พนมบาเค็ง ปราสาทพนมบาเค็ง เมืองเสียมเรียบ กัมพูชา Phnom Bakheng Phanon Bakheng panom Bakeng Siem reab , รวมภาพพนมบาเค็ง ชมพระอาทิตย์ตกที่พนมบาเค็ง พนมบาเค็งมีอายุพันกว่าปี สร้างในสมัยพระเจ้ายโสวรมัน (พ.ศ. 1432 - 1453) รวมภาพโตนเลสาบตอนที่ 2 หมู่บ้านชาวประมงเมืองเขมร อยู่ห่างจากเมืองเสียมเรียบประมาณ 14 กม. โตนเล เป็นทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียอาคเนย์

Photoontour.Com โฟโต้ออนทัวร์    เว็บไซต์ภาพถ่าย เว็บไซต์ท่องเที่ยว    Home > Outbound Tour > Koh Ker > Hotel in Siemreab , Palace     
ทริปเกาะแกร์ เบ็งมาเลีย ปราสาทธม ปิรามิด ยุคขอมโบราณ (Koh Ker Beng Mealea)
1 ปอยเป็ต
2 สู่เสียมเรียบ
3 โตนเล
4 โตนเล 2
5 ปราสาทพราห์ม
6 ปิรามิดขอม
7 ปราสาทชลับ
8 ปราสาทอังคณา
9 ตลาดซาจ๊ะ
10 ชีวิตคนเขมร
11 การแสดง
12 วัดพนมกุเลน
13 กบาลสะเปียน
14 เบ็งเมเลีย
15 ขากลับ
ตอนที่ 11 โรงแรมในเสียมเรียบ การแสดงของเขมร และวังเจ้านโรดมสีหนุ

Koh Ker temple : Koh Ker temple complex once used to be a capital city in Angkor Era—but not located in Angkor area. It is about 80 kilometers northeast of Angkor complex or about 50 kilometers west of Tbaeng Meanchey of Preah Vihear province. This capital city was built by King Jayavarman IV (AD 928-941), when Angkor throne met the crisis in the royal family. Jayavarman IV brought Devaraja (Shiva linga)—the holy doll of the Kingdom with him from Angkor city to Koh Ker in AD 921, and then declared himself as a King. In his capital, he built a huge 7-tiered pyramid temple with 40 meters high.

(ตอนที่ 11ภาพโรงแรม ) การเดินทางสู่ เขาพนมกุเลน เบ็งมาเลีย เกาะแกร์ นครที่ถูกลืม หรืออาณาจักรนอกคอก ชมปิรามิดแห่งขอม ณ กลางป่าเมืองเขมร ทริปนี้เดินทาง เมื่อเดือน พฤษภาคม 2551
               
 
 
 
 
 
 

สนใจทริปไหน  
คลิกเลย >  

 

 

ทริปเกาะแกร์ ตอนที่ 11
ภาพโรงแรม สวนสาธารณะวังเจ้านโรดมสีหนุ การแสดงของเขมร
(เดินทางเมื่อเดือน พค.51)


เที่ยวเขมรในทริปเกาะแกร์จนมาถึงตอนที่ 11 ก็ยังวนเวียนอยู่ในเมืองเสียมเรียบ ทีแรกตั้งใจว่าตอน 11  นี้จะพาออกนอกเมืองสู่เทือกเขาพนมกุเลนบนถนนสายฝุ่นของชนบทเขมร แต่เห็นว่ามีภาพถ่ายในตัวเมืองเสียมเรียบค้างสต๊อคค่อนข้างมาก จะตัดออกก็เสียดาย  จึงต้องพาตะลอนชมเมืองกันต่อในอีกหลายๆมุม

เสียมเรียบไม่ไช่คำตอบของเขมรทั้งหมด  ใครเห็นภาพอาจหลงผิด คิดว่าเมืองเขมรนี้เจริญไม่น้อยหน้าเมืองใหญ่ในประเทศอื่นๆ  โรงแรมก็ทันสมัยสวยงาม 

แต่ความจริงแล้วที่นี่เป็นเมืองท่องเที่ยวเพียงแห่งเดียวของเขมร ที่นักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนหลายล้านคน แห่กันมาดูปราสาทขอมในแต่ละปี  ทำให้เมืองนี้เจริญกว่าเมืองอื่นๆอย่างเห็นได้ชัด  คนเขมรไม่น้อยเห็นว่าเสียมเรียบเป็นแหล่งขุดทอง เพราะงานดีเงินดีกว่าเมืองอื่นๆแน่นอน

ใครกังกลเรื่องที่พักในเขมรว่าจะไม่ค่อยดีนัก เห็นภาพในชุดนี้หรือชุดอื่นๆก็อาจเข้าใจเสียใหม่ ทุกอย่างอยู่ในระดับมาตรฐาน จนพูดได้ว่าดีกว่าบางประเทศที่เคยเห็นมา โดยเฉพาะเรื่องโรงแรมแล้วต้องบอกว่าคนไทยที่มาเที่ยวไม่เคยผิดหวัง  สภาพโรงแรมสะอาด  ห้องพักดี  เครื่องใช้ไม้สอยในห้องพักมีคุณภาพ อาหารการกินจัดอยู่ในระดับอินเตอร์   หลายคนอาจสงสัยว่าเป็นไปได้อย่างไร  เพราะเขมรยากจนกว่าเรา  บ้านเมืองก็ยังไม่ทัดเทียมกับหลายประเทศ 

คำตอบก็คือว่า  ทุกโรงแรมที่เห็นทั้งหมดนี้เป็นการลงทุนจากต่างชาติทั้งสิ้น นักธุรกิจจากหลายๆประเทศ  เช่นญี่ปุ่น  เกาหลี จีน และไทย  ต่างพาเหรดกันเข้ามาลงทุน  แต่ละชาติล้วนมีประสบการณ์ในธุรกิจด้านนี้ด้วยกันทั้งนั้น ไม่ไช่ประเภทมือใหม่หัดทำ

ส่วนนักลงทุนจากเขมรประเภททุนน้อย ส่วนใหญ่จะทำธุรกิจกับตลาดระดับล่าง  เช่นสร้างอาคารพาณิชย์สำหรับพ่อค้าชาวเขมร  หรือสร้างที่พักเพื่อทำเกสเฮ้าส์ไว้รองรับนักท่องเที่ยวกระเป๋าเบา แต่พวกฝรั่งที่มาเที่ยวมักอยู่กันเป็นอาทิตย์หรือมากกว่านั้น ได้ลูกค้า 1 รายก็พักกันหลายคืน เพราะเที่ยวกันหลายวัน คงไม่ได้เที่ยวแบบฉาบฉวยเหมือนเราๆท่านๆ  ทัวร์คนไทยพาเที่ยวแค่ 2 วันก็ลิ้นห้อยกันแล้ว เพราะต้องปีนป่ายขึ้นๆลงๆตามปราสาทหิน  หรือเดินไกลจนเหงื่อไหลไคลย้อย 

เสียมเรียบเป็นแหล่งลงทุนจากต่างชาติในด้านการท่องเที่ยว ทำให้การจ้างแรงงานมากขึ้นเป็นเงาตามตัว  คนเขมรเองก็ต้องปรับตัวเพื่อเข้ามามีส่วนร่วมในธุรกิจด้านต่างๆเกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว  เพราะมีรายได้มั่นคงมากกว่าอาชีพอื่น

ผมมาเที่ยวเขมรครั้งนี้เป็นครั้งที่สอง เห็นคนเขมรศึกษาภาษาต่างประเทศกันมากขึ้นยิ่งขึ้น ภาษาที่เรียนกันได้แก่ภาษาญี่ปุ่น  เกาหลี  อังกฤษ  จีน  ฯลฯ  ครูผู้สอนก็เป็นชาวเขมรด้วยกัน สอนแแบบช่วยๆกัน ไม่มีการค้ากำไรหรือทำเป็นธุรกิจ  บางครั้งมีอาสาสมัครจากต่างประเทศก็เข้ามาช่วยเหลือ โดยใช้วัดหรือโรงเรียนช่วงเย็นๆเป็นสถานที่เรียน ทำให้คนเขมรที่รักความก้าวหน้า สามารถสื่อสารกับคนต่างชาติได้ดี โดยเฉพาะตามโรงแรม พูดอังกฤษกันคล่องแม้กระทั่งเด็กยกกระเป๋า

ขณะนั่งรถผ่านอาคารแห่งหนึ่ง ไกด์เขมรบอกว่าเป็นสถานที่จัดแสดงวัฒนธรรมที่กำลังจะเปิดในอีกไม่ช้า คืนนั้นจึงมีโอกาสแวะเข้าไปสังเกตการณ์เพียงช่วงสั้นๆ รอบนี้เป็นการซ้อมใหญ่ และเปิดให้คนเขมรเข้าชมฟรี ก่อนแสดงอย่างเป็นทางการ

เนื่องจากเป็นตอนกลางคืนจึงเห็นสภาพทั่วไปไม่ถนัดตานัก แต่ก็พอจะเห็นความยิ่งใหญ่อลังการบริเวณภายในอยู่บ้าง ที่มีทั้งสถานที่พักหย่อนใจ  สวนน้ำ  สวนดอกไม้ ภัตตาคารขนาดใหญ่ (คล้ายภูเก็ตแฟนตาซี) อนาคตคาดว่าอาจมีสวนสนุกด้วย 

ส่วนการแสดงทางวัฒนธรรมจะมีเฉพาะรอบตอนกลางคืน จัดแสดงภายในโรงละครกลางแจ้งขนาดใหญ่ที่จุผู้คนได้นับพันๆคน เพียบพร้อมด้วยระบบแสงสี เสียง ทันสมัย  ดูๆแล้วก็น้องๆสยามนิรมิตร หรือภูเก็ตแฟนตาซี ในบ้านเรา  ทั้งหมดที่เห็นนี้เป็นการลงทุนจากนักลงทุนชาวเกาหลี  คาดว่าใช้เงินไปเป็นพันๆล้านบาท  หากเสร็จทั้งโครงการแล้วคงเป็นที่เชิดหน้าชูตาของเมืองเสียมเรียบได้ไม่น้อย   ขณะเดียวกันนักท่องเที่ยวก็จะมีแหล่งเที่ยวบันเทิงตอนกลางคืน  เป็นการเติมเต็มสำหรับการมาเที่ยวนครวัดนครธม จากเมื่อก่อนที่พอตกค่ำก็อยู่แต่โรงแรม หรือออกไปเดินเที่ยวซื้อของ ซึ่งไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจนัก

สถานที่อีกแห่งหนึ่งที่มาเที่ยวครั้งนี้ได้แก่สวนสาธารณะหน้าวังของเจ้านโรดมสีหนุ (Royal Garden)

เข้าใจว่ากรุ๊ปทัวร์ของไทยส่วนใหญ่คงไม่ได้พามาที่นี่  อย่างมากก็อาจขับรถผ่านเนื่องจากมีเวลาจำกัด แต่ถ้ามาแบบ Back Pack หรือแบกเป้มาเอง  แนะนำว่าควรมาแวะ  เพราะอยู่ใจกลางเมืองเสียมเรียบซึ่งหาไม่ยาก
 (ดูแผนที่ประกอบด้านล่าง) บริเวณนี้เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของคนเขมร  เย็นๆจะมีคนมาออกกำลังกาย  หรือมากราบไหว้พระศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองเสียมเรียบ

สิ่งที่น่าสนใจในบริเวณนี้ได้แก่สนามหญ้าที่กว้างขวาง มีต้นไม้ใหญ่จำนวนมากทำให้ดูร่มรื่น บนยอดไม้เห็นค้างคาวแม่ไก่ห้อยหัวนับพันๆตัว ส่วนบริเวณหน้าวังทางฝั่งขวามีศาลาหลังเล็กๆ เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปศักดื์สิทธิ์สององค์ มีชื่อ องค์เจก และ องค์จอม

เย็นวันนั้นเห็นชาวเมืองเสียมเรียบมาบูชาสักการะไม่ขาดสาย ไม่ต่างกับคนกรุงเทพที่เดินทางไปกราบไหว้ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองที่อยู่เยื้องๆกับวัดพระแก้ว 

เห็นศาลาที่นี่แล้วแปลกใจ พระพุทธรูปสำคัญและศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเป็นที่นับถือของคนเสียมเรียบ  แต่กลับอยู่ในศาลามณฑปหลังเล็กๆ  ไม่มีอะไรป้องกันโขมย หรือทำอะไรให้เป็นพิเศษ  ประตูปิดเปิดก็่เป็นแบบธรรมดา  ทั้งๆที่มีพระเก่าแก่อายุหลายร้อยปี

ผิดกับประเทศไทย  ประเทศที่นับถือศาสนาพุทธเช่นเดียวกับเขมร  แต่พระสำคัญๆตามวัดต่างๆต้องป้องกันกันอย่างแน่นหนา บางแห่งต้องติดกล้องวงจรปิด

สิ่งนี้สะท้อนถึงจิตใจของคนเขมร  ว่าถึงจนแค่ไหนก็ไม่เคยคิดที่จะโขมยพระคู่บ้านคู่เมืองไปขาย (เหมือนเมืองไทย)

เมืองไทยเป็นศูนย์กลางพุทธศาสนาโลก  มีผู้นำสงฆ์จากทั่วโลกมาประชุมสัมนาที่พุทธมณฑลกันเป็นประจำ  แต่เมืองพุทธแห่งนี้กลับมีเรื่องขายขี้หน้านานาประเทศให้เห็นอยู่เป็นประจำ เช่นโขมยพระในวัดไปขาย  หรือหลอกเชิดเงินพระในวัด

บาปบุญคุณโทษมันเจือจางไปจากจิตใจคนไทยไม่ไช่น้อย  แม้แต่ในวัดในวา พวกใจบาปก็ยังไปรังควาน ทำให้พระตามวัดต่างๆ ต้องระแวงผู้คนที่มาพบปะ ว่าจะเป็นพวกสิบแปดมงกฏหรือไม่

ขณะเดียวกันที่ผ่านๆมาพระสงฆ์องค์เจ้าในบ้านเราก็ไม่ได้ทำหน้าที่จรรโลงจิตใจ  หรือออกมาชี้แนะวิถีธรรมต่อเหตุการณ์บ้านเมือง พระเถระชั้นผู้ใหญ่ตั้งแต่ระดับสูงสุดลงมาก็ไม่ได้ทำหน้าที่อย่างที่ควรจะเป็น
มีอะไรเกิดขึ้นในบ้านเมืองก็เงียบ หรือขณะที่กรุงเทพกำลังครุกรุ่นจากการเผาบ้านเผาเมืองของพวกเสื้อแดง วงการสงฆ์ในระดับประเทศ ก็ไม่เห็นจะทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน  นั่งดูพระเพลิงเผาเมืองกันเฉย   ทั้งๆที่ช่วงนั้นน่าจะแสดงบทบาททางสังคมกันบ้าง  คงนึกในใจว่า เรื่องของมึงไม่ไช่เรื่องของกู จากนั้นก็มุดหัวเข้ากุฏิ  .... จำวัดนะจ๊ะโยม..

เห็นมีแต่ท่าน ว.วชิรเมธี และพระรูปอื่นๆเพียงไม่กี่องค์ ที่มีบทบาทผ่านสื่อต่างๆในช่วงบ้านเมืองวิกฤติ

ข้อคิดของท่าน ว. นับว่าทันสมัย เหมาะกับสังคมปัจจุบันที่ระดับปัญญาชนพึงสดับรัปฟัง ต่างจากสังคมพุทธอีกฝากหนึ่งที่ยังมัวเมาอยู่กับเรื่องเป่าคาถาเสกน้ำมนต์ หรือเรียกว่าบัวใต้น้ำหรือใต้โคลน ซึ่งก็เป็นกลุ่มใหญ่ของชาวพุทธในปัจจุบัน

สื่อมวลชนโดยเฉพาะโทรทัศน์ก็พยายามเข้าหาท่าน ว. เพื่อขอคำชี้แนะในประเด็นปัญหาทางสังคมและปัญหาการเมือง ท่านก็ฉลาดที่มักจะพูดในหลักการ แต่แฝงไปด้วยข้อคิด  โดยไม่ให้ไปกระทบกับตัวบุคคล ยิ่งท่านนำแนวคิดของท่านพุทธทาสมากล่าวอยู่เนืองๆ ยิ่งทำให้ชาวพุทธหูตาสว่างมากขึ้น

สื่อทีวีชอบที่จะไปสัมภาษณ์ท่าน  เพราะกระแสของท่านกำลังมาแรง  ครั้นจะไปสนทนากับพระรูปอื่นก็เกรงว่าคนดูรายการอาจไม่สนใจ เพราะพูดแต่ภาษาพระ หรือภาษาธรรมมากเกินไป  คนฟังไม่รู้เรื่อง ไม่เข้าใจ จนไกลเกินเอื้อมที่จะนำมาปฏิบัติ และเป็นไปได้ว่าพระดับชั้นผู้ใหญ่ ที่มียศฐาบรรดาศักดิ์ใหญ่โต อาจมีธรรมเนียมปฏิบัติในการเข้าหา คงจะผ่านขั้นตอน หรือผ่านเจ้าหน้าที่กันหลายฝ่าย กว่าจะยื่นไมค์สัมภาษณ์ ผิดกับท่าน ว. ที่สามารถยกหูโทรศัพท์สัมภาษณ์กันได้ทันที ไม่วางตัวเป็นเจ้ายศเจ้าอย่าง

ในอดีตเห็นมีแต่ ท่านปัญญานันทภิกขุ  หรือหลวงพ่อปัญญาเท่านั้นที่ชี้แนะกันแบบฟันธง  ดีก็ว่าดี  ชั่วก็ว่าชั่ว  ซัดกันตรงๆ แรงๆ ไม่มีอ้อมค้อม (สะใจมากๆ) สังคมพุทธในปัจจุบัน ถึงคราวที่ต้องใช้ยาแรง จึงจะสะดุ้งสะเทือนกันบ้าง ไม่เช่นนั้นก็จะหลงไปตามกระแส โดยที่ไม่มีใครมาช่วยฉุดยั้ง ยิ่งระยะหลังๆนี้มักจะมีเรื่องราวแปลกๆเกิดขึ้นเสมอ เช่นบางวัดก็สร้างศาลเจ้า จุดประทัดกันหนวกหู วัดแทนที่จะเป็นสถานที่มีแต่ความสงบทั้งกายและใจ แต่คนเข้าวัดกลับต้องทนฟังเสียงประทัดที่จุดกันสนั่น

จุดเริ่มต้นนั้นมาจากพระและบรรดากรรมการวัดทั้งหลายแหล่ที่อยากหาเงินเข้าวัดมากๆ อะไรก็ตามที่วัดจะได้เงิน ก็เอาทั้งนั้น โดยไม่ใช้สมองคิดเลยว่ามันเป็นสิ่งที่ถูกต้องในทางพุทธศานาหรือไม่ ทุกวันนี้วัดจำนวนไม่น้อยกลายเป็นวัดแบบลูกพันธ์ผสม มีทั้งพระพุทธรูป เจ้าแม่กวนอิม รวมทั้งพระพิฆเนตร ฯลฯ มั่วกันแหลก มีทั้งพุทธและพราห์ม ทั้งๆที่เป็นคนละศาสนากัน

ที่ถูกต้องนั้นเจ้าอาวาสจะต้องยึดมั่นและเคร่งครัดในพุทธศาสนาอย่างแท้จริง เช่นเดียวกับศาสนาสถานของศาสนาอื่น ที่มีความแนวแน่มั่นคง เช่นโบสถ์คริสต์ หรือสุเหร่าแขก ที่ไม่มีสิ่งรุ่มร่าม และรกรุงรังเหมือนวัดไทย ทุกมาทำพิธีด้วยมือเปล่าๆ สวดมนต์ไหว้องค์ศาสดา จากนั้นก็กลับ

หลักธรรมของพระพุทธเจ้านั้นสมบูรณ์อยู่แล้ว การนับถือและปฏิบัติตามแนวทางของพุทธศานานั้นก็เป็นสิ่งประเสริฐ ไม่จำเป็นต้องไปนับถือเทพนอกศาสนาจนทำให้จิตใจไขว้เขว หากไม่ช่วยกันยับยั้งอนุชนรุ่นหลังๆก็คงสับสน อนาคตอาจมีเทพหมา เทพแมวกันให้วุ่นวาย เพราะคนรักหมารักแมวก็มีมาก บางวัดอาจเอาใจด้วยการสร้างโกฐหมา เจดีย์แมว ขึ้นในวัดแล้วเก็บค่าเช่าก็ได้ใครจะรู้ แล้วก็อ้างว่าไม่อยากขัดศรัทธาตามที่ชอบอ้างกันนัก

พระก็รู้ มัคนายก หรือผู้ที่ดูแลกิจการในวัดก็รู้ดี แต่กลับนำสิ่งที่ไม่ไช่เรื่องของพุทธเข้ามาในวัด ก็ไม่แน่ว่าหากปล่อยเช่นนี้อาจกลายเป็นกระแสว่า ทำบุญเสร็จก็ต้องกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศล พร้อมกับจุดประทัด เพื่อปลุกให้วิญญาณของผู้ที่เราอุทิศนั้น ตื่นขึ้นมารับส่วนบุญ กรวดน้ำกันแบบเงียบๆสวดพึมพัมตามโคนต้นไม้ วิญญาณไหนจะได้ยิน นี่เลยประทัดสัก 10 แผง รับรองตื่นแน่ ได้บุญเยอะด้วย

สิ่งมั่วๆแบบนี้ รับรองไม่มีให้เห็นในวัดชลประทานรังสฤษฏ์เขตนนทบุรี เพราะวัดนี้ยึดแนวทางที่ถูกต้องมาตลอด ตั้งแต่หลวงพ่อปัญญาท่านเป็นเจ้าอาวาส หรือนับตั้งแต่สร้างวัดชลประทาน วัดนี้ชี้แนะในสิ่งที่ชาวพุทธควรคิด ควรทำ และคอยเตือนสติให้รู้ถึงความถูกต้อง ทุกวันนี้ก็ยังปฏิบัติเหมือนเช่นเดิม ใครไปที่วัดนี้ก็จะเห็นว่าแตกต่างจากวัดอื่นๆ ส่วนผู้ที่ไม่เคยไปก็แนะนำว่า ลองหาโอกาสไปสัมผัส จะได้รู้ว่าวัดตัวอย่างที่แท้จริงนั้นเป็นอย่างไร และการชี้แนะให้ชาวพุทธดำเนินชีวิตอย่างถูกต้องนั้นมันเป็นอย่างไรกัน


ครั้งหนึ่งเมื่อหลายปีก่อนที่วัดชลประทานแห่งนี้ มีคนถามหลวงพ่อปัญญาว่าตนเองไปอินเดีย ได้พบกับไสบาบา  ฉายาผู้วิเศษของโลกผู้โด่งดังเมื่อหลายสิบปีก่อน ท่ามกลางผู้คนนับหมื่นที่เข้าพบในแต่ละวัน ท่านใสบาบาหยิบไบไม้มากำแล้วเสก  จากนั้นก็นำมาวางบนมือของตนเอง  แต่ใบไม้กลับกลายเป็นขี้เถ้า  ทำให้ตนเองเลื่อมใสศรัทธาไสบาบามาก  พร้อมกลับขี้เถ้านั้นมาให้หลวงพ่อปัญญาได้ดูด้วย

หลวงพ่อปัญญาตอบว่าโง่  ไปหลงเชื่อ ใสบ้าบ้า  ไร้สาระ ไปอินเดียทั้งที แต่ได้ขี้เถ้ากลับมา ไม่เห็นได้ประโยชน์อะไรเลย

จากนั้นได้แสดงธรรมเรื่องปัญญาในทางพุทธศาสนา ว่าชาวพุทธที่ถูกต้อง จะต้องไม่เป็นบุคคลที่งมงาย  เชื่อเรืองอภินิหาร  หรือเชื่อเรื่องไร้สาระ  ชาวพุทธต้องเป็นคนฉลาด  รู้เท่าทัน ไม่เช่นนั้นก็จะกลายเป็นคนโง่และตกเป็นเหยื่อของคนอื่น

ธรรมมะที่ท่านปัญญาเคยแสดงไว้ที่วัดชลประทานรังสฤษฏ์เมื่อครั้งที่ท่านยังมีชีวิตครั้งนั้นยังจำได้แม่นยำ ว่าท่านกล้าเรียกชื่อ องค์ใสบาบา ว่า ใสบ้าบ้า ซึ่งเป็นใช้คำรุนแรง ขณะที่สังคมไทยและสังคมโลกต่างเชื่อถือองค์ใสบาบาเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะความเชื่อในเรื่องปาฏิหาริย์ และเชื่อกันอย่างสนิทใจ หนังสือพิมพ์ขณะนั้นก็ลงข่าวกันอย่างครึกโครม ทำเอาคนไทยรวมทั้งพระสงฆ์ไทยจำนวนไม่น้อยต่างยอมรับนับถือ แม้แต่ร้านหนังสือธรรมะของมหาจุฬาฯ หน้าวัดบวรฯ ย่านบางลำพู ก็เห็นวางขายหนังสือเกี่ยวกับใสบ้าบ้าอยู่หลายเล่ม (ผมก็ซื้อมา 1 เล่มโตๆ แต่อ่านได้ไม่กี่หน้า ดูเหมือนกับเรื่องโม้ เพราะทุกอย่างทำได้ดั่งใจนึก)

(ใสบาบา ในเวลาต่อมาถูกจับผิดในเรื่องปฏิหาริย์ว่าลวงโลก ใครสนใจลองเข้าไปที่เว็บ YouTube แล้ว search คำว่า Sai Baba)

สังคมไทยทุกวันนี้มีแต่เรื่องงมงายจนกลายเป็นธุรกิจ มีการนำมาหากินในรายการโทรทัศน์กันมาก เป็นการโปรโมทโฆษณาให้บุคคล หรือสร้างความน่าเชื่อถือโดยอาศัยรายการบังหน้า
แม้แตช่อง 9  โมเดิร์นไนน์ทีวี  บางรายการกลับไม่เห็นโมเดิร์นตามสโลแกน  บ่อยครั้งที่เห็นแต่เรื่องไร้สาระ หรือเรื่องงมงายจนน่าเกลียด  โดยเฉพาะประเภทหมอดู 

มีอยู่ครั้งหนึ่ง รายการ วี ไอ พี หลังข่าววันจันทร์ เชิญหมอดูนุ่งชุดประหลาดๆมาออกรายการ  พิธีกรถามว่า ดวงของประเทศไทยตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง  จากนั้นหมอวิเศษก็โยนไม้ (หรืออาจเป็นก้อนหิน 3-4 ก้อน ) ลงบนโต๊ะ แล้วก็ทำนายดวงเมืองทันที  เรียกว่ารู้ชะตาบ้านเมืองภายในพริบตา เพีย
งแค่โยนไม้ 3-4 อัน

ต้องยอมรับโคตรเก่งจริงๆ
ชนิดที่โหรระดับประเทศเห็นแล้วก็ชิดซ้ายไปเลย


ดูรายการในวันนั้นแล้วก็ไม่ต่างกับ  ใส บ้า บ้า  ที่หลวงพ่อปัญญาเคยแสดงธรรม  ว่าชาวพุทธจะต้องเป็นคนมีปัญญา ไม่โง่งมงาย หรือเชื่อแต่เรื่องไร้สาระ ทางผู้จัดหรือทางช่อง 9 อาจอ้างว่า เป็นวิจารณญาณของผู้ชม ตามที่ขึ้นตัวหนังสือไว้ ก็ต้องบอกว่า ทางผู้รับผิดชอบจะต้องใช้วิจารญาณและสติปัญญาของตนเองก่อน ไม่ไช่ปล่อยขี้ หรือรายการขยะทางสังคมออกมาเรี่ยราดจนเต็มหน้าจอ แล้วให้ผู้ชมโทรทัศน์เป็นผู้เลือกเสพกันเอาเอง หรือใช้วิจารณญานกันเอาเอง

บ้านเมืองเจริญก้าวหน้า  แต่ปัญญาของชาวพุทธกลับเสื่อมถอย  จิตใจไม่หนักแน่น  เชื่อง่าย หลงง่าย  ใครพูดอย่างไรก็เชื่อ  เห็นใครมาออกรายการโทรทัศน์ก็เชื่อเป็นตุเป็นตะ  จากนั้นคนออกรายการก็งานเข้า รับเละ และเบื้องหลังมันก็เป็นเรื่องของธุรกิจ หรือโฆษณาแฝง ดีๆนั่นเอง

นี่คือจุดอ่อนของสังคมไทยที่ทำให้มีการหลอกลวงด้วยวิธีการต่างๆกันมาก  เรียกว่าถูกหลอกซ้ำซาก

หากอยู่ในช่วงที่หลวงพ่อปัญญาท่านยังมีชีวิต  สังคมไทยในปัจจจุบันคงได้การชี้แนะอย่างชนิดแรงๆจากท่าน  ไม่พ้นแม้กระทั่งเรื่อง จตุคามรามเทพ ที่บ้าคลั่งกันทั้งประเทศ จนพระพยอมทำขนมคุ๊กกี้ จตุคำ ออกมาล้อเลียน

เรื่องจตุคามรามเทพ มีการตั้งชื่อรุ่นจนกันวิลิศมาหรา  เช่นรุ่นรวยไม่เลิก  รุ่นเงินไหลมา รุ่นมหาเศรษฐี ฯลฯ

ที่ดูจะเพี้ยนๆ น่าจะได้แก่รุ่นที่ปลุกเสกและกดพิมพ์บนเครื่องบิน ขณะบินเหนือยอดดอยอินทนนท์  ถ้าจำไม่ผิดน่าจะมีชื่อว่า รุ่นเหนือฟ้ามหาเศรษฐี  มีกองทัพอากาศเป็นเจ้าภาพ  ช่วงนั้นขับรถผ่านไปย่านดอนเมือง เห็นป้ายโฆษณาติดตามสถานที่ต่างๆในเขตทหารพรึบไปหมด  บริเวณหน้าประตูทางเข้ากองทัพอากาศก็ตั้งเต้นท์ตั้งโต๊ะรับจองกันตลอดทั้งวัน 

หากรุ่นนี่ไม่ขลังพอหรือไม่รวยจริง ต่อไปแนะนำว่าให้กองทัพอากาศเช่ายานอวกาศจากองค์การนาซ่ามาทำพิธี เอาให้กระหึ่มโลกไปเลย ไม่แน่อาจจะขลังกว่ารุ่นนี้ เรียกว่ารวยกันไม่รู้เรื่อง หรือรวยชนิดเข็ดขี้อ่อนขี้แก่ (รวยมั๊กๆ หรือรวยจนเบื่อ)

ถึงวันนี้คนที่ซื้อจตุคามไปแล้วจะรวยสักกี่คน และจนกันอีกเท่าไหร่ เห็นความจริงกันแล้วหรือย 


ถึงไม่ได้สติ แต่ความจริง หรือธรรมะของพระพุทธเจ้าก็มีบทพิสูจน์ออกมาแล้วว่าไม่ได้รวยจริงสมกับชื่อรุ่น  คนสร้างหลายรายขาดทุนย่อยยับ  คนที่โดดลงมาเล่นไม่ต่างกับแมงเม่าบินเข้ากองไฟ หรือเห็นกงจักรเป็นดอกบัว  หลายวัดขาดทุนบักโกรก  ทำมาแล้วไม่มีคนซื้อเพราะเป็นช่วงขาลง ลงทุนไปหลายแสน แต่ขายได้แค่หลักหมื่น  ผู้สร้างบางคนเครียดหนักที่ขาดทุนย่อยยับ  ถึงขนาดขนจตุคามมาเททิ้งข้างถนนเป็นการประชด

จตุคามดังหรือไม่ คงเป็นที่ทราบๆกัน แต่จำได้แม่นยำว่า มีคนรุมแย่งจอง จนเหยียบกันตาย....
เห็นข่าวแล้วจะบ้าตาย นี่หรือชาวพุทธ นี่หรือคือสิ่งที่องค์ศาสดาสอนสั่ง แค่แย่งจองก้อนหินก้อนดินก็เหยียบกันตาย น่าอับอายชาวพุทธในประเทศอื่นที่ไม่เคยมีเรื่องพิลึกพิลั่นแบบนี้

นี่คือสัจจะธรรม....  เมื่อจตุคามไม่ไช่ของจริง ไม่ได้ทำให้รวยจริง หรือศักดิ์สิทธิ์จริง ทุกอย่างก็กลับคืนสู่สามัญ  

อยากรวยก็ต้องขยันและรู้จักทำมาหากิน  ก้อนหินก้อนดินที่พระท่านเสกเป่า  จะช่วยให้เรารวยขึ้นมาได้อย่างไร  ใครเสกก็โง่  ใครเป่าก็บาป  ท่านปัญญาเคยพูดไว้นานแล้ว  และเตือนสติแก่พระสงฆ์ที่ไม่ได้ทำตัวให้เป็นที่พึ่งทางใจ  พระแบบนี้ท่านบอกว่า 

อยู่ไปก็เปลืองข้าวสุกเสียข้าวสารชาวบ้านเปล่าๆ  


สาธุ...




เที่ยวเขมรตอนที่ 12 ตอนต่อไป   คงพาเข้าป่าเข้ารกไปจนถึงภูเขาพนมกุเลน  เรียกว่าคนละเรื่องกับตอนที่ 11  ทีเห็นภาพโรงแรมน่าอยู่สุขสบาย   ตอนที่ 12 จะเป็นตอนที่พาไปพบกับคนเขมรที่แท้จริง  ชนิดที่แตกต่างกับเมืองเสียมเรียบอย่างสิ้นเชิง




โฟโต้ออนทัวร์
7 กันยายน 2553




...............................................................................................................................................................................................................................................

แผนที่ตัวเมืองเสียมเรียบ แผนที่ตลาดซาจ๊ะ แผนที่วังเจ้าสีหนุ คลิกที่ภาพเพื่อดูภาพขยาย




...............................................................................................................................................................................................................................................


แผนที่ ประเทศกัมพูชา เส้นทางปอบเปต - เสียมเรียบ ระยะทาง 159 กม.
คลิกที่ภาพเพื่อดูภาพขยาย







 
 
   copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ