เบ็งเมเลีย บึงมาลา จังหวัดพระวิหาร Beng Melea koh ker นครวัดตะวันออก

Photoontour.Com โฟโต้ออนทัวร์    เว็บไซต์ภาพถ่าย เว็บไซต์ท่องเที่ยว    Home > Outbound Tour > Koh Ker > Beng Melea     
ทริปเกาะแกร์ เบ็งมาเลีย ปราสาทธม ปิรามิด ยุคขอมโบราณ (Koh Ker Beng Mealea)
1 ปอยเป็ต
2 สู่เสียมเรียบ
3 โตนเล
4 โตนเล 2
5 ปราสาทพราห์ม
6 ปิรามิดขอม
7 ปราสาทชลับ
8 ปราสาทอังคณา
9 ตลาดซาจ๊ะ
10 ชีวิตคนเขมร
11 การแสดง
12 วัดพนมกุเลน
13 กบาลสะเปียน
14 เบ็งเมเลีย
15 ขากลับ
ตอนที่ 15  Off road, Siem Reab to Poipet ถนนสายฝุ่น ภาพสุดท้ายบนเส้นทาง เสียมเรียบ - ปอยเปต

Koh Ker temple : Koh Ker temple complex once used to be a capital city in Angkor Era—but not located in Angkor area. It is about 80 kilometers northeast of Angkor complex or about 50 kilometers west of Tbaeng Meanchey of Preah Vihear province. This capital city was built by King Jayavarman IV (AD 928-941), when Angkor throne met the crisis in the royal family. Jayavarman IV brought Devaraja (Shiva linga)—the holy doll of the Kingdom with him from Angkor city to Koh Ker in AD 921, and then declared himself as a King. In his capital, he built a huge 7-tiered pyramid temple with 40 meters high.

(ตอนที่ 15 เส้นทางขากลับ ) นั่งแท๊กซี่ฝ่าดงฝุ่นบนถนนที่กำลังก่อสร้าง จาก เสียมเรียบ - ปอยเปต ระยะทาง 160 กม.
               
 
 
 
 
 
 

สนใจทริปไหน  
คลิกเลย >  

 

 

ทริปเกาะแกร์ ตอนที่ 15
(เดินทางเมื่อเดือน พค.51)




ในที่สุดการเดินทางสู่เกาะแกร์ก็มาถึงช่วงสุดท้าย  ภาพชุดนี้เป็นการเดินทางกลับประเทศไทย บนถนนสาย 7 ชั่วโคตร จากเสียมเรียบ - ปอยเปต ที่ใช้เวลาก่อสร้างมานานหลายปี และผู้รับเหมาสร้างทางก็ไม่ไช่ใครที่ไหน บริษัท ส.เทียนทอง ของป๋าเหนาะเรานี่เอง

สำหรับการท่องเที่ยวเกาะแกร์ หรืออาณาจักรขอมที่โลกลืม หากดูภาพตลอดทั้งทริปนี้หรือทั้ง 15 ตอน  คงไม่ง่ายที่จะมีใครคิดไปเที่ยว  เพราะมันทั้งไกล  และแทบไม่มีสภาพของปราสาทให้เห็น  เกือบทุกแห่งที่ไปพบแทบจะเรียกได้ว่าเหลือแต่กองอิฐที่พังทลาย

เห็นภาพปราสาทแล้วก็หนักใจแทนผู้ที่จะเข้ามาบูรณะเพื่อให้เห็นเค้าโครงเหมือนกับปราสาทอื่นๆของเขมร เช่นปราสาทนครวัด นครธม ที่อยู่ในเขตพระนคร หรือในเมืองเสียมเรียบ

หากจะบูรณะก็คงต้องใช้เวลาค่อนข้างนาน ขณะเดียวกันก็ต้องใช้เทคโนโลยี่สมัยใหม่เข้ามาช่วย เพื่อให้หินแต่ละก้อนที่มีการทำเครื่องหมายไว้แล้วนั้น  สามารถนำมาต่อให้เป็นรูปเป็นร่างด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ที่สามารถจำลองภาพออกมาให้ใกล้เคียงกับของจริงเมื่อราว 800-900 ปีก่อน

ความจริงปราสาทต่างๆที่อยู่ในป่าบริเวณเขาพนมกุเลนนั้น ไม่ได้ถูกปล่อยให้ทิ้งร้างเสียทีเดียว  เพราะบางแห่งยังเห็นองค์กรของต่างประเทศเข้ามาดูแล  เพียงแต่ว่าค่อยเป็นค่อยไป ไม่รีบเร่ง บางแห่งก็เห็นป้ายเชิญชวนหาสปอนเซอร์  หรือต้องการจะะขอเป็นเจ้าภาพปราสาทไหนก็บอก  คนเขมรและผู้เชี่ยวชาญก็จะทำให้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา แต่กว่าจะทำเสร็จก็คงต้องใช้เงินอีกมาก  และยังต้องให้มีรูปร่างใกล้เคียงกับสภาพเดิมให้มากที่สุด 

แต่ปัญหาว่าสภาพเดิมจะหาจากที่ไหน เพราะปราสาทจำนวนไม่น้อยไม่มีข้อมูลทางประวัติศาสตร์ใดๆเลย ขณะเดียวกันก็ยังไม่มีนักประวัติศาสตร์หรือนักโบราณคดีเข้ามาศึกษา สิ่งที่เห็นก็ไม่ต่างกับเป็นปริศนาอยู่กลางป่า

เรื่องนี้คงต้องพึ่งพาชาติตะวันตก เช่นเดียวกับ นายอองรี มูโอต์ นักธรรมชาติวิทยาชาวฝรั่งเศส ผู้ไขปริศนาปราสาทนครวัด นครธม เพราะหากไม่มีนายมูโอต์ นครวัด-นครธม ก็อาจเป็นเศษหินที่กองอยู่อย่างไร้ค่ากลางป่าลึก

เขมร ยังมีปราสาทอีกมากมายที่ยังไม่เปิดให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว  และที่เปิดในขณะนี้ก็หากินกันไม่หมด  ขอมในอดีตจึงเป็นหนี้บุญคุณให้กับคนเขมรในปัจจุบัน  ไม่ต่างกับทิ้งทรัพย์สินอันล้ำค่าให้มีกินมีใช้กันอย่างไม่มีวันหมดสิ้น

ล่าสุดปราสาทพระวิหารได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก  นี่ก็เป็นเทวสถานที่ยิ่งใหญ่อลังการตามที่ทราบๆกัน  แต่กว่าจะเปิดให้เป็นสถานท่องเที่ยวกันอย่างสมบูรณ์ คงต้องทะเลาะกับไทยอีกหลายยก  โดยเฉพาะกับกลุ่มคนไทยที่พยายามจุดประกายความขัดแย้ง จนยากที่ฝ่ายรัฐบาลจะเจรจากันได้อย่างฉันท์มิตรในแบบทวิภาคี หรือแบบสองต่อสอง เพราะเขมรแกไม่ยอมท่าเดียว ขณะเดียวกันก็พยายามลากเอาบุคคลที่ 3 หรือองค์กรอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง เพื่อให้เห็นว่าเป็นข้อพิพาทระหว่างประเทศ

และขณะนี้ (2 เมย. 54 ) นายวีระ สมความคิด ก็ยังคิดอยู่ในคุกเขมร  ที่ดันไปลองของ พา สส.พรรคประชาธิปัติย์กับพวกอีก 7 คน เดินข้ามเขตที่ยังมีปัญหา ทหารเขมรเห็นเข้าก็จับตัวส่งฟ้องศาล  ศาลเขมรตัดสินให้ติดคุกเป็นเวลา 8 ปี พร้อมกับปรับเป็นเงินอีก 1.8 ล้านเรียล (ประมาณ 52,000บาท) ในข้อหาจารกรรม

ผิดถูกในเรื่องชายแดนคงไม่มีใครตอบได้ เพราะมันยังไม่มีความชัดเจน และยังเป็นข้อพิพาทระหว่างกัน


เมื่อมันเป็นอย่างนี้จึงไม่ควรไปเสี่ยง คนไทยถูกทหารเขมรจับ จึงเข้าทางที่เขมรกำลังต้องการให้เป็นอย่างนั้น   คือจับหัวโจกที่เคยสร้างปัญหามาให้ได้  และขณะนี้ก็ถือว่าสมประสงค์ของรัฐบาลเขมรแล้ว  เมื่ออ้อยเข้าปากช้าง  จึงยากที่คะคายออกมา  ถึงจะคายก็คงมีเงื่อนไขชนิดที่ฝ่ายไทยคงรับไม่ได้

กฏหมายเขมร หรือขบวนการยุติธรรมของเขมรก็รู้ๆกันอยู่ ยิ่งคุกเขมรนั้นไม่ต้องพูด คงไม่ต่างกับนรก เจ็บไข้ได้ป่วยใครก็คงช่วยอะไรไม่ได้ และเห็นๆกันอยู่ว่า แม้แต่รัฐบาลไทยก็ช่วยอะไรไม่ได้

เรื่องเขมรอย่าทำเป็นเล่น  เพราะเขมรไม่ไช่ไทย  ความรู้สึกนึกคิดก็แตกต่างกับคนไทยอย่างสิ้นเชิง  อย่าเอาคำว่าประชาธิปไตยไปใช้กับเขมร  อย่าเอาเรื่องสิทธิมนุษยชนไปใช้กับประเทศนี้ เพราะเรื่องเหล่านี้ยังห่างไกลที่คนเขมรหรือผู้นำประเทศจะเข้าใจ  ทางที่ดีอยู่ห่างๆไว้จะดีกว่า

คนไทยไม่น้อยไม่เข้าใจคนเขมร  และไม่เข้าใจในรัฐบาลเผด็จการที่มีฮุนเซนเป็นผู้นำ ว่าเป็นอย่างไร

ลูกบ้าแกเยอะนะครับ

และแกก็อาละวาดไม่เลือกที่ ไม่ต่างกับ ดร.มหาเธย์ อดีตผู้นำของมาเลเซีย ที่ออกมาด่ารัฐบาลอเมริกาอย่างไม่ไว้หน้า และไม่ยอมพึ่งพากองทุน IMF เมื่อครั้งที่เกิดเศรษฐกิจฟองสบู่ในภูมิภาคนี้ราวปี 2541

การเจรจาในเรื่องต่างๆกับเขมรจึงต้องระมัดระวัง  ประเทศเราเป็นประชาธิปไตย ส่วนเขมรนั้นเป็นเผด็จการ เรื่องแบบนี้ต้องดูจีนเป็นต้นแบบ ที่เข้ากับรัฐบาลเผด็จการพม่าได้เป็นปี่เป็นขลุ่ย ทุกวันนี้จีนกลายเป็นผู้พัฒนาประเทศพม่า โดยเฉพาะเมือง เนบิดอว์ (์Nepidor) เมืองหลวงใหม่ ตึกอาคารที่สร้างกันอย่างทันสมัยนั้น ก็เป็นผลงานของผู้รับเหมาจากจีนทั้งสิ้น และคำตอบในเรื่องนี้ก็คือ จีนโกยเงินเข้าประเทศลูกเดียว

เรื่องประชาธิปไตยนั้น คนไทยเข้าใจได้ในระดับหนึ่ง  ส่วนคนเขมรยังห่างไกลกับเรื่องเหล่านี้มาก คนเขมรปัจจุบันยังต้องตีนถีบปากกัดเพื่อต่อสู้กับความอยู่รอด ไม่สนใจว่ารัฐบาลจะเป็นอย่างไร  ไม่สนใจว่าใครจะโกงชาติ และไม่เข้าใจว่า การโกงของคนในรัฐบาลนั้นจะส่งผลเสียหายต่อประเทศอย่างไร คนเขมรไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับเรื่องนี้มากนัก  และคิดว่ามันเป็นกฏ เป็นธรรมเนียมอย่างหนึ่งของสังคมเขมร 

เช่นทหารตำรวจจะเรียกเงินใต้โต๊ะ  คนเขมรก็ยอมรับ และต้องจ่าย  โดยไม่คิดว่าเป็นเรื่องคอรัปชั่นแต่อย่างใด  และเขาก็รู้ว่าค่าธรรมเนียมจริงๆที่เข้ารัฐนั้นมันเท่าไร  และตำรวจได้เท่าไร  เรื่องนี้ไม่ต่างกับประเทศพม่า

อย่าลืมว่าพม่าไม่มีการจ่ายใต้โต๊ะเหมือนบ้านเรานะครับ เพราะทุกอย่างจ่ายบนโต๊ะกันหน้าตาเฉย โดยไม่ต้องระแวงว่าใครจะรู้เห็น ถึงรู้ก็ทำอะไรไม่ได้ นี่คือพม่้่า ซึ่งไม่ต่างกับเขมร

ปัจจุบันคนเขมรขอเพียงให้มีระบบชลประทานที่ดี  มีน้ำไว้ปลูกข้าวทำการเกษรตรในยามหน้าแล้ง  ขอให้มีถนนหนทางสะดวก  ทำแค่นี้ได้พวกเขาก็พอใจแล้วละครับ  เพราะมันทำให้พวกเค้าลืมตาอ้าปากได้

การที่คนเขมรจะลุกขึ้นมาปฏิวัติประเทศเหมือนกับบ้านอื่นเมืองอื่น  บอกได้เลยว่ายากมากๆ  ถึงรอชาติหน้าก็ไม่แน่ใจว่าจะสำเร็จหรือไม่  

ไม่ต้องอะไรมาก  ขนาดประธานพรรคฝ่ายค้านของเขมร หรือนาย สม รังสี ทุกวันนี้ก็ยังต้องหลบหนีไปอยู่ฝรั่งเศส   เพราะแกให้ชาวบ้านไปยกหลักปักเขตประเทศระหว่างกัมพูชา กับประเทศเวียดนาม โดยหาว่าเวียดนามขยับหลักหมุด  จึงให้ชาวบ้านช่วยกันถอนกลับมาที่เดิม  ผลปรากฏรัฐบาลฮุนเซนจับตัวไปขึ้นศาล  และศาลตัดสินว่ามีความผิดอาญา  จนเจ้าตัวต้องหลบไปอยู่ในต่างประเทศเพื่อหนีคุกหนีตาราง

นี่ขนาดหัวหน้าพรรคฝ่ายค้านของเขมรนายกฯฮุนเซนแกยังเล่นถึงขนาดนี้ ดังนั้นเรื่องของนายวีระ สมความคิด จึงถือว่าประหลิ๋วติ๋ว และคงไม่ต้องบอกว่าจะดิดคุกเขมรอีกนานแค่ไหน

ปัจจุบันเขมรนั้นไม่ได้อยู่โดดเดี่ยวนะครับ  ฝรั่งเศสในฐานะที่เคยปกครองเขมรมาก่อนย่อมรู้ดี  จะเข้ามาเกี่ยวข้องในบางเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องของโบราณสถานในยุคขอม  ซึ่งปัจจุบันก็มีองค์กรของชาติฝรั่งเศสได้เข้ามาบริหารจัดการ คนพวกนี้มองอนาคตไปไกลกว่าที่เราคิด และจะรุกคืบเข้าไปทีละเล็กละน้อย  ไม่บุ่มบ่ามเอะอะโวยวายเหมือนกับที่เรากำลังทำกัน 

เหตุที่ฝรั่งเศสต้องการเข้ามามีอำนาจในการบริหารจัดการกับปราสาทขอมแทนรัฐบาลเขมร ก็มีเรื่องเดียวเท่านั้นคือความเป็นมืออาชีพ

ฝรั่งเศสคงไม่ปล่อยให้รัฐบาลเขมรเข้ามาบริหารกับมรดกโลกอันล้ำค่า  เพราะรู้ว่าเขมรไม่มีศักยภาพพอ   หากให้เขมรทำกันเองก็คงเละเทะเหมือนกับที่ประเทศไทยกำลังประสบ เนื่องจากควบคุมไม่ได้ และบริหารไม่เป็น  ของมีค่าแต่บ้านเรากลับปล่อยให้หมดคุณค่า ซึ่งเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นมาแล้ว

และการที่ชาติตะวันตกรวมทั้งยูเนสโกพยายามเข้าข้างเขมร ก็เพราะไม่ต้องการให้ไทยเข้าไปยุ่งกับปราสาทพระวิหาร รวมทั้งอีกหลายๆแห่งตามแนวชายแดน เหตุผลก็คือ ไม่ต้องการให้ไทยเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหาร ขณะเดียวกันก็พยายามที่จะกีดกันไม่ให้ไทยเข้ามาเป็นคณะกรรมการร่วม

อนาคตเดาได้เลยครับว่า ปราสาทขอมตามแนวชายแดน เช่นปราสาทตาควายในเขตจังหวัดสุรินทร์ คงเสร็จเขมรจนหมด แต่เรื่องนี้คงไม่เกิดขึ้นในเร็ววัน เพราะเรื่องนี้ต้องใช้เวลาอีกยาวไกล และนี่คือบทลงโทษที่ยูเนสโกทำกับไทย ฐานปล่อยปละละเลย รวมทั้งขาดการจัดการที่ดีกับแหล่งมรดกโลกในประเทศของตนเอง

อย่าลืมว่าคำว่า  “มรดกโลก”  มันไม่ไช่มรดกของประเทศไทย  เราไปยอมรับกฏกติกาและขึ้นทะเบียนกับยูเนสโก ก็ไม่ต่างกับมีคนอื่นเป็นเจ้าของอยู่ด้วย  เจ้าของที่ว่านี้ก็คือ  มวลมนุษยชาติ

คำว่า มรดกของชาติ กับคำว่า มรดกโลก ความหมายจึงแตกต่างกัน  

และนี่ก็คือคำตอบที่ว่าทำไมชาติตะวันตกจึงต้องการเข้ามาบริการจัดการกับปราสาทขอมในประเทศกัมพูชา  รวมทั้งปราสาทพระวิหารที่กำลังมีข้อพิพาทกับไทยในพื้นที่ 4.6 ตารางกม.นี้ด้วย

หากไทยกับเขมรทะเลาะกันในเรื่องปราสาทขอม ก็ต้องบอกว่าพันธมิตรของเขมรมีหลายชาติ และเท่ากับว่าเรากำลังท้าดวลกับชาติมหาอำนาจที่เดินแต้มเหนือกว่าไทยหลายขุม เรื่องเขมรจึงต้องใจเย็น ให้ทุกอย่างนิ่ง และมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน จากนั้นจึงได้เวลาสู่การเจรจา

ประเทศไทยมีปัญหาภายใน กรณีลุกล้ำพื้นที่ที่เป็นมรดกโลกเช่น อุทยานประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยา  หรือ อช.เขาใหญ่ รวมทั้งที่อื่นๆด้วยนั้น  มันพิสูจน์ถึงศักยภาพในการบริหารจัดการที่องค์การยูเนสโกหวั่นวิตก  ว่าไทยเราไม่สามารถควบคุมให้เป็นไปตามข้อตกลง  เรายังคิดในวงแคบๆว่า  มรดกโลกในประเทศไทยที่ขึ้นทะเบียนกับยูเนสโกนั้นมันเป็นสมบัติของชาติ(ไทย)  แต่ความเป็นจริงแล้วมันเป็นมรดกของคนทั้งโลก  เพียงแต่ว่ามันอยู่ในพื้นที่ประเทศไทยเท่านั้น

หากคนในบ้านนี้เมืองนี้  ยังมีทัศนคคิที่ผิดๆ  เราก็คงต้องทะเลาะกับเขมร กันไปตลอดชาติ  และหากมีข้อพิพาทไปถึงองค์กรระดับโลก  ก็เชื่อว่าเราเสียเปรียบเขมรแน่นอน

ไม่มีใครแปลกใจเลยหรือว่า  ทำไมจู่นายกรัฐมนตรีฮุนเซนจึงต้องการที่จะให้ข้อพิพาทเรื่องปราสาทพระวิหารในเรื่องพื้นที่ 4.6 ตาราง กม.ขึ้นสู่ศาลโลก  และไม่คิดเลยหรือว่าจะมีกุนซืออยู่เบื้องหลังในเรื่องนี้

เขียนเรื่องเกาะแกร์อยู่ดีๆ  แต่ดันเฉไฉไปเรื่องปราสาทพระวิหาร   ขอวกกลับมาบนเส้นทางหฤโหดระหว่างเสียมเรียบ - ปอยเปต ดีกว่า

ต้องบอกก่อนว่า  ภาพทั้งหมดที่เห็นนี้ถ่ายเมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 51 หรือราว 3- 4 ปีมาแล้ว  เป็นช่วงที่ถนนเส้นนี้กำลังก่อสร้าง  ขณะนั้นบางช่วงกลายเป็นถนนราดยางหรือเสร็จไปแล้วประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์  ส่วนที่เหลืออีก 70 เปอร์เซ็นต์นั้นผู้เดินทางจึงต้องกินฝุ่นกันแบบที่เห็น

ณ วันนี้คาดว่าคงเสร็จสมบูรณ์ตลอดทั้งสาย  ใครไปเที่ยวเสียมเรียบก็คงจะสะดวกและรวดเร็วกว่าแต่ก่อนมาก  

สำหรับผู้เดินทางในช่วงก่อนปี 51 หรือ 52 ถือว่าเป็นรุ่นบุกเบิก  หลายคนคงได้ประสบการณ์กับถนนสายฝุ่น และเป็นหลุมเป็นบ่อชนิดที่คาดไม่ถึงว่าจะหนักหนาสาหัสกันถึงขนาดนี้  แต่พอนั่งรถไปสักพักก็เริ่มชินและยอมรับกับสภาพ

วันที่เดินทางกลับได้เหมารถแท๊กซี่จากเสียมเรียบมายังปอยเปต ในระยะทางประมาณ 160 กม.  คิดค่าโดยสารแบบเหมา เป็นเงิน 1200 บาท แต่ปรากฏว่าคุ้มค่ากับการเดินทางมาก  เป็นประสบการณ์ครั้งหนึ่งของชีวิต  ที่คิดว่าความตายมันเป็นเช่นนั้นเอง

วันนั้นหลังจัดกระเป๋าก็ออกจากโรงแรมในตอนเย็นๆ โดยนัดกับแท๊กซี่ให้มารับ เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยโชฟอร์เขมรวัยประมาณ 30 ก็ทะยานออกอย่างรีบเร่ง   ทีแรกก็สงสัยว่าจะรีบ(ไปตาย) ที่ไหนกัน ถนนนอกเมืองเสียมเรียบก็ไม่เรียบร้อย เป็นหลุมเป็นบ่อ และฝุ่นตลบ แต่พี่แกก็ขับขนิดไม่เกรงใจคนนั่ง ครั้นพอนั่งไปสักพัก
จึงรู้ว่า แท๊กซี่เขมรขับกันแบบนี้นี่เอง

ขับรถแบบนี้ถือว่าปกตสำหรับโชเฟอร์ แต่ผู้โดยสารใจไม่ปกติ ต้องท่องนะโม ธัมโม สังโฆ ไปตลอดทาง ขณะเดียวกันก็ยังวางแผนว่า หากเกิดอะไรขึ้นเราจะแก้ปัญหาอย่างไร  เรียกว่าหายใจไม่ทั่วท้อง

ใครมาเที่ยวเสียมเรียบเมื่อราว 3 ปีก่อนคงรู้ดีว่า ถนนราดยางจะมีให้เห็นเฉพาะในตัวเมืองเท่านั้น พอออกนอกเมืองก็่เป็นดินลูกรัง ขรุขระ และเวลาที่กลับเป็นช่วงเวลาเลิกงาน ถนนจากเสียมเรียบสู่ปอยเปตจึงคับคั่งไปด้วยยานพาหนะนานาชนิด ทั้งอีแต๋น มอเตอร์ไซด์ และจักรยาน บางครั้งก็อาจมีฝูงวัวที่กำลังต้อนข้ามถนนให้ได้ระทึกใจอีกด้วยว่าจะเดินมาชนรถหรือไม่

เมืองเขมรก็รู้ๆกันอยู่ว่าไม่ได้ยึดกฏจราจรมากนัก  โดยเฉพาะถนนกำลังก่อสร้างที่เป็นหลุมเป็นบ่อ  เรื่องขับตามกฏจราจรนั้นเลิกพูดได้เลย 

กฏของการใช้ถนนในเมืองเขมรกรณีเช่นนี้ก็คือว่า  ตรงไหนเป็นทางเรียบก็วิ่งในช่องทางนั้น โดยไม่สนใจว่าจะเป็นเลนซ้ายหรือขวา  เพียงแต่กว่าหากมีรถมาข้างหน้าก็จะหลบให้ถูกทาง หากเราไม่หลบ อีกฝ่ายหนึ่งก็ต้องหลบก็เท่านั้นเอง เขาไม่ว่ากันนะครับ  จะเรียกว่าวัดดวงหรือเปล่าก็ไม่ทราบได้ น่าจะเรียกว่าถ้อยทีถ้อยอาศัยกันมากกว่า 

เย็นวันนั้นเห็นฝนตั้งเค้ามาตั้งแต่ออกจากตัวเมืองเสียมเรียบ มองไปข้างหน้าสายฝนเริ่มโปรยปราย ท้องฟ้ามึดครึ้ม  พอรถเข้าเขตฝน ถนนก็เละเทะไปตามระเบียบ  จากฝุ่นก็มาเจอฝน ชนิดตั้งรับกันไม่ทัน รถสวนกันแต่ละทีก็สาดกระเด็นกันมันส์หยด

การเดินทางในเย็นวันนั้นจึงได้หลายรสชาติ แถมยังมีวิ่งบนคันนาอีกด้วย เรียกว่าเกินคุ้มจริงๆ บ้านเราคงขับไม่ได้ในสภาพถนนแบบนี้ ขืนลุยก็รับประกันว่าช่วงล่างพังยับเยิน แต่รถเก๋งในเมืองเขมรทุกคันเขาปรับช่วงล่างให้แข็งขึ้น เพื่อลุยโดยเฉพาะ

เท่านั้นไม่พอโชเฟอร์ก็บ้าบิ่นพอๆกับสภาพถนน ในวันนั้นแกขับซิ่งลุยฝุ่น โดยขับจี้มาตืดๆกับรถชั้นดี โตโยต้าเล็กซัส และ ฮอนด้า CRV ชนิดที่ไม่ด้ดูตัวเองว่าเป็นแค่รถเก๋งธรรมดาๆ แต่พี่แกก็ไม่ธรรมดา ไล่กวดจนล้ำหน้าและทิ้งห่างออกไปเรื่อยๆ

นึกถึงวันนั้นแล้วเสียวใส้ พี่แกจ่อท้ายคันหน้าจนฝุ่นกลบและแทบไม่เห็นถนน นึกในใจว่าหากเกิดอะไรขึ้นก็ต้องบอกว่าเต็มๆ เรียกปอเต๊กตึ้งได้เลย

สภาพของถนนและการสัญจรของผู้คนบนเส้นทางสายนี้ สะท้อนให้เห็นการเดินทางของคนเขมรว่ามีความลำบากแค่ไหนเมื่อเทียบกับบ้านเรา  รถกระบะโดยสารนั่งกันเต็มและวิ่งฝ่าฝนมาตลอดทาง  ทั้งฝุ่นทั้งโคลนดินกระเด็นติดผู้โดยสารจนเสื้อผ้าเปลี่ยนสี ดูแต่ละคนก็ไม่ได้วิตกแต่อย่างใด รถบางคันก็เห็นแม่เด็กอุ้มลูกน้อยอยู่ในมือ

นี่เป็นการเดินทางบนถนนสายหลัก และเป็นเรื่องปกติของเมืองเขมร 

บ้านเราเห็นมีโครงการถนนปลอดฝุ่นทุกหมู่บ้าน  แต่ที่เขมรขอเพียงให้มีรถโดยสารอย่างพอเพียง  และขอให้มีถนนราดยางในสายหลักๆแค่นี้ก็ดีใจถมถืดแล้ว  

ถนนสายเสียมเรียบ – ปอยเปต ถือว่าเป็นถนนสายสำคัญของกัมพูชา สินค้าจากไทยที่เดินทางเข้าเขมรก็ต้องผ่านเส้นทางนี้ ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันเชื้อเพลิง  ปูนซีเมนต์  วัสดุก่อสร้าง ฯลฯ 

หากต้องการทราบว่าสินค้าจากไทยที่ส่งมายังเขมร ก็ต้องไปสังเกตการณ์กันถึงด่านปอยเปต  ที่นั่นคึกคักตลอดทั้งวัน  มีการขนส่งสินค้าด้วยรถบรรทุกนานาชนิด  รวมทั้งรถลากที่ใช้แรงงานคน  และขนกันยิ่งกว่ากองทัพมด จนแปลกใจว่าเขมรซื้อทุกอย่างไม่เว้นแม้กระทั่ง  พืช ผัก ผลไม้ รวมทั้งเนื้อสัตว์

เคยสงสัยเหมือนกันว่า  เขมรไม่ปลูกผักปลูกหญ้ากันหรือไง  ได้คำตอบว่าเขมรไม่มีสวนผลไม้  ที่ดินก็แห้งแล้งกว่าไทย  ความสมบูรณ์ของพื้นที่การเกษตรยังเทียบไม่ได้กับฝั่งไทย  ดังนั้นเกือบทุกอย่างจึงต้องนำเข้า  ไม่ต่างกับด่านแม่สอด จังหวัดตาก  ที่นั่นชาวพม่าก็ขนผักขนปลาเข้าประเทศ สาเหตุก็เพราะพื้นที่ในเมืองเมียวดีชายแดนพม่า เขตติดต่อกับอำเภอแม่สอดมีแต่ความแห้งแล้ง

เขียนมาก็ยืดยาวแล้ว ตอนนี้ต้องขอเวลาไปอาบน้ำอาบท่ากันเสียที  นั่งแท๊กซี่จนมาถึงปลายทางที่ปอยเปต  เจอทั้งฝุ่นและโคลนจนเละเทะ รถก็ขับกันตะบันราด จนช่วงล่างแทบพัง  เห็นสภาพรถแล้วก็ดูไม่จืด  ค่าแท็กซี่ 1200 บาท คุ้มอะไรจะปานนั้น

ทริปเกาะแกร์ 15 ตอน จบบริบูรณ์ พบกันในทริปต่อๆไปครับ




โฟโต้ออนทัวร์
2  เมษายน 2554






...............................................................................................................................................................................................................................................


ปราสาทขอมที่คนไทยรู้จัก
ปราสาท
ปี พ.ศ. ที่สร้าง
รัชสมัย
ปัจจุบันมีอายุ
ข้อมูลโดยย่อ
1432- 1453
พระเจ้ายโสวรมัน ที่ 1
1101 ปี
เป็นเทวาลัย(สถานที่ใช้ทำพิธีบรวงสรวง) ปราสาทที่สร้างอยู่บนเนินเขา  
1487 - 1554
พระเจ้าราเชนทรวรมันที่ 2
1000 ปั
ปราสาทหินทรายสีชมภู สันนิษฐานว่าสร้างโดยสตรี  
1650-1693
พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2
861 ปี
เดิมนครวัดเป็นเทวสถานของศาสนาฮินดู ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อถวายแด่พระวิศณุ ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นศาสนาพุทธ นครวัดเป็นสิ่งก่อสร้างทางศาสนาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของโลก  
1729
พระเจ้าชัยวรมันที่ 7
825 ปี
เป็นวัดในพุทธศาสนาและเป็นวิหารหลวง มีการขยายพื้นที่สร้างต่อเติมอีกในรัชสมัยของพระเจ้าอินทรวรมันที่ 2  
1724 - 1763
พระเจ้าชัยวรมันที่ 7
791 ปี
สร้างขึ้นเป็นวัดประจำสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 หลังจากทรงได้ชัยชนะจากการขับไล่กองทัพอาณาจักรจามปา  

 
ลำดับกษัตริย์ของอาณาจักรขอมในยุคค่างๆ (แบ่งเป็น 3 ยุค)
พระนาม
ปี พ.ศ.
ศิลปะ / สถานที่ตั้งเมือง
  1 สมัยก่อนพระนคร [ Pre - Angkor]
ภววรมัน
พ.ศ. 1093 - 1143
พนมดา / เขาพนมกุเลน
จิครเสน
1143 - 1154
พนมดา / เขาพนมกุเลน
อิสานวรมัน
1154 - 1178
สมโบร์ไพรกุก / เขาพนมกุเลน
ชัยวรมันที่ 1
1178 - 1233
ไพรกเม็ง / เขาพนมกุเลน
เจนละแตก
1233 - 1345
กำพงพระ / เขาพนมกุเลน
     
  2 สมัยพระนคร [ Angkor]
ชัยวรมันที่ 2
พ.ศ. 1345 - 1393
กุเลน / เขาพนมกุเลน
ชัยวรมันที่ 3
1393 - 1420
กุเลน / เขาพนมกุเลน
อินทราวรมันที่ 1
1420 - 1432
พระโค / เขาพนมกุเลน
ยโสวรมันที่ 1
1432 - 1443
พระโค / เขาพนมกุเลน
จลาจล-ภาวะว่างกษัตริย์
1443 - 1471
บาเค็ง / เขาพนมกุเลน
ชัยวรมันที่ 4
1471 - 1485
เกาะแกร์ / เขาพนมกุเลน
ราเชนทราวรมันที่ 2
1487 - 1511
แปรรูป / เขตพระนคร
ชัยวรมันที่ 5
1511 - 1544
บันทายศรี / เขตพระนคร
สุริยวรมันที่ 1
1545 - 1593
ประตูพระราชวัง / เขตพระนคร
ยุธยาทิตยวรมันที่ 2
1593 - 1609
ปาปวน / เขตพระนคร
ฮาราชวรมันที่ 3
1609 - 1623
ปาปวน / เขตพระนคร
สงครามกลางเมือง
1623 - 1656
ปาปวน / เขตพระนคร
สุริยวรมันที่ 2
1656 - 1693
ปาปวน / เขตพระนคร
ทเรนอินทราวรมัน
1693 - 1703
นครวัด / เขตพระนคร
ยโสวรมันที่ 2
1703 - 1709
นครวัด / เขตพระนคร
ตรีภวนาถทิตยวรมัน
1709 -1720
นครวัด / เขตพระนคร
ชัยวรมันที่ 7
1720 - 1762
บายน / เขตพระนคร
     
 3 สมัยหลังพระนคร [ After - Angkor]
        ชัยวรมันที่ 8
พ.ศ. 1786 - 1838
เขตพระนคร
        อินทราวรมันที่ 3
1838 - 1870
เขตพระนคร
            ยุคเสื่อมของอาณาจักรขอม
1870 - 1974
            กษัตริย์กรุงศรีฯ ตีขอมได้สำเร็จ
พศ. 1974
โดยเจ้าสามพระยา (กษัตริย์กรุงครีองค์ที่ 7)
            ไทยเสียดินแดนขอมให้ฝรั่งเศส
23 มีนาคม 2449
ในสมัยรัชการที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

:ข้อมูลอื่นๆที่น่าสนใจ

ยุคอาณาจักรขอมเริ่มต้นหลังแยกตัวมาจากอาณาจักรฟูนัน ที่ถือเป็นต้นกำเนิดอาณาจักรขอม
หากนับช่วงเวลาตั้งแต่ปี พ.ศ. 1093 - ถึง พ.ศ. 1870 รวมอายุของยุคขอม เป็นเวลาประมาณ 800 ปี
สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 หรือ เจ้าสามพระยา (กษัตริย์กรุงศรีฯองค์ที่ 7)  ตีขอมได้สำเร็จ พ.ศ.1974
ขอมตกเป็นเมืองขึ้นของไทยเป็นเวลา 475 ปี
กษัตริย์ขอมทุกพระองค์นับถือพราห์ม-ฮินดู มีแต่พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เท่านั้นที่นับถือพุทธศาสนา
อาณาจักรขอมเริ่มต้นทางแถบเทือกภูเขาพนมกุเลน จากนั้นก็ค่อยๆเคลื่อนลงมาอยู่ใกลเสียมเรียบในปัจจุบัน
เทือกเขาพนมกุเลนเป็นเมืองเก่าของขอม หรือพระนครเก่า (นครนอกคอก) ปัจจุบันแถวนั้นเรียกว่าเกาะแกร์
เขตพระนครเก่า(เกาะแกร์) เป็นอาณาจักรขอมเก่าแก่ ที่เขมรพึงบูรณะและเปิดให้ท่องเที่ยวมาไม่นานนี้
ปราสาทต่างๆที่นักท่องเที่ยวได้ชมเรียกว่าเป็นเขตเมืองพระนครที่ย้ายมาจากพระนครเก่า(เขาพนมกุเลน)


 
 
 
   copyright © www.photoontour.com, All rights reserved : ภาพในเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ : สนใจภาพ