เกาะแกร์ นครหลวงที่ถูกลืม นครนอกคอก หรืออาณาจักรนอกคอก สร้างในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 4 อยู่ห่างจากเมืองเสียมเรียบ 80 กม.ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ในเขต จ. เขาพระวิหาร ชมกลุ่มปราสาทเกาะแกร์ ประกอบด้วย ปราสาทกรอฮอม ปราสาทธม ซึ่งเป็นปราสาทรูปทรงปิรามิดแบบขั้นบันได (ปิรามิดแห่งขอม)ที่เคยเป็นที่ประดิษฐานศิวลึงค์ที่สร้างด้วยสำริดสูงถึง 19 ชั้น ศิลปะในยุคนี้เรียกว่าศิลปะแบบเกาะแกร์ ชมปราสาทเบ็งเมเลีย ปราสาทบึงมาลา ปราสาทนครวัดแห่งตะวันออก Beng Mealea

Photoontour.Com โฟโต้ออนทัวร์    เว็บไซต์ภาพถ่าย เว็บไซต์ท่องเที่ยว    Home > Outbound Tour > Koh Ker > Poipet            
ทริปเกาะแกร์ เบ็งมาเลีย ปราสาทธม ปิรามิด ยุคขอมโบราณ (Koh Ker Pre Angkor)
1 ปอยเป็ต
2 สู่เสียมเรียบ
3 โตนเล
4 โตนเล 2
5 ปราสาทพราห์ม
6 ปิรามิดขอม
7 ปราสาทชลับ
8 ปราสาทอังคณา
9 ตลาดซาจั๊ะ
10 ชีวิตคนเขมร
11 การแสดง
12 วัดพนมกุเลน
13 กบาลสะเปียน
14 เบ็งเมเลีย
15 ขากลับ
ตอนที่ 1 บรรยากาศที่ปอยเปต ก่อนออกเดินทางสู่เสียมเรียบบนเส้นทางสายฝุ่น
Poipet (also Poiphet, properly Paoy Paet) is a Cambodian town on the Cambodia/Thailand border, in Ou Chrov district, Banteay Meanchey Province. It is a key crossing point between the two countries, and also extremely popular as a gambling destination as gambling is popular, but illegal in Thailand. There is a strip of casinos and hotels between the Cambodian and Thai passport control counters, enabling Thais to gamble in Cambodia without needing to go through Cambodian immigration. Poipet is adjacent to the town of Aranya Pratet on the Thai side of the border.
Source : http://en.wikipedia.org
การเดินทางสู่เกาะแกร์ เบ็งมาเลีย นครที่ถูกลืม หรืออาณาจักรนอกคอก ชมปิรามิดแห่งขอม ณ กลางป่าเมืองเขมร ทริปนี้เดินทาง เมื่อเดือน พฤษภาคม 2551 (ตอนที่ 1)
 
 

สนใจทริปไหน  
คลิกเลย >  

 

     
 

ทริปเกาะแกร์ ปราสาทธม ปิรามิดแห่งขอม



                             ความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรขอมโบราณ นครแห่งปราสาทหิน คงไม่ต้องกล่าวถึงกันมากนัก หลายคนคงจะพอทราบกันดีอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าเคยไปเห็นกันมาแล้วหรือยังเท่านั้นเอง คนที่เคยไปเห็นมาแล้วก็บอกว่าไม่เสียชาติเกิด บางคนก็บอกว่าหากไม่เคยไปก็ยังไม่สมควรตาย

สรุปว่าชาตินี้ควรหาโอกาสไปเห็นกันให้ได้

คนไทยที่คิดว่าไม่อยากไปเที่ยวเขมร บ้างก็ว่าเขมรทำตัวน่าเบื่อหน่าย คอยจะทะเลาะกับไทยอยู่เรื่อย โดยเฉพาะปัญหาชายแดนที่ยังไม่มีความชัดเจน ต่างก็อ้างว่าพื้นที่ทับซ้อนเป็นดินแดนของตน ตามแผนที่ที่ถือคนละฉบับและไม่ตรงกัน

ปัญหาพื้นที่ทับซ้อนได้ประทุขึ้นมาอีกครั้งเมื่อปี 2551 หลังสง
บนิ่งมานานเกือบ 50 ปี จากคดีข้อพิพาทเรื่องเขาพระวิหารที่เริ่มต้น เมื่อปี 2502

ี่รัฐมนตรีว่าการฯต่างประเทศ นายนพดล ปัทมะ ได้รับรองแผนที่ของกัมพูชา และเป็นเอกสารแนบท้ายสัญญา เพื่อยื่นต่อคณะกรรมการยูเนสโก ในการพิจารณายกปราสาทพระวิหารขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในนามของประเทศกัมพูชา โดยที่ไทยไม่ได้มีส่วนร่วมในการยื่นเสนอครั้งนี้แต่อย่างใด ทั้งที่องค์ประกอบสำคัญอื่นๆ่รอบปราสาท เป็นของไทย และอยู่ในดินแดนไทย

การรับรองเอกสารของกัมพูชาครั้งนี้ นายนพดล ปัทมะ และ นายกฯ สมัคร สุนทรเวช นำเข้าเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรีกันอย่างรีบเร่ง มีพิรุธ ลุกลี้ลุกลน เหมือนมีบางอย่างแอบแฝง คณะรัฐมนตรีบางคนบอกว่าไม่เคยเห็นเอกสารที่เสนอต่อที่ประชุม และไม่ทราบรายละเอียดมาก่อน ที่สำคัญไม่ได้นำเข้าสภาผู้แทนราษฎร เพื่อขออนุมัติรับรองตามกฏหมายรัฐธรรมนูญฉบับปี 50 เพราะถือเป็นเรื่องของความสุ่มเสี่ยงในการเสียดินแดน

กระแสข่าวกล่าวว่าเบื้องหลังของเรื่องนี้ มีผลประโยชน์ของทักษิณ รวมอยู่ด้วย เป็นการเอาอกเอาใจเขมร แลกกับการลงทุนบนเกาะกงของกัมพูชา ในธุรกิจบันเทิง หรือ Entertainment Complex ซึ่งรวมสถานกาสิโนอยู่ด้วย

นอกจากนี้นักวิชาการยังกล่าวว่า หากไทยเสียเปรียบในเรื่องเขตแดนครั้งนี้ ก็จะส่งผลต่อไปในอนาคตในเรื่องน่านน้ำชายฝั่งทางทะเล ระหว่างไทยกับกัมพูชา ที่ต้องกำหนดแนวเขตกันใหม่ เพราะจุดวัดพิกัดจากสันเขาได้เปลี่ยนไป เรื่องข้อพิพาทครั้งนี้จึงมีผลกระทบต่อการเสียดินแดนทั้งบนบก และในทะเล ซึ่งมีผลสำรวจออกมาแล้วว่าน่านน้ำในบริเวณรอยต่อนั้น เป็นแหล่งพลังงานก๊าสและน้ำมันอย่างมหาศาล

หากพิจารณามาถึงตรงนี้แล้วก็จะเห็นว่า เรื่องการท่องเที่ยวปราสาทเขาพระวิหาร ระหว่างไทยกับกัมพูชาเป็นเพียงแค่ฉากหน้า แต่หลังฉากแล้วเป็นเรื่องผลประโยชน์ทางทะเล และธุรกิจบนเกาะกงมากกว่า ที่จะเก็บกินผลประโยชน์ได้ในระยาวอีกหลายสิบปี...

นั้นนะซิ เขาว่า ทักษิณ อยากมีเอี่ยวตรงนี้มากกว่า เรื่องของเรื่องจึงต้องทำกับแบบเร่งรีบ มีพิรุธ กันอย่างที่เห็นกัน และเป็นที่มาของการกระทบกระทั่งในเวลานี้ จนทหารไทยที่รักษาพิ้นที่ตามแนวชายแดนต้องบาดเจ็บล้มตายจากการปะทะกับทหารเขมร

...ปัญหานี้มาจากนักการเมืองที่สร้างปัญหาหรือเปล่า เลวจริง


หากไทยเรานิ่งเสียแต่แรกเหมือนกับรัฐบาลชุดของพลเอก สรยุทธ จุลานนท์ โดยไม่ไปรับรองเอกสารใดๆ ปัญหากระทบกระทั่งก็คงไม่เกิด เขาพระวิหารก็คงเป็นแหล่งท่องเที่ยวต่อไปตามปกติ แต่มาวันนี้ ทหารไทย และทหารกัมพูชา ตรึงกำลังอยู่บนเขาพระวิหารเต็มไปหมด ถนนเข้าสู่บริเวณนี้ถูกปิด ไม่ให้นักท่องเที่ยวและชาวบ้านเข้าไปในบริเวณนั้น เห็นกันหรือยังว่าใครเป็นต้นเหตุ...


เหตุการณ์พึ่งจะผ่าน คนไทยอย่าพึ่งลืม จึงขอสาปแช่งให้ผู้คิดร้ายต่อแผ่นดินต้องมีอันเป็นไป

หากเรื่องนี้มีผลประโยชน์แอบแฝง ก็ถือว่าเป็นเรื่องบัดซบสิ้นดี ที่เอาผลประโยชน์ของตน ของกลุ่ม ของพรรค ไปสุ่มเสี่ยงกับการเสียดินแดนประเทศ ฟ้าดินคงจะต้องลงโทษอย่างสาสม วิญญาณของบรรพบุรุษก็คงตามมาหลอกหลอน และลงทัณฑ์ให้คนพวกนี้ต้องมีอันเป็นไป ให้มีแต่เรื่องเลวร้ายในชีวิต และให้มีแต่โรคร้ายคุกคามไปตลอดชีวิต

ขอเอากลอนของศิลปินแห่งชาติ เนารัตน์ พงษ์ไพบูลย์ มาให้อ่าน เพื่อเตือนความทรงจำ เป็นการสะะท้อนให้เห็นว่า คนไทยมีความรู้สึกเช่นใดกับเรื่องนี้

เสียศักดิ์ เสียศรี

ใช่เสียแค่ปราสาท
แต่เสียชาติและเสียหน้า
รัฐบาลไร้เดียงสา
ไม่รู้สึกไม่รู้สม

ลุกลี้ไปรับรอง
แลลุกลนมีลับลม
ซ่อนเล่ห์อันโสมม
ด้วยสามานย์สันดานเดิม

รับรองเป็นของเขา
สะเพร่าพลาดสะเพร่าเพิ่ม
โอหัง ยังเหิมเกริม
ไม่รู้หนาว ไม่รู้ร้อน

เสียสิทธิ์ ทักท้วงสิทธิ์
เหนือพื้นที่ ที่ทับซ้อน
เสียขวัญ ทวยนาคร
และเสียศรีสะเกษศรี

ไม่ใช่เรื่องคลั่งชาติ
และไม่ใช่เรื่องไมตรี
เป็นเรื่องเราเสียที
ก็เพราะคนของเราเอง

สงสารประเทศไทย
ที่ปล่อยให้เขาข่มเหง
แต่นี้ จะร้องเพลง
ประเทศไทย...ให้ใครฟัง!


เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์
อ.๘/๗/๕๑


เหตุการณ์เผาสถานทูตไทย.. ย้อนร้อยอดีต

เราคงจำกันได้กับเหตุการณ์เผาสถานทูตไทยในกรุงพนมเปญเมื่อปี 2546 สาเหตก็มาจากการเมืองภายในของเขมรเองที่กำลังจะมีการเลือกตั้ง ทั้งสื่อไทยสื่อเทศได้มุ่งประเด็นไปที่ นายกรัฐมนตรี ฮุนเซน ของเขมร ว่าอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ โดยใช้หนังสือพิมพ์เขมรที่เป็นพรรคพวกของตนเอง นำคำบอกเล่าจากชาวบ้านมาเขียนเป็นข่าวว่า กบ สุวนันท์ ดาราทีวีไทย กล่าวพาดพิงเรื่องเขาพระวิหาร และแสดงความเกลียดชังเขมร ทำให้คนเขมรไม่พอใจ จึงลุกฮือมาบุกเผาสถานทูตไทย และเผาบริษัทของคนไทยในพนมเปญ รวมทั้งทำร้ายคนไทยในเขมร จนกองทัพอากาศต้องส่งเครื่องบินไปรับคนไทยกลับประเทศ

เหตุการณ์ครั้งนี้สร้างความไม่พอใจให้กับคนไทยในประเทศเป็นอย่างมาก หลายคนยังจดจำกับภาพที่ชาวเขมรเผาธงชาติไทย และคิดว่าคนไทยคงไม่มีวันลืม กับการทำลายศักดิ์ศรีประเทศในครั้งนี้ (
ย้อนอดีตได้ที่นี่)

ภาพลักษณ์ของเขมรในความรู้สึกของคนไทยความจริงแล้วไม่ค่อยจะราบรื่นมาตั้งแต่อดีต ไทยกับเขมรเคยรบรากันมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา สมัยนั้นเขมรซึ่งเป็นประเทศราชของไทย (ตกเป็นเมืองขึ้น) มักแอบลักลอบเข้ามาโจมตีอยู่เป็นประจำในยามที่ไทยต้องทำศึกกับพม่า จึงเป็นที่มาของคำว่า เขมรลอบกัด มีความหมายว่าเป็นพวกที่คบไม่ได้ และไว้ใจไม่ได้

เรื่องอดีต มันก็ผ่านมาแล้ว แต่ย้อนเหตุการณ์ให้ทราบ จะได้ไม่ลืมประวัติศาสตร์ เพราะคนไทยมีนิสัยขี้ลืม (แต่ไม่ลืมขี้ อิ อิ )

นครวัด – นครธม ควรหาโอกาสไปเที่ยว
ถ้าหากว่าเราตัดความรู้สึกที่ไม่ค่อยดีต่อเขมรออกไป ให้เป็นความรู้สึกที่อยากรู้ อยากเห็นกับตาว่า ปราสาทขอม นครวัด นครธม ที่พูดๆกันนักหนาว่ายิ่งใหญ่นั้นมันเป็นอย่างไร ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง และอย่าลืมว่าปราสาทนครวัดเป็น 1 ใน 7 ของสิ่งมหัศจรรย์ของโลกที่อยู่ใกล้บ้านเราแค่นี้เอง

นครวัด – นครธม หากใครไม่เคยไป ก็แนะนำให้เข้าไปดูในเมนู Outbound tour หรือทัวร์ต่างแดน
นทริป นครวัด-นครธ ที่เคยลงภาพ และเรื่องราวไว้เมื่อปีที่แล้ว มีท้งหมด 9 ตอน ทั้งภาพและเนื้อหาค่อนข้างละเอียด หากเคยไปเที่ยวมาแล้วก็อาจเข้าไปดูว่าแตกต่างจากที่เคยไปเห็นมาแล้วแค่ไหน เพราะการเดินทางไนแต่ละครั้งจะมีบรรยากาศที่ต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่าเราไปอยู่ ณ สถานที่นั้นๆในเวลาใด


เกาะแกร์ เบ็งมาเลีย ปิรามิดแห่งขอม
เชื่อว่าหลายคนคงไม่ค่อยได้ยินกับคำว่า เกาะแกร์ เบ็งมาเลีย ปราสาทธม (คนละแห่งกับนครธม) แม้กระทั้งคำว่า ปิรามิดของขอม อาณาจักรนอกคอก หรือนครที่ถูกลืม คำเหล่านี้ไม่ค่อยคุ้นหูเหมือนกับคำว่า ปราสาทเขาพระวิหาร ปราสาทตาพรหม หรือปราสาทบันทายศรี เพราะกลุ่มปราสาทเหล่านี้ถือเป็นสถานท่องเที่ยวระดับโลก แต่ละปีมีนักท่องเที่ยวเข้าชมนับล้านคน

ถึงแม้จะยังไม่รู้จักนครนอกคอก ปิรามิดแห่งขอม เบ็งมาเลีย ก็ไม่เป็นไรครับ โฟโต้ออนทัวร์จะพาไปชมให้เห็นอย่างใกล้ชิด จะได้รู้จักกับอาณาจักรขอมโบราณในยุค Pre Angkor หรือก่อนยุคพระนคร ยุคนี้มีความรุ่งเรืองในระหว่าง พ.ศ 1100 - 1500 ถึงปัจจุบันก็มีอายุเกินกว่า 1000 ปี เรียกว่าเป็นยุคที่เก่าแก่รองจากอาณาจักรฟูนัน

ส่วนยุค Angkor หรือยุคเมืองพระนคร ที่เรารู้จักกับปราสาทเขาพระวิหาร ปราสาทตาพรหม และปราสาทอื่นๆที่บริษัททัวร์ได้จัดนำเที่ยว ยุคนี้อยู่ในระหว่าง พศ. 1500 -1800 มีอายุถึงปัจจุบันราว 800- 1000 ปี ถือว่าเป็นยุคที่รุ่งเรืองที่สุดของอาณาจักรขอม

อาณาจักรขอมโบราณยุคแรก(Pre Angkor) ตั้งอยู่บนเขาพนมกุเลน ห่างจากเมืองเสียมเรียบออกไปราว 80 กม. มีปราสาทเล็ก ปราสาทใหญ่มากมายจนเรียกว่าเป็นเมืองแห่งปราสาท ส่วนใหญ่แล้วยังเป็นกองซากปรักหักพังที่ยังไม่ได้บูรณะให้มีรูปร่างสมบูรณ์ เข้าใจว่าต้องใช้เวลาและงบประมาณอีกค่อนข้างมาก ปัญหาการบูรณะปราสาทอีกอย่างก็คือ พื้นที่บริเวณเมืองเก่านี้อยู่เขตป่าที่เต็มไปด้วยกับระเบิด แต่ก็อยู่ระหว่างการเก็บกู้
ที่มีองค์กรจากต่างประเทศเข้ามาช่วยเหลือ

้ณ วันนี้ กับระเบิดยังไม่หมดไปจากเขมรนะครับ ในป่าและตามโบราณสถานเก่าแก่ที่ทิ้งร้างไกลหูไกลตา ยังมีอาวุธร้ายเหล่านี้ฝังอยู่เป็นจำนวนมาก คิดว่าอีกนานนับๆสิบปีกว่าจะหมดไปจากประเทศนี้

สมัยสงครามเย็น เขมรแดงได้ฝังกับระเบิดไว้นับแสนนับล้านลูก ทุกวันนี้คนเขมรจะเดินป่าก็ต้องระวัง วันดีคืนดีไปเก็บเห็ด หาหอย พอออกมาขาอาจหลุดร่องแร่ง คนเขมรแข้งขาดขาขาดกันเป็นจำนวนมาก ไปเที่ยวเขมรก็จะเห็นเอง เดินเที่ยวนครโบราณในครั้งนี้จึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ห้ามเดินนอกเขตที่กำหนดไว้ จะปัสสาวะแต่ละครั้งก็ลำบาก เพราะห้องน้ำไม่มี รอบตัวมีแต่กองอิฐ จะออกไปยิงกระต่ายไกลๆก็กลัวเหยียบกับระเบิด อะไรไม่ว่า ตูมเดียวหายไปทั้งพวง กลายเป็นขันทีในบัดดล คงยุ่งน่าดู พูดแล้วเสียว แต่ก็อยากไปเที่ยวอีก

นครวัด-นครธม
คนที่เคยไปเที่ยวนครวัด-นครธม ต่างทึ่งกับปราสาหินในสมัยขอม และชวนให้สงสัยว่า สองมือสองเท้าของมนษย์สมัยนั้นสรรสร้างกันได้อย่างไร เทคโนโลยี่ก็ยังไม่เจริญเหมือนสมัยนี้ แต่คนสมัยก่อนทำได้ และทำได้อย่างสวยงามด้วย ก้อนหินก้อนโตๆหนักเป็นสิบๆตันที่อยู่ห่างไกลเกือบ 100 กิโลเมตร จากเทือกภูเขาพนมกุเลน ก็ยังเคลื่อนย้ายกันมาได้ มาถึงแล้วก็นำมาสลักและวางซ้อนกันให้เป็นปราสาทขนาดใหญ่โตมโหฬาร ทั้งพื้นปราสาท เสา ผนัง คานยึด รวมทั้งหลังคา เป็นหินล้วนๆ แต่ละชิ้นแต่ละอันก็มีน้ำหนักหลายตัน แค่นี้ไม่พอ ยังต้องแกะสลักหินให้เป็นลวดลายอย่างวิจิตรสวยงาม หรือที่ เรียกว่า ภาพสลักนูนต่ำ หรือภาพสลักนูนสูง (สงสัยเหมือนกันว่า นูนสูง นูนต่ำ นี้มันแตกต่างกันอย่างไร แต่ถ้าเป็นเนินสูง เนินต่ำ ยังพอเข้าใจได้ จริงไม๊ครับท่าน.. )

ที่น่าทึ่งที่สุดคงจะเป็นภาพสลักนูนสูงของนางอัปสรมีจำนวนถึง 1635 นาง แสดงท่าร่ายรำอยู่รอบปราสาทเขาพระวิหาร โดยท่ารำแต่ละท่าจะไม่มีการซ้ำกัน ใครมาเห็นนางรำ หรือ นางอัปสรแล้วก็ทึ่ง เพราะนางทั้งเกือบ 2 พัน เปลือยอกหมดทุกนาง ยังสงสัยว่าเมืองสวรรค์ตามความเชื่อของฮินดู ต้องมีเปลือยๆแบบนี้ด้วยหรือ ต่างกับศาสนาพุทธที่ว่าสวรรค์นั้นเป็นภาวะที่หลุดพ้นในระดับต้นๆ หากสวรรค์ของฮินดูมีนางรำเปลือยอกให้ดูแบบนี้ แล้วจิตใจจะหลุดพ้นกันได้อย่างไร อืม..น่าคิดๆ

หรือว่าคนสมัยก่อนไม่ได้คิิดมากเหมือนคนสมัยนี้ ที่มักจะคิดแต่เรื่องสัปปะดี้ สัปปะดน กันอยู่เสมอๆ.. คิดแล้วก็ปวดหัว

ไม่ได้คิดอะไรมากมายหรอกครับ แต่แปลกใจเท่านั้นเอง แต่ที่แปลกใจยิ่งกว่านั้น ปรากฏว่ามนุษย์ยุคนี้ที่ไปเที่ยวชมนครวัด เที่ยวจับอกนางอัปรากันเป็นว่าเล่น นางใดที่อยู่ใกล้มือ หรือมือเอื้อมถึงรู้สึกว่า โดนหนักกว่าเพื่อน จากหินที่หยาบด้าน กลายเป็นหินขัดมัน แวววับ คิดไม่ออกว่าทำไมต้องทำลายโบราณสถานที่ลำค่า ดูแต่ตาไม่ได้รึไง นึกอีกทีก็ถึงบางอ้อ

" สิบปากว่า ไม่เท่าตาเห็น สิบตาเห็น ไม่เท่ามือคลำ... " คำตอบนี้ชัดมาก ไช่เลย..คือคำตอบ ชัวร์ป็าบ ตายแล้ว..คนไทยนี่หว่าที่ทำแบบนี้


ใครไปเห็นก็ต้องตะลึงว่ากับปราสาทหิน ว่านี่หรือมนุษย์เป็นผู้สร้าง
หลายสิ่งที่อยู่ภายในปราสาทหินต่างๆ สร้างปริศนางุนงงให้กับผู้คนได้ไม่น้อย บางอย่างก็พอจะหาคำตอบได้บ้าง บางอย่างก็ยังเป็นปริศนาเกินกว่าที่คนยุคนี้จะเข้าใจ หากต้องการหาคำตอบหรือไขปริศนาก็คงต้องศึกษาเรื่องมานุษยวิทยาของคนในสมัยก่อนประกอบด้วย เพราะหากศึกษาแต่ด้านประวัติศาสตร์ และโบราณคดี ก็คงหาคำตอบที่แท้จริงได้ยาก เพราะผลงานของปราสาทหรือเทวสถานที่มีขนาดใหญ่โต และสวยงามนี้ มาจากจิตใจ ที่มีความศรัทธาอย่างแรงกล้าต่อองค์พระศิวะของฮินดู มีความเชื่อว่า ปราสาท หรือเทวาลัยสถาน เป็นที่สถิตย์ดวงวิญญาณของกษัตริย์ผู้ล่วงลับ

สิ่งที่เห็นนี่คนยุคนี้เข้าใจได้ยาก ว่าความศรัทธา ความมุ่งมั่น จนสร้างผลงานได้เลอเลิศกันขนาดนี้

ความสงสัยจึงเกิดขึ้นกับทุกๆคนที่ได้มาเห็น หากจะคิดหาคำตอบในเรื่องนี้ก็พอจะเปรียบเทียบแบบเข้าใจง่ายๆว่า อนาคตอีกราว 500 ปี หรือ พ.ศ. 3052 คนสมัยนั้น อาจแปลกใจและสงสัยว่ามนุษย์ยุคนี้ใช้ครกใช้สาก ตำน้ำพริกกันด้วยหรือ ตำเครื่องปรุงตั้งแต่ พริกแห้ง หอม กระเทียม ข่า ตะใคร้ จนแหลกละเอียด ภายในเวลาไม่เกินครึ่งชั่วโมง และคงจะทึ่งกับความสามารถว่า มนุษย์ยุคนี้มีพลังมือพลังแขนอันมหาศาล กว่าจะรู้ความจริง และเชื่อว่าทำได้เป็นจริง ก็คงศึกษาหาคำตอบกันสมองแทบระเบิด เผลอๆอาจเที่ยวขุดหาครกหาสากไปบูชาก็เป็นได้ เพราะมนุษย์ยุคนี้ยังเที่ยวหาของเก่าๆมาบูชากันเลย ยิ่งเก่ายิ่งขลัง ยิ่งขลังก็ยิ่งแพง


จากกรุงเทพสู่ปอยเปต
วันนั้นผมเดินทางจากกรุงเทพฯ มาถึงตลาดโรงเกลือในตอนเย็น และเข้าพักในโรงแรมเมืองปอยเป็ต ที่เป็นทั้งโรงแรม และเป็นกาสิโนไปในตัว ชั้นล่างเป็นกาสิโน ชั้นบนเป็นโรงแรมเช่นเดียวกับทั่วๆไป เราไม่เล่นพนันก็มาพักได้ตามปกติ เพียงแต่ว่าเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ของผู้มาพักซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนไทย มีจุดประสงค์เพื่อเล่นพนันกันโดยเฉพาะ โรงแรมทุกแห่งในย่านนี้จึงเปิดตลอด 24 ชั่วโมง

ความจริงโรงแรมทุกแห่งก็เปิด 24 ชั่วโมงอยู่กันแล้ว เพียงแต่ว่าที่ปอยเป็ตจะมีบรรยากาศคึกคักกว่าเท่านั้นเอง เท่าที่เห็นคร่าวๆจากการนั่งรถบริการ(ฟรี) คาดว่ามีจำนวนเกือบ 10 แห่ง แต่ละแห่งก็ใหญ่โตหรูหรา

ก่อนเข้าไปในพื้นที่ภายในอาคารหรือบ่อนกาสิโน ก็ต้องผ่านเครื่องสะแกนหาอาวุธ และวัตถุสงสัย แต่ที่นี่ไม่เข้มงวดเหมือนกับที่เก็นติ้งมาเลเซีย ที่นั่นจะเข้มงวดเรื่องการแต่งกายด้วย ต้องแต่งกายสุภาพ รองเท้าต้องเป็นชนิดหุ้มส้น รวมทั้งห้ามชาวอิสลามเข้าไปในบ่อน เพราะเป็นกฏของศาสนา ส่วนที่ปอยเป็ต ไม่มีข้อห้าม ห้ามอย่างเดียวคือการบันทึกภาพ ต้องฝากกระเป๋ากล้องให้เจ้าหน้าที่ บางแห่งก็ลอดหูลอดตาผ่านเข้าไปได้ แต่ห้ามถ่ายภาพนะครับ..เพราะมีกล้องวงจรปิดอยู่เต็มไปหมด

ปอยเปตในชั่วโมงเร่งด่วน
ช่วงเย็นๆ และเช้าๆที่ปอยเป็ตจึงมีโอกาสได้เห็นบรรยากาศที่คิดว่าหลายคนคงไม่มีโอกาสได้เห็น โดยเฉพาะในช่วงเย็นๆ หลังเลิกงาน และเป็นเวลาใกล้ปิดด่าน จะเห็นชาวเขมรเป็นจำนวนมากเดินทางกลับที่พัก ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่คึกคักมากที่สุด แย่งกันขึ้นรถ แย่งกันกลับบ้าน หากทำใจเย็นก็อาจตกรถหรือต้องรอนาน โดยเฉพาะการเดินทางในระยะไกลๆ ที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายที่แพงมาก

คนไทยได้ยินแล้วอาจก็สะดุ้ง แท็กซี่สาธารณะจากปอยเปตไปเสียมเรียบ ระยะทาง 160 กม. นั่งอัดกันเต็มคัน ราว 7-8 คน (ไม่นับคนขับ ) เก็บค่าโดยสารคนละ 300 บาท จะเหมาก็ได้นะครับ คิด 1500 บาท แต่ช่วงเวลาเร่งด่วนหรือใกล้ค่ำราคาอาจขึ้นไปถึง 1800 บาท ส่วนสภาพถนนหนทางก็ขอให้ดูกันเอาเองว่าหน้าฝนแบบนี้ หากเป็นเมืองไทยแถวชนบทจะเรียกว่าปลักควาย หรือหลุมบ่อที่ควายลงไปนอนเล่นกับโคลน

สภาพถนนแบบนี้ กับค่าโดยสารคนละ 300 บาท ใครมาเห็นแล้วก็อาจบอกว่าราคาถูกด้วยซ้ำไป

ที่เขียนนี้ไม่ได้ดูถูกประเทศเขมรนะครับ เพียงแต่ต้องการให้เห็นว่าสภาพมันสุดๆขนาดไหน คนไทยมีสภาพชีวิตที่ดีกว่านี้ แต่เพื่อนบ้านเราที่มีชายแดนติดกัน มีสภาพความเป็นอยู่ที่แตกต่างกันมาก

ประตูสู่การค้าของเขมร
ปอยเปตเปรียบเสมือนประตูทางการค้าของประเทศกัมพูชา เป็นเมืองที่เศรษฐกิจการค้ามั่งคั่งที่สุด เป็นแหล่งงาน แหล่งเงินของคนเขมรทุกระดับ ตั้งแต่ระดับรากหญ้าไปจนถึงระดับนายกรัฐมนตรี

คนเขมรบอกว่า นายกฯ ฮุนเซน มีผลประโยขน์กับบ่อนกาสิโนร่วมกับคนในรัฐบาล ภาษีที่นี่ก็ไม่ได้เข้ารัฐ คนเขมรที่นั่งทานข้าวด้วยกันเขาบอกมา แถมยังคุยว่านายกฯฮุนเซนของพวกเค้า เป็นมหาเศรษฐีที่รวยที่สุดของเขมร และเป็นนายกฯ มานานที่สุดเท่าที่เคยมีมา

พูดแบบนี้ทำให้นึกถึงอดีตนายกฯ ทักษิณ ของหมู่เฮาจาวเหนือ ครั้งหนึ่งของชีวิตตระกูลชินวัตร ถือว่ารวยที่สุดของประเทศไทย เงินทองเหลือกินเหลือใช้ ถึงขนาดแบ่งปันหุ้นที่ถือไว้ในกิจการต่างๆ ให้กับคนสวน คนใช้ ไปนอนกอดเล่น คิดเป็นมูลค่าถึงคนละ 2000 - 3000 ล้านบาท ตามคำร้องของคดีซุกหุ้นที่โด่งดังในอดีต จากวันนั้นถึงวันนี้ อดีตนายกฯทักษิณ ต้องตุรัดตุเร่ เร่รอนอยู่ต่างประเทศ แถมหย่าขาดกับเมียที่ร่วมหอร่วมชีวิตกันมานานหลายสิบปีอีกต่างหาก (นี่ถ้าทักษิณฯเป็นดารา นักข่าวคงเขียนข่าวว่า ทักษิณเตียงหัก เป็นแน่เลย)

เฮ้อ..อกอีแป้นแตก พูดแล้วก็อดสงสารไม่ได้ จนอยากจะร้องให้ออกมาเป็นเพลงด้วยความเห็นอกเห็นใจ และสมเพชเวทนา รวมทั้งสมน้ำหน้าไปพร้อมๆกัน

ชีวิตหนอชีวิต ทำไมฟ้าถึงไม่ปราณีกับเราบ้าง หรือว่าไปพูดจาดูหมิ่นฟ้าอยู่เป็นนิจ ชีวิตถึงได้เป็นแบบนี้

สองสามวันมานี้ก็ได้ยินข่าวว่ากำลังจะถูกศาลยึดทรัพย์ที่มีมูลค่าถึง 76,000 ล้านบาท (เขียนไม่ผิด ย้ำอีกที และไม้ต้องตกใจ) คดีกำลังงวดเข้าทุกขณะ หากยึดได้มาเป็นของหลวงจริง ก็คิดเสียว่าทำบุญช่วยชาติก็แล้วกัน และที่ประเทศอังกฤษยึดไว้อีกแสนกว่าล้านบาท (เขียนไม่ผิด ย้ำอีกครั้ง) ก็อาจเอาไปบริจาคให้กับสโมสรฟุตบอลอังกฤษที่มีฐานะยากจน ถือว่าได้บุญเหมือนกัน

สาธุ..ขอให้ยึดได้จริงๆเถอะ ท่านทักษิณของหมู่เฮาจาวแม้ว คงจะได้บุญกุศลหล่นทับชนิดไม่คาดฝัน จนหลายคนต้องอิจฉา เผลอๆชาติหน้าอาจมีสิทธิได้เป็นคนดี มีใบหน้ารูปมน ไม่มีเหลี่ยม มีหยัก เหมือนชาตินี้

มีมากก็ควรทำบุญให้มากๆ อานิสงฆ์จะได้บังเกิดขึ้นแก่เราในชาติหน้า ( สาตุ สาตุ )

เฮ้อ..ขอถอนหายใจหน่อยเถอะ..ชาตินี้ขออยู่อย่างจนๆ พอมีพอกินดีกว่า มีมากก็เป็นทุกข์ บางคนรวยมากก็เหมือนกับคนบ้า มีทุกข์จนเลือดเข้าตา และอยากกลับมามีอำนาจอีก ถึงขนาดปลุกระดมสาวกเสื้อแดงให้เผาบ้านเผาเมือง และเผาประเทศชาติ แล้วตัวเองก็นั่งดูความหายนะด้วยความสะใจอยู่ในต่างประเทศ บอกว่าจะมาเป็นผู้นำกู้ชาติให้เป็นประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์บ้าง จะมาถือธงชาติเดินนำหน้าประชาชนในต่างจังหวัดให้เข้ามากรุงเทพบ้าง ใครฟังแล้วเชื่อ ก็นับว่าโง่เต็มประดา คนฉลาดเข้ารู้กันอยู่ว่า ที่ร้องแหวกปากอยู่ทุกวันนี้ก็เพราะกลัวทรัพย์สินถูกยึด ขณะเดียวกันก็ต้องการกลับมาโกงชาติ โกงประเทศกันต่อไปอีก

คนประเภทนี้ตามเพลงปลุกใจที่เคยฟังเมื่อหลายปีก่อนบอกว่า " เป็นคนหนักแผ่นดิน " และยังมีเพลงปลุกใจอีกเพลงหนึ่ง จำเนื้อร้องได้กระท่อนกระแท่นว่า " วิญญาณปู่ จะร้องว่า ไอ้ลูกหลานจัญไร ๆๆ "

ความจริงเพลงแนวนี้น่าจะเปิดให้ฟังกันบ่อยๆ วันละ 4 เวลาหลังอาหาร เช้า กลางวัน เย็น และก่อนนอน จะแสลงหูใครก็ช่างเถอะ ทนฟังไม่ได้ ประเดี๋ยวพวกเค้าก็จะหนีไปอยู่ที่ประเทศดูใบกันเองแหละ

ปอยเปต แหล่งงาน แหล่งเงิน
คนเขมรไม่น้อยเดินทางมาจากต่างจังหวัดเพื่อทำงานที่นี่ โดยเฉพาะคนมีความรู้ ที่มาทำงานในธุรกิจโรงแรม ห้างสรรพสินค้า และบ่อนกาสิโน มีจำนวนนับพันๆคน ใครมีโอกาสทำงานในสถานที่เหล่านี้ได้ ถือว่าได้งานทำที่มั่นคง มีรายได้ในขั้นดีมาก แตกต่างจากชาวเขมรทั่วๆไปที่มีฐานะยากจน และมารับจ้างขนของข้ามแดน ทั้งเด็ก และผู้ใหญ่

ปอยเปตจากภาพที่เห็นเมื่อเดือน พฤษภาคม 2551 หรือเมื่อปีที่แล้ว อาจเป็นช่วงเวลาที่ถนนมีสภาพค่อนข้างแย่ เพราะเข้าหน้าฝนพอดี แต่ ณ วันนี้ (พฤษภาคม 2552 ) สภาพการณ์อาจเปลี่ยนไป ได้ยินว่าถนนบางช่วงดีขึ้นกว่าแต่ก่อน แต่ภาพชุดนี้ถือเป็นหลักฐานว่าครั้งหนึ่ง ปอยเป็ตมีสภาพกันอย่างไร

ชุดเที่ยวเกาะแกร์เมืองเขมรนี้ ตอนที่ 1 นี้ ถือว่าเรียกน้ำย่อย เข้าประเด็นบ้าง นอกประเด็นบ้าง คงไม่ว่ากันนะครับ แต่ทุกเรื่องที่เขียน ก็เป็นเรื่องเขมรทั้งนั้น เพียงแต่ว่า ตัวละครส่วนใหญ่อยู่ที่เมืองไทย จึงขอลากยาว (แต่ไม่ไช่ลากใส้) คิดเสียว่าเป็นการเรียนรู้การเมืองไปพร้อมๆกับการท่องเที่ยวก็แล้วกัน




เว็บมาสเตอร์
โฟโต้ออนทัวร์
27 พฤษภาคม 2552



...............................................................................................................................................................................................................................................

แผนที่ ประเทศกัมพูชา เส้นทางปอบเปต - เสียมเรียบ ระยะทาง 159 กม.
คลิกที่ภาพเพื่อดูภาพขยาย






เปรียบเทียบยุคสมัยของอาณาจักรต่างๆ




 
     
 
     
   copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ