักแสดงชาย นายพงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง  ที่กล่าวถึงพ่อ (ของแผ่นดิน)  ในงานมอบรางวัลนาฎราช จากละครพระจันทร์สีรุ้ง ในบทพ่อ  ที่นายพงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง ได้รับรางวัลนี้  ท่ามกลางความชื่นชอบของประชาชนคนไทยว่าเป็นคำพูดที่กินใจคนทั้งประเทศ 

ปรากฏว่าหลังจากนั้นไม่นานก็มีผู้ไปแจ้งความที่ สน.คันนายาว ว่าพงษ์พัฒน์ ฯ  ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์  ท่ามกลางความงุนงงของคนทั้งประเทศว่า  ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น  ทั้งภาพและเสียงก็ได้ยินกันทั้งประเทศ โทรทัศน์ก็นำมาออกอากาศซ้ำแล้วซ้ำเล่า ดูหมิ่นกันตรงไหน  ภาษาไทยก็ฟังกันออกและเข้าใจกันทุกคนแม้แต่เด็ก ป.4 

ทำไมผู้พิทักษ์สันติราษฏร์จึงคิด(มาก) และเข้าใจเป็นอย่างอื่น  หรือว่าตำรวจประเทศไทยไม่เคยเรียนภาษาไทยมาก่อน  ถึงขนาดจะให้นักภาษาศาสตร์มาตีความของคำว่า พ่อ ที่พงษ์พัฒน์ พูดบนเวที

ตำรวจบอกว่าใช้คำว่าพ่อกับพระเจ้าอยู่หัวถือว่าดูหมิ่น อาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์ ทั้งๆที่คำๆนี้ใช้กันมาแต่ไหนแต่ไร เช่น พ่อของแผ่นดิน วันพ่อแห่งชาติ ทำดีเพื่อพ่อ หรือคำว่าพ่อหลวง ฯลฯ และคำว่าพ่อในความหมายเหล่านี้ก็คือในหลวงองค์ปัจจุบัน แล้วทำไมที่ นายพงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง จะกล่าวคำว่าพ่อบนเวที จึงคิดว่าดูหมิ่น และอาฆาตมาดร้าย

บ้ากันไปใหญ่แล้วละครับ

อะไรไม่ว่า  คดีนี้ตำรวจใหญ่ระดับ พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รอง ผบช.น. งับไม่ปล่อย ออกข่าวว่าจะออกหมายเรียกให้พงษ์พัฒน์มาให้ปากคำ  หากไม่มาก็จะออกหมายจับ  ดูสีหน้าแล้วท่าทางขึงขังจริงจังตามสไตล์

หลังข่าวนี้ออกมาวงการเม้าท์แตกทั้งหลายแหล่ก็ออกมาด่าเช็ดตำรวจ ว่าไปบ้าจี้ไปกับคดีบ้องๆแบบนี้  เรียกว่าไม่ดูตาม้าตาเรือว่าอะไรเป็นอะไร  ภาษาไทยฟังไม่รู้เรื่องหรือไง  คนเขาสดุดีพ่อของแผ่นดิน  แต่ยังมีคนบ้าๆคิดเป็นตรงกันข้าม นี่ถ้าหากว่ามีอีบ้ามาแจ้งความว่า นายกฯอภิสิทธิ์ ไปข่มขืนตัวเอง พร้อมกับถลกผ้าถุงให้ตำรวจดูร่องรอย แบบนี้ตำรวจจะรับแจ้งความหรือไม่ จะออกหมายเรียกไปถึงนายกฯ เช่นเดียวกับกรณี พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง หรือไม่ ถามหน่อยเถอะ

ชาวบ้านเขาบอกให้ฟังว่างานนี้ตำรวจงี้เง้า (อีกแล้ว) ครับท่าน 

หากอยากฉลาดและไม่ต้องการให้ชาวบ้านเขาด่า ก็ขอให้เร่งคดีของ นายจักรภพ เพ็ญแข หน่อย ตัวจริงเสียงจริงที่ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์และรัชทายาท ทำคดีไปถึงไหนกันแล้ว สอบสวนอะไรกันนักหนา ข้ามปี ข้ามชาติ หลักฐานก็ปรากฏชัดเจน ชัดแจ้งแดงแจ๋ มีทั้งเทปและภาพจากการปราศัยที่ท้องสนามหลวง ทีเรื่องชัดๆแบบนี้ กลับฟังไม่เข้าใจ

ตอนนี้หมอประเวศ วสี  ราษฏรอาวุโส  ประธานสมัชชาปฏิรูปประเทศไทย  กำลังทำงานกันอย่างขมักเขม้น  น่าจะหยิบเรื่องขบวนการยุติธรรมมาพิจารณาหาทางปรับปรุงแก้ไข   เพราะที่ผ่านมา  ทั้งเรื่องการก่อม๊อบ  หรือการเผาประเทศเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2553  สาเหตุหนึ่งก็เรื่องขบวนการยุติธรรมที่ขาดประสิทธิภาพ

การปฏิรูปประเทศในแนวทางของหมอประเวศ  ดูจะเป็นเรื่องใหญ่  ทำไปทำมาก็อาจไม่เป็นโล้เป็นพาย  อนาคตฝ่ายรัฐบาลเขาอาจไม่เอาด้วย  ไม่ต่างกับรัฐบาลทักษิณ  ที่เคยมอบหมายให้นายอานันท์ ปัญญารชุน กับหมอประเวศไปศึกษาปัญหา 3 จังหวัดภาคใต้   ท้ายที่สุดรัฐบาลทักษิณก็เก็บแฟ้มรายงานใส่ลิ้นชักเรียบร้อยโรงเรียนแม้ว

การปฏิรูปประเทศครั้งนี้ กลัวว่าประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย  ถึงเวลานั้นก็คงไม่มีใครมาสนใจเรื่องนี้กันแล้ว  เพราะเหตุการณ์มันคลี่คลายไปมาก  จนคนไทยลืมไปว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อเดือน พฤษภาคม 2553

แค่เรื่องปัญหาที่ทำกินเรื่องเดียวก็เรียกว่ายิ่งกว่าเข็นครกขึ้นภูเขา  หากทำได้ก็จะดีไม่น้อย  ขอเชียร์เต็มที่โดยเฉพาะการครอบครองที่ดินของบรรดานักล่าที่ดินหรือนักเก็งกำไรที่มีอยู่ทั่วประเทศ 

เที่ยวเวียดนามต่อดีกว่า

ทริปเวียดนามครั้งนี้เป็นการเที่ยวประเทศเวียดนาม(เหนือ)นะครับ  ฮานอยถือว่าเป็นศูนย์กลางของภาคเหนือ และเป็นเมืองหลวง  ส่วนเมืองเศรษฐกิจก็คือเมืองโฮจิมินห์ซิตี้ หรือเมืองไซ่ง่อน (ชื่อเดิม) ที่อยู่ทางตอนใต้

เมืองฮานอยในอดีตนั้นเป็นเมืองเก่าแก่  เมื่อครั้งประวัติศาสตร์เคยตกอยู่ภายใต้จีนแผ่นดินใหญ่  คนเวียดนามสมัยแรกๆนั้นใช้ภาษาจีนเป็นหลัก  แต่หลังจากตกอยู่ในอาณานิคมของฝรั่งเศสจึงเปลี่ยนมาใช้ตัวอักษรภาษาอังกฤษ  แต่อ่านเป็นภาษาเวียดนาม  หรือเป็นการยืมภาษาอังกฤษมาเขียนเป็นภาษาเวียดนามแทน  ซึ่งเต็มไปด้วยวรรณยุกต์  มีขีดบนขีดล่างเต็มไปหมด  เพื่อให้ออกเสียงเป็นภาษาเวียดนามได้

ส่วนภาษาเวียดนามแท้ๆนั้นไม่มี   เพราะอดีตเวียดนามจะใช้ภาษาจีนเป็นหลัก  หลักฐานนี้ปรากฏอยู่ที่วัดวันเมียว  หรือวิหารวรรณกรรม เปรียบเสมือนเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของเวียดนาม  ที่สร้างเมื่อ พ.ศ.1613  หรือเมื่อ 940 ปีก่อน สมัยที่ดินแดนแถบนี้เป็นส่วนหนึ่งของจีน  หลังจากเวียดนามเป็นอิสระจากจีน  ก็ใช้ภาษาจีนเป็นภาษาประจำชาติมาตลอด  มาเปลี่ยนแปลงอีกครั้งตอนที่ฝรั่งเศสเข้าครอบครอง

เวียดนามประเทศที่มีฝนตกชุก

ประเทศเวียดนามมีแนวชายฝั่งยาวประมาณ 1650  กม. จึงประสบภัยธรรมชาติทั้งฝนและพายุเป็นประจำทุกปี   เวียดนามจึงเป็นประเทศที่แม่น้ำลำคลองไม่เคยเหือดแห้ง  อาชีพหลักของเกษตรกรคือปลูกข้าว  ซึ่งปลูกกันปีละ 2-3 ครั้ง  ปัจจุบันเวียดนามปลูกข้าวมากที่สุดในโลก  (แต่ไทยส่งออกมากกว่าเวียดนาม)

คนเวียดนามจึงชินชากับเรื่องลมฟ้าอากาศมาแต่ไหนแต่ไร  ฝนตกน้ำท่วม  ดูเหมือนไม่ค่อยจะเดือดเนื้อร้อนใจอะไรมากนัก  ถือว่าเป็นเรื่องของธรรมชาติ  ต่างกับบ้านเราที่มักมองเป็นเรื่องผิดปกติ   ฝนตกหนักก็อยู่บ้าน  น้ำท่วมฝนตกนิดตกหน่อยโรงเรียนก็ประกาศหยุดเรียน  แต่เวียดนามฝนตกหนักแค่ไหน   ตามถนนก็ยังเห็นคนขี่จักรยานไปทำกิจวัตรประจำวัน  เด็กๆก็ไปเรียนตามปกติ

ไกด์บอกว่าปกติโรงเรียนจะไม่มีการปิดเรียน   ใครมาได้ก็มา  มาไม่ได้ก็ไม่ต้องมา  ไม่มีการประกาศหยุดเรียนเหมือนบ้านเรา  เรื่องนี้เอาไว้ดูภาพกันแบบจะๆ  เมื่อครั้งไปเที่ยวเมืองเว้เป็นครั้งที่ 2  ในเดือนตุลาคม ปี 51  คนไทยเห็นสภาพท้องถนนแล้วตกใจ   น้ำท่วมถนนจนถึงบันใดรถบัส  แต่ในท้องถนนยังเห็นขี่จักรยานบ้าง  หรือจุงบ้าง  เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น


หุ่นกระบอกน้ำ

หุ่นกระบอกน้ำก็มีต้นกำเนิดมาจากการละเล่นเพื่อความบันเทิงของคนเวียดนามในอดีต  เวียดนามเป็นประเทศที่ฝนตกชุก  การแสดงหุ่นกระบอกก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาพภูมิประเทศ  น้ำท่วมก็ยังเล่นหุ่นกระบอกได้  หุ่นกระบอกน้ำจนกลายเป็นศิลปะพื้นบ้านที่แปลกกว่าประเทศอื่นๆ

ในงาน Expo 2010 ที่จีนเป็นเจ้าภาพและกำลังเปิดให้ชมงานอยู่ในขณะนี้ ประเทศเวียดนามยังได้นำการแสดงหุ่นกระบอกน้ำไปเผยแพร่ในงานนี้ด้วย

หุ่นกระบอกน้ำในเมืองฮานอย   มีเพียงแห่งเดียวในเวียดนาม  และมีแห่งเดียวในโลก  แต่ละวันเปิดแสดงหลายรอบ  คนแน่นทุกรอบ  ใครไปเที่ยวฮานอยถือว่าขาดไม่ได้ เพราะเป็นไฮไลท์สำคัญๆ  ดูแล้วอาจไม่มีอะไรพิศดารมากนัก  แต่ก็คุยกับใครได้ว่ามาเห็นแล้ว  หรือมาถึงฮานอยโดยสมบูรณ์แล้ว

หุ่นกระบอกน้ำเป็นจุดขายหรือเป็นโปรแกรมท่องเที่ยวที่ทุกบริษัททัวร์ต้องมีอยู่ในรายการ  ในโรงละครจุคนได้ไม่เกิน 300  แต่เต็มทุกรอบ  และเปิดแสดงวันละราว 5 รอบ  หันกลับมามองหุ่นละครเล็กโจหลุยส์ในบ้านเราที่ปิดโรง ปิดตัวเองไปเรียบร้อยเมื่อนานมานี้  สะท้อนให้เห็นอะไรบางอย่างว่าแตกต่างจากเวียดนามค่อนข้างมาก

หากธุรกิจท่องเที่ยวที่รับชาวต่างชาติ หรือ Inbound จะมีส่วนช่วยเหลือก็ทำได้ไม่ยาก  เพียงให้โปรแกรมนี้เข้าไปอยู่ในรายการท่องเที่ยวในรายการทัวร์กรุงเทพฯ  เช่นเดียวกับที่ประเทศอื่นๆเขาทำกัน  ไม่ว่าจะเป็นจีนหรือเวียดนาม  ละครหุ่นโจหลุยส์ก็คงอยู่คู่กับเมืองไทยได้อีกนานแสนนาน 

วันที่ชมหุ่นกระบอกน้ำได้ชมเป็นรอบสุดท้ายราว 3 ทุ่มเศษ   ส่วนรอบหัวค่ำถูกจองจนเต็ม  รอบนี้นึกว่าคนไม่มาก  ที่ไหนได้ฝรั่งนั่งกันเต็ม  หุ่นกระบอกน้ำมันแปลกตรงที่ผู้เชิดต้องลงไปแช่ในน้ำ  โดยใช้น้ำแทนเวที ระหว่างหุ่นเชิดกับผู้เชิดจะมีฉากกัน  คนนั่งจะมองไม่เห็น 

การแสดงก็เป็นประเภทประเพณีพื้นบ้าน  เช่นการทำมาหากิน  พิธีแต่งงาน  ขบวนแห่ของกษัตริย์  นอกจากนี้ยังมีการเชิดสิงห์โต และจุดประทัดกันในแม่น้ำ  สร้างความตื่นตากับผู้ชม บางฉากบางตอนก็เรียกเสียงฮาได้ไม่น้อย 

ออกจากโรงละครราว 4 ทุ่มเศษ  ตกใจว่าเกิดอะไรขึ้น แก๊งมอเตอร์ไซด์เต็มถนน  มองไปในที่มืดยังเห็นจอดซุ่มอีกหลายร้อยคัน   เค้ามาประท้วงอะไรกัน

คำตอบ..พวกเค้ามาแว้นครับ 

คืนนี้เป็นวันศุกร์  วัยรุ่นในฮานอยนัดมาแว้นกัน  ทั้งพวกสาวสก๊อย  เด็กแว้น รวมทั้งกลุ่มคนมุงที่มาดูเหตุการณ์  ดูแล้วนับเป็นพันๆคนเชียวครับท่าน

คืนนั้นสร้างความตื่นตาตื่นใจให้นักท่องเที่ยวคนไทยกันใหญ่  นึกไม่ถึงว่าเด็กแว้นในเวียดนามมีมากมายกว่าบ้านเราหลายเท่า  และจะมากันเวลาที่นัดหมายทุกประการ  คือคืนวันศุกร์และวันเสาร์

ตำรวจจับหรือไม่....

เห็นภาพแล้วคงปราบลำบาก  มันมากจนดูท่าจะปราบยาก  แต่เชื่อได้ว่าตำรวจน่าจะปราบอยู่  เรื่องเหี้ยม เรื่องโหด  เรื่องเก็บ  เหล่านี้ในเวียดนามยังมีอยู่  แต่คิดว่านานๆก็คงจะปล่อยผีกันบ้าง  ไม่เช่นนั้นพวกเหล่านี้คงลงแดงตาย

ทริปเวียดนามเหนือยังไม่จบนะครับ   ตอนต่อไปจะเป็นเรื่องอะไรก็ยังบอกไม่ได้  เพราะจำไม่ค่อยได้  อยากให้จบเร็วๆ   จะได้มีเรื่องใหม่ๆในต่างประเทศที่รอคิวอีกเพียบ  คิวยาวจนหายใจหายคอแทบไม่ทัน  ตอนนี้ก็สปีดเต็มที่  บางเรื่องก็ต้องตัดออก  เพราะทิ้งไว้นานไปกลัวจะเซ็ง 


คนที่เซ็งก็คือผมเองไงละครับ




โฟโต้ออนทัวร์
24 สิงหาคม 2553









ข้อมูลเมืองฮานอย เมืองหลวงของประเทศเวียดนาม

ฮานอย แปลว่า: "แม่น้ำภายใน"

ภูมิศาสตร์

พื้นที่: ปากแม่น้ำแดง
เนื้อที่: 3,344.7 ตาราง กม.

ประชาชน
ประชากร: 6,232,940

ชนชาติ
เวียต (Viet), ฮัว (Hoa)


ฮานอย (ภาษาเวียดนาม: อักษรกว๊กหงือ (quoc ngu) อักษรจื๋อโนม (chu nom) เป็นเมืองหลวงของประเทศเวียดนาม มีประชากรประมาณ 4,100,000 คน (พ.ศ. 2547)ในอดีตเคยเป็นเมืองหลวงของเวียตนามเหนือระหว่าง พ.ศ. 2497 ถึง พ.ศ. 2519 และก่อนหน้านั้นเคยเป็นเมืองหลวงของพื้นที่เวีตนามในปัจจุบันเป็นครั้งคราวตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 11 จนถึง พ.ศ. 2345 ฮานอยตั้งอยู่บนฝั่งขวาของแม่น้ำแดง อุตสาหกรรมในเมืองคือเครื่องจักร, ไม้อัด สิ่งทอ, สารเคมี และงานหัตถกรรม

เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2551 ได้มีการขยายเขตกรุงฮานอยไปอีก โดยครอบคลุมบริเวณมากกว่าเดิมถึง 3 เท่า เพื่อรองรับการเติบโตของเมือง และเมื่อถึงเดือนตุลาคม 2553 ก็จะครบวาระ 1000 ปีการสถาปนาเมือง

ประวัติศาสตร์

"ฮานอย" หมายถึงตอนต้นของแม่น้ำ ตั้งอยู่ตอนต้นอยู่บนลุ่มแม่น้ำแดง ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์ลี้สถาปนาขึ้นเป็นเมืองหลวงในปี พ.ศ. 1553 โดยใช้ชื่อว่า"ทังลอง" แปลว่า "มังกรเหิน" จนกระทั่ง พ.ศ. 2345 กษัตริย์ราชวงศ์เหงียนได้ย้ายเมือหลวงไปอยู่เมือง "เว้" เมื่อตกเป็นส่วนหนึ่ของอินโดจีนของฝรั่งเศส ฮานอยจึงกลับมาเป็นเมืองหลวงอย่างเป็นทางการอีกครั้งใน พ.ศ. 2430 ภายหลังได้รับเอกราชในปี พ.ศ. 2489 ดินแดนเวียดนามแยกออกเป็นสองประเทศ โดยฮานอยเป็นเมืองหลวงของเวียดนามเหนือ เมื่อรวมประเทศใน พ.ศ. 2519 จึงเป็นเมืองหลวงหนึ่งเดียวของเวียดนามในปัจจุบัน






แผนที่ประเทศเวียดนาม/ตำแหน่งเมืองฮานอย (คลิกที่ภาพ) แผนที่อ่าวฮาลอง (คลิกที่ภาพ)










สถานที่ท่องเที่ยวในฮานอย Hanoi Travel Guide


 ถนน 36 สายอาชีพ (The 36 Ancient Street)

 โรงละครหุ่นกระบอกน้ำ (Water Puppet Show)

 ทะเลสาบฮว่านเกี๋ยม (Ho Hoan Kiem หรือ ทะเลสาบคืนดาบ)

 วัดหง็อกเซิน ( Ngoc Son หรือ วัดเนินหยก)

 พิพิธภัณฑ์การปฏิวัติ ( Museum of Vietnamese Revolution)

 พิพิธภัณฑ์ศิลปกรรม ( Fine Arts Museum)

 พิพิธภัณฑ์ทหาร ( Army Museum)

 สุสานของโฮจิมินห์ (Ho Chi Minh’ s Mausoleum)

 พิพิธภัณฑ์โฮจิมินห์ (Ho Chi Minh Museum)

 โรงละครฮานอย ( Hanoi Opera House)

 พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ ( History Museum)

 ตลาดดงซวน (Dong Xuan)

 โบสถ์เซนต์โจเซฟ (St Joseph Cathedral)




เวียดนามเหนือ


หรือชื่ออย่างเป็นทางการว่า สาธารณรัฐประชาธิปไตยเวียดนาม คือประเทศที่เกิดจากการรวมของจังหวัดตังเกี๋ยและอันนามของฝรั่งเศส ประกาศก่อตั้งเมื่อวันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2488 ( ค.ศ. 1945) โดยประธานาธบดีโฮจิมินห์ ตั้งอยู่บริเวณครึ่งบนของประเทศเวียดนามในปัจจุบัน

ประวัติ

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลงในปี พ.ศ. 2488 เวียดนามได้ประกาศที่จะต่อสู้เพื่อให้เวียดนามหลุดพ้นจากสภาพการเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสอย่างเปิดเผย ด้วยความต้องการที่จะเป็นเอกราช จึงได้มีการสู้รบกันอย่างหนักเป็นเวลานานถึง 8 ปี จนกระทั่งกองกำลังเวียดมินห์ ของพรรคนิยมคอมมิวนิสต์เวียดนามสามารถโจตีป้อมปราการสำคัญของฝรั่งเศส ที่เดียนเบียนฟูแตกลงในวันที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2497

วิกฤตการณ์สงครามครั้งนั้นมีทางที่จะรุกรานจนกลายเป็นสงครามระหว่างประเทศ ฝรั่งเศสยอมรับความปราชัยและต้องสงบศึก ด้วยเหตุนี้จึงได้มีการลงนามใน “ อนุสัญญาเจนีวา พ.ศ. 2497 ” ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ มีผลให้เวียดนามถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ เวียดนามเหนือ และเวียดนามใต้ โดยมีเส้นขนานที่ 17 องศาเหนือเป็นเส้นแบ่งเขตเวียดนามเหนือ ยึดถือการปกครองแบบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ ภายใต้การนำของโฮจิมินห์

ต่อมา เมื่อมีความพยายามที่จะรวมเวียดนามทั้งสองส่วนเข้าด้วยกัน เวียดนามเหนือจึงได้ส่งกำลังกองโจรเวียดกงเข้าก่อกวนและแทรกซึมเข้าไปในเวียดนามใต้อย่างต่อเนื่อง โดยแฝงเข้ามาในลักษณะผู้ลี้ภัยและผู้อพยพ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2498 เรื่อยมา จากนั้นได้มีการปฏิบัติรุกรานด้วยอาวุธ และกำลังทหารอย่างรุนแรง ตลอดจนโฆษณาชวนเชื่อชักจูงใจราษฎรเวียดนามใต้ซึ่งได้ผลเป็นอย่างดี ประกอบการดำเนินการนโยบายด้านการบริหารประเทศของรัฐบาลเวียดนามใต้ประสบความล้มเหลว จึงไม่สามารถต่อต้านได้เพียงลำพังตนเอง และได้ร้องขอความช่วยเหลือจากมิตรประเทศฝ่ายโลกเสรี

เมื่อปี พ.ศ. 2508 เวียดนามใต้ตกอยู่ในจุดล่อแหลมที่สุดจนรัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้ส่งกำลังทหารเข้าไปปฏิบัติการในเวียดนามใต้ พร้อมด้วยกำลังทหารของพันธมิตรอีก 6 ประเทศ คือ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สเปน ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ และประเทศไทย ซึ่งผลออกมาก็คือการพ่ายแพ้ของสหรัฐฯ ทำให้ 2 ประเทศรวมเข้าด้วยกันในนามของประเทศเวียดนามที่มีการปกครองระบอบสาธารณรัฐสังคมนิยมที่ปกครองด้วยพรรคคอมมิวนิสต์ ดั่งเช่นการปกครองของเวียดนามเหนือ











   
 
   
copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ คลิก