เกาะแกร์ นครหลวงที่ถูกลืม นครนอกคอก หรืออาณาจักรนอกคอก สร้างในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 4 อยู่ห่างจากเมืองเสียมเรียบ 80 กม.ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ในเขต จ. เขาพระวิหาร ชมกลุ่มปราสาทเกาะแกร์ ประกอบด้วย ปราสาทกรอฮอม ปราสาทธม ซึ่งเป็นปราสาทรูปทรงปิรามิดแบบขั้นบันได (ปิรามิดแห่งขอม)ที่เคยเป็นที่ประดิษฐานศิวลึงค์ที่สร้างด้วยสำริดสูงถึง 19 ชั้น ศิลปะในยุคนี้เรียกว่าศิลปะแบบเกาะแกร์ ชมปราสาทเบ็งเมเลีย ปราสาทบึงมาลา ปราสาทนครวัดแห่งตะวันออก Beng Mealea

Photoontour.Com โฟโต้ออนทัวร์    เว็บไซต์ภาพถ่าย เว็บไซต์ท่องเที่ยว    Home > Outbound Tour > Koh Ker > Poipet            
ทริปเกาะแกร์ เบ็งมาเลีย ปราสาทธม ปิรามิด ยุคขอมโบราณ (Koh Ker Pre Angkor)
1 ปอยเป็ต
2 สู่เสียมเรียบ
3 โตนเล
4 โตนเล 2
5 ปราสาทพราห์ม
6 ปิรามิดขอม
7 ปราสาทชลับ
8 ปราสาทอังคณา
9 ตลาดซาจั๊ะ
10 ชีวิตคนเขมร
11 การแสดง
12 วัดพนมกุเลน
13 กบาลสะเปียน
14 เบ็งเมเลีย
15 ขากลับ
ตอนที่ 2 บนเส้นทางกำลังก่อสร้าง ปอยเปต - เสียมเรียบ มีหลากหลายบรรยากาศ
Poipet (also Poiphet, properly Paoy Paet) is a Cambodian town on the Cambodia/Thailand border, in Ou Chrov district, Banteay Meanchey Province. It is a key crossing point between the two countries, and also extremely popular as a gambling destination as gambling is popular, but illegal in Thailand. There is a strip of casinos and hotels between the Cambodian and Thai passport control counters, enabling Thais to gamble in Cambodia without needing to go through Cambodian immigration. Poipet is adjacent to the town of Aranya Pratet on the Thai side of the border.
Source : http://en.wikipedia.org
การเดินทางสู่ เกาะแกร์ เบ็งมาเลีย นครที่ถูกลืม หรืออาณาจักรนอกคอก ชมปิรามิดแห่งขอม ณ กลางป่าเมืองเขมร ทริปนี้เดินทาง เมื่อเดือน พฤษภาคม 2551 (ตอนที่ 2)
 
 

สนใจทริปไหน  
คลิกเลย >  

 

     
 

ทริปเกาะแกร์ ปราสาทธม ปิรามิดแห่งขอม ตอนที่ 2
ตอน ถนน 7 ชั่วโคตร จากปอยเปตสู่เสียมเรียบ




                              เราออกจากปอยเปตเป็นเวลาที่สายมากพอสมควรจนแดดชักจะเริ่มร้อน คะเนเวลาแล้วน่าจะราวเก้าโมงกว่า แต่โปรแกรมในครั้งดูจะไม่รีบเร่งนัก เพราะการเดินทางสู่เสียมเรียบในปัจจุบันไม่ได้ใช้เวลามากเหมือนเมื่อก่อน ที่ไปถึงที่นั่นเอาตอนเย็นๆ

แต่วันนี้ ( 3 พค.51) คาดว่าจะถึงเสียมเรียบตอนเที่ยงๆ ไกด์บอกว่าจะไปทานอาหารเที่ยงกันที่นั่นเลย ไม่ได้ทานที่เมืองศรีโสภณเหมือนเมื่อก่อนแล้ว

การเดินทางไปเที่ยวนครวัด-นครธม ก่อนหน้านั้นหรือก่อนที่จะเรียบร้อยเหมือนปัจจุบัน (ปี 52) คิดว่าคนไทยรู้รสชาติดีว่า โหด มันส์ (ฮาไม่ออก) กันขนาดไหน พอรถเคลื่อนตัวออกจากด่านปอยเปตก็เริ่มรู้จักกับเมืองเขมรทันที ทั้งหลุมบ่อขนาดใหญ่ที่มีน้ำขังอยู่บนถนนลูกรังที่ดูเละเทะไปหมด จนคนขับรถต้องโยกซ้ายโยกขวา หลบหลุมกันวุ่นวาย ผู้โดยสารก็นั่งเขย่าจนหัวสั่นหัวคลอน

บ้านเรามีถนนควายเดิน(ส.ส.) แต่ที่นี่เจ๋งกว่า มีถนนควายนอนด้วยหละ

แรกๆก็ขำ และมันส์ดี กับสภาพถนน แต่นานเข้ามันชักขำไม่ออก เพราะรถมันโขยกจนไม่มีทีท่าว่าจะหยุดเอาเมื่อไหร่ ไม่นานหลายคนสีหน้าชักเริ่มเปลี่ยน บางคนทำท่าเซ็งๆ บางคนดูแล้วเหมือนหมดอาลัยตายอยาก เหม่อลอยคล้ายคนขาดสติ

หรือบางคนก็เหมือนจะบ่นอยู่ในใจ ว่า..

“ เฮ้ย..ถึงขนาดนี้เลยหรือ จะไปเที่ยวนครวัด มันต้องทนสภาพแบบนี้ไปตลอดทางเลยหรือ หลอกกันรึเปล่าวะเนี้ยะ “

ไม่หลอกครับท่าน ของแท้แน่นอน จะเปลี่ยนใจกลับเมืองไทยทำก็ไม่ได้ด้วย เพราะถนนสายนี้ไม่มีที่ยูเทอร์น มันผิดกฏหมาย ต้องเดินหน้าลูกเดียว จะไปดูปราสาทขอม หรือสิ่งมหัศจรรย์ของโลก ก็ต้องทดสอบจิตใจกันก่อนว่าพร้อมแล้วหรือยัง เป็นการปรับสภาพจิตใจให้รู้จักความอดทนกันก่อนเท่านั้นเอง ไหนๆ ก็หลงกล(โดนปิดบังความจริง)กันมาแล้ว จึงต้องทนกันต่อไป หากเห็นภาพแบบนี้แต่แรก หลายคนอาจไม่คิดอยากจะมาเที่ยวก็เป็นได้


จะนั่งเครื่องบินรึ..คงไม่มันส์เท่านี้แน่ นี่แหละรสชาติของชีวิตในเมืองเขมร ที่ทำเอาบางคนที่เคยเดินทางโดยเครื่องบิน อดรนทนไม่ได้ต้องขออาสามานั่งรถเที่ยวกันบ้าง เพราะความมันส์แบบนี้หาได้ไม่ง่ายนัก

ใครไม่รู้จัก Amazing ของเขมร บอกได้เลยว่า นี่แหละ ไช่เลย

ไกด์เขมรเราเฉลยความจริงให้ฟังในเรื่องถนนสายนี้ว่า เป็นความรับผิดชอบของสายการบินบางกอกแอร์เวย์ ที่ผูกขาดการบินมานับสิบๆปี และมีเพียงเจ้าเดียวที่ได้สิทธิทางการบินในสนามบินเสียมเรียบ เป็นข้อตกลงกับรัฐบาลกัมพูชาในสมัยนั้น หรือสมัยนายกฯฮุนเซนนั่นแหละ

แต่สัญญากำหนดไว้ว่า เมื่อได้รับสิทธิ์แล้วก็ต้องสร้างถนนจากปอยเปตไปยังเสียมเรียบในระยะทาง 159-160 กม.ให้เสร็จสิ้นก่อนสัญญาสัมปทานทางการบินจะสิ้นสุดลง และเป็นลักษณะสัญญาต่างตอบแทน หรือหมูไปไก่มา

“ แล้วสัญญาการบินนี้มีอายุกี่ปี “ ไกด์เราบอกไม่ทราบเหมือนกัน เดาว่าน่าจะราวๆ 10-15 ปี

เมื่อสัญญาประหลาดกำหนดไว้กว้างๆแบบเปิดช่องโหว่ (อย่างมีเจตนา) ก็หวานหมูบางกอกแอร์เวย์ซิครับ จะเร่งรีบสร้างถนนไปถึงไหนกัน ให้รถมันวิ่งช้าๆ โขยกไปมาแบบเละๆเทะๆ อย่างนี้แหละ ผู้คนจะได้หันมาใช้บริการเครื่องบินของบางกอกแอร์เวย์ไงละ ไปเร่งเอาตอนที่สัญญาใกล้จะสิ้นสุดไม่ดีกว่าหรือ ที่ผ่านมาก็สร้างวันละนิดวันละหน่อยพอเป็นพิธี ให้รู้ว่ากำลังสร้างไม่ได้ทิ้งงานเท่านั้นเอง

“ แล้วค่าเครื่องบินจากสุวรรณภูมิไปเสียมเรียบแพงไม้ “

หากเป็นค่าเครื่องบินล้วนๆไป-กลับ ก็ราว 12000 – 13000 บาท แต่ถ้าเป็นโปรแกรมทัวร์นครวัด-นครธม โดยทางเครื่องบินจะอยู่ที่ประมาณ 23,000 บาท (ราคามิย.52) ขณะที่การเดินทางโดยรถยนต์จะไม่เกิน 7000 บาท พร้อมกับพักในโรงแรมระดับ 3 ดาว หรือ 4 ดาว และพัก 2 คืน เช่นเดียวกับเดินทางโดยเครื่องบิน จะเห็นว่าราคาต่างกันลิบลับ ส่วนใหญ่จึงเลือกเดินทางโดยรถยนต์ แต่ก็ต้องทนกับสภาพที่ว่านี้

คิดว่าที่ผ่านมาบางกอกแอร์เวย์คงฟันกำไรไปบานเบอะแล้วละครับ และเมื่อสัญญาสัมปทานนี้สิ้นสุดลง ก็น่าจะมีสายการบินต้นทุนต่ำ อย่างเช่น
แอร์ เอเชีย เข้าไปร่วมวงไพบูลย์กับเค้าด้วยแน่ เพราะการท่องเที่ยวมหาปราสาท นครวัด-นครธม เป็นสิ่งที่สายการบินต่างๆรอคอยมาเป็นเวลานาน ตัวเลขก็เห็นๆอยู่แล้วว่าคนไทยไปเที่ยวที่นี่มีจำนวนไม่น้อย หากสายการบินอื่นเปิดเส้นทางการบินได้เมือไหร่ โอกาสก็คงตกอยู่กับนักท่องเที่ยวที่สามารถเดินทางโดยเครื่องบินได้ในราคาที่ต่ำกว่าปัจจุบันนี้อย่างแน่นอน

เผลอๆอาจทำให้ราคาค่าทัวร์โดยเครื่องบินจาก 23,000 บาท เหลือเพียง 12,000 บาท เท่านั้นเอง เทียบกับไปเที่ยวเวียดนาม 3 วัน 2 คืน ในโปรแกรมฮานอย-ฮาลองเบย์ เพียงแค่ 11,000 บาท (ราคา มิย.52) และบินไปฮานอยต้องใช้เวลามากกว่าบินไปเสียมเรียบอย่างเทียบกันไม่ได้

ก่อนนั้นสายการบินต่างๆพยายามขอเข้าไปทำการบินแบบเปิดเสรี แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะเขมรหรือกัมพูชา ก็รู้ๆกันอยู่ว่าปกครองโดยฮุนเซน นายกฯที่ผูกขาดตลอดกาล

พูดไปก็อย่าตกใจว่าเป็นนายกฯเขมร มาตั้งแต่ พศ. 2828 ถึงปี 2552 ปัจจุบัน ก็เป็นมานานถึง 24 ปีแล้วละครับ เรียกว่าเป็นนายกฯ ตั้งแต่สมัยหนุ่มยันแก่ และรู้ไว้ด้วยว่าชื่อเต็มๆของท่านผู้นี้ก็คือ สมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโช ฮุน เซน ฟังแล้วเท่ห์ดีนะครับ จะถามชื่อแปลกๆ มีอัคร มีสมเด็จ มีเดโช โผล่มาได้อย่างไร ผมไม่ขอตอบ ขอให้ไปถามคนเขมรเองก็แล้วกัน

เป็นไงใหญ่ไม๊ครับ.. นี่ยังไม่นับที่พี่แกออก Exercise (ในที่นี่มีความหมายว่าซ่า) กับรัฐบาลไทยในชุดที่ผ่านๆมาอีกนะครับ


ยิ่งใหญ่ขนาดไหน มีบารมีขนาดไหน และร่ำรวยขนาดไหน คนเขมรเขารู้ดี แต่ว่าทำอะไรไม่ได้

จึงต้องทนรับกรรมอยู่แบบนี้ไปตลอดชีวิตตราบใดที่รัฐบาลทหารชุดนี้ปกครอง จะบอกว่าเป็นรัฐบาลมาเฟียก็ไม่น่าจะผิด และเป็นที่รู้ๆกันว่าจะมาทำการค้าในเขมร หากเส้นสายไม่แข็งพอก็อย่าได้หวัง ไม่ต่างกับพม่านั่นแหละ ที่กลุ่มผู้ปกครองทหารรวยเอาๆ มีบ้านหลังใหญ่ๆโตๆ แต่ประชาชนยากจนค้นแค้น จนต้องหนีมารับจ้างหางานในเมืองไทย เพราะหากไม่ดิ้นรนก็คงอดตายแน่ จึงต้องเลือกเอาว่าจะอยู่แบบอดตาย หรือไปเสี่ยงตายเอาข้างหน้า

ถามว่าคนเขมรชอบฮุนเซนไม๊... ตอบได้เลยว่า ชอบ..

อ้าว...เป็นงั้นไป


คืออย่างนี้ครับ คนเขมรมองซ้าย มองขวาแล้ว ก็ยังหาใครที่จะมาเทียบเท่าฮุนเซนได้ยาก เพราะพี่แกแผ่อำนาจและบารมีจนคับประเทศหมดแล้ว ลงหลักปักษ์ฐานทั้งทางด้านธุรกิจ และการทหาร จนต้องใช้คำว่า แต่เพียงผู้เดียว คนอื่นคิดจะมาเทียบชั้นนั้นคงยาก เรียกว่าเป็นมวยคนละรุ่น กระดูกคนละเบอร์

ราชการเอย ทหารเอย ธุรกิจขนาดใหญ่ๆเอย ฮุนเซน คือคำตอบครับพ่อแม่พี่น้อง ถึงไม่ไช่เจ้าของโดยตรง ก็คงมีเอี่ยวชนิดสั่งได้ รวมถึงบ่อนกาสิโนในปอยเปตด้วย ที่ถือว่าเป็นแค่ระดับน้ำจิ้มเท่านั้นเอง

“ แล้วคนเขมรที่มีความรู้ นักธุรกิจ นักวิชาการ หรือคนที่ไปร่ำเรียนมาจากฝรั่งเศส ก็เก่งๆทั้งนั้น ไปไหนกันหมด “ ผมตั้งคำถามให้กับไกด์เรา

“ ไม่ได้หรอกพี่ ที่เขมรนี้ หากใครคุมทหารให้อยู่ในอำนาจได้ นั่นแหละคือผู้กุมประเทศที่แท้จริง คนนอกที่คิดจะมาเล่นการเมืองในเขมรคงทำได้ยาก ถึงมีเงินก็ไช่ว่าจะได้ง่ายๆ “ ไกด์เขมรเราให้คำตอบ

“ แบบนี้มันก็ไม่ต่างกับเมืองไทย นะซิ ที่ทหารไล่ทักษิณ ออกพ้นไปจากเมืองไทยเมื่อไม่กี่ปีมานี้ ฐานที่โกงชาติ โกงแผ่นดิน จนระบอบทักษิณแผ่ปกคลุมไปทั้งประเทศ “

“ นั่นแหละพี่ มันก็เหมือนๆกันนั่นแหละ ถือว่าเป็นความซวยของประเทศเราทั้งสองนะ “

“ เออวะ...” ( ผมผยักหน้าเห็นด้วย พร้อมกระดกน้ำเย็นเข้าปากไปหนึ่งจอก )

“ แต่เขมรคงทำอะไรได้ไม่ง่ายเหมือนเมืองไทย ที่จะมาชุมนุมขับไล่ หรือเรียกร้องประชาธิปไตย”

“ ทำไมหรือ” (ผมถาม)

“ คือที่นี่ยังเป็นประเทศเผด็จการโดยทหาร คนเขมรกลัว ไม่กล้าหรอกครับ อาจโดนเก็บเอาง่ายๆ อีกอย่างหนึ่งพวกเค้าเบื่อหน่ายกับเรื่องแบบนี้ ที่ผ่านมาก็รบกันมาตลอด เขมรฆ่าเขมรด้วยกันเองนั่นแหละ ตายไปราว 2 ล้านคนในสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ คนเขมรไม่อยากให้เกิดขึ้นมาอีก มันเป็นความเจ็บช้ำที่ฝังใจมานานจนยากจะลืมเลือน “

สรุปว่า ไทยกับเขมร ยังแตกต่างในเรื่องทัศนะต่อผู้นำหรือผู้ปกครองประเทศและเรื่องระบอบประชาธิปไตยที่ยังอยู่อีกไกล

จากที่ได้พูดคุยกับไกด์เขมร ในคืนที่นอนในโรงแรมเมืองปอยเปตพอสรุปได้ว่า

เขมรยอมรับผู้นำทุกคนที่สามารถเข้ามาบริหารประเทศได้ ไม่สนใจว่าจะมาด้วยวิธีใด และไม่มีการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ไม่ต่างกับเป็นความลับทางราชการ เปิดเผยไม่ได้ พูด หรือวิจารณ์ก็ไม่ได้ ต่างกับคนไทยที่เป็นเดือดเป็นแค้น หากเห็นว่ามีไอ้พวกโกงชาติ ปล้นแผ่นดินเข้ามาปกครองประเทศ คนไทยจึงต้องออกมาปลุกระดมขับไล่ไสส่งให้พ้นๆไปจากประเทศไทย

ที่ผ่านมาถือว่าทำได้สำเร็จจอาจเรียกได้ว่าผลิกแผ่นดิน จากการขับไล่พวกเสนียดจัญไรให้พ้นไปจากแผ่นดินไทยเมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2549 พร้อมกับยึดทรัพย์มีมูลค่าถึง 76,000 ล้านบาท ในเวลาต่อมาโดย คตส. ขณะเดียวกันรัฐบาลอังกฤษก็สั่งอายัดเงินในบัญชีของคนไทยที่โกงชาติปล้นแผ่นดินเป็นเงิน 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นเงินไทยราว 140,000 ล้านบาท (35บาท/1เหรียญ) เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2551 เรียกว่าทิ้งเวลาไม่ห่างกันมากนัก

รวมทรัพย์สินที่ถูกยึด และถูกอายัด เป็นเงินไทยประมาณ 216,000 ล้านบาท ถามว่ามันมหาศาลขนาดนี้เลยหรือ ตอบว่าไช่ครับ ไม่ได้ฝันไปแน่ นี่ยังไม่หมดนะครับ

จำได้หรือไม่.... เมื่อ่ไม่นานมานี้ ท่านองคมนตรี พลเอกพิจิตร กุลวณิชย์ ออกมาให้สัมภาษณ์นักข่าวว่า อดีตนายกฯแม้ว มีเงินฝากที่เกาะเคย์แมน นับแสนล้านบาท พร้อมกับตั้งข้อสงสัยว่า เป็นนายกฯได้ไม่กี่ปี ทำไมจึงมีเงินมากมายขนาดนั้น แล้วไปยุ่งกับเกาะเคย์แมนทำไมกัน เพราะที่นั่นเป็นสถานที่ฟอกเงินของผู้นำหรือพวกนักค้ายาเสพติดระดับโลก

นักข่าวถามว่าทราบได้อย่างไร ท่านตอบว่า อดีตท่านเอกอัคราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทย นายราล์ฟ บอยซ์ จูเนียร์ (คนที่พูดภาษาไทยได้คล่อง) ได้พูดคุยกับตนว่าหน่วยงานข่าวกรองของสหรัฐ หรือ FBI สืบทราบว่า ทักษิณมีเงินฝากที่เกาะเคย์แมนนับแสนล้านบาท เป็นเงินที่ได้มาอย่างไม่ถูกต้อง หรือได้มาจากการฟอกเงินนั่นแหละ ปัจจุบันท่านเอกอัครราชทูตท่านนี้ได้เกษียณราชการไปแล้ว แต่ยินดีที่จะมาให้ความกระจ่างในเรื่องนี้กับตน

สรุปว่าทรัพย์สินเงินทองที่ถูกตุลาการศาลไทย และรัฐบาลอังกฤษยึดไว้ถึง 216,000 ล้านบาท มันแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้นเอง ยังมีก๊อกสอง ก๊อกสาม ก๊อกสี่ อีกเพียบ ที่พร้อมจะนำมาเป็นทุนสนับสนุนให้พวกสีแดงออกมาชุมนุมเผาประเทศได้อีกหลายรอบ

มิน่า บรรดาสส.เสื้อแดงทั้งหลายที่เดินทางไปเยี่ยมท่าน บักเหลี่ยม ถึงเมืองแขกดูใบดูบี้ อะไรเถือกนั้นนะ พอกลับมาเห็นเลียปากกันมันแผล่บทุกคน ไม่ทราบว่าได้ไปทานอะไรกันมา จึงปากมันถึงต้องเลียปากกันแบบไม่หยุดหย่อน บางคนก็บอกว่าไปกดตู้ ATM ที่ประเทศนี้มา กดที่เมืองไทย กดไม่ออก เงินไม่ไหล ก็ดีแล้วที่ไปหลอกเอาเงินพ่อมหาจำเริญ จนได้เป็นกอบเป็นกำ ล่ำซำกันทุกคน ถือว่าฉลาดพอกัน เหมือนสุภาษิตไทยที่ว่า "โจรต้องคบกับโจร คนชั่วต้องคบกับคนชั่ว " มันเป็นธรรมชาติของสันดานมนุษย์ และขอพึงรู้ไว้ด้วยว่าเงินที่ได้มานั้นเป็นเงินไม่บริสุทธิ์ ใครนำไปใช้ก็จะตกนรกตามกันไปด้วย

เขียนมาถึงตรงนี้ก็ขอคาระทุกท่านผู้ที่มีส่วนในการขับไล่พวกเสนียด ให้ออกไปจากประเทศจนเป็นผลสำเร็จ และขอขอบคุณรัฐบาลอังกฤษที่ยึดทรัพย์ได้อย่างรวดเร็วด้วยข้อหาว่า สงสัยว่าเงินในบัญชีที่ฝากไว้เป็นเงินที่ได้มาโดยไม่บริสุทธิ์ มีพิรุธ จึงต้องอายัดไว้เพื่อให้เจ้าตัวมาพิสูจน์การได้มาของเงินดังกล่าว ว่าเป็นเงืนที่ได้มาจากการทำมาหากินโดยสุจริต หรือเป็นการฟอกเงิน

ข่าวนี้สร้างความประทับใจพวกแม้วขาว แม้วเขียว และแม้วเหลือง เป็นอย่างมาก ที่แม้วแดงหน้าเหลี่ยม (ของพวกเอ็ง )โดนรัฐบาลอังกฤษสั่งสอน ว่าประเทศที่เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงเค้าทำกันแบบนี้ ไม่ไช่เหมือนอย่างพวกงี่เง้าในบ้านเรา ที่มักอ้างว่าเป็นตัวแทนของประชาชน เอาเงินฟาดหัวมันคนละ 300 บ้าง 500 บ้าง แล้วได้เป็นผู้แทน เรียกว่าเหยียบหัวชาวบ้านเพื่อเข้ามาโกงชาติบ้านเมือง

เห็นชอบอ้างกันนักว่าประเทศอังกฤษเป็นต้นแบบของระบอบประชาธิปไตย และอยากให้ประเทศเราเป็นแบบเค้า แล้วเป็นไง สะใจไม๊น้อง..

ล่าสุด..(ขอแถมอีกหน่อย) ไม่กี่วันมานี้ รัฐบาลเยอรมันแจ้งให้กระทรวงการต่างประเทศของไทยทราบว่า..ฟังนะ

ประเทศเยอรมันถอนวีซ่าของ บักแม้วหน้าเหลี่ยม เป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงประกาศให้ชาวไทย และชาวโลกทราบโดยทั่วกัน..จบข่าว

น่าสงสารคนรวยนับแสนล้าน เป็นถึงอดีตผู้นำประเทศ แต่ต้องหนีหัวซุกหัวซุน ไม่มีคุณค่าของความเป็นมนุษย์เหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์มันจบสิ้นนับจากวันที่ 20 กันยายน 2549 จนกลายเป็นสัมพเวสี หรือวิญญาณเน่าๆ ที่ลอยเท้งเต้งอยู่กลางอากาศ จะลงก็ไม่ได้ จะลอยไปไหนก็ไม่ได้อีกเช่นกัน วันๆก็ได้แต่โฟนอินข้ามประเทศ ให้เหล่าบรรสาวกทั้งหลายได้ชื่นอกชื่นใจ เหมือนปลากระดี่ได้น้ำ

คนต่างชาติเขาฉลาดและดูออกว่าใครโกงชาติโกงแผ่นดิน ไม่โง่เหมือนหลายๆคนในประเทศนี้หรอก ที่ชื่นชอบกันแบบไม่ลืมหูลืมตา ชนิดที่แทบกราบรองเท้ากันได้เลย

น่าเสียดายคนที่รวยเป็นแสนล้าน และมีความฉลาดในการโกง แต่กลับโง่ในทางธรรม

แทนที่จะกลับตัวกลับใจให้สังคมเห็นใจ แต่ไม่หรอก ในหัวสมองคิดแต่ว่าจะกลับมาเป็นใหญ่ได้อย่างไรในประเทศนี้ ถึงขนาดเผาเมือง เผาประเทศก็ต้องยอม

ถามหน่อยเถอะ แบบนี้เรียกว่า บ้า และ เสียสติ หรือเปล่า

พระท่านบอกว่า “ เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร “ ไม่ไช่มีเวรแล้วยังจะสร้างเวรต่อไปแบบไม่สิ้นสุดกันแบบนี้

องคุลีมาล หรือ อหิงสกะ ในสมัยพุทธกาล ก็เคยเป็นคนชั่วช้า ทำบาปหนัก ถึงขั้นเกือบจะกลายเป็นลูกทรพี ฆ่าแม่ของตนเอง เพื่อตัดเอานิ้วให้ได้ครบ 1 พันนิ้ว ซึ่งเหลืออีกเพียงนิ้วเดียวก็จะครบตามที่ตั้งใจไว้ เดชะบุญที่มาพบกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก่อน แต่กระนั้นก็ยังถือดาบไล่ฟันพระพุทธเจ้า แต่ก็วิ่งตามไม่ทัน จึงร้องขอให้พระพุทธเจ้าหยุด

พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ เราหยุดแล้ว แต่ท่านยังไม่หยุด “

องคุลีมาลตอบว่า “ ท่านหยุดเสียเมื่อไหร่ละ ข้ายังวิ่งตามท่านไม่ทันเลย “

พระพุทธเจ้าตอบว่า “ เราหยุดทำชั่ว หยุดทำลายชีวิตผู้อื่นแล้ว แต่ท่านยังไม่หยุด”


คำพูดที่ว่า “ เราหยุดแล้ว แต่ท่านยังไม่หยุด “ เป็นสิ่งที่คนไทยชาวพุทธทั้งหลายคงเคยได้ยินได้ฟังมาแต่เด็กๆ

และเรื่องราวของ อหิงสกะ หรือองคุลีมาล ก็จบลงด้วยการที่องคุลีมาล กลับตัวกลับใจ เข้ามาบวชเป็นพระในพุทธศาสนา จนกระทั่งสำเร็จเป็นพระอรหันต์

เรื่ององคุลีมาล จึงเป็นนิทานสอนใจสำหรับผู้คิดชั่วทำบาปทั้งหลาย ว่าถึงขนาดคนทำชั่ว คิดฆ่าแม่ของตนเอง ถือว่าบาปหนักจนเรียกว่า เป็นลูกทรพี แต่ก็ยังกลับตัวกลับใจประพฤติตนเป็นคนดีได้ในเวลาต่อมา

แต่คนที่คิดชั่ว ทำชั่ว โกงชาติต่อแผ่นดินเกิด อันเป็นแผ่นดินแม่ หรือแผ่นดินของบรรพบุรุษนั้น ถือว่าบาปหนักเสียยิ่งกว่าบาปที่องคุลีมาลกระทำเสียอีก แทนที่มันจะกลับเนื้อกลับตัวเพื่อทำบุญให้กับแผ่นดินเกิด แต่ไม่คิด และไม่ทำ หน้ำซ้ำยังคิดที่กลับมาโกงชาติกันต่อไป แบบนี้เรียกว่าเลวสุดๆ

ใครเห็นก็อย่าเอาเยี่ยงอย่าง และควรสอนลูกหลานให้ห่างไกลจากคนชั่วประเภทนี้ ควรเป็นตัวอย่างและสอนบุตรหลานให้รู้จัก บาป บุญ คุณ โทษ โดยยกเอาตัวอย่างของจริงที่เห็นกันอยู่นี้แหละมาสอน มาเตือนสติลูกหลานกัน

นรก สวรรค์ เห็นกันชัดๆอยู่แล้ว และเป็นตัวอย่างให้ทุกคนได้รู้สำนึกว่า ความร่ำรวยนั้น ไม่ไช่สิ่งที่จะทำให้คนเรามีความสุข เหมือนกับที่หลายๆคนกำลังทะเยอทะยานอยู่ในเวลานี้ มันต้องรวยอย่างมีคุณธรรม จึงจะถูกต้อง

เห็นแล้วหรือยังว่ามีเงินนับแสนล้าน แต่หามีความสุขไม่ ไปอยู่ประเทศไหน เขาก็ขับไล่ใสส่ง ครั้นจะกลับมาบ้านตัวเองก็ทำไม่ได้ เพราะจะมีคนออกมาขับไล่ให้ออกไปพ้นๆ ไม่ต่างกับพวกตัวเสนียดจัญไรที่ไม่มีใครอยากเห็น ยกเว้นแต่จะเป็นสังคมคนชั่วพวกเดียวกันเพียงหยิบมือเดียวเท่านั้นเอง

คนเก่งแต่ประพฤติชั่วช้า จึงไม่ควรสนับสนุนให้มาเป็นผู้ปกครองประเทศ เพราะชาติประสบกับความวิบัติเช่นผ่านๆมาก็เพราะมีคนพวกนี้
จึงควรสนับสนุนให้คนเก่ง และคนดี ขึ้นมาบริหาร ประเทศชาติจะได้เจริญรุ่งเรือง


สาธุ

เข้าวัดเข้าวากันแล้ว จากนั้นก็กลับมาเที่ยวเขมรกันต่อดีกว่า นะครับ

เมื่อก่อนนั้นหากใครได้ไปเที่ยวเขมรคงจะรู้รสชาติดีว่า ถนนสายนี้สุดโหดขนาดไหน ผมนั่งรถกินฝุ่นไปตลอดทางเมื่อปีก่อน (กค.50) ทำให้นึกถึงตัวเองตอนเด็กๆที่เห็นถนนสายหลักบางสายในประเทศไทยว่ามีสภาพไม่ต่างกัน

การเดินทางในปี 50 อาจดูแย่ แต่ในความรู้สึกแล้วคิดว่าสองข้างทางในบางช่วง กลับมีความแปลกที่ไม่เหมือนเมืองไทย ที่เห็นพื้นดินราบเรียบคล้ายทะเลที่มีแต่ดิน ไม่มีต้นไม้สักต้น ไม่ต่างกับเห็นน้ำกับฟ้าเมื่อมองออกไปยังท้องทะเล

กว่าจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไรก็ตอนที่ไปเที่ยวโตนเลสาบ ไกด์อธิบายว่าช่วงฤดูฝน ระดับน้ำในทะเลสาบโตนเลจะสูงกว่าที่เห็นนี้หลายเมตรจนท่วมถนนที่กำลังเดินทางอยู่นี้ จากแอ่งกระทะที่เห็นเป็นทะเลสาบ ประมาณ 2,700 ตารางกิโลเมตร ก็จะขยายไปอีกถึง 16,000 ตารางกิโลเมตร และกินพื้นที่ไปอีกไกลมาก จนมาถึงผืนดินราบเรียบขนาดไหญ่ที่เห็นในระหว่างการเดินทางนั่นแหละ

เมื่อน้ำท่วมทุกปี ต้นไม้ใหญ่ก็ไม่มี พืนดินกว้างใหญ่ไพศาลจึงเห็นแต่นาข้าวในช่วงฤดูน้ำหลาก แถวนี้จึงเรียกว่าที่ราบลุ่มของทะเลสาบโตนเล

จาก กรกฏาคม ปี 2550 ปีก่อน มาถึงวันนี้ หรือวันที่ 3 พฤษภาคม 2551 เริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงของถนนสายนี้ ดูจากสายตาแล้วคิดว่าน่าจะสร้างเสร็จไปแล้วราว 30-40 % อาจถือว่าคืบหน้าไปน้อยมาก แต่คนเขมรเค้าถือว่าคืบหน้าไปมาก เพราะร่นระยะเวลาเดินทางไปยังเสียมเรียบได้หลายชั่วโมง จากที่เคยใช้เวลาราว 6-7 ชั่วโมง ก็เหลือประมาณ 3 ชั่วโมง เท่านั้นเอง

ล่าสุดวันนี้ ( 13 มิย.52) ทราบว่าถนนเสร็จเกือบสมบูรณ์แล้ว ยังขาดแต่ป้ายจราจร และเรื่องความปลอดภัยบนท้องถนน ใครเดินทางในช่วงนี้ก็คงสบายหายห่วง ไม่ต้องดมฝุ่นไปตลอดทางเหมือนเมื่อก่อน แถมยังมีเวลาท่องเที่ยวตามสถานที่อื่นๆได้มากขึ้น

การเดินทางคราวนี้ใช้เวลาเดินทางน้อยกว่าครั้งก่อนเกือบเท่าตัว จากเดิมที่ไปถึงเมืองศรีโสภณเอาตอนเที่ยง และแวะทานข้าวกลางวัน ก็เหลือเพียงแวะเข้าห้องน้ำห้องท่า ที่ร้านอาหารร้านเดิมหรือร้านประกายพฤกษ์ ส่วนมื้อเที่ยงได้เปลี่ยนโปรแกรมไปทานที่เสียมเรียบแทน

ตอนนี้ผมพาทุกท่านมาถึงภัตตาคารเรียบร้อยแล้ว ทานข้าวเสร็จก็จะพาไปเที่ยวโตนเลสาบ จากนั้นก็จะไปเที่ยวปราสาทพนมบาเค็งกันต่อ พร้อมกับดูพระอาทิตย์ตกที่นั่น

โตนเลสาบผมเคยไปเมื่อครั้งก่อน จะแตกต่างกับครั้งนี้หรือไม่ ต้องรอชมในตอนที่ 3 ครับ พูดแล้วก็ตื่นเต้นที่จะไปเห็นทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย จากแม่น้ำ 14 สายไหลมารวมกันที่นั่น โดยมีแม่น้ำโขงเป็นแม่น้ำสายหลัก




เว็บมาสเตอร์
โฟโต้ออนทัวร์
13 มิถุนายน 2552




...............................................................................................................................................................................................................................................

แผนที่ ประเทศกัมพูชา เส้นทางปอบเปต - เสียมเรียบ ระยะทาง 159 กม.
คลิกที่ภาพเพื่อดูภาพขยาย






เปรียบเทียบยุคสมัยของอาณาจักรต่างๆ



 
 
     
   copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ