Tonele Sap Lake โตนเลสาบ ทะเลสาบโตนเล หรือทะเลสาบเขมร อยู่ห่างจากเมืองเสียมเรียบประมาณ 14 กม. โตนเล เป็นทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียอาคเนย์ มีพื้นที่ประมาณ 2,700 ตารางกิโลเมตร ในหน้าแล้ง และจะขยายตัวอออกไปถึง 16,000 ตารางกิโลเมตรในยามน้ำหลาก ทะเลสาบโตนเลมีอาณาเขตเชื่อม 5 จังหวัดของกัมพูชาเข้าด้วยกัน ปัจจุบันสภาพแวดล้อมในทะเลสาบโตนเลกำลังได้รับผลกระทบอย่างหนัก

Photoontour.Com โฟโต้ออนทัวร์    เว็บไซต์ภาพถ่าย เว็บไซต์ท่องเที่ยว    Home > Outbound Tour > Koh Ker > Tonle sap            
ทริปเกาะแกร์ เบ็งมาเลีย ปราสาทธม ปิรามิด ยุคขอมโบราณ (Koh Ker Pre Angkor)
1 ปอยเป็ต
2 สู่เสียมเรียบ
3 โตนเล
4 โตนเล 2
5 ปราสาทพราห์ม
6 ปิรามิดขอม
7 ปราสาทชลับ
8 ปราสาทอังคณา
9 ตลาดซาจั๊ะ
10 ชีวิตคนเขมร
11 การแสดง
12 วัดพนมกุเลน
13 กบาลสะเปียน
14 เบ็งเมเลีย
15 ขากลับ
ตอนที่ 3 โตนเล ทะเลสาบเขมร ความยิ่งใหญ่ของแหล่งปลาน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในโลก

Tonle Sap : Cambodia 's Tonle Sap, or Great Lake, is one of the unique geographical wonders of the world. The Tonle Sap remains relatively small for most of the year, measuring about a meter in depth and covering around 2,700 square kilometers. However, the river that connects to the lake starts to swell during the monsoon season as water that flows from the Mekong river reverses, helping to expand the Tonle Sap up to 16,000 square kilometers with a depth up to 9 metres deep. Surrounding fields become flooded with the floodplains acting as the core breeding ground for the Tonle Sap’s plentiful supply of fish. The seasonal flow from lake and river are responsible for creating more than 75% of Cambodia’s fresh water fish catch and are estimated to directly support more than 3 million people.

การเดินทางสู่ เกาะแกร์ เบ็งมาเลีย นครที่ถูกลืม หรืออาณาจักรนอกคอก ชมปิรามิดแห่งขอม ณ กลางป่าเมืองเขมร ทริปนี้เดินทาง เมื่อเดือน พฤษภาคม 2551 (ตอนที่ 3)
 
 

สนใจทริปไหน  
คลิกเลย >  

 

     
 

ทริปเกาะแกร์ ปราสาทธม ปิรามิดแห่งขอม ตอนที่ 3
ตอน ทะเลสาบโตนเล ความยิ่งใหญ่ของทะเลสาบเขมร




                               ก่อนที่จะไปเที่ยวเกาะแกร์ อาณาจักรนอกคอก หรือนครที่ถูกลืม ก็จะขอพาเที่ยวทะเลสาบโตนเลกันก่อน ตามโปรแกรมการเดินทาง ส่วนปราสาทนอกคอก ปิรามิดแห่งขอมนั้น จะเป็นโปรแกรมในวันถัดไป ซึ่งคงจะพาเที่ยวกันอย่างจุใจ เพราะต้องใช้ระยะเวลาถึง 2 วันเต็มๆ ถึงตอนนี้ต้องขอบอกก่อนว่า ทริปที่จะพาชมเมืองเก่า ในยุค Pre Angkor นั้น เป็นการย้อนอดีตไปไกลกว่ายุค Angkor ซึ่งเป็นโปรแกรมท่องเที่ยว นครวัด-นครธม ตามที่โฆษณาในรายการท่องเที่ยวของบริษัททัวร์ต่างๆ

คำว่า Pre Angkor (พ.ศ. 1093 - 1345) กับ Angkor (พ.ศ.1345 – 1762 ) เรียกว่าอยู่กันคนละยุค

หากเปรียบเทียบกับประวัติศาสตร์บ้านเราก็คล้ายๆกับอาณากรุงสุโขทัย ที่มีมาก่อนอาณาจักรกรุงศรีอยุธยา

Pre Angkor (ยุคก่อนพระนคร)เปรียบเสมือน อาณาจักรสุโขทัย ส่วน Angkor (ยุคพระนคร) เปรียบเสมือน อาณาจักรกรุงศรีอยุธยา

เขมรจะให้ความสำคัญในยุคพระนคร ส่วน ยุคก่อนพระนครไม่ได้กล่าวถึงมาก อาณาจักรขอมในยุค Pre Angkor จึงกลายเป็นนครที่ถูกลืม หรือ เรียกว่าอาณาจักรนอกคอก

ขอมยุคก่อนพระนคร สร้างอาณาจักรอยู่ที่บริเวณเทือกเขาพนมกุเลน เมื่อถึงยุคเสื่อม จึงย้ายมาสร้างเมืองใหม่บนพื้นราบในเขตพระนคร ใกล้กับเมืองเสียมเรียบในปัจจุบัน ซึ่งอยู่ห่างจากเทือกเขาพนมกุเลนประมาณ 80 กม.

มีคำถามว่า นครวัด – นครธม นำก้อนหินจากที่ไหนมาสร้างอาณาจักร เพราะบริเวณปราสาทในเขตพระนครเหล่านั้นไม่มีหิน และไม่มีภูเขาที่อยู่ใกล้เคียง

คำตอบก็คือนำมาจากเทือกเขาพนมกุเลนนั้นเอง หากจะถามต่อว่า แล้วการเคลื่อนย้ายก้อนหินที่มีน้ำหนักหลายสิบตันมาได้อย่างไร ถึงตอนนั้นก็จะมาเฉลยให้เองครับ


แต่ตอนนี้ขอพาเที่ยวโตนเลสาบกันก่อนเพราะได้เวลารถออกแล้วครับ

ในการเดินทางไปเที่ยวโตนเลสาบ หรือทะเลสาบเขมรครั้งนี้ สำหรับผมแล้วนับว่าเป็นครั้งที่สอง ครั้งแรกไปเที่ยวเมื่อเดือน พฤษภาคม 2550 มาคราวนี้ ตรงกับเดือนกรกฏาคม 2551 ห่างกันประมาณปีเศษๆ จึงเป็นเรื่องตื่นเต้นที่จะเปรียบเทียบภาพของทั้งสองปีนี้ว่าแตกต่างกันอย่างไร

เมื่อปี 2550 หรือครั้งก่อนเดินทางกันในช่วงเย็นๆตอนใกล้ค่ำ แต่คราวนี้ไปกันตอนบ่ายแสกๆ ชนิดแดดเปรี้ยง อาจเรียกว่าคนละบรรยาศกันเลย

ครั้งแรกที่มาโตนเลสาบ ผมค่อนข้างจะตื่นเต้นกับชีวิตของชาวประมงที่อาศัยอยู่ตามลำคลองหรือลำน้ำในขณะที่นั่งเรือออกสู่ปากแม่น้ำ ภาพที่เห็นในครั้งนั้นต้องยอมรับว่าเป็นชีวิตที่อยู่กับน้ำจริงๆ ซึ่งคนเขมรใช้คำว่า ชาวน้ำ การกินการอยู่ ทุกอย่างอยู่บนเรือหรือแพลำเดียว และใต้ของแพก็ยังมีกระชังปลาที่เลี้ยงปลาไว้ขาย ซึ่งเป็น
วิถีชีวิตของชาวประมงในประเทศเวียดนาม

หากเปรียบเทียบกับชาวนาไทยในอดีตก็คล้ายกับบ้านเรือนไทยที่ยกสูง และใต้ถุนบ้านจะเลี้ยงวัวเลี้ยงควายไว้ เพื่อความปลอดภัยและจะได้ดูแลกันอย่างใกล้ชิด พอเช้ามาก็จะต้อนออกไปเลี้ยงยังทุ่งนา

บ้านเรือนคนไทยสมัยก่อนจึงคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นขี้วัวขี้ควาย ด้วยเหตุนี้แหละจึงเป็นที่มาของคำว่า “ กลิ่นโคลน สาปควาย ” เป็นกลิ่นที่ติดตัวติดเสื้อผ้าของชาวบ้านในต่างจังหวัดที่เดินทางเข้าเมือง หรือที่เรียกว่า คนบ้านนอกเราดีๆนี่เอง

การเลี้ยงปลาใต้ถุนแพของชาวประมงในทะเลสาบโตนเล เป็นวิธีการที่นิยมของชาวเวียดนามมาก่อน เรียกว่าต้นตำรับของการเลี้ยงปลาไว้ใต้แพ ต่างจากชาวประมงในประเทศอื่นๆ

ชาวประมงในประเทศเวียดนามมักสร้างแพที่พักที่มีขนาดใหญ่กว่าปกติ ตรงกลางแพจะทำเปิดเป็นช่องสี่เหลี่ยมให้มองเห็นพื้นน้ำ มีขนาดประมาณ 1 ตารางเมตร เพื่อเป็นช่องสำหรับให้อาหารปลา ส่วนรอบๆช่องตรงกลางนั้นก็จะเป็นอยู่อาศัย หรือที่หลับที่นอน ปลาที่เลี้ยงก็จะโตวันโตคืนจากอาหารที่เจ้าของโยนให้กินในแต่ละวัน แต่วิธีเลี้ยงแบบนี้ น่าจะทำให้ปลาเหล่านั้นไม่ค่อยได้รับแสงแดด เพราะอยู่ใต้ชายคาตลอดเวลา

การเลี้ยงด้วยวิธีแบบชาวเวียดนาม ค่อนข้างปลอดภัยจากการถูกขโมย (เหมือนคนไทยสมัยก่อนที่นิยมเลี้ยงวัวควายไว้ใต้ถุนบ้าน) เมื่อถึงคราวจะให้อาหาร ปลาก็มาชุมนุมตรงช่องสี่เหลี่ยม เมื่อชาวประมงโยนอาหารที่ผสมเองขึ้นมาเองให้ ก็กระโดดแย่งอาหารกันจนน้ำแตกกระจาย ไม่ต่างกับการให้อาหารปลาตามวัดต่างๆในเมืองไทย

ชาวประมง หรือชาวน้ำในทะเลสาบโตนเล ส่วนใหญ่เป็นชาวเวียดนามอพยพ ซึ่งก็คงอพยพกันมาหลายรุ่น และที่เข้ามามากที่สุดก็เมื่อครั้งที่ทหารเวียดนามเข้ามาบุกยึดเขมร หรือยุคของเขมรแดง เมื่อราว 20 กว่าปีก่อน

เมื่อสงครามสงบทหารเวียดนามส่วนหนึ่งก็ไม่ได้กลับประเทศ เพราะเวียดนามเป็นประเทศที่มีประชากรอยู่กันอย่างหนาแน่น และช่วงนั้นยังเป็นยุคที่อดอยาก ผลผลิตทางการเกษตรเช่นข้าวและสัตว์เลี้ยงต้องส่งไปประเทศจีน(จีนแดง)เป็นส่วนใหญ่ เพราะจีนแดงในสมัยที่ปกครองด้วยระบอบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์มีความอดอยากแร้นแค้น และมีผู้ลมตายไปเนื่องจากความหิวโหยนับสิบๆล้านคน

ทั้งเวียดนาม ลาว และเขมร ต้องส่งข้าวไปช่วยเหลือในลักษณะถูกบังคับ จนประชาชนในประเทศเล็กๆเหล่านี้ได้รับการแบ่งปันอาหารกันน้อยนิด สร้างความเดือดร้อนไปทั่วทั้งประเทศ ไปเที่ยวเขมรหรือกัมพูชา คนที่นั่นก็มักจะบอกเล่าถึงเหตุการณ์ในช่วงเวลานั้นให้ฟังกันอยู่บ่อยๆ

นี่เป็นความล้มเหลวของระบอบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ ที่ไม่สามารถพาประเทศที่มีความเชื่อมั่นต่อระบอบนี้ไปสู่เป้าหมายได้ เพราะเป็นการฝืนธรรมชาติ และวิธีปฏิบัติก็เกิดการผิดผลาดอย่างใหญ่หลวง จนประเทศจีนในยุคของ เติ้งเสี่ยวผิง ต้องหันมาดำเนินนโยบายใหม่ ที่เรียกว่ากันว่า นโยบายเปิดประเทศ เพราะหากประเทศจีน และประเทศอื่นๆยังปกครองด้วยระบอบสังคมนิยมต่อไป ป่านนี้ก็ไม่แน่ใจว่าจะมีผู้คนล้มตายไปจากความอดอยาก และจากสงครามไปอีกกี่ล้านคน

ทุกวันนี้ก็เห็นจะมีแต่ประเทศเกาหลีเหนือประเทศเดียว และเป็นประเทศคอมมิวนิสต์สายพันธ์สุดท้ายที่ยังหลงเหลืออยู่บนโลกใบนี้ เวลานี้ประเทศนี้เป็นอย่างไรก็คงรู้กันทั้งโลกว่า ประชาชนมีแต่อดอยาก เด็กๆเป็นโรคขาดอาหาร ผอมโซ ไม่ต่างกับเด็กๆผิวดำในประเทศโซมาเลีย จนองค์การสหประชาชาติต้องยื่นเมือเข้าช่วยเหลือเพื่อมนุษย์ธรรม ส่วนผู้นำประเทศเกาหลีเหนือก็ยังบ้าดีเดือดไม่หาย ทุกวันนี้ยังสะสมอาวุธนิวเคลียร์ และแอบลักลอบทดลองอาวุธนิวเคลียร์อยู่บ่อยๆ ขณะที่ประเทศอื่นๆเค้าไปถึงไหนต่อถึงไหนกันหมดแล้ว

หากจะเรียกว่าประเทศนี้ว่า เป็นคอมมิวนิสต์เต่าล้านปีก็ดูจะไม่ผิดนัก

มาต่อเรื่องชาวเขมรเชื้อสายเวียดนามที่โตนเลอีกนิด

ทหารคอมมิวนิสต์เวียดนาม ที่มีชื่อเรียกว่า เวียดกง เมื่อเข้ามายึดลาวและเวียดนาม ส่วนหนึ่งได้ตั้งรกรากอยู่ในประเทศนั้น ถ้าจำได้ไม่ผิดตัวเลขล่าสุดมีชาวเขมรเชื้อสายเวียดนามประมาณ 7 แสนคน ใครเห็นชาวประมงที่ทะเลสาบโตนเลมีหน้าตาคล้ายคนจีน และใช้ตะเกียบกินข้าว ก็บอกว่าไช่เลย ชาวญวน หรือชาวเวียดนามแน่นอน

ส่วนประเทศลาว ก็มีคนลาวเชื้อสายเวียดนามอยู่ไม่น้อย และเวียดนามก็เข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศลาวก็ลักษณะเดียวกับประเทศกัมพูชา คนลาวเชื้อสายเวียดนามกระจายอยู่ทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นที่เมืองปากเซ แขวงจำปาสัก ก็มีหมู่บ้านชาวเวียดนาม ส่วนที่เวียงจันทน์ และเมืองอื่นๆ ของลาวก็มีกระจัดกระจายอยู่ทั่วไป คนลาวเชื้อสายเวียดนามสังเกตได้ไม่ยาก หากเป็นผู้หญิงก็จะมีรูปร่างสูง ผิวขาว และหน้าตาดี (คอนเฟิร์ม)

ทะเลสาบโตนเลที่ได้มาเห็นในครั้งนี้ แม้จะไม่ไช่ในช่วงเดือนเดียวกันกับครั้งก่อน แต่ก็พอจะเห็นการเปลี่ยนแปลง และเกิดข้อสงสัยในหลายๆอย่างที่ยังหาคำตอบไม่ได้ เช่น

1. บ้านชาวประมงที่อาศัยอยู่ในลำคลองลดน้อยลง
มาคราวนี้บ้านแพที่เคยจอดเรียงรายอยู่สองฝากฝั่งหายไปไหนกันหมด...มีแต่แพขนาดใหญ่ที่เป็นโรงเรียน และสถานที่ราชการอื่นๆ

2. ลำคลองตื่นเขินมาก
เรื่องนี้อาจเป็นฤดูกาลของธรรมชาติ แต่ปัญหาส่วนหนึ่งมาจากระดับน้ำในทะเลสาบลดลงไปมาก เนื่องจากการสร้างเขื่อนในประเทศจีนนับสิบๆแห่ง ซึ่งมีผลทำให้แม่น้ำโขง อันเป็นแม่น้ำสายหลักของทะเลสาบแห่งนี้ลดลง

3 ทางการยกระดับถนนให้สูงขึ้นกว่าแต่ก่อน
ระหว่างที่เดินทางเข้าไปที่ท่าเรือ จะเห็นกองดินเต็มไปหมด ซึ่งทราบมาว่าทางการเขมรกำลังพัฒนาที่ดินแถวนี้ให้เป็นโรงงานอุตสาหกรรม รองรับอาชีพการประมงจากทะเลสาบ อนาคตจะมีการสร้างห้องเย็น โกดังขนาดใหญ่ รวมทั้งโรงงานแปรรูปสัตว์น้ำที่รับซื้อจากชาวประมง

แต่ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตก็คือว่า ผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมที่มีสาเหตุมาจากการสร้างเชื่อนในประเทศจีนที่จะมีผลทำให้สัตว์น้ำลดลง แล้วอนาคตของโรงงานอุตสาหกรรมเหล่านี้จะได้รับผลกระทบตามมาหรือไม่

4 เมื่อถึงปากแม่น้ำ ภาพหมู่บ้านชาวประมงมีมากกว่าแต่ก่อน
หรือว่ามีการอพยพจากลำคลองที่เคยอาศัยอยู่ แล้วเคลื่อนย้ายมาอยู่กันกลางทะเลสาบ เพื่อหนีการตื้นเขินของลำคลองที่เคยใช้สัญจร

5 สังเกตเห็นชาวประมงมีการเลี้ยงปลาในกระชังกันมากขึ้น
เมื่อขี้นไปอยู่บนที่สูงๆบนแพขนาดใหญ่ แล้วใช้กล้องซูมเข้ามาจะเห็นว่า บ้านชาวประมงจะมีคอกไม้ใผ่ที่สร้างเป็นกระชังปลากันเกือบทุกหลัง หรือว่าชาวประมงเปลี่ยนอาชีพจากการหาปลา แล้วหันมาเลี้ยงปลาในกระชังแทน อันเนื่องจากปริมาณปลาที่จับได้ลดลง

6 บ้านชาวประมงที่เห็นสองข้างทางมีการสร้างแบบถาวรมากขึ้น
เช่นใช้ไม้เนื้อแข็งที่ดูแข็งแรง ใช้หลังคาสังกะสี หรือกระเบื้องลอน ต่างจากที่เห็นเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งส่วนใหญ่จะสร้างกันแบบง่ายๆ ประเภทบ้านไม้ใผ่และหลังคามุงจาก หรือว่าปัจจุบันระดับน้ำไม่ได้ท่วมพื้นที่แถวนี้กันเหมือนอดีต จึงไม่จำเป็นต้องเคลื่อนย้ายหนีน้ำไปไหน

7 การสัญจรทางเรือค่อนข้างลำบาก
คนขับเรือต้องจำร่องน้ำให้ได้ เพราะระดับน้ำตื้นเขินมาก สร้างความหวาดเสียวให้กับผู้โดยสารขณะที่เรือวิ่งสวนกัน เพราะเรือเข้ามาใกล้กันมาก ห่างกันเพียงคืบเดียว คนขับต้องคอยตะโกนเตือนผู้โดยสารให้ระวังกันตลอดเวลา


ทั้งหมดนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงเท่าที่สังเกตได้ด้วยตาขณะทั่งรถและนั่งเรือผ่าน พร้อมกับตั้งข้อสงสัยไว้ในใจ


ถึงอย่างไรก็ตาม ไม่ว่าสภาพแวดล้อมจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร โตนเลสาบ หรือทะเลสาบโตนเล ก็ยังคงความยิ่งใหญ่ในระดับทวีปเอเชีย และถูกจัดให้เป็นทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และน่าจะเรียกว่าเป็นมรดกทางธรรมชาติที่น่าแปลก และมีสถิติที่ไม่เหมือนใคร เช่น

1 พื้นที่ของทะเลสาบในยามน้ำลดจะมีพื้นที่ประมาณ 2700 ตารางกิโลเมตร แต่เมื่อยามน้ำหลากจะขยายพื้นที่ออกไปราว 16,000 ตารางกิโลเมตร (ปัจจุบันน่าจะลดลงเหลือไม่ถึง 10,000 ตาราง กม.) เปรียบเทียบกับพื้นที่ของกรุงเทพมหานครซึ่งมีประมาณ 1600 ตาราง กม

2 โตนเลสาบเป็นแหล่งอาหารจากปลาน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีพันธ์ปลาชนิดต่างๆถึง 300 ชนิด และเป็นแหล่งพันธ์ปลาบึกขนาดใหญ่ บางตัวหนักถึง 2-300 กก.

3 มีแม่น้ำและลำคลองจำนวน 14 สาย ไหลมารวมกันที่ทะเลสาบ และประมาณ 50% ของปริมาณน้ำในแต่ละปี มาจากแม่น้ำโขง

4 พื้นที่โตนเลสาบ มีอาณาเขตที่กว้างขวางใหญ่โต มีจังหวัดต่างๆที่อยู่โดยรอบทะเลสาบถึง 9 จังหวัด พื้นที่เหล่านี้กลายเป็นแหล่งปลูกข้าวที่มีอาณาเขตกว้างขวางใหญ่โต และเมื่อไม่กี่วันมานี้ได้ยินว่าจะมีนายทุนจากตะวันออกกลางมาลงทุนในธุรกิจเรื่องข้าวในประเทศนี้ ไม่ต่างกับข่าวคราวในเมืองไทยที่พื้นที่นาหลายจังหวัดถูกขายให้บริษัท นอมินี ซึ่งเป็นตัวแทนของนายทุนจากประเทศในตะวันออกกลาง

มีคำถามว่า ประเทศจ้าวพ่อบ่อน้ำมันเหล่านี้ เข้ามาทำธุรกิจในประทศทางแถบนี้ได้อย่างไร ใครเป็นคนเชื้อเชิญให้เข้ามา

ตามข่าวแจ้งว่า อดีต นายกฯทักษิณ ของหมู่เฮาจาวเหนือนี้เอง ซึ่งตอนนี้ยังหนีคดีไปกบดานอยู่ที่ประเทศดูใบ นานๆก็จะไปโผล่ที่ประเทศโน้นที ประเทศนี้ที กลายเป็นพวกนินจา และเมื่อครั้งที่มีข่าวว่า ชักชวนเศรษฐีน้ำมันมาลงทุนในธุรกิจข้าวไทย ก็ถูกวิจารณ์อย่างหนักว่า ขายชาติ ขายจิตวิญญาณของคนไทยที่มีอาชีพทำนากันมาแต่บรรพบุรุษ อนาคตข้าวไทยก็อาจจะตกไปอยู่ในมือของเศรษฐีบ่อน้ำมันเหล่านี้


5 มีชาวประมงที่ทำมาหากินอยู่กับทะเลสาบแห่งนี้ราว 1 หมื่นครอบครัว กระจายอยู่ตามรอบๆของทะเลสาบ ชาวประมงเหล่านี้กลายเป็นคนเลี้ยงปากเลี้ยงท้องให้กับชาวเขมรทั่วประเทศ สร้างผลิตจากสัตว์น้ำและสร้างรายได้ให้กับประเทศเป็นจำนวนมาก

6 ระดับน้ำในทะเลสาบโดยเฉลี่ยแล้วจะอยู่ที่ประมาณ 1-2 เมตร ความลึกสูงสุดอยู่ที่ 9-10 เมตร จึงดูไม่ค่อยน่ากลัวสำหรับผู้ที่ทำอาชีพประมง รวมทั้งเด็กๆที่อาศัยอยู่แถวๆนี้ และเรือที่ชาวบ้านใช้ กัน ส่วนใหญ่จะเห็นแต่ไม้ค้ำถ่อ มากกว่าจะใช้พาย

7 (ขอแถม) โตนเลสาบเมื่อ พศ. 2312 พระเจ้าตากฯ ให้พระยาอนุชิตราชาเป็นแม่ทัพ คุมกำลัง 2,000 คน จากเมืองนครราชสีมาลงทางช่องเสม็ด ยกไปตีเมืองเสียมราฐ โดยยกกำลังมาตามทะเลสาบเขมรเพื่อยึดเมืองเสียมราฐ(เสียมเรียบ) พระตะบอง และศรีโสภณ เป็นการสั่งสอนเขมรในฐานะกระด้างกระเดื่อง ที่ไม่ยอมส่งเครื่องราชบรรณาการ มาถวายหมือนเมื่อก่อน

เมืองสำคัญทั้งสาม ตกเป็นของไทยมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง จนกระทั่งปี พ.ศ 2449 ไทยจำต้องแลกดินแดนกับฝรั่งเศส เพื่อให้ได้เมืองตราดคืนมา รวมระยะเวลาที่ เสียมราฐ พระตะบอง และศรีโสภณ ตกเป็นของไทยเป็นระยะเวลา 137 ปี

พาเที่ยวทะเลสาบโตนเล ยังไม่จบครับ ตอนที่ 4 หรือตอนต่อไปยังมีภาพมาให้ชมกันอีก




เว็บมาสเตอร์
โฟโต้ออนทัวร์
7 กรกฏาคม 2552



ดูภาพชุดโตนเลสาบจากการเดินทางครั้งก่อน


...............................................................................................................................................................................................................................................



แผนที่ ประเทศกัมพูชา เส้นทางปอบเปต - เสียมเรียบ ระยะทาง 159 กม.
คลิกที่ภาพเพื่อดูภาพขยาย







เปรียบเทียบยุคสมัยของอาณาจักรต่างๆ



 
 
 
   copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ