รวมภาพท่องเที่ยวเมืองฮานอย ภาพจากทริปฮานอย ภาพชุดอ๋าวหญ่าย สามล้อซิคโล่ ซิกโล่ สาวเวียดนาม ภาพสาวๆเวียดนาม ภาพหุ่นกระบอกน้ำ ภาพนาข้าวเวียดนาม ภาพทุ่งนา รวมภาพอ่าวฮาลอง ฮาลองเบย์
เที่ยวทะเลสาบฮาลองเบย์ อาหารซีฟู้ดเวียดนาม ภาพอาหารเวียดนาม กินอาหารเวียดนาม ภัตตาคารเวียดนาม ภาพขี่จักรยานในเวียดนาม ภาพจราจรเวียดนาม ภาพท้องถนนในเวียดนาม การจราจรในเมืองฮานอย
   
 
     Photoontour โฟโต้ออนทัวร์
Home : Outbound tour : Hanoi 7     
 
 
             
 
 
 
 
 
 
Outbound Trip ภาพท่องเที่ยวในต่างแดน
 
 
  คลิกเลือกชมภาพจากทริป ฮานอย ประเทศเวียดนาม ได้จากภาพข้างล่าง
The End
ฮานอย
นาข้าว
ฮาลองเบย์
สามล้อซิกโล่
 
 

Hanoi ฮานอย ตอนที่ 7 สุสานโฮจิมินห์   Ho Chi Minh’ s Mausoleum
(เดินทาง กันยายน 50)



เช้าวันนี้เรามีโปรแกรมไปชมสุสาน และบ้านพักของโฮจิมินห์ (Ho Chi Minh) อดีตผู้นำประเทศเวียดนาม ผู้กอบกู้อิสระภาพมาจากฝรั่งเศส  หลังตกเป็นประเทศอาณานิคมมานานถึง  96 ปี  ตั้งแต่  พ.ศ.2401  จนถึง  พ.ศ.2497  

การกอบกู้ประเทศของโฮจิมินห์ เป็นการต่อสู้แบบจรยุทธหรือการรบแบบกองโจร  โดยรวมอาสาสมัครชาวเวียดนามมาฝึกอาวุธให้เป็นกองทัพของประชาชน  เรียกกองกำลังนี้ว่า “ เวียดมินห์ “  หรือกองกำลังกู้ชาติ  โดยมีนายพล โว เวียน เกี๊ยบ เป็นผู้นำการฝึกแบบจรยุทธ และมีโฮจิมินห์ เป็นผู้นำการต่อสู้ หรือเป็นแม่ทัพใหญ่

กองกำลังเวียดมินห์เอาชนะกองทัพฝรั่งเศสเมื่อปี พ.ศ.2497  เรียกการรบครั้งนี้ว่า “ศึกเดียนเบียนฟู "  Dien Bien Phu  

เดียนเบียนฟู เป็นที่มั่นสุดท้ายของฝรั่งเศสที่ตั้งอยู่กลางหุบเขาเมืองเดียนเบียน  จังหวัดทางตอนเหนือของเวียดนาม มีชายแดนติดต่อกับจังหวัดพงษ์สาลี ประเทศลาว  และอยู่ไม่ห่างจากชายแดนจีนมากนัก

ที่มั่นของฝรั่งศสในเดียนเบียนฟู  เป็นกองบัญชาการขนาดใหญ่ที่มีทหารจำนวนนับหมื่นๆนาย  ภายในค่ายทหารมีสนามบินที่ใช้ขนส่งอาวุธหนักและลำเลียงพล  รอบค่ายมีฐานที่ตั้งปืนใหญ่ที่ทันสมัย  พร้อมด้วยปราการที่แข็งแรงมั่นคง



แต่การรบครั้งนี้ฝรั่งเศสประเมินความสามารถของกองกำลังเวียดมินห์ผิดพลาด  มีความเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเองสูง  จนถึงสบประมาทว่า  ไม่มีทางที่กองทัพเวียดมินห์จะทำลายฐานที่มั่นแห่งนี้ได้

ขณะเดียวกันโฮจิมินห์ยังได้รับความช่วยเหลือด้านอาวุธยุทโธปกรณ์จากจีนและรัสเชีย  รวมทั้งได้รับกำลังใจจากชาวโลกที่ส่งมาถึงโฮจิมินห์ ในฐานะเป็นนักต่อสู้เพื่อประเทศและประชาชนชาวเวียดนาม

นอกจากนี้ก็ยังได้รับความช่วยเหลืออย่างลับๆจากกองทัพไทย  สมัยที่นายปรีดีย์พนมยงค์ เป็นนายกรัฐมนตรี  โดยจัดหาอาวุธประจำกายให้กับกองกำลังเวียดมินห์  

โฮจิมินห์ได้มีจดหมายตอบขอบคุณนายกฯของไทยในขณะนั้น   และเรียกกองทหารที่ติดอาวุธจากไทยนี้ว่า  “กองพันสยาม“

กองกำลังของโฮจิมินห์มีการวางแผนมาเป็นอย่างดี  โดยเฉพาะการรบในป่า  หรือบริเวณที่เต็มไปด้วยภูเขาสูง  โดยมือมีนายทหารมือขวาคนสนิทที่ชื่อ นายพลโว เวียน เกี๊ยบ (General Vo Nguyen Giap ) หรือฉายาสั้นๆ  นายพลเกี๊ยบ  เป็นผู้วางแผน  มีการฝึกยุทธวิธีการสู้รบแบบกองโจร  หรือลอบโจมตี



(นายพล เกี๊ยบ ต่อมาได้เป็นผู้บัญชาการรบให้กับกองทัพเวียดกง ในสมัยสงครามเวียดนาม  จนได้รับชัยชนะจากสหรัฐอเมริกา และเมื่อเวียดนามรวมประเทศเป็นหนึ่งเดียว ก็ได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม  นับว่าเป็นนายทหารที่มีความเชียวชาญการรบในป่าหรือแบบจรยุทธเป็นอย่างสูง  จนอเมริกานำยุทธวิธีนี้ไปศึกษา และเขียนเป็นตำราเพื่อฝึกอบรมให้กับทหารฝ่ายพันธมิตร ก่อนที่จะเข้าไปร่วมรบในสงครามเวียดนาม )

เดียนเบียนฟู เป็นจังหวัดที่อยู่ทางตอนเหนือของเวียดนาม  ห่างจากกรุงฮานอยไปประมาณ 200 กม. และอยู่ติดชายแดนของลาว ใกล้เขตแดนประเทศจีน  เรียกว่าเป็นรอยต่อของ 3 ประเทศ

ในการต่อสู้กับฝรั่งเศส  กองกำลังเวียดมินห์มีความทรหดไม่ต่างกับกองทัพมด  สามารถขนอาวุธหนักเช่นปืนใหญ่  เครื่องยิงลูกระเบิด  รวมทั้งปืนต่อสู้อากาศยาน ผ่านป่าเขา และข้ามแม่น้ำไปได้  การขนย้ายใช้วิธีแบกหามด้วยแรงงานคน และกองทัพจักรยาน หากต้องข้ามแม่น้ำก็ใช้ลวดสลิงขึงแล้วใช้วิธีการชักลอก
 
วิธีการขนอาวุธหนักก็คือจะถอดอาวุธออกเป็นชิ้นๆ  เพื่อสะดวกในการขนย้าย เมื่อเข้าใกล้ฐานกำลังของฝรั่งเศสในรัศมีทำการยิง ก็จะนำมาประกอบกันใหม่ 

วิธีนี้ฝรั่งเศสคาดไม่ถึง  และในการสู้รบเมื่อเดือน พฤษภาคม 2497  ปีนใหญ่นานาชนิดของเวียดมินห์ก็ระดมยิงใหญ่ฐานที่มั่นของฝรั่งเศสจนเสียหายย่อยยับ ขณะเดียวกันได้ทำลายเครื่องบินไปหลายลำ  สนามบินใช้การไม่ได้  เครื่องบินของฝรั่งเศสและของสหรัฐอเมริกาที่ส่งมาร่วมรบก็ไม่สามารถร่อนลงจอดได้  เนื่องจากหอบังคับการณ์ถูกทำลาย  จึงได้แต่ส่งหน่วยพลร่มลงมาเสริมกำลัง

การรบครั้งนี้ทำให้แม่ทัพนายกองของฝรั่งเศสถูกจับและเสียชีวิตไปหลายนาย  บางรายถึงกับระเบิดพลีชีพตัวเอง เพื่อหนีความอับอาย  และคำสบประมาทที่เคยดูแคลนกองทัพเวียดมินห์ 

ูกองทัพเวีบดมินด์ใช้วิธีโอบล้อมและซุ่มโจมตีทีละฐาน ด้วยวิธีการรบแบบกองโจร โดยใช้เวลาเพียง 55 วัน และวันที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ.2497 เวียดมินห์ก็สามารถเผด็จศึกได้สำเร็จ ฝรั่งเศสยอมแพ้ และยอมให้จับกุมในฐานะเชลย

กองทัพฝรั่งเศสเสียชีวิตมากกว่า 2,000 คน บาดเจ็บ 5,600 คน ถูกจับเป็นเชลยอีก 6,500 คน โดยในจำนวนนี้เป็นนายพล 1 คน นายพัน 16 คน และนายร้อย 1,749 คน  ส่วนทางฝ่ายเวียดมินห์ก็ได้รับการสูญเสียไปไม่ไช่น้อย  ถึงแม้จะไม่มีตัวเลขยืนยัน  แต่เข้าใจว่าคงสูญเสียมากกว่ากองทัพฝรั่งเศสไปหลายเท่า  

แต่นั่นไม่ไช่สาระสำคัญ 

ความสำคัญมันอยู่ตรงที่กองกำลังเวียดมินห์เอาชนะฝรั่งเศสได้  และเป็นเหตุการณ์ช๊อกโลก  ชาวฝรั่งเศสถึงกับตกใจกับเหตุการณ์ไม่ไช่น้อย  กรุงปารีสตกอยู่ในภาวะชะงักงัน  สถานบันเทิงปิดชั่วคราว  เพราะไม่มีใครไปใช้บริการ  ทั่วโลกเกิดความสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับฝรั่งเศส  ชาติมหาอำนาจที่พึ่งผ่านสงครามโลกครั้งที่สองมาหมาดๆ




เวียดนาม กับ ฝรั่งเศส แตกต่างกันอย่างลิบลับในแสนยานุภาพทางทหาร 

การพ่ายแพ้ของฝรั่งเศสจึงเป็นที่มาของการทำสัญญาสงบศึกที่กรุงเจนีวา เรียกว่า “ อนุสัญญาเจนีวา” สาระสำคัญคือ ให้แบ่งเวียดนามออกเป็นสองส่วน คือ เวียดนามเหนือ และเวียดนามใต้ โดยใช้เส้นรุ้งที่ 17 เหนือ หรือแม่น้ำเบนให่  เป็นเส้นแบ่งดินแดน 


นอกจากนี้ในสนธิสัญญายังระบุให้  ลาว และกัมพูชา  พ้นการปกครองจากฝรั่งเศสไปพร้อมๆกัน

สนธิสัญญาที่ทำขึ้นครั้งนี้  ไม่ต่างกับยิงปืนนัดเดียวแต่ได้นกถึง 3 ตัว  นั่นก็หมายถึงว่าประเทศลาวกับกัมพูชา ได้รับอิสระภาพไปพร้อมๆกับประเทศเวียดนาม


โฮจิมินห์  หรือลุงโฮ  กลายเป็นรัฐบุรุษผู้มีคุณูปราการอย่างใหญ่หลวงต่อชาวเวียดนาม จนได้รับการยกย่องให้เป็น “ บิดาของประเทศ “ และจากการเอาชนะฝรั่งเศสในครั้งนี้ทำให้ชื่อเสียงของโฮจิมินห์โด่งดังไปทั่วโลก ในฐานะนักปฏิวัติฝรั่งเศสผู้ยิ่งใหญ่

ทุกวันนี้ โฮจิมินห์ อยู่ในจิตใจของคนเวียดนามอย่างเหนียวแน่นและลึกซึ้ง ไปที่ไหนๆก็จะเห็นแต่ภาพถ่ายและภาพวาดของลุงโฮเต็มไปหมด  โดยเฉพาะภาพวาดของลุงโฮ  พบเห็นทุกแห่งในสถานที่ท่องเที่ยว  คนเวียดนามซื้อไปเป็นที่ระลึกหรือซื้อไปบูชาไว้ที่บ้าน  ขณะเดียวกันก็ยังเป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยว



แต่หลังได้รับอิสระภาพจากฝรั่งเศสเมื่อปี 2497  ประเทศเวียดนามก็ไม่ต่างกับ  “ เคราะห์ซ้ำ กรรมซัด “    

เวียดนามถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเทศตามสนธิสัญญาเจนีวา  เส้นขนานที่ 17 หรือแม่น้ำเบนไห่ กลายเป็นเส้นแบ่งเขตแดน  คนทั้งสองประเทศไม่สามารถติดต่อไปมาหาสู่กันได้  ไม่ต่างกับประเทศเยอรมันตะวันออก และเยอรมันตะวันตก  เวียดนามตอนเหนือกลายเป็นประเทศคอมมิวนิสต์  มีกรุงฮานอยเป็นเมืองหลวง และโฮจิมินห์ได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธานาธิบดี (พ.ศ.2498 – 2512 )  แต่ในการบริหารประเทศ จีนและรัสเซียเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง รวมทั้งสนับสนุนด้านอาวุธเพื่อต่อสู้กับสหรัฐอเมริกา  ซึ่งเป็นอำนาจใหม่ที่เข้ามาแทนฝรั่งเศส    
 
ส่วนเวียดนามใต้ มีฝรั่งเศสและสหรัฐอเมริกาหนุนหลัง  เรียกว่าฝ่ายโลกเสรี  พร้อมกับแต่งตั้ง โง ดินห์ เดียม  ขึ้นเป็นประธานาธิบดีคนแรก  มีกรุงไซ่ง่อนเป็นเมืองหลวง    

จากนั้นสงครามเวียดนาม หรือที่เรียกว่าสงครามเย็น (Cool War) ก็เริ่มขึ้น เวียดนามเหนือ กับเวียดนามใต้ ไม่ต่างกับคู่มวยที่ขึ้นต่อสู้กันบนเวที  แต่เป็นคู่มวยชาติเดียวกัน โดยจีนกับรัสเซียเป็นพี่เลี้ยงให้กับเวียดนามเหนือ  ส่วนสหรัฐอเมริกาและประเทศพันธมิตรเป็นพี่เลี้ยงให้กับเวียดนามใต้  ในนามของกองทัพ ฝ่ายพันธมิตร หรือ ซีโต้ SEATO (Southeast Asia Treaty Organization ) ซึ่งประกอบด้วยทหารจากหลายๆชาติ แต่มีสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศหลัก หรือเป็นสปอนเซอร์ใหญ่

มองในจุดนี้ก็ไม่ด่างกับว่าสหรัฐต้องการสร้างความชอบธรรมในการทำสงครามเวียดนาม จึงรวมรวมพันธมิตรในหลายประเทศที่มีความตื่นกลัวกับภัยของระบอบคอมมิวนิสต์มาเป็นพรรคพวก เพื่อไห้ชาวโลกเข้าใจว่ากระทำในนามของฝ่ายโลกเสรี หรือฝ่ายอธรรม โดยมีสหรัฐเป็นหัวเรือใหญ่ ในฐานะที่เป็นฝ่ายกำชัยชนะจากสงครามโลกครั้งที่สอง หลังปิดฉากสงครามด้วยการทิ้งระเบิดปรมาณูที่เมือง ฮิโรชิมา และ นางาซากิ

ประเทศเวียดนามทั้งเหนือและใต้ ไม่ต่างเป็นสนามรบ ที่เหล่าชาติมหาอำนาจคู่อริ ส่งอาวุธร้ายแรงเข้ามาประหัติประหารกัน ทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ บริษัทผลิตอาวุธต่างก็ใช้สงครามเวียดนามเป็นสถานที่ทดสอบสมรรถนะ มีการนำภาพความเสียหาย บาดเจ็บ ล้มตาย ของชาวเวียดนามไปเป็นภาพโฆษณาการซื้อขาย

และที่สร้างบาดแผลให้กับชาวเวียดนามมาจนถึงทุกวันนี้ ก็ได้แก่ ระเบิดเคมี หรือฝนเหลือง เครื่องบินสหรัฐอเมริกานำสารเคมีมาโปรยตามป่าเขา เพื่อขับไล่พวกเวียดกง แต่ผลจากสารพิษได้ทำลายป่าไม้ และสภาพแวดล้อม ภูเขาที่มีต้นไม้ขึ้นเต็มกลายเป็นเขาหัวโล้น น้ำในแม่น้ำกลายเป็นสารพิษ ประชาชนที่อาศัยแหล่งน้ำ หรือสัมผัสกับสารพิษกลายเป้นคนพิการ และยังส่งผลไปถึงลูกหลาน กลายเป็นโรคติดต่อทางพันธุกรรม ทุกวันนี้หากใครไปเที่ยวเวียดนามแล้วพบเห็นคนพิการตามที่ต่างๆ ก็ต้องบอกว่าส่วนใหญ่เป็นผลมาจากฝนเหลือง

ปัจจุบันประเทศเวียดนามมีคนพิการเป็นจำนวนมาก เช่นเดียวกับกัมพูชา ส่วนใหญ่เป็นโปลืโอ แข้งขาลีบ เดินไม่ได้ ต้องใช้รถเข็น ทางรัฐบาลและเอกชนจึงเข้ามาช่วยเหลือฝึกอาชีพ เพื่อให้มีรายได้เลี้ยงตัวเอง (ดูตัวอย่างสถานฝึกอาชีพในเมืองฮานอย)

ทั้งสองประเทศต่อสู้กันเป็นเวลานานถึง 20 ปี  ตั้งแต่ พ.ศ.2498 จนถึง 2518 ประเทศเวียดนามเสียหายย่อยยับในทุกๆด้าน มีคนพิการเป็นจำนวนมาก มีผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์นับล้านคน ในจำนวนนี้มีทั้งประชาชนชาวเวียดนามทั้งสองประเทศ ทหารเวียดนามเหนือและใต้ รวมทั้งทหารสหรัฐอเมริกา และฝ่ายพันธมิตร

หลังอเมริกาพ่ายแพ้แก่กองทัพเวียดกง เวียดนามเหนือและเวียดนามใต้ ได้กลับมารวมเป็นหนึ่งเดียวอีกครั้งหนึ่ง  

ปัจจุบันประเทศเวียดนามมี กรุงฮานอย เป็นเมืองหลวง  และเปลี่ยนชื่อกรุงไซ่ง่อน หรือเมืองหลวงของประเทศเวียดนามใต้ มาเป็น
กรุงโฮจิมินห์ซิตี้ ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นเกียรติกับโฮจิมินห์ 



สุสานโฮจิมินห์ 

สุสานโฮจิมินห์กลางกรุงฮานอย  เป็นอาคารที่ไม่ใหญ่โตนัก  แต่เป็นศูนย์รวมของชาวเวียดนามเพื่อรำลึกถึงบรรพบุรุษผู้เสียสละ 

รัฐบาลเวียดนาม ให้เกียรติกับอดีตผู้นำอย่างสูงส่ง  และอย่างสมเกียรติ   ทุกเช้าที่ลานจัตุรัสบ่าดิ่ง (Ba Dinh Square) จะมีทหารแต่งชุดขาวเต็มยศยืนรักษาการณ์  คอยจัดระเบียบและอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวซึ่งมีทั้งชาวเวียดนาม และนักท่องเที่ยวต่างชาติที่หลั่งไหลกันมาชมร่างใร้วิญญาณของประธานาธิบดีโฮจิมินห์  ซึ่งเก็บรักษาไว้ในโลงแก้ว  ในสภาพที่ไม่ต่างกับคนนอนหลับ 


ถึงวันนี้ ลุงโฮ นอนสงบนิ่งอยู่ในโลงแก้วมานานถึง 40 ปี

วิทยาการรักษาศพไม่ให้เน่าเปื่อยเป็นเทคโนโลยี่ขั้นสูงของโลกคอมมิวนิสต์  ที่ใช้เก็บรักษาศพของอดีตผู้นำคนสำคัญไว้เป็นเวลานานๆโดยไม่เน่าเปื่อย ตัวอย่างเช่น ศพของ เลนิน และ สตาลิน อดีตผู้นำรัสเซีย   

ทุกวันนี้ลุงโฮนอนสงบนิ่งอยู่ภายในสุสานที่ตั้งกลางเมือง  แต่จะมีสภาพเหมือนคนนอนหลับหรือไม่  ต้องไปพิสูจน์ด้วยตาตนเอง  เพราะที่นี่ห้ามพกกล้องเข้าไปโดยเด็ดขาด  เห็นลุงโฮแล้ว จะเชื่อ หรือไม่เชื่อ  ก็แล้วแต่ความคิดของแต่ละคน 

ลุงโฮ เป็นตัวอย่างการดำเนินชีวิตให้กับชาวเวียดนาม เช่นใช้ชีวิตแบบสมถะ  (หรือให้ทันสมัยแบบบ้านเราก็คือการใช้ชีวิตแบบพอเพียง)  โดยปฏิบัติให้เป็นตัวอย่างแก่ชาวเวียดนาม  เช่นบ้านพักก็ไม่ได้หลังใหญ่โต ถึงแม้รัฐบาลพยายามสร้างให้สมเกียรติกับตำแหน่งประธานาธิบดี  แต่ลุงโฮก็ปฏิเสธ 

และบ้านไม้หลังนี้กลายเป็นจุดสนใจของนักท่องเที่ยว แต่ละวันมีผู้เข้าชมนับหมื่นๆคน
 
นี่คือตัวอย่างของผู้นำประเทศที่น่ายกย่อง ตลอดชีวิตมีแต่ความคิดที่จะทำเพื่อชาติ เพื่อประชาชน  ผิดกับอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ที่ตลอดชีวิตการทำหน้าที่ผู้นำประเทศ มีแค่ความคิดที่จะโกงชาติปล้นแผ่นดิน จนทุกวันนี้กลายเป็นคนไร้ประเทศ  ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง 

ล่าสุดเมื่อวันที่  10  ตุลาคม 2553 เว็บไซต์ของหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ ได้จัดอันดับอดีตผู้นำเลวที่สุดในโลก  5 อันดับ และตำแหน่งอันทรงเกียรตินี้ก็มีอดีต นายกฯ ทักษิณ  ชินวัตร รวมอยู่ด้วย  นับเป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูล ชินวัตร เป็นอย่างยิ่ง (แต่คนอื่นๆไม่ควรเอาเยี่ยงอย่าง เพราะความเลวแบบนี้ มันเป็นคุณสมบัติประจำตระกูล และเป็นเรื่องเฉพา
ะตัว จะหาผู้ใดเสมอเหมือนได้ยาก)

คนต่างชาติเขายังมีปัญญาฉลาดรู้ว่าคนไทยคนไหนดี หรือคนไหนเลว  ผิดกับคนไทยอีกเป็นจำนวนมากที่ยังศรัทธา นาย ทักษิณ ไม่ต่างกับเป็นเทพฯ ที่จุติมาเกิด  ยังมีความเลื่อมใสกันอย่างหัวปักหัวปำ และบ้าคลั่ง ทั้งๆที่คนส่วนใหญ่ของประเทศหูตาสว่างขึ้น  รู้ว่ามนุษย์คนนี้สุดเลวขนาดไหน  แม้กระทั่งเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน  มันยังดูถูกดูแคลน ว่ากล่าวจาบจ้วงอยู่บ่อยๆ 

ข่าวนี้น่าถือว่าเป็นข่าวดีของประเทศไทยที่ช่วยให้คนไทยมีความสุข อย่างน้อยๆก็ช่วยให้ชาวโลกได้รู้จักคนเลวของประเทศไทย หรือคนเลวของชาติ มากยิ่งขึ้น ความจริง CNN หรือสำนักข่าวต่างประเทศอื่นๆน่าจะช่วยกันกระจายข่าวนี้ โดยเฉพาะสำนักข่าวของกรุงพนมเปญ คนเขมร และนายกฯฮุนเซ็น จะได้รู้ความจริง และอาจฉลาดขึ้นกว่าแต่ก่อน ไม่ปล่อยให้พวกเสื้อแดงไปฝึกอาวุธกันในประเทศของตนเอง หรือให้เป็นแหล่งกบดานของพวกเผาประเทศและนักโทษหนีคดี

นี่หากประเทศในกลุ่มอาเซี่ยนให้คะแนนโหวตกัน ตำแหน่งอดีตผู้นำเลวที่สุดของอาเซียน ก็คงไม่พ้น ทักษิณ อีกเช่นเคย เพราะมองไปทางไหนก็หาคู่แข่งไม่ได้ ยกเว้นแต่นายโจเซฟ เอสตราดา จากฟิลิปปินส์ แต่คิดว่าทักษิณเป็นต่อหลายขุม ขนาดเซียนมวยยังกระซิบบอกมาว่า ทักษิณ ค่ายเจ้าแม่ไทยรักไทย ลำหักลำโค่นดีกว่า ขนาดศรีทนนชัยยังนับถือว่าเป็นพ่อ

เข้าใจว่า ทักษิณ และครอบครัว คงดีใจจนเนื้อเต้นหลังทราบข่าวนี้ เครือญาติและบริวารคงเลี้ยงฉลองกัน 7 วัน 7 คืน ขณะเดียวกันที่บ้านคงรับแขกกันชนิดหัวบันใดไม่แห้ง ที่ต้องออกมารับช่อดอกไม้จากผู้ที่มาแสดงความยินดี
กันตลอดทั้งวัน

เฮ้อ.. เห็นข่าวนี้แล้วก็อดที่จะอิจฉาไม่ได้

คนไทยหลายคนคงคิดว่า เกิดมาครั้งนี้คงไม่เสียชาติเกิด โชคดีจริงๆที่มีคนไทยระดับนายกรัฐมนตรี ได้รับตำหน่งคนเลวระดับโลก ทำให้คนไทยในชาตินี้มีโอกาสเห็นหน้าเห็นตา เพราะชาติโน้นหรือชาติไหนๆ คงหาคนเลวแบบนี้ทำยายาก เกิดมาชาตินี้โชคดีจริงๆ..

ใครอยากรู้ว่า  TOP 5  ผู้นำสุดเลวของโลก  ที่วอชิงตันโพสต์จัดอันดับให้ ว่ามีใครบ้าง  

นี่เลย ... เราจัดให้

Thaksin Shinawatra
Obasanjo Olesegun 
Joseph Estrada 
Gerhard Schroer 
Jose Maria Axnar 
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
นายโอบาซันโจ โอเลเซกุน  
นายโจเซฟ เอสตราดา
นาย แกร์ฮาร์ด ชโรเดอร์
นายโอเซ มาเรีย อัซนาร์  
นายกรัฐมนตรี ไทย
ประธานาธิบดี ไนจีเรีย
ประธานาธิบดี ฟิลิปปินส์
นายกรัฐมนตรี เยอรมันนี
นายกรัฐมนตรี สเปน
 ปี 2001-2006 ปี 1999-2007 ปี 1998-2001   ปี 1998-2005  ปี 1996-2004

อ่านข่าวนี้ คลิก : นี่ด้วย : นี่ด้วย หรือดูข่าวต้นฉบับต้องนี้ >



โฟโต้ออนทัวร์
11 ตุลาคม 2553




เบื้องหลังสงคราม ระหว่างกองกำลังเวียดมินห์ กับ ฝรั่งเศส ในศึกเดียนเบียนฟู ปี 2497
ในภาพเป็นการเคลื่อนย้ายอาวุธยุทโธปกรณ์ด้วยแรงงานคน และกองทัพจักรยาน ซึ่งเต็มไปด้วยความยากลำบาก







ข้อมูลเมืองฮานอย เมืองหลวงของประเทศเวียดนาม

ฮานอย แปลว่า: "แม่น้ำภายใน"

ภูมิศาสตร์

พื้นที่: ปากแม่น้ำแดง
เนื้อที่: 3,344.7 ตาราง กม.

ประชาชน
ประชากร: 6,232,940

ชนชาติ
เวียต (Viet), ฮัว (Hoa)


ฮานอย (ภาษาเวียดนาม: อักษรกว๊กหงือ (quoc ngu) อักษรจื๋อโนม (chu nom) เป็นเมืองหลวงของประเทศเวียดนาม มีประชากรประมาณ 4,100,000 คน (พ.ศ. 2547)ในอดีตเคยเป็นเมืองหลวงของเวียตนามเหนือระหว่าง พ.ศ. 2497 ถึง พ.ศ. 2519 และก่อนหน้านั้นเคยเป็นเมืองหลวงของพื้นที่เวีตนามในปัจจุบันเป็นครั้งคราวตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 11 จนถึง พ.ศ. 2345 ฮานอยตั้งอยู่บนฝั่งขวาของแม่น้ำแดง อุตสาหกรรมในเมืองคือเครื่องจักร, ไม้อัด สิ่งทอ, สารเคมี และงานหัตถกรรม

เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2551 ได้มีการขยายเขตกรุงฮานอยไปอีก โดยครอบคลุมบริเวณมากกว่าเดิมถึง 3 เท่า เพื่อรองรับการเติบโตของเมือง และเมื่อถึงเดือนตุลาคม 2553 ก็จะครบวาระ 1000 ปีการสถาปนาเมือง

ประวัติศาสตร์

"ฮานอย" หมายถึงตอนต้นของแม่น้ำ ตั้งอยู่ตอนต้นอยู่บนลุ่มแม่น้ำแดง ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์ลี้สถาปนาขึ้นเป็นเมืองหลวงในปี พ.ศ. 1553 โดยใช้ชื่อว่า"ทังลอง" แปลว่า "มังกรเหิน" จนกระทั่ง พ.ศ. 2345 กษัตริย์ราชวงศ์เหงียนได้ย้ายเมือหลวงไปอยู่เมือง "เว้" เมื่อตกเป็นส่วนหนึ่ของอินโดจีนของฝรั่งเศส ฮานอยจึงกลับมาเป็นเมืองหลวงอย่างเป็นทางการอีกครั้งใน พ.ศ. 2430 ภายหลังได้รับเอกราชในปี พ.ศ. 2489 ดินแดนเวียดนามแยกออกเป็นสองประเทศ โดยฮานอยเป็นเมืองหลวงของเวียดนามเหนือ เมื่อรวมประเทศใน พ.ศ. 2519 จึงเป็นเมืองหลวงหนึ่งเดียวของเวียดนามในปัจจุบัน






แผนที่ประเทศเวียดนาม/ตำแหน่งเมืองฮานอย (คลิกที่ภาพ) แผนที่อ่าวฮาลอง (คลิกที่ภาพ)










สถานที่ท่องเที่ยวในฮานอย Hanoi Travel Guide


 ถนน 36 สายอาชีพ (The 36 Ancient Street)

 โรงละครหุ่นกระบอกน้ำ (Water Puppet Show)

 ทะเลสาบฮว่านเกี๋ยม (Ho Hoan Kiem หรือ ทะเลสาบคืนดาบ)

 วัดหง็อกเซิน ( Ngoc Son หรือ วัดเนินหยก)

 พิพิธภัณฑ์การปฏิวัติ ( Museum of Vietnamese Revolution)

 พิพิธภัณฑ์ศิลปกรรม ( Fine Arts Museum)

 พิพิธภัณฑ์ทหาร ( Army Museum)

 สุสานของโฮจิมินห์ (Ho Chi Minh’ s Mausoleum)

 พิพิธภัณฑ์โฮจิมินห์ (Ho Chi Minh Museum)

 โรงละครฮานอย ( Hanoi Opera House)

 พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ ( History Museum)

 ตลาดดงซวน (Dong Xuan)

 โบสถ์เซนต์โจเซฟ (St Joseph Cathedral)





   
 
   
copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ คลิก