พนมบาเค็ง ปราสาทพนมบาเค็ง เมืองเสียมเรียบ กัมพูชา Phnom Bakheng Phanon Bakheng panom Bakeng Siem reab , รวมภาพพนมบาเค็ง ชมพระอาทิตย์ตกที่พนมบาเค็ง พนมบาเค็งมีอายุพันกว่าปี สร้างในสมัยพระเจ้ายโสวรมัน (พ.ศ. 1432 - 1453) รวมภาพโตนเลสาบตอนที่ 2 หมู่บ้านชาวประมงเมืองเขมร อยู่ห่างจากเมืองเสียมเรียบประมาณ 14 กม. โตนเล เป็นทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียอาคเนย์

Photoontour.Com โฟโต้ออนทัวร์    เว็บไซต์ภาพถ่าย เว็บไซต์ท่องเที่ยว    Home > Outbound Tour > Koh Ker > Prasat Pram, Prasat Neang Khmau       
ทริปเกาะแกร์ เบ็งมาเลีย ปราสาทธม ปิรามิด ยุคขอมโบราณ (Koh Ker -ฺำื Beng Mealea)
1 ปอยเป็ต
2 สู่เสียมเรียบ
3 โตนเล
4 โตนเล 2
5ปราสาทพราห์ม
6 ปิรามิดขอม
7 ปราสาทชลับ
8 ปราสาทอังคณา
9 ตลาดซาจั๊ก
10 ชีวิตคนเขมร
11 การแสดง
12 วัดพนมกุเลน
13 กบาลสะเปียน
14 เบ็งเมเลีย
15 ขากลับ
ตอนที่ 5 เกาะแกร์ ชมกลุ่มปราสาท ที่เคยเป็นเมืองหลวงเก่า สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 4 เมื่อ 1081 ปีก่อน

Koh Ker is an Angkorian site in northern Cambodia. 80 km northeast of Angkor itself, it was briefly the capital of the Khmer empire between 928 and 944 under king Jayavarman IV and his son Hasavarman II.After the Khmer empire had been established in the Angkor area (Roluos), Jayavarman IV moved the capital in 928 almost 100km northeast to Koh Ker. Here a vast number of temples were built under his reign, until his successor returned to the Angkor area about twenty years later.

(ตอนที่ 5) การเดินทางสู่ เขาพนมกุเลน เบ็งมาเลีย เกาะแกร์ นครที่ถูกลืม หรืออาณาจักรนอกคอก ชมปิรามิดแห่งขอม ณ กลางป่าเมืองเขมร ทริปนี้เดินทาง เมื่อเดือน พฤษภาคม 2551
 
 

สนใจทริปไหน  
คลิกเลย >  

 

     
 

ทริปเกาะแกร์ เบ็งมาเลีย ปราสาทธม ปิรามิดแห่งขอม ตอนที่ 5 (เดินทางเมื่อเดือน พค.51)
ปราสาทพราห์ม ปราสาทนางเขมา




ทริปเกาะแกร์ตอนที่ 5 น่าจะได้ฤกษ์เที่ยวเมืองเก่าของขอมกันได้เสียที

พาหนะที่พาเราไปเที่ยวครั้งนี้เป็นรถแท็กซี่ชั้นดีเสียด้วย เป็นเก๋งโตโยต้าแคมรี่เครื่อง 2000 CC ถามไกด์ก็ได้คำตอบว่าเป็นรถเก่ามือสองนำเข้าจากอเมริกาโดยตรงทั้งคัน ไม่ได้แยกเป็นชิ้นส่วนหรือตัดมาเป็นท่อนๆ เหมือนรถเก่านำเข้าในบ้านเรา ส่วนราคาฟังแล้วก็ไม่แพง(จำไม่ได้แล้ว) แต่เมื่อมาถึงก็ต้องเสริมช่วงล่างให้แข็ง เพราะถนนในเขมรหาชนิดที่ราดยางมะตอยนั้นทำยายาก ส่วนใหญ่จะเป็นดินลูกรัง ที่โหดหน่อยก็เป็นหลุมบ่อขนาดใหญ่ ชนิดที่ควายลงไปนอนกลิ้งได้ทั้งตัว บ้านเราเรียกว่าปลักควาย

แท๊กซี่ในเขมรที่นำเข้าจึงต้องดัดแปลงช่วงล่าง ไม่เช่นนั้นพัง

ลองแกล้งถามคนขับรถแท๊กซี่เขมรว่า เป็นรถที่ขโมยมาจากเมืองไทยหรือเปล่า เพราะข่าวคราวของรถที่หายในเมืองไทย ก็เพราะมีใบสั่งจากเขมร โดยเฉพาะเมื่อราว 2-3 ปีที่ผ่านมารถเก๋งโตโยต้าแคมรี่จะหายไปจากเมืองไทยค่อนข้างมาก เพราะเป็นที่นิยมของคนเขมร คนขับแท็กซี่บอกว่าไม่ไช่ เพราะรุ่นนี้ไม่มีขายในเมืองไทย แต่เป็นรถเก่านำเข้าจากอเมริกา เป็นเก๋งแคมรี่เหมือนกัน มองผ่านๆอาจคิดว่าเป็นรถโคโรน่ารุ่นเก่า

รถปรับช่วงล่างเสียความรู้สึก หรือว่าดูจะแข็งๆกระด้างๆหรือไม่

ตอบว่าไม่ครับ...รู้สึกแต่เพียงว่า เมื่อเวลาตกหลุมแล้วมันไม่กระดอนมากเหมือนรถปกติทั่วไป เพียงแค่ยุบตัวลงนิดเดียวเท่านั้นเอง นั่งไปนั่งนานๆก็เริ่มรู้สึกชิน

ทีแรกก็นั่งเสียวไปตลอดทาง ถ้าเป็นเก๋งบ้านเราหากตกหลุมใหญ่ๆแล้วก็คงกระแทกดังปั๊ก ชนิดที่โชคอัพยุบตัวจนสุด แต่แท็กซี่คันที่นั่งกลับตรงกันข้าม รถยุบตัวไม่มาก คล้ายกับว่าโชคอัพมีระยะการยึดตัวสั่นกว่าโชคทั่วไป ส่วนความนิ่มนวลอาจเสียไปบ้าง แต่ก็รับได้กับสภาพถนนแบบนี้

แท็กซี่ในเขมรจึงเห็นขับกันแบบสุดๆ หลุมบ่อข้างหน้าแทบไม่สนใจ ลุยแหลกและยอมรับว่าใจถึงจริงๆ ใครอยากสัมผัสนักซิ่งตัวจริงต้องมาเที่ยวเขมร พี่แกขับกันชนิดไม่กลัวรถพัง แถมยังใช้บรรทุกของชนิดบ่ยั่น ยังคิดในใจว่า ถ้าวัวควายจับยัดในรถได้ ก็คงจับยัดไปนานแล้ว

มาเที่ยวเขมรครั้งก่อน(ปี 51) ได้ยินไกด์บอกว่าถนนสายเสียมเรียบ – พนมเปญ หรือถนนที่กำลังเดินทางอยู่นี้ ยามค่ำคืนแล้วทั้งรถเก๋งและมอตอร์ไซด์ ขับเร็วมากเพราะรถน้อยถนนโล่ง จึงเกิดอุบัติเหตุค่อนข้างบ่อย ไกด์บอกว่าเวลาตำรวจไปถึงที่เกิดเหตุแล้วสภาพรถพังยับเยินชนิดดูไม่จืด ส่วนศพก็เละทุกราย เรื่องรอดนั้นเลิกพูดกันได้เลย และถ้าจะให้ผมตั้งชื่อถนนสายนี้เสียใหม่ ก็จะใช้ชื่อว่า ถนนผีตายโหง

บ้านเรามีปัญหาเรื่องรถซิ่งและยังเป็นปัญหาโลกแตกอยู่ทุกวันนี้ แต่เขมรประเทศเล็กๆ และยังไม่เจริญนักกลับมีปัญหาไม่ต่างกัน ทั้งๆที่ตำรวจเขมรเล่นบทโหดกว่าบ้านเรามาก คนไทยได้ยินอาจบอกว่าเหี้ยม ไกด์บอกว่ากลางคืนตามจุดที่แข่งมอเตอร์ไซด์ โดยเฉพาะถนนคอนกรีตอย่างดีบนเส้นทางสู่อุทยานประวัติศาสตร์เมืองพระนครในเสียมเรียบ ตำรวจจะไม่ตั้งด่านแบบบ้านเรา บอกเสียเวลา

นี่เลย..พกดาบยาวๆไปคนนละอันแล้วแอบซุ่มในมุมมืดริมทาง พอนักซิ่งขับมอเตอร์ไซด์ผ่านมาเป็นกลุ่มใหญ่ก็ออกมาจัดการ ฟันฉับเข้าให้ โชคดีก็รอด โชคร้ายก็เจ็บหรือตาย ตำรวจเขมรเล่นกันถึงขนาดนี้คิดว่านักซิ่งน่าจะหมดไป แต่เปล่า...ทุกอย่างยังเหมือนเดิม ไม่ต่างกับบ้านเรานั่นแหละ จะเล่นบทหี้ยม บทโหดอย่างไร ประเดี๋ยวพวกนั้นก็จะกลับมารวมตัวกันใหม่

เรื่องวัย เป็นสาเหตุใหญ่ เพราะอายุราว 17-20 ปี เรียกว่ากำลังห้าว และเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ พ่อแม่เลี้ยงดูแบบไม่เอาใจใส่ ก็อาจสร้างปัญหาได้ ทางแก้ต้องใช้วิธีดัดสันดานพ่อแม่เมื่อลูกทำผิด โดยให้พ่อแม่ติดคุกแทน วิธีนี้น่าจะดี ไม่ไช่มาบอกว่าลูกอีชั้นไม่เกเร เรียบร้อยจะตาย เพียงแต่มาดูเค้าขับรถแข่งกันเท่านั้นเอง ว่าแล้วก็ประกันตัวออกไป

หลังแท๊กซี่เติมแก็ส LPG จนเต็มถังแล้วก็ได้เวลาเดินทาง

เส้นทางที่เราเดินทางสู่เกาะแกร์เป็นถนนสาย เสียมเรียบ – กรุงพนมเปญ หรือทางหลวงหมายเลข 6 ถนนสายนี้ถือว่าได้มาตรฐานและเป็นถนนสายหลักของเขมร รถราจะมากทางแถบชานเมืองในย่านตลาดสดหรือบริเวณท่ารถ พ้นจากนี้ไปก็เริ่มเบาบาง

ระหว่างทางได้สวนทางกับรถประจำทางของเขมร แต่คำว่ารถประจำทางในเขมรไม่ไช่เป็นรถบัสคันใหญ่ๆเหมือนประเทศอื่น หรือเป็นรถสีส้มที่วิ่งในต่างจังหวัดแบบบ้านเรา แต่เป็นรถกระบะธรรมดาๆนี่เอง ใช้บรรทุกทั้งของทั้งคนจนเต็มคัน ของอยู่ข้างล่างส่วนคนก็นั่งทับบนของอีกที หลังคารถก็ไม่มี ใครนั่งก็กินลมดมฝุ่นไปตลอดทาง จะง่วงจะงีบก็ไม่ได้ เพราะจะตกรถตาย

คนไทยเห็นแล้วก็เสียวใส้ แต่คนเขมรบอกว่า เรื่องปกติ ชีวิตคนที่นี่เสี่ยงตายกันทุกวัน


มาเที่ยวเขมรหากเห็นคนนั่งบนฝากระโปรงรถปิคอัพประจำทาง ต้องถือว่าเป็นบุญตา

ปีก่อน (2550) ก็พลาดมาครั้งหนึ่ง(หาไม่เจอ) แต่ปีนี่ (พค.51) เห็นกันเต็มตา แต่ก็ผ่านหน้าไปแวบเดียว ครั้งแรกที่มีคนเล่าก็ยังไม่เชื่อสนิทใจนักว่านั่งกันไปได้อย่างไร นึกภาพไม่ค่อยออก เส้นทางปอยเป็ต - เสียมเรียบ เป็นถนนที่ขรุขระมาก ไม่ตกลงมาหรือ...หรือว่าไกด์พูดเล่น

คราวนี้โชคดี ที่สามารถถ่ายภาพไว้ได้ทัน เป็น Amazing เขมร ที่คนไทยเห็นแล้วก็ตื่นเต้นด้วยกันทุกคน บางคนบอกว่าที่เห็นนี้ยังดูธรรมดา ถ้าให้แน่จริงต้องนั่งสูบบุหรี่ไปด้วย


โอ๊ว..แม่เจ้า ไม่เคยพบเคยเห็น







รถขับจากเสียมเรียบมาได้ราว 20 กม. ก็มาถึงสามแยก จากนั้นได้เลี้ยวซ้ายเข้าถนนสายรอง เป็นทางเล็กๆเข้าหมู่บ้านชนบท ส่วนทางข้างหน้าที่ตรงไป เป็นเส้นทางสู่กรุงพนมเปญ เมืองหลวงของกัมพูชา ระยะทางจากนี้ไปอีกประมาณ 235 กม. (เสียมเรียบ – กัมพูชา มีรยะะทาง 253 กม.)

รถเลี้ยวเข้ามาก็มีสภาพแบบชนบทเขมร ที่คล้ายกับชนบทไทยเมื่อราว 30-40 ปีก่อน เพียงแต่บ้านไม้สองชั้นจะมีเอกลักษณ์เฉพาะ สังเกตว่าบันไดขึ้นไปชั้นบนจะอยู่ด้านข้างหรืออยู่นอกบ้าน ต่างกับบ้านสองชั้นในเมืองไทยที่ส่วนใหญ่บันใดจะอยู่ตัวบ้าน

ผ่านมาในเส้นทางสายนี้ ทำให้อดนึกถึงเมืองไทยไม่ได้ว่าแทบไม่มีให้เห็นอีกแล้ว
ที่นี่จึงเรียกว่าเป็นชนบทขนานแท้ของเขมร ที่คนไทยน้อยคนจะได้เห็น เพราะส่วนใหญ่จะอยู่แต่ในตัวเมืองเสียมเรียบ เมืองที่ได้รับการพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวอันดับ 1 ของเขมร และมีสิ่งอำนวยความสดวกสบายไม่แพ้เมืองใหญ่ๆ แต่ถ้าใครชอบชนบทชนิดที่ไร้การปรุงแต่ง ก็ต้องออกไปตามนอกเมือง เหมือนกับเส้นทางสายนี้

พ้นจากหมู่บ้านก็เริ่มเข้าป่าเข้ารกแล้วละครับ บ้านคนเริ่มน้อยลง จากถนนราดยางก็มาเป็นถนนลูกรังแทน สองข้างทางเป็นป่าและที่ว่าง(ป่าที่ถูกตัด) สลับกันไป บางแห่งก็เป็นแปลงใหญ่มากขนาดหลายร้อยไร่ ดูแล้วน่าจะกำลังเตรียมการเพื่อทำการเกษตรเชิงพาณิชย์ ขนิดที่คนเขมรคงไม่มีทุนรอนดำเนินการแน่

แล้วใครละ....

ฟังจากไกด์ แบบปะติดปะต่อมาก็พอจะจับใจความได้ว่า เป็นนักลงทุนจากไทยและจากจีน ที่กำลังจะเข้ามาทำการเกษตร บางพื้นที่ก็ได้รับสัมปทานจากรัฐบาล(ให้ทำลายป่า) บางพื้นที่ก็ให้ชาวบ้านบุกรุก แล้วทำการฮุบโดยผู้มีอิทธิพล จากนั้นก็นำมาประเคนให้นายทุนต่างชาติ ส่วนผู้มีอิทธิพลในที่นี่หมายถึงทหารในรัฐบาล เพราะในเขมรนี้ผู้มีอิทธิพลถูกตีกรอบเฉพาะคนมีสีเท่านั้น



นั่งรถไป ดูภาพป่าไม้ที่ถูกบุกรุกไป ก็ได้แต่ปลงอนิจจัง ป่าไม้ในเมืองไทยเคยหมดไปอย่างไร ในเขมรก็มีวิธีการที่ไม่ต่างกัน แต่ที่มองจากสายตาและจากการสอบถามกับไกด์แล้วคิดว่า ไม่ว่าไม้จะถูกตัดไปแค่ไหน ก็ยังมีป่าไม้ที่หลงเหลืออยู่อีกมาก รวมทั้งยังมีต้นไม้ขนาดใหญ่ และไม้เนื้อแข็งที่หายาก

เมืองไทยเมื่อก่อนถึงกับไปตั้งโรงงานทำเฟอร์นิเจอร์กันในป่า(ปัจจุบันอาจยังมีอยู่) แล้วแอบลักลอบนำออกมา เขมรทุกวันนี้ก็มีวิธีการแบบเดียวกัน ขณะนั่งรถก็เห็นรถอีแต๋น บรรทุกไม้กลึงแปรรูปที่ใช้ทำระเบียงบ้าน หรือราวบันใดบ้านขับผ่านหน้าไป

เรื่องไม้หรือเรื่องป่าไม้ ในความรู้สึกของคนเขมรแล้วดูไม่ค่อยให้ความสนใจนัก เพราะคนเขมรไม่ต่างกับอยู่ในป่าดงพงไพร วันดีคืนดีจะสร้างบ้านสักหลังก็เข้าป่าไปหากันมา ไม่ต่างกับไปเก็บเห็ดหาหน่อไม้ หรืออาจมีคนติดต่อหาไม้มาส่งให้ถึงที่ จะสร้างรั้วก็ไปตัดเอามา ถึงขนาดจะหุงหาอาหารประจำวันก็ยังใช้ไม้จากในป่ามาทำฝืน


เห็นแล้วตกใจ ไม้ท่อนขนาดใหญ่ กองเต็มใต้ถุนบ้าน เตรียมไว้ทำฝืนครับ
(จะมีภาพให้ชมในตอนต่อๆไป)


เกาะแกร์ ฉายานครแห่งปราสาท

เกาะแกร์ เป็นพื้นที่ในเขตจังหวัด พระวิหาร ( Preah Vihear) อยู่ห่างจากเสียมเสียบประมาณ 80 กม.

จังหวัดเสียมเรียบ มีกลุ่มปราสาทขอมที่มีขนาดใหญ่ ส่วนเกาะแกร์ จังหวัดพระวิหาร จะมีแต่ปราสาทขนาดเล็กมากมาย บางแห่งเป็นกลุ่มปราสาท บางแห่งก็เป็นปราสาทเดี่ยวๆ ขณะนี้ได้สำรวจแล้วประมาณ 70 ปราสาท และยังมีอีกมากที่ยังไม่ได้สำรวจเพราะอยู่ในป่าลึก และเต็มไปด้วยกับระเบิด ที่เขมรแดงฝังเอาไว้ในสมัยสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธ์ ขณะนี้หน่วย CMAC หรือหน่วยเก็บกู้ระเบิดของเขมร ที่หลายประเทศให้ทุนสนับสนุน ก็ยังทำงานกันอยู่ทุกวัน

เกาะแกร์พึ่งเปิดให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวได้ราว 2-3 ปีมานี้เอง เรียกได้ว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์แห่งใหม่ของเขมร และยังไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลายกันมากนัก ปัจจุบันเริ่มมีนักท่องเที่ยวเริ่มเข้ามากันมากขึ้น แต่ก็เป็นเพียงกลุ่มเล็กๆ อาจเป็นเพราะสถาพทั่วไปมีแต่กองอิฐ ต่างกับเขตพระนครทีปราสาทต่างๆซึ่งได้รับการบูรณะเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงเห็นเป็นรูปเป็นร่างเป็นปราสาทชัดเจนสวยงาม

การมาเที่ยวเกาะแกร์น่าจะเป็นเครื่องชี้วัดนักท่องเที่ยวว่า สนใจเรื่องราวและประวัติศาสตร์ของขอมมากน้อยแต่ไหน


เกาะแกร์ “ เมืองโฉกเกยร์ ” หมายถึงเกาะแห่งความรุ่งโรจน์ ต่อมาเรียกตามภาษาเขมรว่า เกาะแกร์

เกาะแกร์เป็นกลุ่มปราสาทขอมอีกแห่งหนึ่ง และในอดีตก็เคยเป็นเมืองหลวงในช่วงเวลาสั้นๆเพียงแค่ 40 ปี ในสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 4
ระหว่าง พ.ศ. 1471 -1485 และ สมัยพระราเชนทราวรมันที่ 2 พศ. 1485 – 1511 ซึ่งเป็นโอรส

พาเที่ยวเกาะแกร์ในตอนที่ 1 นี้ จะพาไปชม ปราสาทพราห์ม ( Prasat Pram) และปราสาท นางเขมา ( Neang Khmau) ที่อยู่ทางตอนใต้ของเกาะแกร์ แต่ก็เป็นประตูทางเข้าเกาะแกร์ ทั้งปราสาทพราห์ม และปราสาทนางเขมา เป็นปราสาทกลุ่มแรกๆที่นักท่องเที่ยวต้องแวะ ก่อนเดินทางเข้าไปสู่อาณาจักรนอกคอก หรือนครที่ถูกลืม ที่จะเห็นปราสาทขนาดต่างๆอีกมากมาย และเพื่อความเข้าใจในการเดินทาง กรุณาดูแผนที่ประกอบ


ข้อมูลข้างล่างนี้คัดลอกมาจากเว็บโอเคเนชั่น ทั้งนี้เพื่อความสมบูรณ์ในเนื้อหาของปราสาททั้งสอง
(ข้อมูล http://www.oknation.net/blog/voranai/ 2009/09/02/ entry- 1)

ปราสาทพราหมณ์ ” (Prasat Pram) อาศรมแห่งฤาษี

“ ปราสาทพราหมณ์ ” ตั้งอยู่ทางทิศใต้สุดก่อนเข้าสู่เมืองเกาะแกร์ เป็นปราสาทหลังแรกตามเส้นทางท่องเที่ยว ต้องเดินเท้าเข้าไปทางขวามือจากริมถนนประมาณ 50 เมตร เป็นหมู่ปราสาทสามองค์ ที่มีรั้วเป็นกำแพงศิลาแลงมียอดบราลีประดับบนสันหลังคา การวางผังมณฑลมีลักษณะเดียวกับ "ปราสาทชลับ"

ปราสาทพราหมณ์เป็นปราสาทที่นักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศนิยมเข้าไปชม ด้วยเพราะกลุ่มปราสาทนี้ ถูกรากไม้ชอนไชปกคลุม ดูมีมนตร์ขลังและเป็นธรรมชาติ กลุ่มอาคารประกอบด้วยปราสาทอิฐทรง “ ศิขระ ” สามองค์ แทนความหมายเช่นเดียวกับปราสาทชลับ องค์ทางซ้ายเยื้องไปด้านหลัง องค์ทางขวาอยู่ในระนาบเดียวกัน มีรากไม้ปกคลุมเกือบทั้งองค์ การวางผังปราสาทประธานเช่นนี้ คือลักษณะการวาง “ ศักติ ” ของมณฑลปราสาทในคติ “ ตันตระญาณ ” นั่นเอง

ด้านหน้าปราสาทประธานสามหลังเป็น “ บรรณาลัย ” ก่อด้วยอิฐ ที่มีหลังคาเป็นรูปทรง “ มณฑป ” หัวเกือกม้าค้ลายซุ้มบัณชรมีหลังคาคลุมโดยสมบูรณ์ ผิวของอาคารบรรณาลัยรวมทั้งปราสาทประธานยังคงปรากฏร่องรอยของ "ปูนปั้น" ที่ฉาบตกแต่งไว้อย่างชัดเจน

ด้านขวา เป็น “ บรรณาลัย ” ที่สร้างขึ้นภายหลังจากการสถาปนาปราสาทไปแล้ว หรืออาจสร้างในช่วงปลายรัชสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 4 วัตถุดิบที่ใช้จึงแตกต่างไปจากเดิมที่ใช้อิฐ รูปแบบของการก่อและขนาดของหินทราย คล้ายคลึงกับคูหาปราสาทลึงค์ ฐานล่างก็เป็นการก่อแบบเรียบ ๆ ไม่เหมือนกับฐานของอาคารอิฐ ที่มีการสลักลวดลายและการวางหินแบบพนมบาแค็ง

กลุ่มปราสาทพราหมณ์ คือปราสาท “ สรุก ” ประจำ “ ชุมชน ” ที่ปกครองโดยเจ้านายเชื้อพระวงศ์ หรือ “ มูลนาย ” ขุนนางอำมาตย์ จึงมีสิทธิในการสร้างปราสาทเทวาลัยเพื่อเป็น “ ศาลเจ้าที่ ” ประจำชุมชน เจ้าที่ท้องถิ่นอันได้แก่ ภูตผีหรืออำนาจเหนือธรรมชาติ ถูกแทนที่ด้วยพระศิวะและเหล่าทวยเทพ ในลัทธิศาสนาใหม่จากชมพูทวีป

หมู่ปราสาทในเกาะแกร์เช่นปราสาทพราหมณ์ ปราสาทชลับ ปราสาทเนียงเขมา ล้วนสะท้อนภาพการย้ายศูนย์กลางจากยโศธรปุระมาสู่ที่แห่งนี้ได้เป็นอย่างดี นั่นก็คือ ทุกปราสาทล้วนยังคงมีเอกลักษณ์เป็นศิลปะชั้นเอก ปราสาทอิฐก็ยังรูปแบบของพนมบาแค็งในยุคก่อนหน้า


ปราสาทเนียงเขมา ( Neang Khmou)

ปราสาทเนียงเขมา เป็นปราสาทหลังเดี่ยวตามแบบ “ วิมาน ” ขนาดใหญ่ ตามคติไศวะนิกายของเกาะแกร์ รูปทรง “ เทวาลัย ” แบบอินเดีย คือเป็นรูปปราสาท 5 ชั้น ทรง “ ศิขระ ” ( ซ้อนขึ้นไปลดหลั่นขนาดให้เล็กลงในแต่ละชั้น ) เป็นปราสาท "สรุก" ของชุมชนที่อพยพจากพนมบาแค็งในยุคแรก ๆ โดยดูได้จากฝีมือช่างในการสร้างฐานเขียง ฐานบัวและช่องบันไดทางขึ้น ที่ยังคงเอกลักษณ์ตามศิลปะของปราสาทพนมบาแค็งโดยไม่ผิดเพี้ยน

ตัวปราสาทยังคงรูปทรงเช่นเดียวกับปราสาทอิฐในยุคเดียวกัน ประตูทางเข้าด้านหน้ามีขนาดใหญ่โต เสาประดับ ทับหลัง แสดงศิลปะแบบเกาะแกร์ที่มีเอกลักษณ์เป็นของตนเองอย่างโดดเด่น

ในครั้งหนึ่งปราสาทแห่งนี้ ยังไม่มีสีดำ เป็นปราสาทที่มี “ ปูนปั้น ” ประดับ ปิดทองและ “ ทาสี ” ในส่วนต่าง ๆ ตามต้นแบบของอินเดีย แต่ปูนปั้นก็ได้หลุดร่อนหายไป เพราะสภาพภูมิอากาศร้อนชื้น และก็คงเพราะไฟป่าหรือความตั้งใจเผาป่าเพื่อเข้ามาสำรวจปราสาทของชาวฝรั่งเศส จึงทำให้ปราสาทติดเขม่าดำที่สะสม "รมควัน" อยู่ระหว่างชั้นของปูนปั้นกับชั้นผนังศิลาแลงมาตั้งแต่เมื่อ 100 ปีที่แล้ว

ปราสาทเนียงเขมา มีชื่อเสียงในทางการศึกษาประวัติศาสตร์ศิลปะและโบราณคดีอย่างมาก เพราะในครั้งที่ฝรั่งเศสได้เข้ามาสำรวจปราสาทนี้เป็นครั้งแรก ที่นี่มีหลักฐานพัฒนาการของ “ ภาพเขียนจิตรกรรมฝาผนัง ” เป็นรูปของพระนารายณ์ตรีวิกรม พระศิวะเทพ ฯลฯ แต่ก็ได้หลุดร่อนหายไปเมื่อครั้งสงครามกลางเมือง

(ข้อมูล http://www.oknation.net/blog/voranai/ 2009/09/02/ entry- 1)


โฟโต้ออนทัวร์
18 กันยายน 2552




...............................................................................................................................................................................................................................................

แผนที่ เกาะแกร์ อาณาจักรนอกคอก นครที่ถูกลืม คลิกที่ภาพเพื่อดูภาพขยาย





...............................................................................................................................................................................................................................................


แผนที่ ประเทศกัมพูชา เส้นทางปอบเปต - เสียมเรียบ ระยะทาง 159 กม.
คลิกที่ภาพเพื่อดูภาพขยาย







เปรียบเทียบยุคสมัยของอาณาจักรต่างๆ



 
 
 
   copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ